ความแตกต่างระหว่างความจริงที่แสดงโดยองค์พระเยซูเจ้ากับความจริงที่แสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

วันที่ 04 เดือน 11 ปี 2020

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17)

“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13)

“เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระราชกิจของพระเยซูนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการไถ่มนุษย์และเพื่อการตรึงกางเขนเท่านั้น และดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดสำหรับพระองค์ที่ต้องตรัสพระวจนะให้มากกว่านี้เพื่อที่จะพิชิตมนุษย์คนใด  สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสอนมนุษย์มีมากมายที่ดึงมาจากพระวจนะต่างๆ ในองค์คัมภีร์ และถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระองค์มิได้มากเกินกว่าองค์คัมภีร์ แต่พระองค์ยังคงทรงมีความสามารถที่จะสำเร็จลุล่วงพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนได้  พระราชกิจของพระองค์ไม่ใช่พระราชกิจแห่งพระวจนะ อีกทั้งไม่ใช่พระราชกิจที่ทำไปเพื่อประโยชน์ของการทรงพิชิตมวลมนุษย์ แต่เป็นพระราชกิจที่ทำไปเพื่อไถ่มวลมนุษย์  พระองค์เพียงแต่ได้ทรงทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมวลมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้ทรงทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของพระวจนะสำหรับมวลมนุษย์  พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจแห่งชนต่างชาติ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งการทรงพิชิตมนุษย์ แต่เป็นพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขน พระราชกิจที่ถูกกระทำขึ้นท่ามกลางบรรดาผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้า  ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระองค์ได้ถูกดำเนินการไปบนรากฐานขององค์คัมภีร์ และถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงใช้สิ่งที่บรรดาผู้เผยพระวจนะคนเก่าๆ ได้เคยพยากรณ์เอาไว้เพื่อกล่าวโทษพวกฟาริสีก็ตาม นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนครบบริบูรณ์  หากพระราชกิจของวันนี้ยังคงได้รับการดำเนินการไปบนรากฐานของคำพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะคนเก่าๆ ในองค์คัมภีร์ เช่นนั้นแล้ว มันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพิชิตพวกเจ้า เพราะพันธสัญญาเดิมไม่มีบันทึกถึงการไม่เชื่อฟังและบาปของพวกเจ้าผู้คนชาวจีน และไม่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบาปของพวกเจ้า  ดังนั้น หากพระราชกิจนี้ยังคงเกาะกุมอยู่ในพระคัมภีร์ พวกเจ้าก็คงจะไม่มีวันเกิดผล  พระคัมภีร์บันทึกเพียงประวัติศาสตร์ที่จำกัดของชาวอิสราเอลเท่านั้น ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าพวกเจ้าเป็นคนชั่วหรือคนดีหรือไม่ หรือไม่สามารถพิพากษาพวกเจ้าได้  ลองจินตนาการดูว่าเราจะพิพากษาพวกเจ้าไปตามประวัติศาสตร์ของชาวอิสราเอล─พวกเจ้ายังคงจะติดตามเราเช่นที่พวกเจ้าทำอยู่วันนี้หรือไม่?  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้ายากเพียงใด?  หากไม่มีวจนะใดกล่าวออกไปในระหว่างช่วงระยะนี้ เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจะครบบริบูรณ์  เพราะเราไม่ได้มาเพื่อที่จะถูกตอกตรึงกางเขน เราจึงต้องกล่าววจนะที่แยกต่างหากจากพระคัมภีร์ เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการพิชิต

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

คำเทศนาบนภูเขา

ผู้เป็นสุข (มัทธิว 5:3-12)

เกลือและความสว่าง (มัทธิว 5:13-16)

ธรรมบัญญัติ (มัทธิว 5:17-20)

ความโกรธ (มัทธิว 5:21-26)

การล่วงประเวณี (มัทธิว 5:27-30)

การหย่าร้าง (มัทธิว 5:31-32)

การสาบาน (มัทธิว 5:33-37)

การตอบแทน (มัทธิว 5:38-42)

จงรักศัตรู (มัทธิว 5:43-48)

การทำทาน (มัทธิว 6:1-4)

การอธิษฐาน (มัทธิว 6:5-8)

อันดับแรก พวกเรามาดูที่แต่ละส่วนของ “คำเทศนาบนภูเขา” กัน  ส่วนที่แตกต่างกันเหล่านี้กล่าวถึงเรื่องใด?  สามารถกล่าวได้ด้วยความมั่นใจว่าเนื้อหาของส่วนต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดยกระดับขึ้นมากกว่า เป็นรูปธรรมมากกว่า และใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คนมากกว่ากฎระเบียบของยุคธรรมบัญญัติ  ถ้าพูดในภาษาสมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติจริงของผู้คนมากกว่า

พวกเรามาอ่านเนื้อหาเฉพาะดังต่อไปนี้กัน:  เจ้าควรเข้าใจเกี่ยวกับผู้เป็นสุขว่าอย่างไร?  เจ้าควรรู้อะไรเกี่ยวกับธรรมบัญญัติ?  ความกริ้วควรได้รับการกำหนดนิยามอย่างไร?  ผู้ล่วงประเวณีควรได้รับการจัดการอย่างไร?  การหย่าควรได้รับการพูดถึงอย่างไร และมีกฎชนิดใดเกี่ยวกับเรื่องนี้?  ใครสามารถหย่าได้ และใครไม่สามารถหย่าได้?  แล้วการสาบาน การตอบแทน การรักศัตรู และการทำทานเล่าเป็นอย่างไร?  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับทุกแง่มุมของการปฏิบัติในความเชื่อพระเจ้าของมวลมนุษย์ และการปฏิบัติในการติดตามพระเจ้าของพวกเขา  การปฏิบัติเหล่านี้มีบางส่วนยังคงสามารถใช้ได้ในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ลึกซึ้งเท่ากับสิ่งที่พึงประสงค์จากผู้คนในปัจจุบันนี้ก็ตาม—สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่ค่อนข้างอยู่ในขั้นต้น ซึ่งผู้คนพบในความเชื่อพระเจ้าของพวกเขา  นับจากเวลาที่องค์พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นปฏิบัติพระราชกิจ พระองค์ทรงเริ่มต้นดำเนินพระราชกิจเกี่ยวกับอุปนิสัยในชีวิตของพวกมนุษย์แล้ว แต่แง่มุมเหล่านี้ของพระราชกิจของพระองค์มีพื้นฐานมาจากรากฐานของธรรมบัญญัติ  กฎและวิธีการพูดเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับความจริงหรือไม่?  แน่นอนว่ามี!  กฎระเบียบและหลักการก่อนหน้าทั้งหมด อีกทั้งคำเทศนาในยุคพระคุณเหล่านี้ ต่างสัมพันธ์กับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และแน่นอนว่าสัมพันธ์กับความจริงด้วย  ไม่ว่าพระเจ้าทรงแสดงออกสิ่งใด และไม่ว่าวิธีการแสดงออกหรือภาษาที่พระองค์ใช้จะเป็นแบบใดก็ตาม สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงออกทั้งหมดต่างมีรากฐาน จุดกำเนิด และจุดเริ่มต้นของมันมาจากหลักการของพระอุปนิสัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น  นี่เป็นความจริงอย่างแน่นอน  ดังนั้น ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้ที่พระองค์ตรัสดูเหมือนจะตื้นเขินเล็กน้อยในตอนนี้ แต่เจ้าก็ยังคงไม่สามารถพูดได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้คนในยุคพระคุณในการที่จะสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าและสัมฤทธิ์ผลในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขา  เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าในคำเทศนาเหล่านี้มีคำเทศนาหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับความจริง?  ไม่ เจ้าพูดไม่ได้!  ทุกๆ คำเทศนาเหล่านี้คือความจริง เพราะทั้งหมดเป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ ทั้งหมดเป็นหลักการและขอบเขตที่พระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเราควรปฏิบัติตัวเองอย่างไร และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถยอมรับและจับใจความได้ ตามระดับของการเติบโตในชีวิตของพวกเขา ณ ขณะนั้น  เพราะบาปของมวลมนุษย์ยังไม่ได้รับการแก้ไข พระวจนะเหล่านี้จึงเป็นพระวจนะเดียวที่องค์พระเยซูเจ้าทรงสามารถออกได้ และพระองค์ทรงสามารถใช้ได้เพียงคำสอนที่เรียบง่ายที่อยู่ในขอบเขตประเภทนี้เพื่อบอกผู้คนในขณะนั้นว่าพวกเขาควรกระทำอย่างไร พวกเขาควรทำอะไร พวกเขาควรทำสิ่งต่างๆ ภายในหลักการและขอบเขตใด และพวกเขาควรเชื่อในพระเจ้าและปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์อย่างไร  ทั้งหมดนี้ได้รับการกำหนดโดยมีพื้นฐานมาจากวุฒิภาวะของมวลมนุษย์ ณ ขณะนั้น  ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้คนที่ใช้ชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติที่จะยอมรับคำสอนเหล่านี้ ดังนั้น สิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงสอนจึงต้องอยู่ภายในขอบเขตนี้

ตัดตอนมาจาก “พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในเวลานั้น พระเยซูเพียงแค่ทรงให้คำเทศนาชุดหนึ่งในยุคพระคุณแก่บรรดาสาวกของพระองค์ในหัวข้อทั้งหลาย อาทิ จะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร จะชุมนุมกันอย่างไร จะวิงวอนในการอธิษฐานอย่างไร จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร เป็นต้น  พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงดำเนินการเป็นพระราชกิจของยุคพระคุณ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงไว้เพียงแค่ว่า บรรดาสาวกและบรรดาผู้ที่ได้ติดตามพระองค์ควรจะฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร  พระองค์เพียงแค่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเท่านั้น และไม่ใช่พระราชกิจใดของยุคสุดท้ายเลย  เมื่อพระยาห์เวห์ได้ทรงกำหนดธรรมบัญญัติของภาคพันธสัญญาเดิมในยุคธรรมบัญญัติ เช่นนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคพระคุณเล่า?  เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงทำให้พระราชกิจของยุคพระคุณเป็นที่เข้าใจชัดเจนล่วงหน้าเล่า?  นี่จะไม่ได้ช่วยมนุษย์ให้ยอมรับมันแล้วหรอกหรือ?  พระองค์เพียงแค่ได้ตรัสคำเผยพระวจนะว่าทารกเพศชายคนหนึ่งจะถือกำเนิดและมามีฤทธานุภาพ แต่พระองค์ไม่ได้ทรงดำเนินการพระราชกิจของยุคพระคุณล่วงหน้า  พระราชกิจของพระเจ้าในแต่ละยุคมีเขตคั่นที่ชัดเจน พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจของยุคปัจจุบันเท่านั้น และไม่เคยทรงดำเนินช่วงระยะถัดไปของพระราชกิจล่วงหน้า  ด้วยเหตุนี้เท่านั้นพระราชกิจซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ในแต่ละยุคจึงจะสามารถถูกเน้นให้เห็นชัดได้  พระเยซูได้ตรัสถึงเพียงหมายสำคัญทั้งหลายของยุคสุดท้าย ถึงวิธีที่จะอดทนและวิธีที่จะได้รับการช่วยให้รอด ถึงวิธีที่จะกลับใจและสารภาพ และถึงวิธีที่จะแบกรับกางเขนและสู้ทนความทุกข์เท่านั้น พระองค์ไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่มนุษย์ในยุคสุดท้ายควรสัมฤทธิ์การเข้าสู่ อีกทั้งไม่เคยได้ตรัสถึงวิธีที่เขาควรพยายามทำเพื่อให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า  เมื่อเป็นเช่นนั้น มันไม่ไร้สาระน่าขันหรอกหรือที่จะค้นคว้าพระคัมภีร์เพื่อหาพระราชกิจของพระเจ้าของยุคสุดท้าย?  อะไรหรือที่เจ้าสามารถมองเห็นได้โดยแค่เพียงยึดกุมพระคัมภีร์เอาไว้?  ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้อรรถาธิบายพระคัมภีร์หรือนักบวช ใครเล่าที่จะสามารถได้เห็นพระราชกิจของวันนี้ได้ล่วงหน้า?

ตัดตอนมาจาก “มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “การพิพากษา” เจ้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงพระวจนะที่พระยาห์เวห์ตรัสกับสถานที่ทั้งหมดและพระวจนะแห่งการตำหนิดุว่าที่พระเยซูตรัสกับพวกฟาริสี แม้จะมีความรุนแรงเช่นนั้น พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่การพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า แต่เป็นเพียงพระวจนะที่พระเจ้าตรัสภายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน กล่าวคือในบริบทที่แตกต่างกัน พระวจนะเหล่านี้ไม่เหมือนพระวจนะที่พระคริสต์ตรัสเมื่อพระองค์ทรงพิพากษามนุษย์ในยุคสุดท้าย ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระวจนะซึ่งตรัสโดยพระเจ้าในยุคนี้แตกต่างไปจากพระวจนะซึ่งถูกตรัสในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติ และพระวจนะเหล่านั้นก็แตกต่างไปจากพระวจนะซึ่งถูกตรัสในช่วงระหว่างยุคพระคุณเช่นกัน  ในยุคพระคุณ พระเจ้าไม่ได้ทรงพระราชกิจของพระวจนะ แต่แค่ได้ทรงปรารภว่าพระองค์จะถูกตรึงกางเขนเพื่อทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง  พระคัมภีร์เพียงพรรณนาเหตุผลที่พระเยซูทรงต้องถูกตรึงกางเขน และความทุกข์ซึ่งพระองค์ทรงต้องได้รับบนกางเขน และวิธีการที่มนุษย์ควรถูกตรึงกางเขนเพื่อพระเจ้าเท่านั้น  ในช่วงระหว่างยุคนั้น พระราชกิจทั้งหมดซึ่งปฏิบัติสำเร็จโดยพระเจ้านั้นไปรวมอยู่ที่การถูกตรึงกางเขน  ในระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะเพื่อพิชิตทุกคนผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์  นี่คือ “พระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์”  พระเจ้าได้เสด็จมาในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจนี้ กล่าวคือ พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์  พระองค์เพียงตรัสพระวจนะเท่านั้น และแทบจะไม่มีการมาถึงของข้อเท็จจริงทั้งหลาย  นี่คือแก่นแท้จริงๆ ของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และเมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ตรัสพระวจนะของพระองค์ นี่เป็นการทรงปรากฏของพระวจนะในมนุษย์ และเป็นพระวจนะซึ่งกำลังทรงมาเป็นมนุษย์  “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า และพระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์”  นี่ (พระราชกิจแห่งการทรงปรากฏของพระวจนะเป็นมนุษย์) คือพระราชกิจซึ่งพระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย และเป็นบทสุดท้ายของแผนการบริหารจัดการทั้งสิ้นทั้งมวลของพระองค์ และดังนั้นพระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงสำแดงพระวจนะของพระองค์ในมนุษย์  สิ่งซึ่งถูกทำให้สำเร็จวันนี้ สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จในภายภาคหน้า สิ่งซึ่งจะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยพระเจ้า บั้นปลายสุดท้ายของมนุษย์ บรรดาผู้ที่จะได้รับการช่วยให้รอด พวกที่จะถูกทำลาย เป็นต้น—ทั้งหมดของพระราชกิจนี้ซึ่งควรถูกทำให้สัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดได้ถูกระบุไว้แล้วทั้งหมดอย่างชัดเจน และเป็นไปทั้งหมดก็เพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์  ประกาศกฤษฎีกาบริหารและธรรมนูญซึ่งถูกบัญญัติขึ้นก่อนหน้านั้น พวกที่จะถูกทำลาย บรรดาผู้ที่จะเข้าสู่การหยุดพัก—พระวจนะเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องถูกทำให้ลุล่วง  นี่คือพระราชกิจซึ่งถูกทำให้สำเร็จลุล่วงเป็นหลักโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย  พระองค์ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจว่าบรรดาผู้ที่ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด  และพวกที่ไม่ได้ถูกกำหนดชะตาไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้าเป็นของที่แห่งใด ประชากรและบรรดาบุตรของพระองค์จะถูกแยกประเภทอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นต่ออิสราเอล จะเกิดอะไรขึ้นต่ออียิปต์—ในภายภาคหน้า ทุกๆ ถ้อยคำของพระวจนะเหล่านี้จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วง  ก้าวย่างของพระราชกิจของพระเจ้ากำลังเร่งความเร็วขึ้น  พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเป็นวิถีทางที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ถึงสิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นในทุกยุค สิ่งซึ่งจะต้องถูกทำให้เสร็จสิ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และพันธกิจของพระองค์ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิบัติ และพระวจนะเหล่านี้เป็นไปทั้งหมดเพื่อที่จะสำเร็จลุล่วงนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำในระหว่างยุคนี้โดยหลักแล้วเป็นการจัดเตรียมพระวจนะสำหรับชีวิตของมนุษย์ การเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ และธาตุแท้แห่งธรรมชาติของมนุษย์ และการกำจัดสิ้นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา ความนึกคิดเชิงศักดินา ความนึกคิดที่ล้าสมัย และความรู้และวัฒนธรรมของมนุษย์  สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องได้รับการชำระให้สะอาดโดยผ่านทางการถูกเปิดโปงด้วยพระวจนะของพระเจ้า  ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ไม่ทรงใช้หมายสำคัญและการอัศจรรย์  พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อเปิดโปงมนุษย์ พิพากษามนุษย์ ตีสอนมนุษย์ และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม เพื่อว่าในพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์จะได้มาเห็นพระปรีชาญาณและความดีงามของพระเจ้า และมาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้า และเพื่อว่ามนุษย์จะมองเห็นกิจการของพระเจ้าโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนวิถีทางที่พระองค์ทรงใช้ปฏิบัติงาน และเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของทั้งยุค  นี่คือหลักการซึ่งพระเจ้าทรงใช้ปฏิบัติงานในยุคพระวจนะ  พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพูดจากมุมมองที่ต่างออกไป เพื่อที่มนุษย์อาจได้เห็นพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ทรงเป็นพระวจนะซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และอาจสามารถมองเห็นพระปรีชาญาณและความมหัศจรรย์ของพระองค์  พระราชกิจเช่นนั้นทำไปเพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นในการพิชิตมนุษย์ การทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และการกำจัดมนุษย์ ซึ่งเป็นความหมายที่แท้จริงของการใช้พระวจนะเพื่อปฏิบัติพระราชกิจในยุคพระวจนะ  โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนจึงได้มารู้จักกับพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า แก่นแท้ของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่  โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ พระราชกิจที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะทำในยุคพระวจนะจึงถูกนำพาไปสู่การบังเกิดผลโดยครบถ้วนบริบูรณ์  โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ผู้คนได้ถูกตีแผ่ ถูกกำจัด และถูกทดสอบ  ผู้คนได้เห็นพระวจนะของพระเจ้า ได้ยินพระวจนะเหล่านี้ และระลึกรู้ได้ถึงการดำรงอยู่ของพระวจนะเหล่านี้  ผลก็คือ พวกเขาได้มาเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ในฤทธานุภาพสูงสุดและพระปรีชาญาณของพระเจ้า รวมทั้งในความรักของพระเจ้าที่มีให้กับมนุษย์ และความปรารถนาของพระองค์ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด  คำว่า “พระวจนะ” อาจฟังดูเรียบง่ายและธรรมดาสามัญ แต่พระวจนะที่กล่าวจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์นั้นสั่นสะเทือนจักรวาล พระวจนะเหล่านั้นแปลงสภาพหัวใจของผู้คน แปลงสภาพมโนคติที่หลงผิดและอุปนิสัยแต่เดิมของพวกเขา และแปลงสภาพหนทางที่โลกทั้งโลกเคยปรากฏ  ตลอดหลายยุคหลายสมัยมานั้น มีเพียงพระเจ้าของวันนี้เท่านั้นที่ได้ทรงพระราชกิจด้วยวิธีนี้ และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ตรัสด้วยเหตุนี้และเสด็จมาช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเหตุนี้  จากเวลานี้ไป มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ได้รับการเลี้ยงและจัดหาให้โดยพระวจนะของพระองค์  ผู้คนใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางคำสาปแช่งและพระพรของพระวจนะของพระเจ้า และมีผู้คนมากกว่านั้นอีกที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระองค์  พระวจนะเหล่านี้และพระราชกิจนี้ล้วนแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อความรอดของมนุษย์ เพื่อประโยชน์ต่อการทำให้น้ำพระทัยพระเจ้าลุล่วง และเพื่อประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงรูปสัณฐานดั้งเดิมของโลกแห่งการทรงสร้างเดิม  พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกโดยใช้พระวจนะ  พระองค์ทรงนำทางผู้คนทั่วทั้งจักรวาลโดยใช้พระวจนะ และพระองค์ทรงพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดโดยใช้พระวจนะ  ในท้ายที่สุดแล้ว พระองค์จะทรงใช้พระวจนะเพื่อนำพาโลกเดิมทั้งโลกไปสู่บทอวสาน ด้วยเหตุนี้จึงจะเป็นการทำให้แผนการบริหารจัดการของพระองค์สำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “ยุคแห่งราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ณ เวลานั้น พระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่บรรดาสาวกของพระองค์ไม่อาจจับใจความได้ และได้ตรัสมากมายหลายอย่างที่ผู้คนไม่เข้าใจ  นี่เป็นเพราะ ณ เวลานั้น พระองค์มิได้ให้คำอธิบายใดๆ  ด้วยเหตุนี้เอง หลายปีหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จจากไป มัทธิวได้ทำทะเบียนลำดับพงศ์ขึ้นเพื่อพระเยซู และคนอื่นๆ ก็ได้ทำงานมากมายที่มาจากเจตจำนงของมนุษย์  พระเยซูมิได้เสด็จมาเพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและได้รับมนุษย์ แต่เพื่อทรงพระราชกิจช่วงระยะหนึ่ง นั่นคือ การนำมาซึ่งข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์ และการทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนครบบริบูรณ์  และดังนั้น ทันทีที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน พระราชกิจของพระองค์ก็ได้มาถึงบทอวสานที่ครบบริบูรณ์  แต่ในช่วงระยะปัจจุบันนี้—ที่เป็นพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย—มีพระวจนะที่ต้องตรัสออกไปมากขึ้น มีพระราชกิจที่ต้องทำมากขึ้น และต้องมีกระบวนการต่างๆ มากมาย  ดังนั้น ความล้ำลึกต่างๆ จากพระราชกิจของพระเยซูและพระยาห์เวห์ก็ต้องได้รับการเปิดเผยด้วยเช่นกัน เพื่อที่ผู้คนทั้งปวงอาจจะได้มีความเข้าใจและความกระจ่างแจ้งในการเชื่อของพวกเขา เพราะนี่คือพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย และยุคสุดท้ายคือบทอวสานของพระราชกิจของพระเจ้า เป็นเวลาแห่งการสรุปปิดตัวพระราชกิจ  พระราชกิจช่วงระยะนี้จะชี้แจงธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์และการไถ่ของพระเยซูแก่เจ้า และโดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อที่เจ้าอาจจะได้เข้าใจพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลแห่งแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า และซึ้งคุณค่ากับนัยสำคัญและเนื้อแท้ทั้งหมดของแผนการบริหารจัดการหกพันปีนี้ และเข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจทั้งหมดที่พระเยซูได้ทรงกระทำไปและพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสไป และปรับการเชื่อถือและการรักใคร่บูชาในพระคัมภีร์แบบมืดบอดของเจ้าให้สมดุล  ทั้งหมดนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าเข้าใจอย่างถี่ถ้วน  เจ้าจะได้มาเข้าใจทั้งพระราชกิจที่พระเยซูได้ทรงกระทำและพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ เจ้าจะเข้าใจและมองเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับความจริง ชีวิต และหนทาง  ในพระราชกิจช่วงระยะที่พระเยซูทรงกระทำนั้น ทำไมพระเยซูจึงเสด็จจากไปโดยที่มิได้ทำการสรุปปิดตัวพระราชกิจ?  เพราะพระราชกิจในช่วงระยะของพระเยซูนั้นมิใช่พระราชกิจแห่งการสรุปปิดตัว  เมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงบนกางเขน พระวจนะของพระองค์ก็ได้มาถึงบทอวสานด้วยเช่นกัน หลังจากการตรึงกางเขนของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ก็เสร็จสิ้นโดยครบบริบูรณ์  ช่วงระยะปัจจุบันแตกต่างออกไป กล่าวคือ หลังจากที่พระวจนะได้ถูกตรัสออกไปจนถึงบทอวสานและพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้รับการสรุปปิดตัวแล้วเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์จึงจะได้เสร็จสิ้นลง  ในระหว่างช่วงระยะของพระราชกิจของพระเยซูนั้น ยังมีพระวจนะอีกมากมายที่ยังไม่ได้ตรัสออกไป หรือที่ยังไม่ได้รับการบรรยายให้เห็นภาพอย่างครบถ้วน  แต่ถึงกระนั้น พระเยซูก็มิได้ทรงใส่พระทัยว่าพระองค์ได้ตรัสหรือมิได้ตรัสสิ่งใดไป เพราะพันธกิจของพระองค์มิใช่พันธกิจเกี่ยวกับพระวจนะ และดังนั้น หลังจากพระองค์ทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน พระองค์จึงเสด็จจากไป  พระราชกิจในช่วงระยะนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการตรึงกางเขนเป็นสำคัญ และไม่เหมือนกับช่วงระยะปัจจุบัน  พระราชกิจช่วงระยะปัจจุบันนี้โดยหลักแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความครบบริบูรณ์ ของการทำให้ชัดเจน และของการนำพระราชกิจทั้งหมดไปสู่การสรุปปิดตัว  หากพระวจนะทั้งหลายไม่ได้ถูกตรัสออกไปจนถึงบทอวสานของมัน ก็จะไม่มีหนทางในการสรุปปิดตัวพระราชกิจนี้ เพราะในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจนั้น พระราชกิจทั้งหมดจะถูกนำพาไปถึงบทอวสานและทำให้สำเร็จลุล่วงโดยการใช้พระวจนะ  ณ เวลานั้น พระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถจับความเข้าใจได้  พระองค์ได้เสด็จจากไปอย่างเงียบๆ และวันนี้ยังคงมีผู้ที่ไม่เข้าใจพระวจนะของพระองค์อีกมากมายหลายคน ผู้ที่ความเข้าใจของพวกเขาเป็นความเข้าใจที่ผิดแต่ถึงกระนั้นพวกเขายังคงเชื่อว่ามันถูก และไม่รู้ว่าพวกเขาผิด  ในที่สุด ช่วงระยะปัจจุบันนี้จะนำพาพระราชกิจของพระเจ้าไปถึงบทอวสานที่ครบบริบูรณ์ และจะจัดเตรียมการสรุปปิดตัวของมัน  ทุกคนจะได้มาเข้าใจและรู้จักแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  มโนคติอันหลงผิดทั้งหลายภายในตัวมนุษย์ เจตนาต่างๆ ของเขา ความเข้าใจผิดของเขา มโนคติอันหลงผิดของเขาเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์และพระเยซู ทรรศนะของเขาเกี่ยวกับชนต่างชาติ และความเบี่ยงเบนและความผิดพลาดอื่นๆ ของพวกเขาจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  และมนุษย์จะเข้าใจเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องทั้งหมด และพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำทั้งหมด และความจริงทั้งหมดทั้งมวล  เมื่อการนั้นเกิดขึ้น พระราชกิจช่วงระยะนี้จะได้มาถึงบทอวสาน

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง