เหตุที่พระเจ้าไม่ทรงใช้มนุษย์ทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้าย แต่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงพระราชกิจนั้นด้วยพระองค์เอง

วันที่ 04 เดือน 11 ปี 2020

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือพระราชกิจของพระเจ้าเอง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจึงต้องทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้ เนื่องจากการพิพากษาคือการใช้ความจริงเพื่อครอบครองมนุษยชาติ จึงไม่มีคำถามเลยว่าพระเจ้าจะยังคงทรงปรากฏในภาพลักษณ์ที่เป็นมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้ท่ามกลางมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายจะทรงใช้ความจริงเพื่อสั่งสอนผู้คนทั่วโลกและทำให้ความจริงทั้งหมดเป็นที่รู้จักของพวกเขา นี่คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะ พระวจนะซึ่งตีแผ่ว่ามนุษย์เมินหมิ่นพระเจ้าอย่างไร ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิง เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

วันนี้ เป็นเพราะความโสมมของเจ้า เราจึงพิพากษาเจ้า และเป็นเพราะความเสื่อมทรามและการเป็นกบฏของเจ้า เราจึงตีสอนเจ้า เราไม่ได้กำลังโอ้อวดฤทธานุภาพของเรากับพวกเจ้าหรือจงใจกดขี่พวกเจ้า เราทำสิ่งเหล่านี้เพราะพวกเจ้าผู้ที่เกิดในแผ่นดินแห่งความโสมมนี้เปรอะเปื้อนสิ่งโสมมอย่างรุนแรงยิ่งนัก พวกเจ้าเพียงสูญเสียความสัตย์สุจริตและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าไป และพวกเจ้าได้กลายเป็นดั่งสุกรที่เกิดในมุมที่สกปรกที่สุดของโลก และดังนั้นเป็นเพราะการนี้นั่นเองพวกเจ้าจึงถูกพิพากษา และเราจึงปล่อยความโกรธของเราต่อพวกเจ้า แน่นอนว่าเป็นเพราะการพิพากษานี้นี่เองพวกเจ้าจึงสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม และว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าเป็นเพราะความบริสุทธิ์ของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์นี่เอง พระองค์จึงทรงพิพากษาพวกเจ้าและทรงปล่อยพระพิโรธของพระองค์ต่อพวกเจ้า เพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นการเป็นกบฏของมนุษย์ และเพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นความโสมมของมนุษย์ นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงบริสุทธิ์และไร้ที่ติ ทว่ายังดำรงพระชนม์ชีพในแผ่นดินแห่งความโสมม หากบุคคลหนึ่งเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับผู้อื่น และไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เกี่ยวกับเขา และเขาไม่มีอุปนิสัยที่ชอบธรรม เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะพิพากษาความชั่วช้าของมนุษย์ อีกทั้งเขาไม่เหมาะที่จะดำเนินการพิพากษามนุษย์ หากบุคคลหนึ่งจะพิพากษาอีกคนหนึ่ง นั่นจะไม่เหมือนกับว่าพวกเขากำลังตบหน้าตัวเองหรอกหรือ? ผู้คนที่โสมมทัดเทียมกับอีกคนหนึ่งจะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมในการพิพากษาบรรดาผู้ที่เหมือนกับพวกเขาได้อย่างไร? พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถพิพากษามวลมนุษย์ที่โสมมทั้งหมดได้ มนุษย์จะสามารถพิพากษาบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน? มนุษย์จะสามารถเห็นบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน และมนุษย์จะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะกล่าวโทษบาปเหล่านี้ได้อย่างไรกัน? หากพระเจ้าไม่ได้ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพิพากษาบาปของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะทรงสามารถเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงชอบธรรมได้อย่างไรกัน? เมื่อมีการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน พระเจ้าตรัสเพื่อพิพากษาผู้คน และเมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะเห็นว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์

ตัดตอนมาจาก “วิธีที่ขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สำหรับบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนังนั้น การเปลี่ยนอุปนิสัยของพวกเขาจำเป็นต้องมีเป้าหมายต่างๆ เพื่อไล่ตามเสาะหา และการรู้จักพระเจ้าจำเป็นต้องมีการเป็นประจักษ์พยานถึงกิจการจริงทั้งหลายและพระพักตร์จริงของพระเจ้า ทั้งสองนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น และทั้งสองนั้นสามารถบรรลุถึงได้โดยเนื้อหนังที่ปกติและจริงเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจุติเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น และทำไมจึงเป็นที่ต้องการของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน ในเมื่อผู้คนจำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติต้องถูกขับไล่ออกไปจากหัวใจของพวกเขา และในเมื่อพวกเขาจำเป็นต้องกำจัดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาออกไป พวกเขาก็ต้องรู้จักอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาเสียก่อน หากมนุษย์เพียงแค่ทำงานเพื่อขับไล่ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือออกไปจากหัวใจของผู้คนเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว เขาจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่ถูกต้องเหมาะสมได้ ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของผู้คนนั้นไม่สามารถถูกเปิดโปง ถูกกำจัดออกไป หรือถูกไล่ออกไปได้โดยสิ้นเชิงด้วยพระวจนะต่างๆ เพียงอย่างเดียว ท้ายที่สุดแล้วในการทำเช่นนี้ มันคงจะยังคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขับไล่สิ่งที่หยั่งรากลึกเหล่านี้ไปจากผู้คน มีเพียงการแทนที่สิ่งคลุมเครือและเหนือธรรมชาติเหล่านี้ด้วยพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า และการทำให้ผู้คนค่อยๆ รู้จักสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น จึงจะสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่เหมาะสมได้ มนุษย์ระลึกได้ว่าพระเจ้าผู้ที่เขาแสวงหาในอดีตกาลนั้นคลุมเครือและเหนือธรรมชาติ สิ่งที่ทำให้สามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ได้นั้นไม่ใช่การทรงนำโดยตรงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับประสาอะไรที่จะใช่คำสอนทั้งหลายของบุคคลเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คือพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ถูกวางแผ่ออกเมื่อพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะความเป็นปกติและความเป็นจริงของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติในจินตนาการของมนุษย์ มโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมทั้งหลายของมนุษย์สามารถถูกเผยออกมาได้ก็เฉพาะเมื่อถูกเทียบเคียงกับพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์เท่านั้น หากไม่มีการเปรียบเทียบกับพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ก็คงจะไม่สามารถถูกเผยออกมาได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากไม่มีความเป็นจริงมาเป็นเครื่องตีพ่าย สิ่งคลุมเครือทั้งหลายก็คงไม่สามารถถูกเผยออกมาได้ ไม่มีผู้ใดสามารถใช้พระวจนะทั้งหลายเพื่อทำพระราชกิจนี้ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถแสดงชัดถึงพระราชกิจนี้โดยใช้พระวจนะทั้งหลายได้ มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถทรงพระราชกิจของพระองค์เองได้ และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถทำพระราชกิจนี้ในนามของพระองค์ได้ ไม่สำคัญว่าภาษาของมนุษย์จะอุดมเพียงใด เขาไม่สามารถที่จะแสดงชัดถึงความเป็นจริงและความเป็นปกติของพระเจ้าได้ หากพระเจ้าทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เองและทรงแสดงพระฉายาของพระองค์และสิ่งทรงเป็นของพระองค์ออกมาโดยครบบริบูรณ์ มนุษย์ก็สามารถเพียงแค่รู้จักพระองค์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่านั้น และสามารถเพียงแค่มองเห็นพระองค์ได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ไม่มีมนุษย์ที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ได้

ตัดตอนมาจาก “มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งทรงปรากฏในรูปมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ที่แท้จริงแล้วมันเป็นเพราะซาตานได้ทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์คือผู้ซึ่งพระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด ซึ่งพระองค์ต้องทรงยอมรับเนื้อหนังเพื่อทำการสู้รบกับซาตานและเพื่อเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์โดยพระองค์เอง นี่เท่านั้นที่เป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจของพระองค์ การทรงจุติเป็นมนุษย์สองครั้งของพระเจ้ามีขึ้นเพื่อทำให้ซาตานปราชัย และเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดได้ดีขึ้นด้วย นั่นเป็นเพราะผู้ที่สามารถกระทำการสู้รบกับซาตานได้คือพระเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นพระวิญญาณของพระเจ้า หรือเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์ กล่าวสั้นๆ ได้ว่า บรรดาทูตสวรรค์ไม่สามารถเป็นผู้ที่กำลังทำการสู้รบกับซาตานได้ นับประสาอะไรที่มนุษย์ผู้ซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจะสามารถเป็นได้ บรรดาทูตสวรรค์ไร้พลังอำนาจที่จะต่อสู้ในการสู้รบนี้ และมนุษย์ก็ยิ่งไร้สมรรถภาพกว่านั้นเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ หากพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทรงพระราชกิจกับชีวิตของมนุษย์ หากพระองค์ทรงปรารถนาที่จะเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงช่วยมนุษย์ให้รอดโดยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้ว พระองค์ต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์โดยพระองค์เอง—นั่นคือ พระองค์ต้องทรงยอมรับเนื้อหนังเข้าไว้โดยพระองค์เอง และด้วยอัตลักษณ์ในธรรมชาติของพระองค์ กับพระราชกิจที่พระองค์ต้องทรงกระทำ จึงเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์และช่วยมนุษย์ให้รอดโดยพระองค์เอง หากมิเป็นเช่นนั้น หากว่าเป็นพระวิญญาณของพระเจ้าหรือมนุษย์ที่ทรงพระราชกิจนี้ เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะไม่มีวันได้สิ่งใดมาจากการสู้รบนี้ และมันคงจะไม่มีวันจบสิ้นลง มีเพียงเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไปทำสงครามกับซาตานท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงจะมีโอกาสแห่งความรอด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนั้นเท่านั้นที่ซาตานจะอับอายและจากไปโดยปราศจากโอกาสอันใดที่จะหาประโยชน์ใส่ตัว หรือแผนการอันใดที่จะลงมือดำเนินการ พระราชกิจที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงกระทำไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยพระวิญญาณของพระเจ้า และมันคงจะเป็นไปไม่ได้มากยิ่งขึ้นเสียอีกสำหรับมนุษย์ที่มีเนื้อหนังที่จะทำการนั้นในนามของพระเจ้า เนื่องจากพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชีวิตมนุษย์ และเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์ หากว่ามนุษย์จะมีส่วนร่วมในการสู้รบนี้ เขาก็คงจะเพียงแค่เผ่นหนีไปในความระส่ำระสายอันเปี่ยมวิบัติเท่านั้น และก็คงจะแค่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขาได้เลย เขาคงจะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขน หรือพิชิตมวลมนุษย์ที่กบฏทั้งปวงได้ แต่คงจะสามารถทำได้แค่เพียงงานเก่าเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ไปเกินพ้นหลักการทั้งหลาย หรือไม่ก็งานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้ซาตานปราชัยเท่านั้น แล้วไยต้องเป็นกังวลเล่า? อะไรหรือคือนัยสำคัญของพระราชกิจที่ไม่สามารถได้มวลมนุษย์ มา แล้วนับประสาอะไรกับการทำให้ซาตานปราชัย? และเช่นนี้เอง การสู้รบกับซาตานจึงสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นได้โดยพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น และมันคงแค่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะทำการนั้น หน้าที่ของมนุษย์คือเชื่อฟังและติดตาม เพราะมนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะทำงานซึ่งคล้ายคลึงกับการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกได้ และยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่สามารถที่จะดำเนินงานแห่งการสู้รบกับซาตานจนเสร็จสิ้นได้ มนุษย์สามารถเพียงแค่ทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัยภายใต้สภาวะผู้นำของพระเจ้าพระองค์เอง โดยผ่านทางการที่ซาตานได้รับความปราชัย นี่คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่มนุษย์สามารถทำได้ และดังนั้น ทุกครั้งที่การสู้รบครั้งใหม่เริ่มขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่า ทุกครั้งที่พระราชกิจแห่งยุคใหม่เริ่มต้นขึ้น พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำพระราชกิจนี้โดยพระองค์เอง โดยผ่านทางนี้ซึ่งพระองค์ทรงนำทางไปทั่วทั้งยุคและทรงเปิดเส้นทางใหม่สำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง

ตัดตอนมาจาก “การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้ากระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง ช่วงระยะแรก—การทรงสร้างโลก—กระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง และหากมิได้เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ ก็คงจะไม่มีผู้ใดมีความสามารถในการสร้างมวลมนุษย์ได้ ช่วงระยะที่สองคือการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง และมันกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เองเช่นกัน ช่วงระยะที่สามก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า มีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับบทอวสานของพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าที่จะต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระราชกิจแห่งการไถ่ การพิชิต การได้รับ และการทำให้มวลมนุษย์ทั้งปวงมีความเพียบพร้อมล้วนดำเนินการเสร็จสิ้นโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง หากพระองค์มิได้ทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็คงไม่สามารถเป็นตัวแทนอัตลักษณ์ของพระองค์ได้ และมนุษย์คงไม่สามารถกระทำพระราชกิจของพระองค์ได้ พระองค์ทรงนำทางมนุษย์โดยพระองค์เอง และทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เอง ก็เพื่อที่จะทำให้ซาตานปราชัย เพื่อที่จะได้รับมวลมนุษย์ และเพื่อที่จะมอบชีวิตที่ปกติบนแผ่นดินโลกให้มนุษย์ พระองค์ต้องทรงทำพระราชกิจนี้โดยพระองค์เอง เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของพระองค์ และเพื่อพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ หากมนุษย์เชื่อเพียงว่าพระเจ้าทรงมาเพื่อที่มนุษย์อาจมองเห็นพระองค์ เพื่อประโยชน์แห่งการทำให้มนุษย์มีความสุขเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อเช่นนั้นไม่มีคุณค่าอันใด ไม่มีนัยสำคัญอันใด ความเข้าใจของมนุษย์ผิวเผินเกินไป! พระเจ้าทรงสามารถทำพระราชกิจนี้อย่างถ้วนทั่วและอย่างครบบริบูรณ์ได้โดยการทรงดำเนินพระราชกิจนี้จนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เองเท่านั้น มนุษย์ไม่มีความสามารถในการทำพระราชกิจนั้นในนามของพระเจ้าได้ เมื่อเขาไม่มีอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรือเนื้อแท้ของพระองค์ เขาจึงไม่มีความสามารถในการทำพระราชกิจของพระเจ้าได้ และต่อให้มนุษย์ได้ทำพระราชกิจนี้ มันก็คงจะไม่มีประสิทธิผลใดๆ ครั้งแรกที่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการไถ่ เพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งหมดจากบาป เพื่อทำให้มนุษย์สามารถได้รับการชำระให้สะอาดและได้รับการยกโทษสำหรับบาปของเขาได้ พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยก็กระทำโดยพระเจ้าท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เองเช่นกัน ถ้าเพียงแค่ในระหว่างช่วงระยะนี้พระเจ้าตรัสคำเผยพระวจนะ เช่นนั้นแล้ว ก็อาจสามารถพบว่าผู้เผยพระวจนะหรือใครบางคนที่มีพรสวรรค์ได้เข้าแทนที่ของพระองค์ ถ้าเพียงแค่มีการตรัสคำเผยพระวจนะ เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็คงจะสามารถทำการแทนพระเจ้าได้ กระนั้น หากมนุษย์พยายามจะทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวเองและพยายามที่จะทำงานกับชีวิตของมนุษย์ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะทำงานนี้ มันต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจนี้ ในยุคพระวจนะ ถ้าเพียงแค่มีการตรัสคำเผยพระวจนะ เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะพบได้ว่า อิสยาห์หรือเอลียาห์ ผู้เผยพระวจนะทำพระราชกิจนี้ และคงจะไม่มีความจำเป็นใดสำหรับพระเจ้าพระองค์เองที่จะต้องทรงทำมันด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระราชกิจที่ทำในช่วงระยะนี้มิใช่เพียงการตรัสคำเผยพระวจนะเท่านั้น และเพราะมันมีความสำคัญมากขึ้นที่จะต้องใช้พระราชกิจแห่งพระวจนะเพื่อพิชิตมนุษย์และทำให้ซาตานปราชัย พระราชกิจนี้จึงไม่สามารถกระทำโดยมนุษย์ได้ และต้องกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เองด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ ในยุคธรรมบัญญัติ พระยาห์เวห์ได้ทรงพระราชกิจในส่วนของพระองค์ ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์ได้ตรัสพระวจนะบางประการและทรงพระราชกิจบางประการโดยผ่านทางบรรดาผู้เผยพระวจนะ นั่นเป็นเพราะมนุษย์สามารถทำหน้าที่แทนพระยาห์เวห์ในพระราชกิจของพระองค์ได้ และบรรดาผู้ทำนายสามารถทำนายสิ่งทั้งหลาย และตีความความฝันบางอย่างในนามของพระองค์ได้ พระราชกิจที่กระทำในปฐมกาลมิใช่พระราชกิจแห่งการเปลี่ยนอุปนิสัยของมนุษย์โดยตรง และไม่เกี่ยวข้องกับบาปของมนุษย์ และประสงค์เพียงแค่ให้มนุษย์ยึดปฏิบัติตามธรรมบัญญัติเท่านั้น ดังนั้น พระยาห์เวห์จึงมิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และเปิดเผยพระองค์เองต่อมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับตรัสต่อโมเสสและคนอื่นๆ โดยตรง ทรงทำให้พวกเขาพูดและทำงานในนามของพระองค์ และเป็นเหตุให้พวกเขาทำงานโดยตรงท่ามกลางมวลมนุษย์ พระราชกิจช่วงระยะแรกของพระเจ้าคือสภาวะผู้นำของมนุษย์ มันคือการเริ่มต้นของการสู้รบกับซาตาน แต่การสู้รบนี้ยังมิได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ สงครามที่เป็นทางการกับซาตานเริ่มต้นขึ้นด้วยการจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกของพระเจ้า และมันได้ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงวันนี้ การสู้รบครั้งแรกของสงครามนี้คือเมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน การตรึงกางเขนพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ได้ทำให้ซาตานปราชัย และมันเป็นช่วงระยะที่ประสบผลสำเร็จครั้งแรกในสงครามนี้ เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจกับชีวิตมนุษย์โดยตรง นี่จึงได้เป็นการเริ่มต้นที่เป็นทางการของพระราชกิจแห่งการได้มนุษย์คืนกลับมา และเนื่องจากนี่คือพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของมนุษย์ มันจึงเป็นพระราชกิจแห่งการสู้รบกับซาตาน พระราชกิจช่วงระยะที่พระยาห์เวห์ทรงกระทำในปฐมกาลเป็นเพียงแค่สภาวะผู้นำของการใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลกของมนุษย์เท่านั้น มันเป็นการเริ่มต้นของพระราชกิจของพระเจ้า และถึงแม้ว่ามันยังมิได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบใดๆ หรืองานใหญ่ใดๆ มันก็ได้วางรากฐานให้แก่พระราชกิจแห่งการสู้รบที่จะมาถึง ต่อมา พระราชกิจช่วงระยะที่สองในระหว่างยุคพระคุณเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงสร้างชีวิตมนุษย์ขึ้นมา การนี้ต้องกระทำโดยพระเจ้าด้วยพระองค์เอง กล่าวคือ การนี้จำเป็นที่พระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง หากพระองค์มิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่สามารถทำแทนพระองค์ในพระราชกิจช่วงระยะนี้ได้ เพราะมันเป็นการทำหน้าที่แทนพระราชกิจแห่งการต่อสู้โดยตรงกับซาตาน หากมนุษย์ได้ทำงานนี้ในนามของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ยืนต่อหน้าซาตาน ซาตานคงจะไม่นบนอบ และคงจะไม่มีทางที่จะทำให้มันปราชัยได้ มันจำเป็นที่จะต้องเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งเสด็จมาเพื่อทำให้มันปราชัย เนื่องจากเนื้อแท้ของพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์นั้นยังคงเป็นพระเจ้าอยู่ พระองค์ยังคงเป็นชีวิตของมนุษย์ และพระองค์ยังคงเป็นพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตาม อัตลักษณ์และเนื้อแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง และดังนั้น พระองค์ได้ทรงยอมรับเนื้อหนังและได้ทรงพระราชกิจเพื่อทำให้เกิดการนบนอบที่ครบบริบูรณ์ของซาตาน ในระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจในยุคสุดท้าย หากมนุษย์จะต้องทำพระราชกิจนี้และถูกทำให้ต้องพูดพระวจนะโดยตรง เช่นนั้นแล้วเขาคงจะไม่สามารถพูดพระวจนะเหล่านั้นออกไปได้ และหากมีการพูดคำเผยพระวจนะออกไป เช่นนั้นแล้วคำเผยพระวจนะนี้ก็คงจะไม่สามารถพิชิตมนุษย์ได้ พระเจ้าเสด็จมาเพื่อทำให้ซาตานปราชัยและทำให้เกิดการนบนอบที่ครบบริบูรณ์ของมัน โดยการทรงยอมรับเนื้อหนัง เมื่อพระองค์ทรงเอาชนะซาตานได้โดยสิ้นเชิง ทรงพิชิตมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ และทรงได้มนุษย์มาโดยครบบริบูรณ์ พระราชกิจช่วงระยะนี้ก็จะครบบริบูรณ์และสัมฤทธิ์ผลสำเร็จ ในการบริหารจัดการของพระเจ้านั้น มนุษย์ไม่สามารถทำการแทนพระเจ้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกิจแห่งการทรงนำทางในยุคนั้นและการเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ก็จำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีกที่พระเจ้าพระองค์เองจะต้องทรงกระทำด้วยพระองค์เอง การมอบวิวรณ์ให้มนุษย์และการจัดเตรียมคำเผยพระวจนะให้มนุษย์สามารถกระทำได้โดยมนุษย์ แต่หากมันเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าต้องทรงกระทำด้วยพระองค์เอง เป็นพระราชกิจแห่งการสู้รบระหว่างพระเจ้าพระองค์เองกับซาตาน เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็ไม่สามารถกระทำพระราชกิจนี้ได้ ในระหว่างช่วงระยะแรกของพระราชกิจ เมื่อไม่มีการสู้รบกับซาตาน พระยาห์เวห์ได้ทรงนำทางประชาชนอิสราเอลด้วยพระองค์เองโดยการใช้คำเผยพระวจนะที่ผู้เผยพระวจนะพูด ภายหลังจากนั้น ช่วงระยะที่สองของพระราชกิจคือการสู้รบกับซาตาน และพระเจ้าพระองค์เองทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง และเสด็จเข้าสู่เนื้อหนัง เพื่อทรงพระราชกิจนี้ สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบกับซาตานก็เกี่ยวข้องกับการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า การสู้รบนี้มนุษย์ไม่สามารถกระทำได้ หากมนุษย์จะต้องทำการสู้รบ เขาก็คงไม่สามารถทำให้ซาตานปราชัยได้ เขาจะสามารถมีความแข็งแกร่งไปต่อสู้กับมันได้อย่างไรในขณะที่ยังคงอยู่ภายใต้แดนครอบครองของมัน? มนุษย์อยู่ตรงกลาง กล่าวคือ หากเจ้าเอนไปหาซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นของซาตาน แต่หากเจ้าทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเป็นของพระเจ้า หากมนุษย์จะต้องพยายามและทำการแทนพระเจ้าในพระราชกิจแห่งการสู้รบนี้ เขาจะสามารถทำได้หรือไม่? หากเขาทำได้ เขาก็คงจะไม่พินาศนานมาแล้วใช่หรือไม่? เขาคงจะไม่ได้เข้าสู่นรกขุมลึกนานมาแล้วใช่หรือไม่? ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสามารถที่จะแทนที่พระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์ได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า มนุษย์ไม่มีเนื้อแท้ของพระเจ้า และหากเจ้าทำการสู้รบกับซาตาน เจ้าคงจะไม่สามารถทำให้มันปราชัยได้ มนุษย์สามารถทำงานบางอย่างได้เท่านั้น เขาสามารถชนะใจผู้คนบางคนได้ แต่เขาไม่สามารถทำการแทนพระเจ้าในพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้ มนุษย์จะสามารถทำการสู้รบกับซาตานได้อย่างไร? ซาตานคงจะจับเจ้าเป็นเชลยก่อนที่เจ้าจะได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงสู้รบกับซาตานและมนุษย์ติดตามและเชื่อฟังพระเจ้าบนพื้นฐานนี้เท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้าและรอดพ้นจากข้อผูกมัดของซาตาน สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยปัญญาและความสามารถของเขาเองนั้นมีจำกัดเหลือเกิน เขาไม่มีความสามารถในการทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ ในการนำทางมนุษย์ และยิ่งกว่านั้น ในการทำให้ซาตานปราชัย เชาวน์ปัญญาและสติปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถสกัดกั้นกลอุบายของซาตานได้ ดังนั้นมนุษย์จะสามารถทำการสู้รบกับมันได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระเจ้าทรงเป็นปฐมและอวสาน คือพระองค์ด้วยพระองค์เองนั่นเองที่ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนไหว และดังนั้นก็ต้องเป็นพระองค์ด้วยพระองค์เองที่ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้น นี่คือข้อพิสูจน์ถึงการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ของพระองค์และถึงการพิชิตโลกของพระองค์ แต่ละครั้งที่พระองค์ด้วยพระองค์เองทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ มันเป็นการเริ่มต้นการสู้รบครั้งใหม่ หากไม่มีการเริ่มต้นงานใหม่ ก็คงจะไม่มีการสรุปปิดตัวของงานเก่าโดยธรรมชาติ และเมื่อไม่มีการสรุปปิดตัวงานเก่า นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการสู้รบกับซาตานยังไม่มาถึงบทอวสาน มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาและทรงดำเนินพระราชกิจใหม่ท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถหลุดพ้นจากแดนครอบครองของซาตานได้โดยสิ้นเชิง และได้รับชีวิตใหม่และการเริ่มต้นใหม่ มิฉะนั้นมนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในยุคเก่าไปตลอดกาลและดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลเก่าๆ ของซาตานไปตลอดกาล ด้วยทุกยุคที่พระเจ้าได้ทรงนำนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และด้วยเหตุนั้นมนุษย์จึงรุดหน้าไปพร้อมกับพระราชกิจของพระเจ้าไปสู่ยุคใหม่ ชัยชนะของพระเจ้าหมายถึงชัยชนะสำหรับคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์ หากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ทรงสร้างได้รับหน้าที่ให้ทำการสรุปปิดตัวยุค เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองของมนุษย์หรือของซาตาน การนี้คงจะไม่เป็นมากไปกว่าการกระทำของการต่อต้านหรือทรยศพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า และงานของมนุษย์ก็คงจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับซาตาน มีเพียงเมื่อมนุษย์เชื่อฟังและติดตามพระเจ้าในยุคที่พระเจ้าพระองค์เองทรงนำมาเท่านั้นซาตานจึงจะเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ดังนั้น เรากล่าวว่าพวกเจ้าจำเป็นแต่เพียงต้องติดตามและเชื่อฟังเท่านั้น และไม่มีการพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเจ้าอีก นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการที่แต่ละคนรักษาหน้าที่ของเขาและแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่การงานเฉพาะของเขา พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และไม่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องทำการนั้นแทนพระองค์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงมีส่วนร่วมในงานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ของเขาเองและไม่มีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการเชื่อฟัง และการพิสูจน์ถึงความพ่ายแพ้ของซาตาน หลังจากที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงเสร็จสิ้นการนำมาซึ่งยุคใหม่ พระองค์ก็ไม่เสด็จลงมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ด้วยพระองค์เองอีกต่อไป เป็นเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเขาและดำเนินพันธกิจของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เหล่านี้คือหลักการที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ ซึ่งไม่มีผู้ใดอาจล่วงละเมิดได้ มีเพียงการทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผลและมีเหตุผล พระราชกิจของพระเจ้าจะถูกกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนที่ และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้สรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้วางแผนพระราชกิจนั้น และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้บริหารจัดการพระราชกิจ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้นำพาพระราชกิจไปสู่การเกิดผล ดังที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราเป็นปฐมกาลและอวสาน เราคือผู้หว่านและผู้เก็บเกี่ยว” ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองแผนการบริหารจัดการหกพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำพระราชกิจของพระองค์แทนพระองค์ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถนำพาพระราชกิจของพระองค์มาสู่การปิดตัวได้ เพราะพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ถือครองทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อได้ทรงสร้างโลกแล้ว พระองค์จะทรงนำทางทั้งโลกให้ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างของพระองค์ และพระองค์จะทรงสรุปปิดตัวทั้งยุคด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการนำพาแผนการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ไปสู่การเกิดผล!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ความแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญระหว่างพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงใช้

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เรียกว่าพระคริสต์ และพระคริสต์คือเนื้อหนังมนุษย์ที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงจุติมา...

ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับพระราชกิจของพระวิญญาณ

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระราชกิจของพระยาห์เวห์คือการทรงสร้างโลก มันคือการเริ่มต้น พระราชกิจช่วงระยะนี้คือบทอวสานของพระราชกิจ...

เหตุที่มีการกล่าวว่า การทรงจุติเป็นมนุษย์สองครั้งของพระเจ้าทำให้นัยสำคัญของการทรงจุติเป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง การจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกนั้นก็เพื่อไถ่มนุษย์จากบาป เพื่อไถ่เขาโดยวิถีทางของพระวรกายเนื้อหนังของพระเยซู...