ออกจากโรงพยาบาลบ้า

วันที่ 30 เดือน 03 ปี 2022

โดย เสียวเฉ่า, ประเทศจีน

เดือนมกราคมปี 2012 เพื่อนบ้านแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับฉัน ฉันได้ทำธุรกิจมาจนอ่อนล้าไปหมด กล้ามเนื้อเอวตึงและไหล่ติดอย่างรุนแรง มันเจ็บปวดมากจนฉันแทบหวีผมหรือแต่งตัวไม่ได้เลย การกินยาก็ไม่ช่วยค่ะ หลังจากเชื่อในพระเจ้าฉันก็ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ สามีกับลูกของฉันจึงตื่นเต้นมาก และสนับสนุนความเชื่อของฉันจริงๆ แต่ว่าสองเดือนต่อมา สามีของฉันก็เห็นคำโกหกที่พรรคคอมมิวนิสต์เผยแพร่ออนไลน์เกี่ยวกับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเริ่มต่อต้านความเชื่อของฉันค่ะ เขาพูดว่า “รัฐบาลต่อต้านพระเจ้าองค์นี้ของคุณ ถ้าสุดท้ายคุณถูกจับเพราะเรื่องนี้ ก็อาจกระทบถึงอาชีพของลูกชายเราได้ คุณควรล้มเลิกความเชื่อนะ” ครั้งหนึ่ง ตอนฉันเพิ่งกลับมาจากการแบ่งปันข่าวประเสริฐ เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “กองพันความมั่นคงแห่งชาติโทรหาผมและถามว่าคุณเป็นผู้เชื่อหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น คุณต้องส่งมอบหนังสือเกี่ยวกับพระเจ้าไป พวกเขายังขอให้ผมระบุตัวคนจากรูปถ่ายจำนวนมากด้วย ถ้าคุณยังเชื่อต่อไป คุณจะถูกนำตัวไปนะ” ฉันตอบว่า “ฉันเดินบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง และไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย พวกเขาไม่มีสิทธิ์!” เขาพูดว่า “ซื่อเหลือเกินนะคุณ! พรรคคอมมิวนิสต์จีนเขม่นผู้เชื่ออย่างคุณเป็นพิเศษนะ ถ้าคุณเชื่อต่อไป พวกเขาอาจจับคุณและซ้อมคุณได้ แล้วคุณจะเห็นว่าพวกเขาโหดเหี้ยมแค่ไหน” ฉันคิดในใจ ว่าหากสามีต่อต้านฉัน การเดินบนเส้นทางนี้ก็จะยากขึ้นอย่างแน่นอน ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ และขอให้พระองค์ทรงนำฉันบนเส้นทางข้างหน้า ฉันยังตั้งปณิธานด้วยว่า ไม่ว่าสามีขวางทางฉันยังไง ฉัจะไม่มีวันล้มเลิกความเชื่อ

เดือนธันวาคมปี 2012 เกือบหนึ่งปีหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ฉันถูกจับและคุมขังนานห้าวันเพราะมีคนแจ้งความว่าฉันประกาศข่าวประเสริฐ วันที่พวกเขาปล่อยฉัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเตือนว่า “พอคุณออกไป ก็ล้มเลิกความเชื่อเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องเข้าคุกแน่นอน!” ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง สามีก็มารับตัวฉัน เขาดูหงุดหงิด สีหน้าก็แย่มาก เขาลงมาจากรถและเข้าไปในสำนักงานตำรวจ ฉันไม่รู้เลยว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แล้วเขาก็พาฉันกลับบ้าน พอถึงบ้าน ฉันก็เห็นพี่ชาย น้องสาว และน้องเขยรอฉันอยู่ด้านนอก ฉันคิดว่า เหตุเดียวที่พวกเขามาอยู่ตรงนั้นก็คือจะให้ฉันหยุดความเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของฉันเป็นผู้นำระดับเขต และเขาเคยบอกว่าฉันควรล้มเลิกความเชื่อ เพราะเขาได้เห็นคำโกหกออนไลน์ทุกรูปแบบของพรรค ซึ่งกล่าวโทษและใส่ร้ายคริสตจักร เขาว่าความเชื่อของฉันอาจส่งผลต่ออาชีพของลูกชาย และอาจส่งผลถึงเขาด้วย เขาอาจจะเสียตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐไป เขาก็คงมากดดันให้ฉันล้มเลิกความเชื่ออีกครั้ง ฉันกล่าวอธิษฐานอย่างรวดเร็ว ขอพระเจ้าทรงนำและทรงคุ้มครองให้ฉันรอดจากการนี้ ทันทีที่ฉันลงจากรถ พี่ชายก็เข้ามาพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “เธอควรล้มเลิกเรื่องพระเจ้านี่นะ อยู่กับบ้านเถอะ แล้วดูแลเรื่องในบ้านให้ดี อย่าดื้อรั้นนักเลย ถ้าเธอยังขืนเชื่อต่อไป การงานที่ดีของลูกชายเธอจะเป็นอันตรายนะ เขาจะเกลียดเธอไปตลอดนะ” จากนั้นน้องเขยก็กัดฟันและออกท่าออกทางตะคอกฉัน “เชื่อในพระเจ้าหรือ? ไหนล่ะพระเจ้าน่ะ? ผมไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ก็มีชีวิตที่สมบูรณ์ดี!” แล้วสามีฉันก็พูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “มันไม่ง่ายนะที่ลูกชายเราได้งานที่ดีเด่นสักงาน ถ้าเขาเสียงานไปเพราะความเชื่อของคุณล่ะ?” น้องสาวฉันเข้ามาบอกฉันว่า “นี่ พี่ควรทิ้งความเชื่อนะ สามีพี่ดีกับพี่มาก ลูกชายก็ทำงานดี น่าจะพอแล้วนะ คอยดูแลครอบครัวของพีให้ดีก็พอ” พอได้ยินทั้งหมดนี้ ฉันก็คิด เรื่องที่ฉันกับสามีทำงานหนักเพื่อส่งเสียลูกชาย และกว่าเขาจะได้มีชีวิตที่ดีตอนนี้ ไม่ง่ายเลย ถ้าเขาเสียงานของเขาไปเพราะความเชื่อของฉันจริงๆ เขาก็อาจจะเกลียดฉันไปตลอดชีวิต! แต่แล้วฉันก็คิดว่า การล้มเลิกความเชื่อจะเป็นการทรยศพระเจ้า และฉันคิดถึงความจริงที่ได้เรียนรู้ในฐานะผู้เชื่อ การนมัสการพระเจ้าเป็นเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพระเจ้าได้ทรงรักษาอาการบาดเจ็บของฉันด้วย ฉันไม่อาจขาดมโนธรรมได้ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ในหัวใจ “ข้าพระองค์รู้สึกแย่มากที่ถูกครอบครัวบังคับให้เลิกเชื่อ โปรดประทานความเชื่อและความเข้มแข็งด้วยเถิด” แล้วฉันก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้ “ในทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำภายในผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการแทรกแซงของมนุษย์ แต่หลังฉากนั้น ทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพึงต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาต่อพระเจ้า เพื่อเป็นตัวอย่าง จงดูเมื่อโยบถูกทดสอบ กล่าวคือ หลังฉากนั้น ซาตานกำลังวางเดิมพันกับพระเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับโยบนั้นคือความประพฤติของพวกมนุษย์และการแทรกแซงของพวกมนุษย์ เบื้องหลังทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวพวกเจ้าคือเดิมพันของซาตานกับพระเจ้า—เบื้องหลังมันทั้งหมดคือการสู้รบ” (“การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันได้เห็นว่า การที่ครอบครัวรวมหัวรุมฉัน ก็คือการที่ซาตานกำลังโจมตีทดสอบฉัน ครอบครัวของฉันหลงเชื่อคำโกหกของพรรค และกำลังใช้งานของลูกชายมาขู่ให้ฉันกลัว เพื่อให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันต้องยืนหยัดเป็นพยานแด่พระเจ้า ไม่ตกหลุมพรางซาตาน แล้วฉันยังคิดได้ด้วยว่า งานของลูกชายฉันล้วนขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์การเตรียมการของพระเจ้า ไม่มีใครเปลี่ยนเรื่องนั้นได้ ฉันจึงพูดว่า “การมีความเชื่อเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมายเลย ที่พรรคคอมมิวนิสต์จับกุมฉันและลากทุกคนมาเกี่ยว นั้นเป็นความชั่วของพรรคเอง ทุกคนไม่ควรขัดขวางความเชื่อและพลอยกดขี่ฉันไปด้วย ทุกคนก็รู้อยู่ ก่อนมีความเชื่อ ฉันบาดเจ็บจนถึงกับดูแลตัวเองไม่ได้ พอได้รับความเชื่อ ฉันก็หายสนิท ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระคุณและพระพร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ พระผู้ช่วยให้รอด ความวิบัตินั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย ทรงทำไปก็เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาป จากความวิบัติ เพื่อให้พระองค์ได้ทรงอารักขาเราจนรอดจากความวิบัติ ได้เข้าสู่ราชอาณาจักร ถ้าฉันปล่อยให้การข่มเหงของพรรคทำให้ฉันไม่กล้ามีความเชื่อ ฉันก็จะเสียโอกาสได้รับความรอด ต่อให้ทุกคนต่อต้าน ฉันก็จะยึดมั่นในเส้นทางความเชื่อ” สามีของฉันฮึดฮัดยืนขึ้นหันมาชี้หน้าฉันแล้วพูดว่า “เธอมันเสียสติไปแล้ว!” แล้วเขากับพี่ชายของฉันก็สบตากัน แล้วเดินไปที่บ้านด้วยกัน และเริ่มพูดกันเป็นการลับ ฉันสับสน พวกเขากำลังคุยอะไรกันถึงต้องลับๆ ล่อๆ นัก? ไม่นานนักพวกเขาก็กลับมา พี่ชายส่งสายตาให้น้องสาวของฉัน แล้วพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัยว่า “เราไปหาอะไรกินกันเถอะ!” น้องสาวและหลานชายของฉันตรงเข้ามาที่ฉัน แล้วฉุดดึงมือฉันคนละข้างและลากไปที่รถ ฉันรู้สึกเหมือนมันมีบางอย่างแปลกๆ ฉันพยายามสลัดมือให้หลุด และพูดว่าไม่อยากไป แต่พวกเขาก็ผลักฉันเข้าไปในรถ หลังจากขับไปได้ครึ่งชั่วโมงรถก็จอด ฉันแปลกใจที่เรามาจอดที่โรงพยาบาลจิตเวช สามีฉัน พี่ชาย และน้องเขยลงจากรถกันหมด ฉันรู้สึกตกใจมาก พวกเขากำลังส่งฉันเข้าโรงพยาบาลบ้าจริงๆ หรือ? ฉันกำลังคิดว่าฉันต้องลงจากรถแล้ววิ่งหนีไป แต่ก็ถูกล็อคไว้ด้วยกุญแจ ฉันเห็นพวกเขาเดินไปที่ออฟฟิศโรงพยาบาล ทันใดนั้นทุกอย่างก็กระจ่าง พวกเขาวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก พวกเขาหลอกฉันว่าเราจะไปกินอาหารนอกบ้านกัน ฉันทั้งโกรธและขยะแขยง ไม่อยากเชื่อว่าพวกเขาจะพาฉันไปที่นั่น พวกไม่มีหัวใจ! นี่เหรอคนที่รักกัน! ฉันคิดย้อนไปตอนที่สามีพบฉันที่สถานีตำรวจ เขาไปพูดสั้นๆ กับตำรวจในสถานี และการที่ครอบครัวส่งสายตาให้กันตอนพวกเขาพูดว่าเราจะไปหาอะไรกิน ฉันก็ตระหนักว่านี่น่าจะเป็นแผนที่พรรควางให้ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันน้ำตาคลอเพราะด้วยความที่เสียความรู้สึกจนพูดไม่ถูก ฉันพูดกับพวกเขาอย่างขุ่นเคืองว่า “ทุกคนพาฉันมาทรมานที่นี่ แค่เพราะฉันเชื่อในพระเจ้า พวกคุณนั่นแหละที่บ้า! ทุกคนทำผิดและไม่มีเหตุผลเลย และจะต้องถูกลงโทษแน่ๆ” ตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่สองคนก็ออกมาจากโรงพยาบาล ถือเครื่องจองจำมาสวมให้ฉัน สามีฉัน พี่ชาย และน้องเขยต่างยืนมองฉันเฉยอยู่ โดยไม่พูดสักคำ ฉันใจสลายและสิ้นหวัง ฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่า แค่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ให้ต้องมาติดร่างแห ครอบครัวฉันจะฟังคำโกหกของพรรคนั่นจน จับฉันส่งโรงพยาบาลบ้า ทั้งที่ฉันก็ปกติดีทุกอย่าง โดยไม่สนเลยว่าฉันจะอยู่หรือตายเพราะถูกทารุณ พวกเขาไม่ใช่คนที่รักกันเลย พวกเขาเป็นปีศาจ พอคิดแบบนั้น ฉันก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกต่อไป ฉันไม่อาจมองหน้าพวกเขาได้ด้วยซ้ำ ฉันสะบัดใส่เจ้าหน้าที่ว่า “ฉันไม่ได้เป็นอะไร! พวกเขาหลอกฉันมาที่นี่ พวกเขาบังคับให้ฉันมารักษา แค่เพราะฉันเชื่อในพระเจ้า คุณยังไม่ได้ตรวจสอบด้วยซ้ำ ทำไมถึงมามัดฉัน?” แต่พวกเขาก็เมินฉันอย่างสิ้นเชิง

พวกเขารับตัวฉันไว้เป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาร้ายแรง และขังฉันไว้ที่หอ 1 ประตูหน้าต่างระเบียงติดกรงเหล็กทั้งหมด ห้องฉันกว้างราว 40 ถึง 50 ตารางฟุต และมันโล่งไปหมด มีแค่เตียงเดี่ยวพร้อมผ้าห่มเน่าๆ ผืนหนึ่ง ที่ยังมีรอยปัสสาวะเก่าอยู่ทั่วไปหมด กลิ่นปัสสาวะฉุนคละคลุ้ง และไม่มีห้องน้ำในห้อง มีแค่ห้องน้ำรวมซึ่งล็อคตลอดอยู่ในห้องโถง ถ้าจะใช้ห้องน้ำ ต้องตามหาเจ้าหน้าที่ และถ้าพวกเขายุ่งอยู่ ก็จะไม่เปิดประตู ฉันก็ต้องกลั้นเอาไว้ คนไข้จิตเวชในโรงพยาบาลร้องคร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา ร้องเพลงบ้างร้องไห้บ้าง หรือเริ่มตะโกน “ปล่อยฉันออกไป! ปล่อยฉันออกไป!” พวกเขายังฟาดลูกกรงเหล็กไม่หยุดด้วย ที่นั่นฟังเหมือนเต็มไปด้วยฝูงผีและหมาป่าร้องคร่ำครวญ ทำให้เลือดในตัวฉันเย็นเฉียบ ฉันรู้สึกว่า มันไม่ใช่ที่สำหรับมนุษย์ แค่เพราะความเชื่อของฉัน ฉันต้องถูกพรรคคอมมิวนิสต์จับขัง พอเป็นอิสระ ครอบครัวตัวเองก็ส่งมาทารุณในโรงพยาบาลบ้า เหมือนหลุดจากกระทะลงไปในกองไฟ เข้าไปในถ้ำเสือ ฉันจะอยู่แบบนั้นได้ยังไง? ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ ฉันเริ่มร้องไห้ออกมา ตอนร้องไห้ ฉันคิดถึงพี่น้องชายหญิงในการชุมนุม ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ฉันอยากอ่านพระวจนะและทำหน้าที่ไปกับพวกเขาอย่างมาก แต่ฉันออกไปไม่ได้ ฉันไม่รู้เลยว่าจะถูกขังอยู่ในนั้นอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ความทุกข์ของฉันจะจบลง? ฉันเฝ้าแต่อธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ทุกข์ใจเหลือเกินที่ถูกขังอยู่กับคนไข้จิตเวช พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปยังไง โปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะบทตอนหนึ่ง “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ ความว่า ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกถึงนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ภายใต้การเหยียดหยามและกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้ได้รับการทำให้ลุล่วงในตัวพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงย่อมใช้เวลา ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันเข้าใจว่า พรรคเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่ยอมให้ใครเชื่อและติดตามพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงเพื่อความรอด พวกมันจึงคลั่งจับกุมข่มเหงเหล่าผู้เชื่อ แพร่ข่าวลือโกหกกล่าวโทษคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เพื่อหลอกลวงบรรดาผู้ที่ไม่รู้ความจริง มันดึงคนในครอบครัวของผู้เชื่อหลายรุ่นเข้ามาเกี่ยว ทำลายอาชีพของพวกเขา และทำให้หันหลังให้กับผู้เชื่อคนนั้นทั้งชีวิต มันใช้พวกเขาเพื่อบังคับให้ผู้เชื่อทรยศพระเจ้า พรรคนั่นช่างชั่วจนไม่อยากจะเชื่อ ครอบครัวฉันถูกพรรคชักนำให้หลงร่วมมือข่มเหงฉันเพราะความเชื่อของฉัน ถึงขนาดเอาฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวช มันเป็นสถานที่ที่เลวร้ายมาก แต่ฉันได้เห็นแก่นแท้ชั่วของพรรคคอมมิวนิสต์ ความเชื่อของฉันถูกทำให้เพียบพร้อมโดยทางนี้ ฉันจึงต้องพึ่งพิงและเป็นพยานแด่พระเจ้า พอคิดแบบนี้ ฉันก็อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงสถิตกับฉัน และทรงอารักขาฉันจากมารซาตาน ยิ่งซาตานกดขี่ฉัน ฉันก็ยิ่งเชื่อในพระเจ้า

วันที่สองของฉันในสถานบำบัดนั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำยามาให้ฉันกิน ฉันบอกเขาด้วยความโมโหว่า “บอกแล้วไงว่าฉันไม่ผิดปกติอะไร ฉันไม่กิน” เขาพูดว่า “คุณมาอยู่ที่นี่ คุณก็ต้องไม่ปกติ ถ้าคุณให้ความร่วมมือ คุณก็จะดีขึ้นและได้ออกไปโดยเร็ว” แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ฉันก็ไม่กล้ากินมัน วันที่สาม มีคนที่มีปัญหาร้ายแรงถูกรับมารักษา ฉันถูกย้ายไปหอสาม เพราะหอฉันไม่มีเตียงสำรอง หอนั้นไม่ได้ถูกควบคุมเข้มงวด ฉันออกไปทำกิจกรรมได้ ในนั้น ฉันเห็นว่ากางเกงของคนไข้บางคนเก่ามากจนเห็นช่วงล่างของพวกเขา ใบหน้าและลำคอก็โสโครก และผมเผ้าก็เหมือนกับรังนก เสื้อผ้าบางคนดูสกปรกมันเยิ้มมาก น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ ค่ะ ฉันมีเพื่อนร่วมห้องสองคนในหอผู้ป่วยนั้น คนหนึ่งหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ และบางครั้งก็บ่นพึมพำกับตัวเอง ฉันไม่รู้ว่าอีกคนหนึ่งถูกขังในนั้นนานแค่ไหน ทุกเช้าเธอจะลุกขึ้นเดินสูบบุหรี่ไปมาในโถงทางเดินไม่หยุด พวกเขาทำให้ฉันกลัวจริงๆ ฉันกลัวว่าระหว่างที่พวกเขาอาการกำเริบ พวกเขาอาจจะตีฉันหรือทึ้งผมฉันตอนที่ฉันเผลอ หรืออาจจะบีบคอฉันจนตายตอนฉันหลับ ฉันจึงไม่เคยหลับลึกตอนกลางคืนเลย ทุกครั้งที่เผลอหลับ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ซ้ำๆ ให้พระองค์ทรงอารักขาฉัน นั่นเป็นทางเดียวให้ฉันจะผ่อนคลายพอที่จะหลับได้สักนิด เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจะมาให้ยาเราทีละคนทุกวัน ฉันจะกินมันต่อเมื่อเขามองตรงมาที่ฉัน ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่กลืนยาลงไป แต่จะกำจัดทิ้งตอนใช้ห้องน้ำ ครั้งหนึ่งคนไข้อีกคนเห็นฉันโยนมันทิ้ง เธอบอกฉันว่า “คุณทำแบบนั้นไม่ได้นะ ฉันเคยถูกเจ้าหน้าที่จับได้ว่าโยนยาทิ้งครั้งหนึ่ง เขาตบฉันสองครั้ง แล้วเอาหลอดพลาสติกมาสอดรูจมูกฉัน ฉีดยาเข้าทางนั้น มันเจ็บปวดมากๆ เลย” ฉันไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นบอกเจ้าหน้าที่เรื่องฉันโยนยาทิ้งหรือเปล่า แต่เจ้าหน้าที่ก็จับตาดูคนไข้กินยาอย่างใกล้ชิดขึ้นหลังจากนั้น พวกเจ้าหน้าที่จะยืนที่โต๊ะสี่เหลี่ยมเพื่อตรวจตราเราทุกวัน โดยใช้ไฟฉายตรวจดูให้แน่ใจว่าเราเปิดปากกลืนมันลงไป ฉันต้องกินยาอย่างไม่มีทางเลือก

ไม่กี่วันต่อมา ผู้อำนวยการก็มาตรวจห้อง และจู่ๆ ก็ถามฉันว่า “มหาพิบัติจะเกิดในวันที่ 21 ใช่ไหม?” ฉันคิดว่ามันแปลกมาก และพูดว่า “พระเจ้าเท่านั้นที่บอกได้ว่าความวิบัติจะมาเมื่อไหร่” เขาตอบฉันว่า “เห็นได้ว่าคุณป่วยมาก เราต้องเพิ่มยาให้คุณ” หลังจากนั้น ฉันต้องกินยาสองเม็ดแทนที่จะเป็นหนึ่งเม็ด ฉันเดือดดาลมาก ผอ.นั่นไม่รู้เลยว่าฉันผิดปกติหรือเปล่า แต่กลับเพิ่มยาให้ฉันดื้อๆ เขาไม่สนใจชีวิตมนุษย์เลย โรงพยาบาลควรเป็นที่ช่วยชีวิตและผู้บาดเจ็บ แต่มันกลายเป็นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์ข่มเหงคริสเตียนได้ พวกเขาทำร้ายฉันอย่างมุ่งร้ายแค่เพราะความเชื่อของฉัน ฉันเกลียดพรรคอย่างถึงแก่นเลยค่ะ

สิบวันหลังจากฉันกินยา ฉันเริ่มรู้สึกอ่อนแอมาก แค่เดินก็ยังลำบาก ฉันสงสัยว่า มันเป็นผลจากยาที่พวกเขาให้ฉันกินหรือเปล่า จากนั้นไม่นานเลย ฉันก็รู้สึกย่ำแย่มาก ขืนกินต่อไป ต้องแย่แน่ ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้เป็นอะไร การเผชิญผู้ป่วยจิตเวชพวกนั้นทุกวันและความที่ฉันซึมเศร้าตรอมใจ ฉันจึงรู้สึกเหมือนเริ่มมีปัญหาทางจิตจากการทรมานนั่น ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าบ่อยครั้ง และเป็นเพราะพระวจนะที่ทำให้ฉันผ่านพ้นมันมาได้ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งหลังจากอธิษฐาน ฉันนึกถึงที่องค์พระเยซูเจ้าปลดปล่อยลาซารัสจากหลุมศพ เขาตายมาแล้วถึงสี่วัน ร่างกายก็เหม็นเน่า แต่พระเจ้าก็ทรงใช้วจนะนำเขากลับมาจากความตาย พระเจ้าทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงปกครองชะตามนุษย์ ฉันจึงรู้ว่าชีวิตฉันก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้าเช่นกัน ฉันนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “ในบรรดาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย มีสิ่งใดหรือที่ไม่ได้อยู่ในมือของเรา?” (“บทที่ 1” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ยานั่นจะทำให้ฉันเป็นบ้าหรือไม่ และฉันจะได้ออกมาเมื่อไหร่ ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ฉันต้องผ่านเรื่องนี้ด้วยความเชื่อและพึ่งพิงพระเจ้า ความคิดนี้เสริมพลังให้กับความเชื่อ จนฉันไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป

เย็นวันหนึ่งในสองสัปดาห์ต่อมา ปรากฏว่าฉันสามารถโทรหาครอบครัวเพื่อให้มารับฉันออกไปเร็วขึ้นได้ เช้าวันต่อมา สามีของฉันก็ขับรถมาที่โรงพยาบาล ฉันบอกเขาให้เอาฉันออกไป ฉันบอกเขาว่านี่ไม่ใช่ที่สำหรับมนุษย์ ขืนอยู่นานเกินไป คนดีๆ อาจกลายเป็นบ้าไปได้ เขาโทรหาพี่ชายฉันเพื่อหารือกัน และฉันได้ยินพี่ชายพูดผ่านโทรศัพท์ว่า “ให้เธอเซ็นรับประกันล้มเลิกความเชื่อก่อน ถึงจะให้ออกมาได้ ให้เธอตายในนั้นได้เลย ถ้ายังจะเชื่อต่อไป” ฉันไม่เคยนึกว่าพี่ชายของฉัน พี่ชายที่มีสายเลือดเดียวกัน จะพูดอะไรแบบนั้น มันสะท้านใจมากเลยค่ะ เขาไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นมารที่มีใบหน้าของมนุษย์ พอเห็นว่าเขาไม่มีเจตนาจะเอาฉันออกไป ฉันก็คิดว่า ถ้าเขาทิ้งฉันเอาไว้ที่นั่น ฉันคงไม่มีทางหาทางออกไปได้ แล้วฉันจะปฏิบัติความเชื่อยังไง? ฉันจึงพูดกับเขาอย่างชาญฉลาดว่า “ฉันไม่เชื่อแล้วละ” เขาก็เลยยอมพาฉันกลับบ้าน สามีของฉัน คอยตามฉันไปทุกที่ตลอดเลยค่ะ เขาไม่ยอมให้ฉันไปร่วมการชุมนุมหรืออ่านพระวจนะ บางครั้งระหว่างงีบตอนกลางวัน เขาถึงกับเข้ามาเพื่อดูว่าฉันกำลังอ่านพระวจนะอยู่หรือเปล่า แต่ฉันยังแอบอ่านพระวจนะ ด้วยเครื่องเล่นเอ็มพีห้าได้อยู่ ต่อมาเช้าวันหนึ่ง เขาก็จับได้ตอนฉันกำลังชาร์จแบต เขายึดมันไป แล้วตะคอกใส่ฉันอย่างโกรธจัดว่า “คุณยังเชื่ออยู่ได้ยังไง? ถ้าคุณถูกจับแล้วต้องเข้าคุก และลูกชายของเราเสียงานไปเพราะคุณ คุณจะมองหน้าเขาได้เหรอ? คุณติดตามพระเจ้าไม่ได้แล้ว!” ตอนที่เขาพูด ก็ผลักตัวฉันอย่างแรง หัวของฉันไปชนขอบเตียงเสียงดัง ฉันไม่เข้าใจว่าเขาชั่วร้ายขนาดนั้นได้ยังไง ฉันแค่เชื่อในพระเจ้า ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่เขากลับปฏิบัติต่อฉันแย่มาก เขาไม่เพียงจับฉันไปบำบัดเท่านั้น แต่ตอนนี้ลงไม้ลงมือกับฉันด้วย และไม่ยอมให้ฉันอ่านพระวจนะ ด้วยความที่รู้สึกแย่ลงทุกที ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า! สามีเลวร้ายจนข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอ โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้อยู่บนเส้นทางนี้ต่อไปได้ด้วยเถิด!” แล้วฉันก็นึกถึงบางอย่างจากพระวจนะ “วันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้นั้น พวกเขาเชื่อว่าความทุกข์นั้นปราศจากคุณค่า พวกเขาถูกโลกประกาศตัดขาด ชีวิตในบ้านของพวกเขามีปัญหา พวกเขาไม่เป็นที่รักของพระเจ้า และความสำเร็จที่คาดว่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเขามืดมัว ความทุกข์ของผู้คนบางคนไปถึงจุดขีดสุด และความคิดของพวกเขาหันเข้าหาความตาย นี่มิใช่ความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นเป็นคนขลาด พวกเขาไม่มีความเพียรพยายาม พวกเขาอ่อนแอและไร้กำลัง! พระเจ้าทรงใคร่กระหายที่จะให้มนุษย์รักพระองค์ แต่ยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด ความทุกข์ของมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมนุษย์รักพระองค์มากขึ้นเท่าใด บททดสอบของมนุษย์ก็จะหนักหนาขึ้นเพียงนั้น…ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การไตร่ตรองพระวจนะให้ความชัดเจนว่า ว่าแม้ว่าฉันกำลังเป็นทุกข์จากความยากลำบาก พระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์นั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของฉันเพียบพร้อม เพื่อให้โอกาสฉันเป็นพยานแด่พระเจ้าต่อหน้าซาตาน มันคือความรักของพระเจ้า แต่พอไม่เข้าใจน้ำพระทัย ฉันก็อ่อนแอและคิดลบเพราะความทุกข์ ฉันได้เห็นว่าตัวเองขี้ขลาดนัก ฉันคิดเรื่องที่สามีบังคับให้ฉันทิ้งพระเจ้า พาฉันไปสถาบันจิตเวชด้วยตัวเอง ไม่สนว่าฉันจะอยู่หรือตาย ตอนนี้เขาถึงกับทำร้ายฉัน ฉันจึงได้เห็นอย่างแท้จริงว่า เขาเป็นปีศาจที่เกลียดและต่อต้านพระเจ้า ฉันนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “บรรดาผู้เชื่อกับบรรดาผู้ไม่เชื่อไม่สามารถเข้ากันได้ ตรงกันข้าม พวกเขาขัดแย้งซึ่งกันและกัน” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันกับสามีเป็นคนประเภทต่างกันบนสองเส้นทางที่ต่างกัน ฉันจะติดตามพระเจ้าต่อไปไม่ว่าเขากดขี่ฉันยังไง ฉันจะไม่ถอยกลับ ฉันจึงพูดกับเขาว่า “ไปหย่ากันเถอะ คุณอยู่บนวิถีของโลก ไล่ตามเงินทอง และฉันอยู่บนเส้นทางแห่งความเชื่อ เราอยู่บนเส้นทางที่ต่างกัน เราไม่เหมือนกันเลย คุณกลัวแทนลูกชายของเรา งั้นเราก็ควรหย่ากัน แล้วความเชื่อของฉันจะไม่กระทบพวกคุณ ฉันไม่ต้องการทรัพย์สินเลย ฉันต้องการแค่ห้อง ที่อยู่อาศัย เพื่อให้ติดตามพระเจ้าได้” เขาพูดว่า “ผมรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ดี ผมไม่ต้องการหย่า” ฉันบอกเขา “ถ้าคุณไม่ต้องการหย่า ก็ให้อิสระฉันสิคะ ฉันเป็นผู้เชื่อ และคุณขัดขวางฉันไม่ได้” เขาพูดว่า “คุณมีอิสระได้ แต่ก่อนอื่นต้องเซ็นข้อตกลงกับผม ว่าคุณจะละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!” ได้ยินแบบนั้น ฉันก็พูดว่า “ฉันต้องรักษาความเชื่อ ฉันเซ็นข้อตกลงนั่นไม่ได้” พอได้ยินแบบนั้น เขาก็พูดไม่ออก หลังจากนั้น พอเห็นว่าเขากันไม่ให้ฉันเชื่อไม่ได้ เขาก็ไม่ขัดขวางไม่ให้ฉันปฏิบัติความเชื่อมากนัก ฉันสามารถใช้ชีวิตคริสตจักรและทำหน้าที่ได้ตามปกติ

คืนวันหนึ่ง ฉันไปพบพี่น้องหญิงใกล้บ้าน เพื่อหารือเรื่องการให้น้ำผู้มาใหม่ ทันทีที่เรานั่งลง ลูกชายของฉันก็โผล่มา แล้วพูดกับพี่น้องหญิงอย่างโกรธจัดว่า “คุณเป็นคนเปลี่ยนศาสนาแม่ของผม!” แล้วพยายามทำร้ายเธอ ฉันรีบโอบรัดตัวเขา เพื่อดึงเขาไว้ เขาลากฉันกลับบ้านอย่างเดือดดาล แล้วพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “แม่ต้องล้มเลิกความเชื่อนะ ดูสิ่งที่พวกเขาพูดถึงคริสตจักรของแม่ออนไลน์สิ!” แล้วเขาก็ทวนคำโกหกที่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โดนใสร้าย หลังจากนั้น เขาก็ตะโกนว่า “พ่อ โทรหาโรงพยาบาลจิตเวชแล้วส่งแม่กลับเข้าไปเลย!” ฉันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ฉันไม่เคยนึกว่า เพื่อเห็นแก่งานแล้ว ลูกชายจะโหดร้ายถึงกับรวมหัวกับพ่อเพื่อไม่ให้ฉันเชื่อ ฉันได้ยินสามีโทรหาสถาบันนั่น แล้วได้ยินจากปลายสายว่าพวกเขาไม่มีที่เหลือแล้ว สามีฉันพูดว่า “โทรตามตำรวจให้มาจับตัวแม่ของลูกไปเถอะ” ลูกตอบว่า “พวกนั้นขังแม่ไว้ที่นั่นไม่ได้ เราขังแม่ไว้ในห้องมืดนั่นที่เราเคยใช้เลี้ยงกระต่ายดีไหม?” แล้วพวกเขาสองคนก็หิ้วฉันเข้าไปในห้องนั้น ล็อคประตูเหล็กแล้วจากไป การเห็นว่าสามีกับลูกชายถูกพรรคหลอกให้กระทำโหดร้ายกับฉัน มันสะท้านความรู้สึกมากค่ะ และฉันยิ่งเกลียดพรรคนี้สุดขั้วหัวใจ ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ที่นี่ได้เป็นแผ่นดินแห่งความโสโครกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว มันสกปรกเหลือทน ความทุกข์ระทมดาษดื่น พวกผีวิ่งอาละวาดไปทั่วทุกแห่งหน ลวงล่อและหลอกลวง ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล[1] เหี้ยมโหดและชั่วช้า เหยียบย่ำเมืองผีนี้และทิ้งให้มันกลาดเกลื่อนไปด้วยศพ กลิ่นสาบสางของซากที่เสื่อมสลายปกคลุมแผ่นดินและตลบอบอวลในอากาศ และมันถูกพิทักษ์อย่างแน่นหนา[2] ผู้ใดจะสามารถมองเห็นพิภพเหนือโพ้นฟ้าได้? มารมัดร่างของมนุษย์ทั้งหมดอย่างแน่นหนา มันคลุมดวงตาสองข้างของเขา และปิดผนึกริมฝีปากของเขาแน่น ราชาแห่งพวกมารได้อาละวาดมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เมื่อมันยังคงเฝ้าดูเมืองผีนี้อย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นวังของพวกปีศาจที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้…เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ? บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ? พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า! การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย! เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พรรคจับกุมและข่มเหงบรรดาคริสเตียน แพร่ข่าวลือใส่ร้ายคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และดึงคนในครอบครัวพวกเขาเข้ามาเกี่ยว ครอบครัวฉันถูกพรรคพาหลงไปร่วมมือกันพยายามไม่ให้ฉันเชื่อในพระเจ้า ถึงขั้นจับฉันเข้าโรงพยาบาลจิตเวชที่ฉันถูกทารุณ แล้วคราวนี้ก็จับฉันขังอีก ครอบครัวที่มีความสุขลดลงเหลือเพียงสิ่งนี้ พรรคเป็นหัวหน้าแก๊งของจริง และฉันเกลียดเจ้าปีศาจนั่นจากก้นบึ้งของหัวใจ

ไม่นานนัก ลูกชายฉันก็เอาเก้าอี้มานั่งอยู่นอกประตูเหล็กแล้วพูดว่า “แม่ แม่ควรเลิกเชื่อในพระเจ้า แม่ทำงานหนักและลำบากมากตอนทำธุรกิจหาทุนให้ผมเรียน ตอนนี้ผมทำงานพอมีเงินบ้าง ผมออกเงินให้แม่ไปเที่ยวดีไหม?” พอเขาพูดแบบนี้ ฉันก็ตระหนักว่านี่เป็นกลอุบายของซาตาน ฉันจึงบอกเขาว่า “ก่อนมาเป็นผู้เชื่อ แม่แค่อยากได้เงินบนหนทางที่ยากลำบาก ตอนนี้แม่พบพระเจ้าและเข้าใจความจริง ชีวิตของแม่อิสระและมีความสุขขึ้น ทั้งสองคนปล่อยแม่ให้แม่เชื่อไม่ได้เหรอ? ถึงลูกจะไม่ยอมรับว่าแม่เป็นแม่และพ่อของลูกหย่ากับแม่ แม่ก็จะเชื่อต่อไป แม่ยึดมั่นในเส้นทางนี้” เขาไม่พูดตอบอะไรแต่แค่เดินจากไป ฉันขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่ทำให้ความเชื่อของฉันแกร่งขึ้น และฉันรู้สึกถึงสันติสุขจริงๆ ค่ะ ฉันเริ่มร้องเพลงสรรเสริญนี้ “พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หัวใจของข้าพระองค์เป็นของพระองค์ การกักขังสามารถเพียงควบคุมกายของข้าพระองค์ได้เท่านั้น นั่นไม่สามารถหยุดการก้าวเท้าของข้าพระองค์ในการติดตามพระองค์ได้ ถนนที่เจ็บปวด แข็งกระด้าง ขรุขระ ด้วยพระวจนะของพระองค์ในการนำทางข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่กลัว ด้วยความรักของพระองค์ที่มาพร้อมกับข้าพระองค์ หัวใจของข้าพระองค์อิ่มเอิบ” (“ทางเลือกที่ไม่ต้องเสียใจภายหลัง” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันรู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้าง แม้จะนั่งอยู่ในห้องที่เล็กและมืดจนมองอะไรรอบตัวไม่เห็น ฉันก็ไม่ทุกข์ใจ เช้าวันต่อมา ลูกชายก็เปิดประตูให้ฉันออกมาอย่างคาดไม่ถึง และพูดว่า “แม่ เราไม่ยุ่งกับแม่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ” พอเขาพูดแบบนั้น ฉันก็รู้ว่าซาตานได้ปราชัยและได้รับความอับอายแล้ว และฉันขอบคุณพระเจ้าค่ะ

การก้าวผ่านการถูกพรรคนั่นจับกุมและการกดขี่ของครอบครัวฉัน ช่วยให้ฉันเห็นแก่นแท้เยี่ยงปีศาจของพรรคที่ต่อต้านพระเจ้า มันจับกุมและข่มเหงบรรดาผู้เชื่อและแพร่คำโกหกทุกรูปแบบเพื่อหลอกลวงผู้คน ทำให้ครอบครัวของผู้เชื่อขัดขวางความเชื่อของพวกเขา มันเป็นจอมวางแผนทำลายครอบครัวของคริสเตียน ครอบครัวของฉันร่วมมือกับพรรค แทรกแซงความเชื่อของฉันเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และถึงกับนำฉันไปบำบัดโดยไม่คิดว่าฉันจะอยู่หรือตาย ฉันเห็นแก่นแท้ที่ต่อต้านพระเจ้าชัดเจน และจะไม่ยอมให้พวกเขาเหนี่ยวรั้งฉันอีก ประสบการณ์นี้แสดงให้ฉันเห็นว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรักเรา และทรงช่วยเราให้รอดได้ เมื่อฉันทุกข์ใจและสิ้นหวังอย่างที่สุด พระเจ้าก็ทรงใช้พระวจนะให้ความรู้แจ้ง ชูใจและหนุนใจฉัน และทรงนำฉันผ่านคืนวันอันยากลำบากเหล่านั้น ฉันได้ประสบกับตัวเองว่าความรักของพระเจ้านั้นจริงแท้ และฉันต้องการติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ ฉันจะไม่มีวันเสียใจ

เชิงอรรถ:

1. “ตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล” อ้างอิงถึงวิธีการที่มารใช้เพื่อทำอันตรายผู้คน

2. “พิทักษ์อย่างแน่นหนา” บ่งบอกว่า วิธีการที่มารใช้ก่อความทุกข์ร้อนให้ผู้คนนั้นชั่วช้าเป็นพิเศษ และควบคุมผู้คนมากเสียจนพวกเขาไม่มีที่ให้ขยับ

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทางแยก

โดย หวางซิน, เกาหลี ฉันเคยมีครอบครัวที่มีความสุข และสามีก็ดีกับฉันมากค่ะ เราเปิดร้านอาหารของครอบครัวที่ไปได้ดีทีเดียว...

ผลที่เก็บเกี่ยวได้โดยผ่านทางโรคภัยไข้เจ็บ

โดย จางลี่ ประเทศจีน ปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของฉัน ในปีนั้น สามีของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง...

รู้สึกดียิ่งนักที่ถอดหน้ากากของฉันออกไป

โดย เฉินหย่วน ประเทศจีน เดือนกันยายน ปี 2018 ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ฉันมีความสุขมากเลยตอนนั้น ฉันรู้สึกว่า ที่เป็นอย่างนี้...

ติดต่อเราผ่าน Messenger