เป็นที่เปิดเผย: ความหมายที่แท้จริงของ “การนั้นแล้วเสร็จแล้ว” ซึ่งตรัสโดยองค์พระเยซูเจ้าบนกางเขน

วันที่ 15 เดือน 10 ปี 2020

โดย Xiang’ai, มณฑลเฮยหลงเจียง

เมื่อเวลาเจ็ดโมงเช้า หวังซื่อกำลังเร่งรีบไปบ้านของฮุ่ยหมินลูกสาวของนาง ครึ่งชั่วโมงก่อน ศิษยาภิบาลจางได้มาที่บ้านของหวังซื่อเพื่อบอกนางว่า ลูกสาวและลูกเขยของนางได้ยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้ว การนี้ถือเป็นความประหลาดซึ่งมาประสบกับหวังซื่อ และนางก็คิดกับตัวเองว่า “บรรดาสมาชิกของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมา และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงพระวจนะของพระองค์และปฏิบัติช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจ เพื่อพิพากษามนุษย์และชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ แต่กระนั้นองค์พระเยซูเจ้าก็ได้ตรัสอย่างชัดเจนว่า ‘สำเร็จแล้ว’ เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนกางเขน และการนี้แสดงให้เห็นว่า พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นได้เสร็จสิ้นไปแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าอาจทรงสามารถกลับคืนมาเพื่อทรงพระราชกิจช่วงระยะใหม่ได้อย่างไร? ลูกสาวของฉันและสามีของเธอค่อนข้างคุ้นเคยกับพระคัมภีร์ และพวกเขาก็ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างค่อนข้างขะมักเขม้น พวกเขาเป็นผู้คนที่รอบคอบและเต็มไปด้วยความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงจะไม่ทำการตัดสินใจครั้งนี้อย่างหูหนวกตาบอด พวกเขาจะสามารถยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไปแล้วได้อย่างไรกัน? เกิดอะไรขึ้นตรงนี้?” หวังซื่องุนงงอย่างสุดขั้ว และนางต้องการที่จะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ และดังนั้น นางจึงเริ่มเดินทางไปยังบ้านของฮุ่ยหมินอย่างเร่งรีบ

30 นาทีถัดมา หวังซื่อก็มาถึงบ้านของลูกสาวของนาง ทันทีที่นางอยู่ข้างในแล้ว หวังซื่อก็เข้าประเด็นทันที และนางก็พูดกับลูกสาวของนางว่า “ศิษยาภิบาลจางมาหาแม่เมื่อตอนย่ำรุ่งเช้านี้และพูดว่า ลูกทั้งสองคนได้ยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้ว นี่มันจริงหรือ?”

ลี่จุน ซึ่งกำลังอ่านหนังสือเพื่อการศึกษาค้นคว้าอยู่ บังเอิญได้ยินเสียงแม่ยายของเขาแล้วจึงออกมาจากห้อง ฮุ่ยหมินเห็นแม่ของเธอแสดงสีหน้าค่อนข้างจะขึงขัง ดังนั้นเธอจึงจับมือแม่ของเธอแล้วนั่งลง เธอยิ้มและพูดว่า “ใช่ค่ะ แม่ พวกเราได้ยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้ว ระยะหลังๆ มานี้ ลี่จุนกับหนูได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาตลอด และพวกเราก็ได้เห็นพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เปิดเผยความจริงและความล้ำลึกทั้งปวงแห่งความรอดของมวลมนุษย์ของพระเจ้า อาทิ ความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า ความล้ำลึกของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ความล้ำลึกของพระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้า วิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์เพื่อชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมนุษย์ให้รอดในยุคสุดท้าย และบทอวสานและบั้นปลายสุดท้ายสำหรับมวลมนุษย์ และอื่นๆ ยิ่งพวกเราอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้นเท่าใด พวกเราก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้นว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริง ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้นว่าพระวจนะเหล่านี้มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ และยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้นว่าพระวจนะเหล่านี้คือพระสุรเสียงของพระเจ้า! แม่คะ องค์พระเยซูเจ้าผู้ซึ่งพวกเราได้โหยหามาเป็นเวลายาวนานเหลือเกินนั้น ได้ทรงกลับมาแล้วจริงๆ ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ทำไมแม่ไม่เจาะลึกการนั้นด้วยตัวแม่เองล่ะคะ!”

หวังซื่อฟังลูกสาวของนางแล้วสีหน้าของนางก็อ่อนลงเล็กน้อย นางพูดว่า “ฮุ่ยหมิน ตอนนี้คริสตจักรของพวกเรานั้นว่างเปล่า ดังนั้นแล้ว หากลูกไปตามหาคริสตจักรสักแห่งซึ่งมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้ว แม่ก็จะไม่หยุดยั้งลูก แต่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเทศนาว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกลับมาและกำลังทรงปฏิบัติช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจ เพื่อพิพากษามนุษย์และชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ การเป็นไปได้อย่างไรกัน? เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนกางเขน องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนมากว่า ‘สำเร็จแล้ว’ นี่แสดงให้เห็นว่า พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นจบไปแล้ว และตราบเท่าที่พวกเราสารภาพและกลับใจต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนั้นแล้ว บาปของพวกเราย่อมสามารถได้รับการยกโทษ และเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงอุ้มชูพวกเราไว้ในอาณาจักรสวรรค์ทันที พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่อันใดเลย การนี้ได้รับการเทศนาบ่อยครั้งโดยบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโส ดังนั้นแล้ว ลูกจะสามารถลืมการนั้นไปได้อย่างไรกัน? ลูกจะสามารถยอมรับหนทางแห่งฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไปได้อย่างไรกัน?”

ลี่จุนยิ้มและพูดว่า “แม่ครับ พวกเราได้ติดตามบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนามาตลอด และได้เชื่อว่า สิ่งที่องค์พระเยซูเจ้า ทรงหมายถึงโดยการตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนกางเขน ก็คือ พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นเสร็จสิ้นแล้ว และก็คือ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมาอีกครั้ง พระองค์จะทรงอุ้มชูพวกเราไว้ในอาณาจักรสวรรค์ทันที และจะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่อันใดเลย แต่ทรรศนะนี้สอดคล้องกับความหมายดั้งเดิมของพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่? การนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่? เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงอยู่บนกางเขน พระองค์ได้ตรัสเพียงพระวจนะสามวจนะนี้เท่านั้น นั่นคือ ‘สำเร็จแล้ว’ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเสร็จสิ้นแล้วโดยทั้งหมด แต่กระนั้น บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสก็แค่ยึดถือตามพระวจนะเหล่านี้ซึ่งองค์พระเยซูเจ้าตรัส ในการตัดสินใจว่าตอนนี้พระราชกิจของพระเจ้านั้นจบไปแล้ว และว่าเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่อันใดเลย โดยการกล่าวการนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังทำการยืนยันเชิงอัตวิสัยมากเกินไปหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าพวกเขาก็แค่กำลังตีความพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปตามสิ่งที่พวกเขาเองปรารถนาหรอกหรือ? แม่ครับ ลองคิดดูสิครับ หากการที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ หมายความว่า พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นจบไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว คำเผยวจนะของพระองค์ที่ว่า เมื่อพระองค์ได้ทรงกลับมา พระองค์จะทรงแยกแพะจากแกะ ข้าวสาลีจากข้าวละมาน และทาสที่ดีจากทาสที่เลว องค์พระเยซูเจ้าจะสำเร็จลุล่วงพระราชกิจในการทำให้คำเผยวจนะนั้นลุล่วงอย่างไร? องค์พระเยซูเจ้าตรัสยังได้ทรงเผยวจนะไว้อีกด้วยว่า ‘เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น’ (ยอห์น 16:12-13) ‘ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย’ (ยอห์น 12:48) และใน 1 เปโตร 4:17 ยังได้มีการบันทึกไว้ว่า ‘เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า’ พระวจนะเหล่านี้บอกพวกเราอย่างชัดเจนว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ หากพวกเรายึดถือตามความเข้าใจของบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโส ว่าการที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ บนกางเขน หมายความว่าในตอนนั้นพระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดแล้ว และว่าพระองค์ไม่ได้ทรงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติพระราชกิจอันใดเพิ่มเติม เช่นนั้นแล้ว คำเผยวจนะเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยเด็ดขาดอย่างไร? เช่นนั้นแล้ว คำเผยวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า พระองค์จะทรงกลับมาเพื่อแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ จะไม่เพียงแค่ไม่ได้ผลหรอกหรือ? เมื่อมองดูการนั้นในหนทางนี้ นั่นจะไม่ดูเหมือนว่า การตีความของโลกศาสนานั้น เป็นการลบล้างพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นการลบล้างความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าในยุคสุดท้ายหรอกหรือ? ดังนั้น พวกเราจึงไม่สามารถกำหนดพิจารณาได้ว่า พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้น ได้รับการทำให้แล้วเสร็จแล้วบนพื้นฐานว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนกางเขน นี่คือการจินตนาการของพวกเราและการนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหมายความถึง หากพวกเราจำกัดเขตพระราชกิจของพระเจ้าโดยสอดคล้องกับความปรารถนาของพวกเราเอง” เช่นนั้นแล้ว พวกเราย่อมจะถนัดที่จะเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า!”

หวังซื่อไตร่ตรองข้อพระคัมภีร์ที่ลี่จุนได้พูดถึง และนางก็ครุ่นคิดอย่างหนักว่า “ใช่! ตลอดหลายปีมานี้ ฉันได้ฟังแต่เพียงสิ่งที่บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสพูดเท่านั้น โดยเชื่อว่าสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงหมายความถึงเมื่อพระองค์ตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ บนกางเขน ก็คือ พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นได้รับการทำให้เสร็จสิ้นแล้ว และว่าพระองค์จะไม่มีวันทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่อันใดอีกเลย แต่คำเผยวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งลูกของฉันและสามีของเธอเพิ่งจะได้พาดพิงถึงนั้น จริงๆ แล้วกล่าวว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ ดังนั้นแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหมายความว่าอะไรกันแน่ เมื่อพระองค์ตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ บนกางเขน?” ขณะที่คิดถึงความคิดเหล่านี้ หวังซื่อได้บอกให้พวกเขารู้ถึงความสับสนของนาง

เมื่อได้เห็นหวังซื่อเริ่มที่จะแสวงหาความจริง ฮุ่ยหมินและลี่จุนก็ยิ้มร่า และฮุ่ยหมินก็พูดอย่างอดทนว่า “แม่คะ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ บนกางเขน อันที่จริงแล้วพระองค์กำลังตรัสว่า พระราชกิจแห่งการไถ่บาปของพระองค์ในยุคพระคุณนั้นได้รับการทำให้แล้วเสร็จแล้ว ตราบเท่าที่พวกเรายอมรับพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า และสารภาพและกลับใจต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนั้นแล้ว บาปของพวกเราก็สามารถได้รับการยกโทษ และเช่นนั้นแล้วพวกเราก็มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และชื่นชมพระคุณและความจริงอันอุดมซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่พวกเรา—นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยการที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการไถ่บาป แต่พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ไม่ได้มาถึงบทอวสานเพราะพระราชกิจแห่งการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าได้รับการทำให้แล้วเสร็จแล้ว พวกเราลองมาอ่านสองบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยกันเถิด และหลังจากที่พวกเราได้อ่านสองบทตอนนี้แล้ว พวกเราจะมีความเข้าใจที่ดีขึ้น” ขณะที่พูดเช่นนี้ ตอนนั้นฮุ่ยหมินก็นำเอาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์มาจากห้องนอนของเธอ เธอเปิดหนังสือเล่มนั้นแล้วก็อ่าน ความว่า “ดังที่มนุษย์มองเห็นนั้น การตรึงกางเขนของพระเจ้าได้สรุปปิดตัวพระราชกิจแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปแล้ว ได้ไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไปแล้ว และได้ทำให้พระองค์ได้ยึดกุญแจสู่แดนคนตายไว้แล้ว ทุกคนคิดว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้สำเร็จลุล่วงอย่างครบถ้วนแล้ว ในความเป็นจริง จากมุมมองของพระเจ้าแล้วนั้น มีเพียงส่วนเล็กน้อยในพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่ได้สำเร็จลุล่วงไป ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำไปคือการไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ยังไม่ได้ทรงพิชิตมวลมนุษย์ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะได้เปลี่ยนโฉมหน้าเยี่ยงซาตานของมนุษย์ นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่า ‘ถึงแม้เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของเราจะได้ก้าวผ่านความเจ็บปวดของความตาย นั่นไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดของการจุติเป็นมนุษย์ของเรา ระเยซูคือบุตรผู้เป็นที่รักของเราและได้ถูกตรึงที่กางเขนเพื่อเรา แต่พระองค์ไม่ได้สรุปปิดตัวงานของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วน พระองค์เพียงแต่ได้ทำส่วนหนึ่งของงานนั้นเท่านั้น’” (“งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “สำหรับทุกสิ่งที่มวลมนุษย์อาจได้รับการไถ่และการยกโทษในบาปของเขาไปแล้วนั้น พิจารณาได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการล่วงละเมิดของมนุษย์และไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการล่วงละเมิดของเขา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป เขาก็ย่อมสามารถทำบาปต่อไปได้เท่านั้นเอง อันเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาอย่างไม่รู้จบ นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรอันไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับการยกโทษ บาปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์ตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพในตอนค่ำเท่านั้นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ แม้ว่าเครื่องบูชาลบล้างบาปนั้นมีประสิทธิภาพต่อมนุษย์ตลอดกาล แต่มันก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อเธออ่านจบแล้ว ฮุ่ยหมินก็ให้การสามัคคีธรรม โดยพูดว่า “พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นชัดเจนมาก พระราชกิจแห่งการไถ่บาปที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัตินั้น เพียงแค่ทำให้ครึ่งหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเสร็จสิ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าบาปของพวกเราจะได้รับการยกโทษหลังจากที่ก้าวผ่านการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้า แต่พวกเราก็ไม่กระทำบาปอันชัดเจนอีกต่อไปและพวกเรามีพฤติกรรมภายนอกที่ดีบางอย่าง พวกเราไม่ได้ปลดทิ้งข้อผูกมัดแห่งบาปอย่างสิ้นเชิง พวกเราถูกครอบงำโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม อาทิ การโอหังและการทะนงตน การเห็นแก่ตัวและการเป็นที่น่าเหยียดหยาม การคดโกงและการเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และพวกเราก็พูดโกหกและโกงผู้อื่นบ่อยครั้ง เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของการปกป้องผลประโยชน์และเกียรติยศของพวกเราเอง เมื่อพวกเราเห็นใครคนหนึ่งที่ดีกว่าพวกเรา พวกเรารู้สึกอิจฉาริษยาและพวกเราไม่ต้องการที่จะฟังพวกเขา หากใครคนหนึ่งข่มขู่ผลประโยชน์ของพวกเรา เช่นนั้นแล้วพวกเราก็เกลียดชังพวกเขา จนถึงจุดที่ต้องการที่จะบีบบังคับการลงทัณฑ์อันสาสมแก่พวกเขา พวกเรายังติดตามกระแสนิยมชั่วของโลกด้วยเช่นกัน พวกเรายึดติดกับความอุดมด้วยโภคทรัพย์ ละโมบสิ่งไร้ค่า และพวกเราชื่นชมบูชาชื่อเสียงและโชคลาภ เมื่อความวิบัติทางธรรมชาติหรือหายนะที่มนุษย์ทำขึ้นตกมาถึงพวกเรา หรือหากบางสิ่งที่อาภัพอับโชคเกิดขึ้น พวกเราก็เข้าใจพระเจ้าผิดและติเตียนพระเจ้า และพวกเราถึงขั้นพิพากษาและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้า บนพื้นฐานของมโนคติและการจินตนาการของพวกเราเอง และอื่นๆ การประพฤติตนในหนทางนี้เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่า มีเพียงบาปของพวกเราเท่านั้นที่ได้รับการยกโทษในการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา กระนั้นธรรมชาติเยี่ยงซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามภายในตัวพวกเรายังคงหยั่งรากลึก เหล่านี้คือสาเหตุรากของการที่พวกเรากระทำบาปและเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า หากพวกเราไม่แก้ไขธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของพวกเรา เช่นนั้นแล้ว พวกเราย่อมจะไร้ความสามารถที่จะควบคุมตัวพวกเราเองจากการทำบาปและเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า หรือจากการทรยศพระเจ้าและต่อต้านพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์กล่าวระบุอย่างชัดเจนว่า ‘เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์’ (เลวีนิติ 11:45) บทที่ 12 ข้อพระคัมภีร์ที่ 14 ในฮีบรู กล่าวด้วยเช่นกันว่า ‘เพราะถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย’ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ และอาณาจักรสวรรค์ไม่อนุญาตให้มนุษย์ที่เปรอะเปื้อนคนใดเข้าสู่ ดังนั้นแล้ว พวกเราผู้ที่กระทำบาปและเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าบ่อยครั้งยิ่งนัก จะสามารถควรค่าที่จะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าตลอดไปได้อย่างไร? พวกเราจะสามารถควรค่าสำหรับพระเจ้าที่จะทรงนำทางพวกเราสู่อาณาจักรสวรรค์ตลอดไปได้อย่างไร? ดังนั้น พวกเราจึงยังคงจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงกลับมาในยุคสุดท้ายเพื่อทรงปฏิบัติช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจใหม่ และเพื่อทรงแก้ไขปัญหาของสาเหตุรากแห่งบาปของพวกเรา มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้น พวกเราจึงจะมีความสามารถที่จะปลดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและเยี่ยงซาตานของพวกเรา และบรรลุการชำระให้บริสุทธิ์และความรอดของพระเจ้า นี่ยังเป็นการทำให้คำเผยวจนะในพระคัมภีร์ลุล่วงด้วยเช่นกัน ซึ่งกล่าวว่า ‘ผู้ได้รับการคุ้มครองโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าทางความเชื่อให้เข้าในความรอด ซึ่งพร้อมจะปรากฏในวาระสุดท้าย’ (1 เปโตร 1:5)”

เมื่อเธอได้พูดแล้ว ฮุ่ยหมินก็พลิกหน้าหนังสือไปยังหน้าหนึ่งในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และพูดกับหวังซื่อว่า “แม่คะ พวกเราจะเข้าใจได้ดีขึ้นทันทีที่พวกเราได้อ่านสองบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า ‘คนบาปเช่นพวกเจ้า ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการไถ่บาป และไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าสามารถเป็นที่งถูกพระทัยของพระเจ้าได้หรือ? สำหรับเจ้า เจ้าผู้ซึ่งยังคงเป็นตัวตนเก่าของเจ้า เป็นความจริงที่ว่าเจ้าได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเยซู และที่ว่าเจ้าไม่ได้ถูกนับว่าเป็นคนบาปเพราะความรอดของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้มีบาป และไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ เจ้าสามารถเป็นผู้เปี่ยมบริสุทธิ์ได้อย่างไรหากเจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง? ภายใน เจ้าถูกรุมเร้าด้วยความไม่บริสุทธิ์ เห็นแก่ตัวและใจร้าย กระนั้นเจ้าก็ยังคงปรารถนาที่จะลงมาพร้อมกับพระเยซู—เจ้าคงจะไม่โชคดีขนาดนั้น! เจ้าได้พลาดไปขั้นตอนหนึ่งในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าแล้ว นั่นคือ เจ้าเพียงได้รับการไถ่บาปเท่านั้น แต่เจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องทรงพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงและการชำระล้างเจ้าให้สะอาดด้วยพระองค์เอง มิฉะนั้น เจ้าผู้ซึ่งได้รับการไถ่บาปเท่านั้น ก็จะไม่สามารถบรรลุการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะแบ่งปันในพระพรดีๆ ของพระเจ้า เพราะเจ้าได้พลาดขั้นตอนหนึ่งในพระราชกิจของพระเจ้าในการบริหารจัดการมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงและการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้นเจ้า คนบาปที่เพิ่งได้รับการไถ่บาป จึงไม่สามารถรับมรดกของพระเจ้ามาเป็นมรดกของเจ้าโดยตรงได้’ (“ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างครบถ้วนไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึงต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการยกโทษบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงได้กลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่อาณาจักรที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อได้ฟังลูกสาวของนางแล้ว หวังซื่อก็ผงกหัวโดยไม่รู้ตัวและคิดกับตัวเองว่า “พระวจนะเหล่านี้ครองสิทธิอำนาจ! กลับกลายเป็นว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการไถ่บาปเท่านั้น และต่อให้บาปของพวกเราจะได้รับการยกโทษ ธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของพวกเราก็ไม่ได้รับการชำระล้าง ดังนั้นแล้ว จึงไม่แปลกเลยที่พวกเราดำรงชีวิตในบาปตลอดทั้งวัน ถึงแม้ว่าพวกเราต้องการที่จะปลดทิ้งข้อผูกมัดแห่งบาป แต่พวกเราก็ไม่สามารถทำการนั้นได้ไม่สำคัญว่าพวกเราจะอธิษฐานหรือลองพยายามที่จะใช้การยับยั้งชั่งใจตัวเองมากเพียงใด ดูเหมือนว่า หากพวกเราต้องการที่จะปลดทิ้งข้อผูกมัดแห่งบาป เช่นนั้นแล้ว พวกเราจำเป็นอย่างแท้จริงที่จะต้องให้พระเจ้าทรงปฏิบัติอีกช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจ!”

ลี่จุนลุกขึ้นแล้วก็เทน้ำปริมาณหนึ่งให้หวังซื่อ และพูดว่า “แม่ครับ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อธิบายอย่างชัดเจนมาก ถึงสาเหตุที่พระเจ้าทรงต้องปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้าย และผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจนี้ เมื่อได้ก้าวผ่านการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าแล้ว มีเพียงบาปของเราเท่านั้นที่ได้รับการยกโทษ แต่กระนั้นธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเราก็ยังคงหยั่งรากลึกภายในตัวพวกเรา และพวกเรายังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสืบทอดพระพรของพระเจ้า ดังนั้น ตามความต้องการที่จำเป็นของพวกเราในฐานะมนุษยชาติที่เสื่อมทราม พระเจ้าจะทรงปฏิบัติช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจบนรากฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าในยุคสุดท้าย ซึ่งในนั้นพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อพิพากษาและตีสอนมนุษย์ เพื่อที่ธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของพวกเราจะสามารถได้รับการแก้ไข และเพื่อที่พวกเราจะได้รับการช่วยให้รอดจากบาปอย่างที่สุด มีเพียงโดยการยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเท่านั้น พวกเราจึงจะสามารถมองเห็นความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของพวกเราโดยซาตานได้อย่างชัดเจน รู้จักธรรมชาติเยี่ยงซาตานอันเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าของพวกเราเอง ได้รับประสบการณ์กับพระอุปนิสัยอันมิอาจล่วงละเมิดได้และชอบธรรมของพระเจ้า และสร้างหัวใจอันยำเกรงพระเจ้าขึ้น ด้วยการนั้นพวกเราสามารถหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เกลียดชังตัวพวกเราเอง และกลายเป็นเต็มใจที่จะละทิ้งเนื้อหนังของพวกเราและปฏิบัติความจริง ในหนทางนี้ พวกเราจะค่อยๆ มีความสามารถที่จะปลดทิ้งข้อผูกมัดของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเรา ได้รับการชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลง บรรลุความรอดและการฟื้นฟู และกลายเป็นผู้คนที่เชื่อฟังพระเจ้าและรักพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจึงจะได้รับการทำให้เสร็จสิ้นอย่างครบถ้วน และพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจึงจะได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง แน่นอนว่านี่เป็นการทำให้พระวจนะในวิวรณ์ลุล่วง ซึ่งกล่าวว่า ‘แล้วพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า “นี่แน่ะ เราสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่” และตรัสอีกว่า “จงเขียนลงไปเถิด เพราะว่าคำเหล่านี้เป็นคำที่เชื่อถือได้และสัตย์จริงแล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่าสำเร็จแล้ว เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ใครที่กระหาย เราจะให้เขาดื่มจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”’ (วิวรณ์ 21:5-6)”

การสามัคคีธรรมของลี่จุนและฮุ่ยหมินได้ทำให้หวังซื่อประหลาดใจและฟังดูเหมือนว่าสดใหม่ต่อหูของนาง นางคิดว่า “สิ่งที่พวกเขากำลังสามัคคีธรรมอยู่นั้นสอดคล้องกับพระคัมภีร์และกับพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า และการนั้นฟังดูชัดเจนอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับฉัน กลับกลายเป็นว่า การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาเพื่อแสดงความจริงและปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ แน่นอนว่าคือสิ่งที่พวกเราจำเป็นต้องมี และการนั้นทำไปเพื่อช่วยพวกเราให้รอดจากบาปอย่างที่สุด เพื่อทำให้พวกเราสามารถที่จะบรรลุความรอดของพระเจ้าและได้รับการทำให้เพียบพร้อม และเพื่อกลายเป็นผู้คนที่รักและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง…”

ฮุ่ยหมินเห็นแม่ของเธอลดศีรษะลงและไม่พูดอะไรเลย และเธอก็เขย่าแขนนางเบาๆ และถามว่า “แม่คะ แม่กำลังคิดอะไรอยู่คะ?”

หวังซื่อคลายสีหน้าของนาง ยกศีรษะขึ้น แล้วมองไปที่ลี่จุนกับฮุ่ยหมิน และด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง นางพูดว่า “เอ้อ แม่ไม่เคย! ลูกได้ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาไม่นาน และลูกก็เข้าใจความจริงหลายอย่างเหลือเกินแล้ว เมื่อได้ฟังลูกทั้งสองคนให้การสามัคคีธรรมวันนี้ แม่ได้มาเข้าใจเล็กน้อยเช่นกัน องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจเพื่อไถ่บาปมวลมนุษย์เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด โดยการยอมรับพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า พวกเราสามารถให้บาปของพวกเราได้รับการยกโทษเท่านั้น แต่ธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของพวกเรายังไม่ได้รับการแก้ไข และพวกเรายังคงไม่สามารถควบคุมตัวพวกเราเองจากการกระทำบาปและเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า พวกเราเพียงแค่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า หรือได้รับการทรงนำโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ หากพวกเราต้องการที่จะปลดทิ้งข้อผูกมัดแห่งบาป พวกเรายังคงจำเป็นต้องให้พระเจ้าเสด็จมาอีกครั้งและทรงปฏิบัติอีกช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจ พระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์!”

ฮุ่ยหมินและลี่จุนตื่นเต้นเร้าใจที่ได้ยินหวังซื่อพูดเช่นนี้ และพวกเขาก็เอาแต่ขอบคุณพระเจ้า!

เมื่อได้เห็นความสุขของลูกสาวและลูกเขยของนาง หวังซื่อก็พูดตำหนิติเตียนตัวนางเองว่า “อ้า ตลอดหลายปีมานี้ แม่ได้ฟังสิ่งที่บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสพูด โดยเชื่อว่าสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงหมายความถึงเมื่อพระองค์ตรัสว่า ‘สำเร็จแล้ว’ บนกางเขน ก็คือ พระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นได้รับการทำให้เสร็จสิ้นแล้ว และแม่ได้ถวิลหาด้วยหัวใจทั้งหมดของแม่ ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาและอุ้มชูพวกเราเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ สุดท้ายแล้ว แม่ได้ยินคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้คำพยานว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว แต่แม่ไม่ได้แสวงหาหรือเจาะลึกการนั้น และแม่กลับยึดติดกับมโนคติและการจินตนาการของแม่เองแทน โดยลองพยายามที่จะแนะนำลูกให้สงวนรักษาทางแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า เกือบจะทำความผิดพลาดครั้งใหญ่และสูญเสียความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าไป ดูเหมือนว่าโดยการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและการเข้าหาพระราชกิจของพระเจ้า บนพื้นฐานของมโนคติและการจินตนาการของคนเราเอง เมื่อนั้นเองที่คนเราสามารถเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าได้ทุกชั่วขณะและทำลายโอกาสของคนเราที่จะบรรลุความรอดของพระเจ้า! ตอนนี้แม่เข้าใจว่า หากพวกเราต้องการที่จะได้รับการชำระให้สะอาดอย่างถ้วนทั่วและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เช่นนั้นแล้ว พวกเราต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย! แต่แม่ก็ไม่ชัดเจนนัก เกี่ยวกับวิธีที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงผู้คน ดังนั้นแม่จึงต้องการที่จะแสวงหาและเจาะลึกพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายต่อไป และอ่านพระวจนะของพระองค์มากขึ้น!”

“คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้า! พอดีเลยที่ว่าพรุ่งนี้ บรรดาพี่น้องชายหญิงของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จะจัดให้มีการชุมนุมกับพวกเรา ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไมแม่ไม่มากับพวกเราและฟังพวกเขาสามัคคีธรรมล่ะคะ?” ฮุ่ยหมินพูด

“ตกลง”

“คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้า!”

ดวงอาทิตย์ฉายแสงจ้าและงดงามอยู่ข้างนอก และบางครั้งเสียงอันเต็มไปด้วยความชื่นบานของครอบครัวของหวังซื่อที่พูดคุยกันอยู่นั้นก็ถูกพาออกไปทางหน้าต่าง…

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สิ่งใดคือนัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงใช้พระนามที่ต่างกันในยุคที่ต่างกัน?

พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบอกพวกเราอย่างชัดเจนในภาคพันธสัญญาเดิมว่า “เรา เราเองคือยาห์เวห์ และนอกจากเรา ไม่มีพระผู้ช่วยให้รอด” (อิสยาห์...

พวกเราจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างและได้รับการรับขึ้นไปในอาณาจักรสวรรค์ทันทีทันใดหรือไม่ เมื่อพระเยซูทรงกลับมา?

โดย Huan Bao ในการประชุมกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน หวังจิง เชียวหยา เกาหมิงหยวน หลิวจี ฟานปิง และคนอื่นๆ...

แกะของพระเจ้าฟังเสียงของพระเจ้า: พวกเราควรฟังเพียงพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่เจาะลึกหนทางที่แท้จริง

โดยซู่ซิง ประเทศจีน โรคระบาดได้แพร่กระจายต่อไปในช่วงหลายเดือนมานี้และจำนวนของกรณีและผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกที...