วิธีอธิษฐานให้ได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

วันที่ 29 เดือน 10 ปี 2021

โดยซินดี้ สหรัฐอเมริกา

การอธิษฐานคือวิธีที่พวกเราในฐานะคริสตชนเข้าใกล้พระเจ้า รวมไปถึงภาวะที่จำเป็นสำหรับพวกเราที่จะได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้รับการให้ความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างโดยพระเจ้า หากพวกเราอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างจริงแท้ และเข้าใจหลักธรรมและการปฏิบัติเกี่ยวกับการอธิษฐาน เมื่อพวกเราเผชิญความลำบากยากเย็นหรือสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในชีวิตของพวกเรา พวกเราย่อมจะมีความสามารถที่จะเผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นได้ในแบบผ่อนคลายตามสบาย

คริสตชนสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเผชิญหน้าความท้าทายของชีวิตอย่างง่ายดายได้อย่างไร? โดยผ่านทางการอธิษฐานและการแสวงหา การอ่านพระวจนะของพระเจ้า และการค้นหาข้อมูลจากบทตอนที่เกี่ยวข้องในคัมภีร์ ฉันได้พบบางหนทางแล้วเมื่อไม่นานมานี้

สารบัญ
1. การอธิษฐานที่จริงใจสามารถนำมาซึ่งการพลิกฟื้นได้
2. เหตุผลที่พวกเราไม่สามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยผ่านทางคำอธิษฐานของพวกเราได้
· ก. ในยามที่พวกเราอธิษฐาน พวกเรากำลังร้องเรียกพระเจ้าอย่างจริงแท้อยู่หรือไม่?
· ข. คำอธิษฐานของพวกเราสมเหตุสมผลและเชื่อฟังหรือไม่?
· ค. เนื้อหาของคำอธิษฐานของพวกเราอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

1. การอธิษฐานที่จริงใจสามารถนำมาซึ่งการพลิกฟื้นได้

พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสไว้ว่า “แล้วเจ้าจะร้องทูลเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า” (เยเรมีย์ 29:12) พระเจ้าได้ตรัสบอกพวกเราอย่างชัดเจนว่า ตราบที่พวกเราร้องเรียกพระองค์ในการอธิษฐาน พระองค์ย่อมจะทรงช่วยเหลือพวกเราให้ผ่านพ้นเวลาที่ลำบากยากเย็น มีเรื่องราวมากมายที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับสถานการณ์ที่พลิกฟื้นและปัญหาที่ได้รับการแก้ไขโดยผ่านทางการอธิษฐาน ตัวอย่างเช่น เมื่อโยชูวาได้นำคนอิสราเอลเข้าทำสงครามกับคนอาโมไรต์ เขาอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงได้ยินการอธิษฐานของเขาและต่อสู้เพื่อคนอิสราเอล ในท้ายที่สุดแล้ว คนอาโมไรต์ก็ถูกทำให้ปราชัย (ดู โยชูวา 10:1-14) และมีคนนีนะเวห์ที่ได้กลายเป็นเสื่อมทรามและเลวจนถึงขั้นที่ได้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า แต่เมื่อโยนาห์ผู้เผยพระวจนะได้สัมพันธ์สนิทคำเตือนของพระเจ้ากับพวกเขา พวกเขาก็สวมชุดผ้ากระสอบและเข้าไปอยู่ในกองเถ้า และอดอาหารและอธิษฐานเป็นเวลา 40 วัน ตลอดจนเลิกล้มหนทางชั่วของพวกเขาภายในหัวใจของพวกเขาอย่างครบถ้วน เมื่อพระเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นว่าคนนีนะเวห์กลับใจอย่างแท้จริง พระองค์ได้ทรงแสดงความสงสารต่อพวกเขาและอนุญาตให้พวกเขายังใช้ชีวิตอยู่ต่อไป (ดู โยนาห์ 3) อีกเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลได้พังทลายลงแล้ว โดยที่พวกยิวในแผ่นดินต่างประเทศถูกคนสูงศักดิ์ที่ชั่วใส่ความและตกอยู่ในภัยอันตรายที่จะถูกสังหาร ในวิกฤติครั้งนี้เอสเธอร์ได้นำพี่น้องผู้คนชาวยิวของเธอให้อดอาหารและอธิษฐานเป็นเวลาสามวันสามคืน และเต็มใจที่จะเสี่ยงกับความตายเพื่อไปพบกษัตริย์ พระยาห์เวห์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาและในท้ายที่สุดแล้วคนชั่วก็ถูกประหาร ผู้คนชาวยิวได้หลีกเลี่ยงมหันตภัยครั้งใหญ่ ในแผ่นดินต่างประเทศแห่งนั้นพวกเขายังได้หลีกหนีการกลายเป็นทาสและได้รับความนับถือและความใจดีจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน (ดู เอสเธอร์ 3-8) พวกเราสามารถเห็นได้จากเหตุการณ์เหล่านี้ว่า เมื่อพวกเราฝากความหวังไว้ที่พระเจ้าอย่างจริงแท้และมอบถวายคำอธิษฐานที่จริงใจแด่พระองค์ สิ่งที่มิอาจจินตนาการได้ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้

2. เหตุผลที่พวกเราไม่สามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยผ่านทางคำอธิษฐานของพวกเราได้

บางทีพี่น้องชายหญิงบางคนอาจจะพูดว่า “พวกเราก็อธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยเช่นกันในยามที่พวกเราเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็น แต่หลังจากที่อธิษฐานชั่วครู่หนึ่ง ก็ยังคงไม่มีทางออกของปัญหาอันใดอยู่ดี นั่นก็แค่ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ทรงได้ยินคำอธิษฐานของพวกเรา” พระเจ้าคือพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความสัตย์ซื่อ และตราบที่พวกเราอธิษฐานต่อพระองค์อย่างจริงใจ พระองค์ย่อมจะทรงสดับรับฟัง หากคำอธิษฐานของพวกเราไม่ได้รับการยอมรับโดยพระเจ้า ก็ย่อมแน่ใจได้เลยว่ามีปัญหากับคำอธิษฐานของพวกเรา ในเวลาเช่นนั้นพวกเราควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าโดยพลันและทบทวนเหตุผลที่คำอธิษฐานของพวกเราไม่ได้อยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แล้วจึงแสวงหาจนพบเส้นทางที่ถูกต้องเหมาะสม พวกเราได้แบ่งปันอย่างกระชับถึงเหตุผลบางประการที่พวกเราไม่สามารถได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ไว้ที่ด้านล่างนี้

ก. ในยามที่พวกเราอธิษฐาน พวกเรากำลังร้องเรียกพระเจ้าอย่างจริงแท้อยู่หรือไม่?

โดยมากแล้ว เพราะพวกเราขาดพร่องความรู้ที่จริงแท้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์อันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า แม้ว่าพวกเรากำลังปรนนิบัติแต่ปากต่อการอธิษฐานและไว้วางใจมอบหมายสิ่งทั้งหลายต่อพระเจ้า แต่เมื่อพวกเราเผชิญความลำบากยากเย็นในชีวิต ในหัวใจของพวกเรานั้นพวกเรากำลังพึ่งพาตัวเองและพวกที่อยู่รอบตัวพวกเรา การอธิษฐานประเภทนั้นเป็นแค่การทำสิ่งทั้งหลายเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของรูปลักษณ์ และนั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงมีแววที่จะได้ยินการอธิษฐานนั้น ตัวอย่างเช่น มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งในคริสตจักรของฉัน—มีเงินกู้ก้อนหนึ่งที่ครอบครัวของเธอได้ขอยืมไปซึ่งจำเป็นที่จะต้องชำระคืนในไม่ช้า และเงินต้นกับดอกเบี้ยรวมกันแล้วมียอดมากกว่า 500,000 หยวน พวกเขามีเวลาแค่สามวันที่จะต้องชำระคืนเงินกู้ก้อนนี้ มิฉะนั้นพวกเขาก็คงจะถูกนำตัวไปขึ้นศาล ในยามที่เผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็นนี้ แม้ว่าเธอได้อธิษฐานต่อพระเจ้า แต่ภายในหัวใจของเธอนั้นเธอไม่ได้รู้สึกมั่นใจอย่างเต็มที่เลย เธอและสามีของเธอสาละวนเร่งร้อนในการใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของพวกเขา โดยขอยืมเงิน ณ ที่แห่งหนใดก็ได้ที่พวกเขาสามารถทำได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรวบรวมสะสมได้มากพอ พี่น้องหญิงคนนี้ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานและร้องเรียกพระเจ้าอย่างจริงแท้ อีกทั้งเธอยังได้เสาะแสวงจนพบน้ำพระทัยของพระเจ้าภายในพระวจนะของพระองค์ ท่ามกลางความวิตกกังวลและการหมดหนทางของเธอ โดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า เธอจึงได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงมีเวลาของพระองค์สำหรับเรื่องที่ว่าเงินกู้ก้อนนี้จะได้รับการชำระคืนเมื่อใด และว่าเธอควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าและเชื่อฟังกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ ทันทีที่เธอได้แปรเปลี่ยนท่าทีของเธอและพึ่งพาพระเจ้าอย่างจริงแท้ โดยกลายเป็นเต็มใจที่จะเชื่อฟังกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ ผู้เช่ารายหนึ่งซึ่งพักอยู่ในบ้านของเธอก็เริ่มออกตามหาตัวเธอจนพบและจ่ายค่าเช่าห้องเป็นเวลาหนึ่งปีรวมทั้งให้เธอยืมเงินจำนวนหนึ่ง สุดท้ายแล้ว วิกฤติของครอบครัวครั้งนั้นก็ถูกปัดป้องไปอย่างมีปาฏิหาริย์ เธอได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าจากการนั้น และได้เห็นว่าถึงแม้ว่าเธอเชื่อในพระเจ้า แต่เธอก็ไม่เคยเข้าใจพระองค์ เมื่อความเดือดร้อนกำลังจะเกิดขึ้น แม้ว่าเธอได้อธิษฐานต่อพระเจ้า แต่นั่นก็เป็นแค่การแสร้งทำท่าพอเป็นพิธี ความเป็นจริงก็คือว่า เธอกำลังยังคงพยายามที่จะพึ่งพาการคิดและความสามารถของตัวเองเพื่อจัดการกับการนั้น เธอยังไม่ได้มีความสามารถที่จะรู้สึกและได้รับประสบการณ์กับกฎเกณฑ์ของพระเจ้าในสภาพแวดล้อมประเภทนั้น และผลลัพธ์ก็คือ เธอได้กลายเป็นใครบางคนที่กล่าวอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ได้มีที่สำหรับพระเจ้าในหัวใจของเธอ พระเจ้าได้ทรงเปิดโอกาสให้สภาพแวดล้อมนั้นตกมาถึงเธอ เพื่อที่ว่าเธอจะได้เรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้าและได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์อย่างแท้จริงในหนทางที่จริงอย่างยิ่ง นั่นเป็นไปก็เพื่อที่เธอจะสามารถได้รับความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับกฎเกณฑ์อันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และวางใจพระองค์จริงๆ ในความท้าทายในอนาคต

เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเราในฐานะเหล่ามนุษย์ลงทุนและทำงานหนักกับสิ่งที่ไม่กำหนดพิจารณาจุดจบของเรื่องๆ หนึ่ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างตัดสินใจโดยกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ก็เหมือนดังที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา” (เศคาริยาห์ 4:6) พระเจ้าตรัสว่า “บางครั้ง การมองไปที่พระเจ้าไม่ได้หมายถึงการขอให้พระเจ้าทรงทำบางสิ่งบางอย่างโดยใช้พระวจนะเฉพาะ หรือการขอการทรงนำหรือการทรงอารักขาเฉพาะจากพระองค์ ในทางตรงกันข้าม นั่นก็คือว่า เมื่อผู้คนเผชิญกับประเด็นปัญหาบางอย่าง พวกเขามีความสามารถที่จะไปหาพระองค์อย่างจริงใจได้ ดังนั้น พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งใดอยู่ตรงนั้นเมื่อผู้คนไปหาพระองค์? เมื่อหัวใจของใครบางคนหวั่นไหว และพวกเขามีความคิดดังนี้ว่า ‘โอ พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่สามารถทำการนี้ด้วยตัวเองได้ ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำการนี้อย่างไร และข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอและเป็นแง่ลบ…’ เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวพวกเขา พระเจ้าไม่ทรงรู้เกี่ยวกับการนี้กระนั้นหรือ? เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวผู้คน หัวใจของพวกเขาจริงใจหรือไม่? เมื่อพวกเขาไปหาพระเจ้าอย่างจริงใจในหนทางนี้ พระเจ้าทรงยินยอมที่จะช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่? ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่าพวกเขาอาจยังไม่ได้พูดสักคำ พวกเขาก็แสดงให้เห็นความจริงใจ และดังนั้น พระเจ้าจึงทรงยินยอมที่จะช่วยเหลือพวกเขา เมื่อใครบางคนเผชิญความลำบากยากเย็นคล้ายขวากหนามเป็นพิเศษ เมื่อพวกเขาไม่มีใครให้หันไปหา และเมื่อพวกเขารู้สึกอับจนหนทางเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาฝากความหวังเดียวของพวกเขาไว้กับพระเจ้า คำอธิษฐานของพวกเขาเป็นเหมือนสิ่งใดหรือ? สภาวะจิตใจของพวกเขาคือสิ่งใด? พวกเขาจริงใจหรือไม่? มีความเจือปนอันใดในเวลานั้นหรือไม่? เพียงเมื่อเจ้าไว้วางใจพระเจ้าราวกับพระองค์ทรงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เจ้ากำแน่นเอาไว้เพื่อช่วยชีวิตของเจ้าให้รอดนั่นเอง หัวใจของเจ้าจึงจริงใจ แม้ว่าเจ้าอาจไม่ได้พูดมากมาย แต่หัวใจของเจ้านั้นปั่นป่วนแล้ว นั่นคือ เจ้ามอบหัวใจที่ซื่อสัตย์ของเจ้าแด่พระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสดับรับฟัง เมื่อพระเจ้าทรงสดับรับฟัง พระองค์ทอดพระเนตรความลำบากยากเย็นของเจ้า และพระองค์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า นำทางเจ้า และช่วยเจ้า” (“บรรดาผู้เชื่อต้องเริ่มต้นโดยการมองกระแสนิยมชั่วของโลกให้ทะลุปรุโปร่ง”)

โดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างใส่ใจ พวกเราสามารถเห็นได้ว่าการพลิกฟื้นในเหตุการณ์หนึ่งนั้นก็คือร่างจำแลงที่แท้จริงของกฎเกณฑ์อันทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ ด้วยพระองค์แล้ว ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปได้ เหมือนกันไม่มีผิดกับตอนที่โยชูวาได้ไปรบกับกษัตริย์คนอาโมไรต์ห้าพระองค์ (กษัตริย์แห่งเยรูซาเล็ม กษัตริย์แห่งเฮโบรน กษัตริย์แห่งยารมูท กษัตริย์แห่งลาคีช กษัตริย์แห่งเอกโลน) เขากำลังเผชิญหน้ากองทัพศัตรูที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาจึงอธิษฐานและร้องเรียกพระยาห์เวห์พระเจ้าอย่างจริงแท้ พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเขาและทรงอยู่กับคนอิสราเอล ซึ่งเป็นเหตุให้กองทัพคนอาโมไรต์พังทลายและลงไปสู่ความอลหม่านในยามที่เผชิญหน้ากับคนอิสราเอล ในท้ายที่สุดแล้ว โยชูวาก็ได้นำผู้คนของเขาไปสู่ชัยชนะเหนือคนอาโมไรต์ พวกเราสามารถเห็นได้จากการนี้ว่า เมื่อพวกเราเผชิญความลำบากยากเย็น พวกเราต้องอธิษฐานและร้องเรียกพระเจ้าด้วยหัวใจที่จริงแท้และท่าทีที่จริงใจ โดยบอกพระองค์ว่าความขาดตกบกพร่องและความลำบากยากเย็นของพวกเราคืออะไร และแสวงหาน้ำพระทัย ความรู้แจ้ง และการทรงนำของพระองค์ พระวิญญาณของพระเจ้าสามารถทอดพระเนตรเข้าไปในทุกสรรพสิ่ง ทั้งนี้ หากพระองค์ทอดพระเนตรเห็นว่าพวกเรานั้นจริงแท้ พระองค์ย่อมจะทรงมอบความเชื่อและเรี่ยวแรงให้พวกเรา และนำพวกเราให้แก้ไขความลำบากยากเย็นและปัญหาของพวกเรา

ข. คำอธิษฐานของพวกเราสมเหตุสมผลและเชื่อฟังหรือไม่?

พวกเราทุกคนคิดว่าเนื่องจากพวกเราเชื่อในพระเจ้า ไม่สำคัญว่าพวกเรากำลังขาดพร่องสิ่งใด พวกเราจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งใด หรือพวกเราเผชิญความยากลำบากใด ตราบที่พวกเราอธิษฐานและร้องเรียกพระเจ้า พระองค์ย่อมจะทรงเห็นชอบกับคำร้องขอของพวกเรา พวกเราคิดถึงพระเจ้าในฐานะกรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์ ในฐานะหีบสมบัติ ทั้งนี้ ไม่ว่าคำร้องขอของพวกเราจะเป็นสิ่งใดก็ย่อมจะได้รับการสนอง ตัวอย่างเช่น เมื่อพวกเราเรียนหนังสือ พวกเราเอ่ยขอให้พระเจ้าประทานเชาวน์และปัญญาแก่พวกเรา เพื่อให้พวกเราสามารถทำได้ดีในการสอบของพวกเราและได้เกรดดีๆ ทั้งนี้ เมื่อมองหางาน พวกเราเอ่ยขอให้พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้พวกเราได้ตำแหน่งงานที่ดีและเปิดโอกาสให้พวกเราได้เงินเดือนดีโดยไม่ต้องพยายามมากเกินไป เมื่อมองหาคู่ครอง พวกเราเอ่ยขอให้พระเจ้าทรงช่วยเหลือพวกเราหาคู่ชีวิตที่ดี เพื่อให้พวกเราสามารถมีครอบครัวที่มีความสุขได้ เมื่อใครบางคนในครอบครัวของพวกเราล้มป่วยหรือบางสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น พวกเราเอ่ยขอพระเจ้าเพื่อให้ได้การดูแลเอาพระทัยใส่และการทรงอารักขาจากพระเจ้ามากขึ้นไปอีก และเอ่ยขอว่าพระองค์อาจจะได้ทรงทำให้ความยากลำบากนั้นพ้นไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเราเอ่ยขอให้พระเจ้าทรงอารักขาครอบครัวของพวกเราจากความเจ็บป่วยและความวิบัติ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่บ้านเปี่ยมสันติสุขและเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเราอธิษฐานต่อพระเจ้าในหนทางนี้อยู่เสมอ แต่คำอธิษฐานของพวกเราอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่?

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “มีผู้คนที่ลืมสถานะของตนเองทันทีที่พวกเขาเริ่มอธิษฐาน พวกเขายืนกรานว่าพระเจ้าประทานบางสิ่งบางอย่างให้พวกเขา โดยไม่ใส่ใจว่านั่นสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่ และผลลัพธ์ก็คือ คำอธิษฐานของพวกเขาก็อับเฉาในการอธิษฐาน เมื่อเจ้าอธิษฐาน สิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังขอในหัวใจของเจ้า สิ่งใดก็ตามที่เจ้าถวิลหา หรือบางที อาจจะมีประเด็นปัญหาที่เจ้าปรารถนาจะกล่าวถึง แต่เจ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในการนั้น และเจ้ากำลังทูลขอให้พระเจ้าทรงมอบปัญญาหรือเรี่ยวแรงกำลังให้แก่เจ้า หรือให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า—คำร้องขอของเจ้าเป็นสิ่งใดก็ตาม เจ้าต้องมีสำนึกรับรู้ในการถ่ายทอดคำนั้นออกมา หากเจ้าไม่มีสำนึกรับรู้ และคุกเข่าลงกล่าวว่า ‘พระเจ้า โปรดมอบเรี่ยวแรงกำลังแก่ข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มองเห็นธรรมชาติของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทูลขอให้พระองค์ทรงพระราชกิจ ข้าพระองค์ทูลขอพระองค์เพื่อการนี้และการนั้น ข้าพระองค์ทูลขอให้พระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเช่นนั้นเช่นนี้…’ การ ‘ทูลขอ’ นั้นของเจ้ามีคุณสมบัติเชิงขู่กรรโชก นั่นคือความพยายามที่จะสร้างความกดดันต่อพระเจ้า ที่จะบังคับให้พระองค์ทรงทำสิ่งที่เจ้าต้องการ—ผู้ซึ่งเจ้าได้กำหนดเงื่อนไขของพระองค์ไว้ล่วงหน้าแต่ฝ่ายเดียวแล้ว ไม่น้อยไปกว่านั้น ดังที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทอดพระเนตรนั้น คำอธิษฐานเช่นนั้นสามารถส่งผลใด เมื่อเจ้าได้ตั้งเงื่อนไขและกำหนดสิ่งที่เจ้าต้องการจะทำไปเรียบร้อยแล้ว?…เมื่อคนเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน พวกเขาต้องให้การคำนึงถึงวิธีที่พวกเขาอาจจะทำเช่นนั้นอย่างมีสำนึกรับรู้ และถึงวิธีที่พวกเขาอาจจะปรับสภาวะภายในของพวกเขาเพื่อสัมฤทธิ์ความยำเกรงและมีความสามารถในการนบนอบ เมื่อได้ทำเช่นนั้นแล้ว เมื่อนั้นก็ไม่เป็นไรเลยสำหรับเจ้าที่จะทำการอธิษฐานต่อไป เจ้าจะรู้สึกถึงการสถิตของพระเจ้า” (“นัยสำคัญของการอธิษฐานและการปฏิบัติของการอธิษฐาน”)

พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง—พระองค์คือพระผู้สร้างและผู้ปกครองแห่งทุกสรรพสิ่งในทั้งจักรวาล ในขณะที่พวกเราเหล่ามนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างตัวเล็กจ้อย ถึงแม้ว่าพวกเราได้ถูกยกระดับโดยพระเจ้าแล้วและได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์แล้ว โดยรับการให้น้ำและการเป็นผู้เลี้ยงของพระองค์ แต่สถานะของพวกเราก็ยังคงเป็นสถานะของมนุษยชาติที่เสื่อมทรามอยู่ดี ดังนั้น เมื่อพวกเราอธิษฐาน พวกเราจึงควรยืนในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและแบ่งปันความลำบากยากเย็นของพวกเรากับพระเจ้าเท่านั้นเอง โดยเอ่ยขอให้พระองค์ทรงดูแลการนั้นตามแต่พระองค์จะตั้งพระทัย พวกเราไม่สามารถเพียงแค่ทำข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอย่างหูหนวกตาบอด เอ่ยขอให้พระองค์ทรงปฏิบัติพระองค์ตามเจตจำนงของพวกเราเอง เพื่อสนองความอยากอันฟุ้งเฟ้อทางเนื้อหนังของพวกเรา หากพวกเราไม่รู้จักที่ของตัวเอง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับทำข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลต่อพระองค์อยู่เสมอ โดยเรียกร้องพระคุณและพระพรจากพระองค์อยู่เป็นนิตย์ และเวลาที่พระองค์ประทานสิ่งที่พวกเราขอแก่พวกเราจริงๆ พวกเราก็ขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่ชั่วขณะที่ภาวะทั้งหลายไม่เป็นดังที่พวกเราปรารถนา พวกเราก็ติเตียนพระเจ้าหรือกระทั่งลองพยายามที่จะใช้เหตุผลกับพระองค์ เช่นนั้นแล้ว นั่นไม่โอหังและไม่มีเหตุผลอย่างเหลือเชื่อหรอกหรือ? เหมือนกับที่เด็กคนหนึ่งที่ไม่ใส่ใจหรือคำนึงถึงบิดามารดาของพวกเขาเลย ไม่ลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของเด็กเลย แต่แค่เรียกร้องรายการทั้งหลายจากบิดามารดาอยู่เสมอ ชั่วขณะที่บิดามารดาของพวกเขาไม่สนองข้อเรียกร้องของพวกเขาอย่างครบถ้วน พวกเขาก็ติเตียนและว่ากล่าวบิดามารดา แน่นอนว่าบิดามารดาของพวกเขาคงจะพูดว่าเด็กคนนั้นกำลังขาดพร่องมโนธรรม และพวกเขาก็คงจะไม่ยินดีกับพวกเด็กๆ เหล่านั้น ในทำนองเดียวกัน เมื่อพวกเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง หากพวกเราขาดพร่องท่าทีของความศรัทธา โดยเอ่ยขอสิ่งนี้ต่อพระเจ้าและเรียกร้องสิ่งนั้นอยู่เสมอ แน่นอนว่าพวกเราจะไม่นำพาความชื่นบานมาสู่พระเจ้า และพระองค์ก็จะไม่ทรงยอมรับคำอธิษฐานของพวกเรา

นี่คือเหตุผลที่พวกเราควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในการอธิษฐานและแสวงหาด้วยหัวใจแห่งความเคารพเมื่อพวกเราเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็น ไม่สำคัญว่าจุดจบสุดท้ายเป็นสิ่งใด พวกเราจำเป็นที่จะต้องยืนในตำแหน่งของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและนบนอบต่อกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พวกเราไม่สามารถพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระเจ้าได้ นี่คือการอธิษฐานประเภทเดียวที่ได้รับการยอมรับโดยพระเจ้า

ค. เนื้อหาของคำอธิษฐานของพวกเราอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

บ่อยครั้งที่พวกเราอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อให้ได้สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนัง เช่นอาหารที่ดี เสื้อผ้า และความชื่นชมยินดีทางวัตถุ ตัวอย่างเช่น บางครั้งพวกเราอธิษฐานให้พระเจ้าทรงอวยพรพวกเราเพื่อให้พวกเราได้เงินตรามากขึ้นและได้มั่งคั่ง บางครั้งพวกเราอธิษฐานให้ลูกหลานของพวกเราได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดี เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวไปข้างหน้าในชีวิตและนำพาเกียรติมาสู่ครอบครัวได้ บางครั้งพวกเราอธิษฐานให้ได้ความปลอดภัยและความสำเร็จในการงานสำหรับพวกเราและครอบครัวของพวกเรา แต่พวกเราเคยคิดบ้างไหมเกี่ยวกับว่า พระเจ้าทรงรับรองคำอธิษฐานประเภทเหล่านี้หรือไม่? ครั้งหนึ่งองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนพวกเราว่า “เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายและกล่าวว่าจะเอาอะไรกิน? หรือจะเอาอะไรดื่ม? หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม? เพราะว่าบรรดาคนต่างชาติแสวงหาสิ่งทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้” (มัทธิว 6:31-32) พวกเราสามารถเข้าใจได้จากพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าว่า การทำคำร้องขอต่อพระเจ้าอยู่เสมอเพื่อให้ได้สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหนัง—สิ่งที่พวกเรากินและสิ่งที่พวกเราสวมใส่—ไร้ความหมาย นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงรู้อยู่แล้วว่าความต้องการจำเป็นทางกายภาพของพวกเราคือสิ่งใด และพระองค์ก็ได้ทรงตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราแล้ว ข้อกังวลทางเนื้อหนัง อาทิ อาหาร เสื้อผ้า และความยินดีทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นการชั่วคราวทั้งสิ้น ไม่สำคัญว่าพวกเราชื่นชมสิ่งเหล่านี้มากเพียงใด นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเราได้รับการรับรองจากพระเจ้า และโดยเฉพาะนั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเราได้รับชีวิตแล้ว ในทางตรงกันข้าม หากพวกเรามุ่งความสนใจไปที่ความชื่นชมยินดีทางวัตถุอยู่เสมอ หัวใจของพวกเราย่อมจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ จากพระเจ้า พวกเราจะกลายเป็นต่ำทรามมากขึ้นเรื่อยๆ และหากการนั้นร้ายแรง พวกเราย่อมจะยุยงความขยะแขยงของพระเจ้า เหมือนกับโซโลมอนในพระคัมภีร์—ในช่วงปีท้ายๆ ของเขา เขาได้กลายเป็นอุดมด้วยโภคทรัพย์มากขึ้นเรื่อยๆ และได้ชื่นชมความจำเริญไร้เขตคั่น แต่ยิ่งเขาสะดวกสบายมากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งกลายเป็นต่ำทรามมากขึ้นเท่านั้น เขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในความสำส่อนแบบไม่หยุดหย่อน กินและดื่มมากเกินไป และเขาได้หาภรรยาน้อยมามากกว่าพันคน และถึงขั้นเข้าร่วมศาสนาที่บูชารูปปั้นควบคู่ไปกับหญิงต่างชาติคนหนึ่ง สุดท้ายแล้ว พระเจ้าก็ทรงเดียดฉันท์เขา

ดังนั้นแล้วพวกเราควรอธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งใดหรือเพื่อได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์? นี่คือสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงจำเป็นที่จะต้องสอนพวกเราเกี่ยวกับการนั้น กล่าวคือ “แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้” (มัทธิว 6:33) “เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอธิษฐานเช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ในวันนี้ และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์ และขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย เพราะว่าราชอาณาจักร ฤทธานุภาพ และพระเกียรติเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน’” (มัทธิว 6:9-13)

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “แล้วเนื้อหาของการอธิษฐานล่ะ การอธิษฐานของเจ้าควรดำเนินไปทีละขั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะที่แท้จริงของหัวใจเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้ามาเข้าสนิทกับพระเจ้าตามน้ำพระทัยของพระองค์และตามที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากมนุษย์…เจ้ากล่าวว่า ‘โอ พระเจ้า! ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วง ข้าพระองค์มีความสามารถที่จะจะอุทิศการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของข้าพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น เพื่อที่พระองค์อาจทรงได้รับพระสิริจากพวกเรา เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงพระเกษมสำราญไปกับคำพยานที่พวกเรากลุ่มนี้กล่าวออกมา ข้าพระองค์ขอร้องให้พระองค์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเรา เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้มีความสามารถที่จะรักพระองค์อย่างแท้จริง และทำให้พระองค์สมดังพระทัยและไล่ตามเสาะหาพระองค์ในฐานะเป้าหมายของข้าพระองค์’ เมื่อเจ้ารับภาระนี้แล้ว พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมอย่างแน่นอน เจ้าไม่ควรอธิษฐานเพื่อผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้าควรอธิษฐานเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและเพื่อรักพระองค์อีกด้วย นี่คือการอธิษฐานประเภทที่แท้จริงที่สุด” (“ว่าด้วยกิจวัตรของการอธิษฐาน”)

พระวจนะของพระเจ้าชัดเจนอย่างยิ่ง ในฐานะคริสตชน พวกเราควรอธิษฐานเพื่อให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าเผยแผ่ไปยังทุกมุมของจักรวาล เพื่อให้ผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในอีกไม่นาน เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการดำเนินการในโลก พวกเรายังควรอธิษฐานอีกด้วยว่าพวกเราอาจแสวงหาและเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์และได้รับความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระองค์ ทั้งนี้ พวกเราควรอธิษฐานว่าวันหนึ่งในไม่ช้าพวกเราอาจสลัดทิ้งโซ่ตรวนแห่งความบาปหนาและไม่ใช้ชีวิตอยู่ในวงจรแห่งการทำบาปและการสารภาพอีกต่อไป คำอธิษฐานของพวกเราควรเป็นการถวายการต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า การคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า การรักและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอย่างแท้จริง และการชดใช้คืนความรักของพระองค์ คำอธิษฐานทุกจำพวกเหล่านี้ได้รับการรับรองจากพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ความปรารถนาชั่วชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่สุดของดาวิดก็คือการสร้างวิหารสำหรับพระเจ้าเพื่อให้ผู้คนธรรมดาทั่วไปของอิสราเอลสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้ เขาได้อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างจริงใจสำหรับการนี้ และได้ทำการตระเตรียมทุกจำพวกเพื่อสร้างวิหารแห่งนี้ เพราะคำอธิษฐานของเขาอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ทรงยอมรับคำร้องขอของดาวิด และต่อมาโซโลมอนบุตรชายของดาวิดก็ได้สั่งให้สร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นโดยประสบความสำเร็จ เป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อคำอธิษฐานของพวกเราคล้อยตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อคำอธิษฐานเหล่านั้นจริงแท้ พระเจ้าย่อมจะทรงยอมรับคำอธิษฐานเหล่านั้น นอกจากนั้น นี่ยังเปิดโอกาสให้พวกเราสถาปนาสัมพันธภาพที่ถูกต้องเหมาะสมกับพระเจ้า พวกเราจะได้รับความเชื่อและเรี่ยวแรงจากพระองค์ พัฒนาความเชื่อฟังและความรักที่จริงแท้ที่มีต่อพระองค์ และกลายเป็นใครบางคนซึ่งสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย ฉันวางใจว่าจากการสามัคคีธรรมนี้ คุณได้รับความเข้าใจไปบ้างแล้วเกี่ยวกับความสำคัญของการอธิษฐาน เหตุผลที่พวกเราไม่สามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยผ่านทางคำอธิษฐานของพวกเราได้ และวิธีอธิษฐานโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อพวกเราเผชิญความลำบากยากเย็นในชีวิต ตราบที่พวกเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้ามากขึ้นในการแสวงหา แน่นอนว่าพวกเราจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่พวกเราไม่เคยจินตนาการเลย และเท่าที่ดูจากชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา หากพวกเราอธิษฐานโดยรู้สึกตัวและทำการร้องขอโดยอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ย่อมจะทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่พวกเราอย่างแน่นอน

ขอพระเจ้าทรงอวยพรพวกเราให้มีความสามารถที่จะเข้าไปสู่การปฏิบัติการอธิษฐานของพวกเราได้ในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น อาเมน!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คนเราสามารถเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้แค่โดยการยอมรับการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าหรือ?

โดย Shen Qingqing, เกาหลีใต้ สารบัญ ความหมายที่แท้จริงของ “ความรอด” พวกเราสามารถรับความรอดและเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้อย่างไร?...

วิธีที่หญิงพรหมจารีสิบคนในพระคัมภีร์รับองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย เพราะว่าทุกสิ่งจะต้องเกิดขึ้น...

เหตุใดพระเจ้าจึงทรงเปิดโอกาสให้พวกเราทนทุกข์?

โดยหลี่ถง ชาวคริสเตียนมากมายรู้สึกสับสนว่า พระเจ้าคือความรัก และพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ แล้วเหตุใดเล่าพระองค์จึงทรงยอมให้พวกเราทนทุกข์?...

เหตุใดโลกศาสนาจึงต่อต้านและกล่าวโทษพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างบ้าคลั่งอยู่เสมอ

สองพันปีมาแล้วเมื่อองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยูเดีย...

ติดต่อเราผ่าน Messenger