การที่ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทางศาสนาได้รับการจัดวางตำแหน่งโดยพระเจ้าจริงๆ หรือไม่ และการเชื่อฟังศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสคือการเชื่อฟังและการติดตามพระเจ้าหรือไม่

วันที่ 04 เดือน 11 ปี 2020

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ในการเลือกบุคคลคนหนึ่งเพื่อรับใช้พระองค์นั้น พระเจ้าทรงมีหลักการของพระองค์เองเสมอ การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่เป็นดังที่ผู้คนจินตนาการว่ามันเป็นแค่เรื่องของความกระตือรือร้นแต่ประการใดเลย วันนี้ พวกเจ้าเห็นว่าทุกคนที่รับใช้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทำเช่นนั้นเพราะพวกเขามีการทรงนำของพระเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเพราะพวกเขาเป็นผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เหล่านี้คือสภาพเงื่อนไขขั้นต่ำสำหรับทุกคนที่รับใช้พระเจ้า

การรับใช้พระเจ้าไม่ใช่ภารกิจง่ายๆ พวกที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีวันสามารถรับใช้พระเจ้าได้ หากอุปนิสัยของเจ้ายังไม่ได้รับการพิพากษาและตีสอนโดยพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วอุปนิสัยของเจ้าก็ยังคงเป็นตัวแทนซาตาน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ารับใช้พระเจ้าโดยเจตนาที่ดีของเจ้าเอง เป็นการพิสูจน์ว่าการปรนนิบัติของเจ้านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้า เจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยบุคลิกลักษณะตามธรรมชาติของเจ้า และตามความพึงใจส่วนบุคคลของเจ้า ที่มากไปกว่านั้นคือ เจ้าคิดอยู่เสมอว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเต็มใจทำนั้นคือสิ่งที่น่าปีติยินดีต่อพระเจ้า และคิดว่าสิ่งทั้งหลายที่เจ้าไม่อยากทำนั้นคือสิ่งที่น่ารังเกียจต่อพระเจ้า เจ้าทำงานตามความพึงใจของเจ้าเองโดยสิ้นเชิง การนี้สามารถเรียกว่าเป็นการรับใช้พระเจ้าได้หรือ? ท้ายที่สุดแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อยในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การปรนนิบัติของเจ้าจะทำให้เจ้าดื้อดึงยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าฝังแน่นอย่างล้ำลึก และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีกฎเกณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการปรนนิบัติพระเจ้าที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะของเจ้าเองเป็นสำคัญ และประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้จากการปรนนิบัติของเจ้าตามอุปนิสัยของเจ้าเองก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นภายในตัวเจ้า เหล่านี้คือประสบการณ์และบทเรียนของมนุษย์ มันคือปรัชญาแห่งการดำรงชีวิตบนโลกของมนุษย์ ผู้คนเยี่ยงนี้สามารถจัดระดับให้เป็นพวกฟาริสีและพวกเจ้าหน้าที่ทางศาสนาได้ หากพวกเขาไม่ตื่นขึ้นและไม่กลับใจเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นเหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ผู้หลอกลวงผู้คนในยุคสุดท้ายอย่างแน่นอน เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ทั้งหลายที่พูดถึงนี้จะเกิดขึ้นจากท่ามกลางผู้คนเช่นนั้น หากบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าปฏิบัติตามบุคลิกลักษณะของพวกเขาเองและกระทำตามเจตจำนงของพวกเขาเอง พวกเขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขับออกไปได้ตลอดเวลา พวกที่นำประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายปีของตนมาใช้ในการรับใช้พระเจ้าเพื่อที่จะชนะใจผู้อื่น เพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาและควบคุมพวกเขา และเพื่ออยู่ในตำแหน่งสูง—และพวกที่ไม่เคยกลับใจ ไม่เคยสารภาพบาปพวกเขา ไม่เคยประกาศสละผลประโยชน์จากตำแหน่ง—ผู้คนเหล่านี้จะต้องล้มลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาเป็นคนประเภทเดียวกับเปาโล โดยถือสิทธิความอาวุโสของตนและโอ้อวดเรื่องคุณวุฒิของตน พระเจ้าจะไม่ทรงนำพาผู้คนเยี่ยงนี้ไปสู่การมีความเพียบพร้อม การปรนนิบัติเช่นนั้นแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนยึดติดกับสิ่งเก่าๆ ตลอดเวลา พวกเขายึดติดกับมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายในอดีต กับทุกสิ่งทุกอย่างจากวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว นี่เป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ต่อการปรนนิบัติของพวกเขา หากเจ้าไม่สามารถสลัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไปได้ สิ่งเหล่านี้จะบีบคั้นชีวิตของเจ้าทั้งชีวิต พระเจ้าจะไม่ทรงชมเชยเจ้า ไม่แม้แต่น้อย ไม่แม้กระทั่งว่าขาของเจ้าจะหักในขณะดำเนินงานหรือหลังของเจ้าจะหักขณะที่ใช้แรง ไม่แม้กระทั่งว่าเจ้าจะพลีชีพในการปรนนิบัติของเจ้าต่อพระเจ้า ตรงกันข้ามอย่างยิ่ง คือ พระองค์จะตรัสว่า เจ้าเป็นคนทำความชั่วคนหนึ่ง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, งานปรนนิบัติทางศาสนาต้องได้รับการชำระล้าง

งานในจิตใจของมนุษย์นั้นง่ายเกินไปที่มนุษย์จะสัมฤทธิ์ ตัวอย่างเช่น ศิษยาภิบาลและผู้นำในโลกศาสนาอาศัยความสามารถพิเศษและตำแหน่งของพวกเขาในการทำงานของพวกเขา ผู้คนที่ติดตามพวกเขามาเป็นเวลานานจะติดเชื้อความสามารถพิเศษของพวกเขา และได้รับอิทธิพลจากบางส่วนของสิ่งที่พวกเขาเป็น พวกเขามุ่งเน้นอยู่กับความสามารถพิเศษ ความสามารถ และความรู้ของผู้คน และพวกเขาให้ความสนใจกับสิ่งเหนือธรรมชาติและหลักทฤษฎีที่ลุ่มลึกและไม่เป็นจริงมากมาย (แน่นอนว่าหลักทฤษฎีที่ลุ่มลึกเป็นสิ่งที่ไม่อาจบรรลุได้) พวกเขาไม่มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน แต่มุ่งเน้นไปที่การฝึกผู้คนให้เทศนาและทำงาน พัฒนาความรู้ของผู้คน และคำสอนทางศาสนามากล้นของพวกเขา พวกเขาไม่มุ่งเน้นไปที่ว่าอุปนิสัยของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด หรือว่าผู้คนเข้าใจความจริงมากเพียงใด พวกเขาไม่สนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเนื้อแท้ของผู้คน และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะพยายามที่จะรู้ถึงสภาวะที่ปกติและไม่ปกติของผู้คน พวกเขาไม่ตอบโต้มโนคติที่หลงผิดของผู้คน อีกทั้งพวกเขาไม่เผยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง นับประสาอะไรที่พวกเขาจะตัดแต่งผู้คนเพื่อข้อบกพร่องหรือความเสื่อมทรามของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดตามพวกเขาปรนนิบัติด้วยความสามารถพิเศษของพวกเขา และทั้งหมดที่พวกเขาปลดปล่อยออกมาคือมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาและทฤษฎีทางเทววิทยา ซึ่งไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงและไร้ความสามารถที่จะให้ชีวิตกับผู้คนได้โดยสิ้นเชิง อันที่จริงแล้ว เนื้อแท้ของงานของพวกเขาคือการบ่มพรสวรรค์ เลี้ยงดูผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดให้กลายเป็นบัณฑิตทางศาสนาที่มีพรสวรรค์ ซึ่งในภายหลังก็ไปทำงานและเป็นผู้นำต่อไป

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์

บุคคลสำคัญเหล่านั้นซึ่งยืนอยู่ที่แท่นปราศรัยล้วนได้ศึกษาเทววิทยา ได้รับการฝึกฝนที่โรงเรียนสอนศาสนา มีความรู้และทฤษฎีด้านเทววิทยา—โดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักของศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ฝึกฝนผู้คนเช่นนี้เพื่อเทศนาที่แท่นปราศรัย เพื่อไปรอบๆ ประกาศข่าวประเสริฐและทำงาน พวกเขาคิดว่าคุณค่าของศาสนาคริสต์ตั้งอยู่ในบรรดาผู้คนที่มีความสามารถเฉกเช่นนักศึกษาเทววิทยาเหล่านี้ ศิษยาภิบาลและนักเทววิทยาเหล่านี้ ซึ่งกระทำการเทศนา ผู้คนเหล่านี้คือต้นทุนของพวกเขา หากศิษยาภิบาลของคริสตจักรแห่งหนึ่งได้จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนศาสนา เก่งในการขยายความข้อพระคัมภีร์ ได้อ่านหนังสือฝ่ายวิญญาณมาบ้าง และมีความรู้เล็กน้อยและรู้จักใช้คำพูด เช่นนั้นแล้วคริสตจักรนี้ก็จะเจริญรุ่งเรือง และมีกิตติศัพท์ดีกว่าคริสตจักรอื่นๆ อย่างมาก ผู้คนเหล่านี้ในศาสนาคริสต์สนับสนุนสิ่งใด? ความรู้ และความรู้นี้มาจากที่ใด? ความรู้นี้ได้ถูกส่งต่อลงมาจากสมัยโบราณ ในสมัยโบราณมีข้อพระคัมภีร์ซึ่งได้ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น แต่ละรุ่นอ่านและเรียนรู้ข้อพระคัมภีร์จนกระทั่งถึงกาลปัจจุบัน มนุษย์ได้แบ่งพระคัมภีร์ออกเป็นตอนๆ แตกต่างกัน และได้สร้างฉบับต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้ตั้งใจอ่านและเรียนรู้ แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ไม่ใช่วิธีเข้าใจความจริงและรู้จักพระเจ้า หรือวิธีเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและบรรลุการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว แต่พวกเขากลับตั้งใจอ่านความรู้ที่บรรจุอยู่ในพระคัมภีร์แทน อย่างเก่ง พวกเขาก็ตรวจดูความล้ำลึกทั้งหลายที่บรรจุอยู่ภายใน พวกเขามองดูให้เห็นว่าคำพยากรณ์ใดจากหนังสือวิวรณ์ได้รับการทำให้ลุล่วงในช่วงเวลาหนึ่งๆ เมื่อความวิบัติครั้งใหญ่จะมาถึง เมื่อสหัสวรรษจะมาถึง—เหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาศึกษา และสิ่งที่พวกเขาศึกษาเชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่? ไม่ เหตุใดพวกเขาจึงศึกษาสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับความจริง? ยิ่งพวกเขาศึกษาสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งคิดว่าพวกเขาเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งจัดหาตัวอักษรและหลักคำสอนให้กับตัวพวกเขาเองมากขึ้นเท่านั้น ต้นทุนของพวกเขาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ยิ่งพวกเขามีคุณสมบัติสูงขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งคิดว่าพวกเขามีความสามารถมากขึ้นเท่านั้น พวกเขายิ่งเชื่อว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าสำเร็จลุล่วงมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขายิ่งมีแววที่จะคิดว่าพวกเขาย่อมได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์มากขึ้นเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “พวกเขาชั่ว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง (3)” ใน การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์

บรรดาผู้ที่อยู่ในศาสนาคริสต์ทั้งหมดซึ่งศึกษาเทววิทยา ข้อพระคัมภีร์ และแม้แต่ประวัติศาสตร์ของพระราชกิจของพระเจ้า—พวกเขาเป็นผู้เชื่อที่แท้จริงหรือไม่? พวกเขาแตกต่างใดๆ จากผู้เชื่อและผู้ติดตามพระเจ้าที่พระเจ้าตรัสถึงหรือไม่? ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) พวกเขาศึกษาเทววิทยา พวกเขาศึกษาพระเจ้า มีความแตกต่างระหว่างผู้คนที่ศึกษาพระเจ้ากับพวกที่ศึกษาสิ่งอื่นๆ หรือไม่? ไม่มีความแตกต่าง พวกเขาเพียงแค่เป็นเช่นเดียวกันกับผู้คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ศึกษาปรัชญา ที่ศึกษากฎหมาย ที่ศึกษาชีววิทยา ที่ศึกษาดาราศาสตร์—พวกเขาเพียงแค่ไม่ชอบวิทยาศาสตร์ หรือชีววิทยา หรือวิชาอื่นใดเท่านั้น พวกเขาเพียงแค่ชอบเทววิทยา ผู้คนเหล่านี้ศึกษาพระเจ้าโดยสำรวจค้นเงื่อนงำและการเปิดเผยในพระราชกิจของพระเจ้า—และสิ่งใดเล่าที่ออกมาจากการค้นคว้าวิจัยของพวกเขา? พวกเขามีความสามารถที่จะกำหนดพิจารณาได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริงหรือไม่? พวกเขาไม่มีวันจะสามารถ พวกเขามีความสามารถที่จะกำหนดพิจารณาน้ำพระทัยของพระเจ้าได้หรือไม่? (ไม่) เพราะเหตุใดเล่า? เพราะพวกเขาดำรงชีวิตท่ามกลางคำและวลี พวกเขาดำรงชีวิตท่ามกลางความรู้ พวกเขาดำรงชีวิตท่ามกลางปรัชญา พวกเขาดำรงชีวิตท่ามกลางจิตใจและความคิดของพวกมนุษย์ พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะมองเห็นพระเจ้า พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าได้ทรงนิยามพวกเขาว่าเป็นสิ่งใด? ว่าเป็นผู้ปราศจากความเชื่อ ว่าเป็นผู้ไม่เชื่อ ผู้ปราศจากความเชื่อและผู้ไม่เชื่อเหล่านี้คลุกคลีกับชุมชนคริสเตียนตามที่เรียกกัน กระทำตัวเหมือนผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า กระทำตัวเหมือนคริสตชน—แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขานมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเขาเชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่? ไม่ เพราะเหตุใด? สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เป็นเพราะในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลก ว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ว่าพระองค์ทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์ นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเชื่อว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ การไม่เชื่อนี้บ่งบอกสิ่งใดกัน? ความสงสัย การปฏิเสธ และแม้แต่ท่าทีแห่งการหวังว่าคำพยากรณ์ที่พระเจ้าตรัส—โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพยากรณ์ที่เกี่ยวกับความวิบัติ—จะไม่เป็นจริงและจะไม่ถูกทำให้ลุล่วง นี่คือท่าทีที่พวกเขาใช้ในการปฏิบัติต่อการเชื่อในพระเจ้า และยังเป็นธาตุแท้และใบหน้าจริงของความเชื่อตามที่เรียกกันของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ศึกษาพระเจ้าเพราะพวกเขามีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องการศึกษาวิจัยและความรู้เกี่ยวกับเทววิทยา และสนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าปัญญาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังศึกษาเทววิทยา “ปัญญาชน” เหล่านี้ไม่เชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ดังนั้นแล้ว พวกเขาจะทำสิ่งใดเมื่อพระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วง? ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือสิ่งใดเมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และกำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่? “เป็นไปไม่ได้!” พวกเขากล่าวโทษผู้ใดก็ตามที่ประกาศพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และถึงกับต้องการฆ่าพวกนั้น นี่คือการสำแดงของสิ่งใด? นี่ไม่ใช่การสำแดงของการที่พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์โดยแท้หรอกหรือ? พวกเขาไม่เป็นมิตรต่อพระราชกิจของพระเจ้าและการทำให้พระวจนะของพระองค์ลุล่วง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเนื้อหนังที่จุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ กล่าวคือ “หากพระองค์ไม่ได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ และพระวจนะของพระองค์ไม่ได้รับการทำให้ลุล่วง เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้า หากพระวจนะของพระองค์ได้รับการทำให้ลุล่วง และพระองค์ได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ไม่ทรงเป็นพระเจ้า” สิ่งใดคือความหมายแฝงของการนี้? นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่อนุญาตให้มีการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าตราบเท่าที่พวกเขาดำรงอยู่ นี่ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์โดยแท้หรอกหรือ? นี่คือศัตรูของพระคริสต์ที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “พวกเขาชั่ว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง (3)” ใน การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์

จงมองไปที่บรรดาผู้นำของแต่ละนิกาย—พวกเขาล้วนโอหังและมองตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ และการตีความพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพวกเขาขาดบริบทและถูกชี้นำโดยจินตนาการของพวกเขาเอง พวกเขาล้วนพึ่งพาพรสวรรค์และความคงแก่เรียนในการทำงานของพวกเขา หากพวกเขาไม่สามารถประกาศได้เลย ผู้คนจะติดตามพวกเขากระนั้นหรือ? จะว่าไปแล้ว พวกเขาก็พอมีความรู้อยู่บ้าง และสามารถประกาศคำสอนบางอย่างได้ หรือพวกเขารู้วิธีที่จะเอาชนะผู้อื่น และใช้ประโยชน์จากชั้นเชิงบางอย่าง พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อนำพาผู้คนมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาเองและหลอกลวงผู้คนเหล่านั้น ผู้คนเหล่านี้เชื่อพระเจ้าก็เพียงในนาม แต่ในความเป็นจริงพวกเขาติดตามบรรดาผู้นำของพวกเขา เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับใครบางคนที่กำลังประกาศหนทางที่แท้จริง พวกเขาบางคนก็จะกล่าวว่า “พวกเราต้องปรึกษาผู้นำของพวกเราเกี่ยวกับความเชื่อของพวกเรา” มนุษย์เป็นสื่อกลางความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา นั่นมิใช่ปัญหาหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้ว บรรดาผู้นำเหล่านั้นได้กลายเป็นสิ่งใดไปแล้วกันเล่า? พวกเขามิได้กลายเป็นพวกฟาริสี พวกผู้เลี้ยงเทียมเท็จ พวกศัตรูของพระคริสต์ และเครื่องสะดุดต่อการยอมรับหนทางที่แท้จริงของผู้คนไปแล้วกระนั้นหรือ?…

ก่อนหน้านั้น บรรดาผู้เชื่อในพระเจ้าอาจจะได้ติดตามบุคคลผู้หนึ่ง หรือพวกเขาอาจจะไม่ได้ทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า ในช่วงระยะสุดท้ายนี้ พวกเขาจะได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากรากฐานของเจ้าคือการที่เจ้าได้รับประสบการณ์กับช่วงระยะแห่งพระราชกิจนี้ แต่เจ้าก็ยังคงติดตามบุคคลผู้หนึ่งต่อไป เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่อาจได้รับการอภัยได้ และจะมีจุดจบเช่นเดียวกับที่เปาโลมี

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นที่เป็นการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าควรเชื่อฟังพระเจ้าและนมัสการพระองค์ จงอย่ายกย่องหรือนิยมบูชาบุคคลใด จงอย่าวางพระเจ้าเป็นลำดับแรก ผู้คนที่เจ้าเคารพนับถือเป็นลำดับที่สอง และตัวเจ้าเองเป็นลำดับที่สาม ไม่มีบุคคลใดที่ควรมีความสำคัญในหัวใจของเจ้า และเจ้าไม่ควรพิจารณาผู้คน—โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่เจ้าเคารพเทิดทูน—ว่าเสมอกับพระเจ้าหรือเทียบเท่าพระองค์ นี่เป็นเรื่องที่มิอาจทนยอมรับได้สำหรับพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประกาศกฤษฎีกาบริหารสิบประการซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในยุคแห่งราชอาณาจักรต้องเชื่อฟัง

ผู้คนบางคนไม่ได้ชื่นบานในความจริง นับประสาอะไรกับคำพิพากษา แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับชื่นบานในอำนาจและความมั่งคั่ง ผู้คนเช่นนั้นเรียกกันว่าผู้แสวงอำนาจ พวกเขาค้นหาเฉพาะบรรดานิกายในโลกที่มีอิทธิพล และพวกเขาก็ค้นหาเฉพาะบรรดาศิษยาภิบาลและคณาจารย์ที่มาจากโรงเรียนสอนศาสนาทั้งหลาย แม้ว่าพวกเขาจะได้ยอมรับหนทางแห่งความจริงแล้ว พวกเขาก็เชื่อเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถให้หัวใจและจิตใจของพวกเขาได้ทั้งหมด ปากของพวกเขาพูดถึงการสละตัวพวกเขาเองเพื่อพระเจ้า แต่สายตาของพวกเขากลับจดจ่ออยู่ที่บรรดาศิษยาภิบาลและคณาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ และพวกเขาก็ไม่ได้ชายตามองมาที่พระคริสต์อีกเลย หัวใจของพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับชื่อเสียง ความมีโชคและความรุ่งโรจน์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลตัวเล็กๆ เช่นนั้นจะสามารถพิชิตได้มากมายขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจอย่างนั้นจะสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ พวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พวกนอกสายตาเหล่านี้ท่ามกลางฝุ่นและกองขยะจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาเชื่อว่าหากผู้คนเช่นนั้นคือวัตถุแห่งความรอดของพระเจ้า ถ้าอย่างนั้นแล้วสวรรค์และโลกก็คงจะกลับด้านกัน และผู้คนทุกคนก็คงจะหัวเราะจนท้องแข็ง พวกเขาเชื่อว่าหากพระเจ้าทรงเลือกสรรพวกนอกสายตานั้นเพื่อที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม ถ้าอย่างนั้นแล้วบรรดามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็คงจะกลายเป็นพระเจ้าไปเสียเอง มุมมองของพวกเขานั้นด่างพร้อยไปด้วยการไม่เชื่อเกินกว่าที่กำลังไม่เชื่อ พวกเขาเป็นแค่สัตว์ป่าที่วิปริตผิดแปลก เพราะว่าพวกเขาเห็นคุณค่าเฉพาะสถานภาพเกียรติยศและอำนาจเท่านั้น และพวกเขาก็เคารพนับถือเฉพาะบรรดากลุ่มและนิกายใหญ่ๆ เท่านั้น พวกเขาไม่ได้มีความนับถือสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการทรงนำโดยพระคริสต์แม้แต่น้อย พวกเขาเป็นแค่เหล่าคนทรยศที่หันหลังให้กับพระคริสต์ กับความจริง และกับชีวิต

สิ่งที่เจ้าเลื่อมใสนั้นไม่ใช่ความถ่อมใจของพระคริสต์ แต่เป็นบรรดาผู้เลี้ยงเทียมเท็จที่มีจุดยืนอันโดดเด่นเหล่านั้น เจ้าไม่ได้ชื่นชมบูชาความดีงามหรือพระปรีชาญาณของพระคริสต์ แต่เป็นพวกคนหลงระเริงที่เกลือกกลิ้งในความโสมมของโลก เจ้าหัวเราะให้กับความเจ็บปวดของพระคริสต์ที่ไม่มีที่จะวางพระเศียรของพระองค์ แต่เจ้ากลับเลื่อมใสบรรดาซากศพเหล่านั้นที่ตามล่าหาของถวายและใช้ชีวิตอยู่กับความเสเพล เจ้าไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์เคียงข้างพระคริสต์ แต่เจ้ากลับเปรมปรีดิ์ที่จะโผเข้าสู่อ้อมแขนของพวกต่อต้านพระคริสต์ที่บ้าบิ่นสิ้นคิดเหล่านั้น แม้พวกเขาจะจัดหาให้เจ้าเพียงแค่เนื้อหนังคำพูดและการควบคุม แม้ว่าบัดนี้หัวใจของเจ้ายังคงหันเข้าหาพวกเขา เข้าหาความมีหน้ามีตาของพวกเขา เข้าหาสถานภาพของพวกเขา เข้าหาอิทธิพลของพวกเขา และกระนั้นเจ้าก็ยังคงสงวนท่าทีที่ทำให้เจ้าพบว่าพระราชกิจของพระคริสต์นั้นยากที่จะกลืนลง และเจ้าก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระราชกิจนั้น นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราจึงกล่าวว่าเจ้าขาดความเชื่อที่จะยอมรับพระคริสต์ เหตุผลที่เจ้าได้ติดตามพระองค์มาจนถึงวันนี้ก็เพียงเพราะเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น ภาพลักษณ์อันสูงส่งเป็นชุดๆ ตั้งตระหง่านอยู่ในหัวใจของเจ้าตลอดกาล เจ้าไม่อาจลืมทั้งวาจาและความประพฤติทุกอย่างของพวกเขา และคำพูดกับมือที่มีอิทธิพลของพวกเขาได้ ในหัวใจของพวกเจ้านั้น พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดตลอดกาลและเหล่าวีรบุรุษตลอดกาล แต่นี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นสำหรับพระคริสต์ในวันนี้ พระองค์ไม่มีนัยสำคัญตลอดกาลในหัวใจของเจ้า และไม่คู่ควรที่จะได้รับความเคารพตลอดกาล เพราะพระองค์นั้นทรงมีความเป็นธรรมดาเกินไปมาก ทรงมีอิทธิพลน้อยเกินไปมาก และห่างไกลจากคำว่าสูงส่ง

ไม่ว่าในกรณีใด เราพูดเลยว่า ผู้คนทุกคนที่ไม่ได้เห็นคุณค่าของความจริงคือพวกที่ไม่เชื่อและพวกที่หักหลังความจริง พวกมนุษย์เช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระคริสต์ บัดนี้เจ้าได้ระบุหรือยังว่ามีความไม่เชื่อมากเพียงใดอยู่ภายในตัวเจ้า และเจ้ามีการทรยศต่อพระคริสต์มากเพียงใด เราเคี่ยวเข็ญเจ้าดังนี้ว่า เนื่องจากเจ้าได้เลือกหนทางแห่งความจริงเช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงควรอุทิศตัวเจ้าเองโดยสุดหัวใจ จงอย่าลังเลหรือไม่เต็มใจ เจ้าควรเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นของโลกหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่เป็นของผู้คนทุกคนที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง ผู้คนทุกคนที่นมัสการพระองค์ และผู้คนทุกคนที่อุทิศตนและสัตย์ซื่อต่อพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงหรือไม่?

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เหตุที่องค์พระเยซูเจ้าทรงสาปแช่งพวกฟาริสี และสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพวกฟาริสี

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง “เวลานั้นพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม มาทูลถามพระเยซูว่า...

เหตุที่มีการกล่าวว่า ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทางศาสนาทั้งหมดกำลังเดินบนเส้นทางของพวกฟาริสี และสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพวกเขา

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องมนุษย์ได้ถูกทำให้เสื่อมทรามและมีชีวิตในกับดักของซาตาน ผู้คนทั้งหมดมีชีวิตในเนื้อหนัง...

เหตุผลแท้จริงเบื้องหลังการปราบปรามและการข่มเหงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างบ้าคลั่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องการสำแดงของพญานาคใหญ่สีแดงนั้นคือการต้านทานเรา การขาดพร่องความเข้าใจและการจับใจความในความหมายของวจนะของเรา...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger