การต่อสู้ทางจิตวิญญาณที่บ้าน
โดย Ruth, สหรัฐอเมริกา เดือนสิงหาคมปี 2018 เพื่อนคนหนึ่งบอกฉันว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้ว และทรงกำลังแสดงความจริง...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ฉันเคยเคารพศิษยาภิบาลลี่ ที่คริสตจักรเก่ามากๆ ค่ะ เขายอมทิ้งครอบครัวและหน้าที่การงาน และเดินทางไปทั่ว เพื่อทำงานถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่ทุ่มเทมากๆ และเป็นผู้รับใช้ที่ดี ฉันมักคอยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และฉันกับสามีก็ขับรถพาเขาไปแบ่งปันข่าวประเสริฐหลายที่ ฉันแบ่งรายได้ของตัวเองสิบเปอร์เซ็นต์ให้เขาด้วยนะคะ เขาจะพักกับเราทุกครั้งที่แวะมาเยี่ยมเยียนคริสตจักร และทุกคืนเขาจะพูดคุยเรื่องพระคัมภีร์และสวดอธิษฐานกับเราเมื่อเขามีเวลา เขาให้พรเรา และเขาก็เป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเลยค่ะ ในตอนนั้น ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าต้องทรงเห็นชอบแน่นอนที่ฉันทำตามศิษยาภิบาลลี่ในการเชื่อ ว่าฉันคงไม่ทำอะไรผิดพลาด แต่จากนั้นฉันก็ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และค่อยๆ เริ่มเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหลายได้เผยตัวเองออกมา
เมื่อห้าปีก่อน ฉันโชคดีที่ได้ยินข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันจำพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ และแน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมาอย่างที่ฉันหวังมาตลอด เรายอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างมีความสุขกันทั้งครอบครัว ฉันอยากแบ่งปันข่าวอันแสนวิเศษนี้ให้ศิษยาภิบาลลี่ฟังสุดๆ คิดว่ามันจะยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้าเขายอมรับพระราชกิจของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายเหมือนกัน และได้นำทุกคนตามย่างพระบาทของพระเมษโปดก แต่แล้วฉันก็จำได้ว่าเขาบอกเราอยู่หลายครั้ง ว่าอย่าไปสำรวจฟ้าแลบจากทิศตะวันออก หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมาชิกของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เขามักจะพูดอยู่เสมอ ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาบนก้อนเมฆ และคำพยานใดๆ ที่ว่าพระองค์ได้เสด็จมาในร่างมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเท็จแน่นอน และเขาก็บอกว่า “อย่าไปยอมรับอะไรที่ไม่ใช่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆอย่างเด็ดขาด” เรื่องนี้ทำให้ฉันกังวลค่ะ เขาจะยอมรับข่าวประเสริฐไหมถ้าฉันแบ่งปันให้เขาฟัง แต่แล้วฉันก็ลองคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นผู้เชื่อมานานและทำงานอย่างหนัก แน่นอนว่าเขาต้องปรารถนาการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าใช่ไหม ฉันคิดว่าเขาจะจำพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ เพียงแค่ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้เขาฟัง
หนึ่งเดือนต่อมา ศิษยาภิบาลลี่ก็มาพักกับเรา และฉันบอกเขาว่า “อาจารย์ลี่คะ ฉันได้รับความเข้าใจใหม่บางอย่างเรื่องคำเผยพระวจนะเกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าค่ะ ลูกาบทที่ 17 ข้อ 24-25 กล่าวว่า ‘เพราะว่าบุตรมนุษย์ ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน’ และมัทธิวบทที่ 24 ข้อ 27 กล่าวว่า ‘เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น’ ข้อเหล่านี้ กล่าวถึงการเสด็จมาของบุตรมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน นี่แสดงให้เห็นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาในยุคสุดท้ายเพื่อทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในฐานะบุตรมนุษย์ บุตรมนุษย์นั้นถือกำเนิดจากมนุษย์ และครอบครองความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นั่นเป็นการอ้างอิงถึงพระเจ้าในร่างมนุษย์ค่ะ พระวิญญาณของพระเจ้าหรือกายวิญญาณจะไม่ถูกเรียกว่า ‘บุตรมนุษย์’ ‘การเสด็จมาของบุตรมนุษย์’ อ้างอิงถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงกลับมาในยุคสุดท้ายในร่างมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจ” พอสามัคคีธรรมมาถึงจุดนี้ ฉันคิดว่าศิษยาภิบาลลี่คงจะพิจารณาดูบ้าง หรืออยากรู้เรื่องนี้มากขึ้น แต่ฉันก็ต้องประหลาดใจที่เขาตัดบทฉันเสียดื้อๆ เขาบอกว่า “ไม่มีทางหรอก! วิวรณ์ได้เผยพระวจนะไว้อย่างชัดเจนว่า ‘นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์’ (วิวรณ์ 1:7) องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาบนก้อนเมฆให้ทุกคนเห็น พระองค์จะเสด็จมาในร่างมนุษย์ได้ยังไง” ฉันตอบกลับไปว่า “อาจารย์ลี่คะ คำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์เรื่องการเสด็จมาของพระองค์ไม่ได้มีข้อเดียวนะคะ ยังมีคำเผยพระวจนะอีกหลายข้อที่บอกว่าพระองค์จะเสด็จมาในร่างมนุษย์อย่างลับๆ อย่างเช่น ‘เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า “เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด”’ (มัทธิว 25:6) ‘นี่แน่ะ เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย’ (วิวรณ์ 16:15) และยังมีวิวรณ์บทที่ 3 ข้อ 20 ‘นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา’ ข้อเหล่านี้กล่าวถึง ‘เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้อง’ ‘เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย’ และ ‘เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู’ ทั้งหมดล้วนกล่าวว่าพระองค์จะเสด็จมาอย่างเงียบเชียบ อย่างลับๆ พอนำข้อที่เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์ในฐานะบุตรมนุษย์มาเชื่อมโยงกัน เราก็จะเห็นว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาในยุคสุดท้าย พระองค์จะเสด็จมาในร่างมนุษย์อย่างลับๆ ในฐานะบุตรมนุษย์ ถ้าพระองค์เสด็จมาอย่างเปิดเผยให้ทุกคนเห็น ทำไมคนถึงจะตะโกนว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’ ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆ ทำไมพระองค์ถึงต้องเคาะประตูล่ะคะ ถ้าพระองค์เสด็จมาบนก้อนเมฆและไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ แล้วคำเผยพระวจนะเหล่านี้ที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างลับๆ จะลุล่วงได้ยังไง มันชัดเจนว่าการเสด็จมาของพระองค์ประกอบด้วยสองช่วงระยะ ระยะแรก พระองค์จะเสด็จมาอย่างลับๆ ในร่างมนุษย์ แล้วพระองค์ถึงจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยบนก้อนเมฆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย ทำให้คำเผยพระวจนะเรื่ององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างลับๆ ลุล่วง” ทันทีที่ฉันพูดแบบนั้น สีหน้าของศิษยาภิบาลลี่ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาขัดจังหวะขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว บอกว่า “เธอเข้าร่วมกับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้วใช่ไหม” ฉันเลยบอกเขาไปตรงๆ ว่า “ใช่ค่ะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา พระองค์เสด็จมาท่ามกลางมนุษย์อย่างลับๆ ในร่างมนุษย์มานานแล้ว พระองค์ทรงแสดงพระวจนะนับล้าน และกำลังทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศของพระเจ้า เพื่อชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอด พระราชกิจอย่างลับๆ ของพระเจ้ากำลังจะเสร็จสิ้น และพระองค์ได้ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะในประเทศจีนแล้ว ความวิบัติครั้งใหญ่จะมาถึงในไม่ช้า และพระเจ้าจะทอดพระเนตรการกระทำของผู้คนเพื่อให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว หลังจากนั้น พระองค์จะทรงปรากฏแก่มนุษย์ทุกคนทุกชนชาติบนก้อนเมฆ ในเวลานั้นเอง ทุกคนที่กล่าวโทษและต่อต้านพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย จะร่วงหล่นสู่ความวิบัติ จะคร่ำครวญและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มนุษย์ทุกชนชาติจะร่ำไห้อย่างขมขื่น ซึ่งจะทำให้วิวรณ์บทที่ 1 ข้อ 7 ลุล่วงดังที่ว่า ‘นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์’” ฉันตกใจมากที่ศิษยาภิบาลลี่ตะคอกให้ฉันหุบปากทันที เขาบอกว่า “ไม่ว่าสิ่งที่เธอพูดจะมีเหตุผลแค่ไหน ฉันก็จะไม่เชื่ออะไรทั้งนั้นนอกจากองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆ ฉันยอมตายก่อนดีกว่า!” พอได้เห็นทัศนคติแบบนี้จากเขา ฉันถึงกับตะลึงเลยค่ะ คนคนนี้จะใช่ศิษยาภิบาลที่ฉันเคยเห็นว่าร้องไห้คร่ำครวญในการอธิษฐานและปรารถนาการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ยังไง ทำไมเขาถึงไม่มีความปรารถนาที่จะแสวงหาสักนิดเลย แถมยังต่อต้านข่าวเรื่องการเสด็จมา ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอามากๆ ฉันได้เสนอแนะเขาไปอย่างจริงใจว่า “อาจารย์ลี่คะ เราไม่ได้ปรารถนาให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาเหรอคะ ตอนนี้พระองค์เสด็จมาแล้วจริงๆ เราควรตรวจสอบอย่างใจเย็นและตั้งใจ และดูว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ใช่พระสุรเสียงของพระเจ้าไหม คุณถึงจะรู้ว่าพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมาจริงหรือเปล่า ถ้าเราดูแต่คำเผยพระวจนะเรื่องพระองค์เสด็จมาบนก้อนเมฆ ขณะเดียวกันก็ไม่สนใจข้ออื่นเลย เราอาจจะพลาดโอกาสในการต้อนรับพระองค์ แล้วเราก็จะไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้นะคะ! อีกอย่าง เราก็เป็นแค่ฝุ่นผงเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เราจะหยั่งถึงพระราชกิจของพระเจ้าได้ยังไง ถ้าเราเอาแต่ยึดติดอยู่กับมโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการของตัวเอง คิดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาบนก้อนเมฆเท่านั้น ไม่ใช่ในร่างมนุษย์ในฐานะบุตรมนุษย์ นั่นคือเราจำกัดพระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่เหรอคะ นั่นไม่ใช่การทำตัวโอหังเหรอคะ” ฉันยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ ศิษยาภิบาลลี่ก็ลุกขึ้นพรวด ใบหน้าของเขาแดงก่ำ และเขาก็เดินย่ำเท้าไปมาพลางโบกไม้โบกมือ เขาตะคอกใส่ฉันว่า “ฉันน่ะเหรอโอหัง ฉันประกาศและทำพิธีบัพติศมาให้คนตั้งหลายพันคน ฉันแน่ใจว่าต้องมีมงกุฎอย่างน้อยห้าองค์รอฉันอยู่บนสวรรค์ แล้วฉันจะไม่ได้เข้าสู่ราชอาณาจักรได้ยังไง” แล้วเขาก็เอาแต่กล่าวหาพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้าย และบอกว่า “เธออ้างว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา ในร่างมนุษย์ ผู้ซึ่งเสด็จมาอย่างลับๆ ที่ประเทศจีน ถ้างั้นฉันไปหาพระองค์ได้ไหม ฉันจะเชื่อก็ต่อเมื่อได้เห็นเอง” จากนั้นเขาก็กลับเข้าห้องของตัวเองไปด้วยความโมโห
ความรู้สึกของฉันมันปนเปกันไปหมด ฉันเลยรีบคุกเข่าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน วอนขอให้พระองค์ทรงนำฉันผ่านเรื่องนี้ไปที หลังจากอธิษฐานเสร็จฉันรู้สึกสงบลงมาก และจากนั้น ฉันก็ได้ดูวิดีโอการอ่านพระวจนะของพระเจ้า มีบทตอนนี้ที่ทำให้ฉันตื้นตันใจมากค่ะ “หากเจ้าติดตามพระเจ้า แต่ต้องการสัมผัสพระปรัศว์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและรู้สึกถึงรอยตะปูของพระองค์เพื่อยืนยัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อคาดคะเนว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่อยู่เสมอเช่นเดียวกับโธมัส เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงละทิ้งเจ้า ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนไม่เป็นเหมือนกับโธมัสที่เชื่อเพียงสิ่งที่พวกเขามองเห็นได้ด้วยตาของพวกเขาเอง แต่ให้เป็นผู้คนที่บริสุทธิ์และซื่อสัตย์ ไม่เก็บงำความสงสัยต่อพระเจ้าเอาไว้ แต่เพียงเชื่อและติดตามพระองค์ ผู้คนเช่นนี้ได้รับพระพร นี่เป็นข้อพึงประสงค์เล็กน้อยอย่างยิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงมีต่อผู้คน และเป็นการตักเตือนสำหรับบรรดาผู้ติดตามของพระองค์” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3) เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ โทมัสได้ยินพระองค์ทรงแสดงความจริงมากมาย และได้เห็นพระองค์ทรงแสดงการอัศจรรย์หลายอย่าง แต่เขาก็ยังจำพระองค์ไม่ได้ แม้ตอนที่พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์และปรากฏแก่สาวกของพระองค์ เขายืนยันที่จะสัมผัสรอยแผลบนพระหัตถ์พระเยซูก่อนถึงจะยอมเชื่อ นั่นเป็นสาเหตุที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยอห์น 20:29) โทมัสเชื่อเพียงสายตาตัวเอง และพระเจ้าทรงไม่เห็นชอบกับความเชื่อแบบนั้น เมื่อฉันมองดูพฤติกรรมของศิษยาภิบาลลี่ แม้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงมากมาย เขาก็ยังคงไม่สอบสวนมัน แต่กลับยืนยันว่าต้องได้เห็นพระเจ้าในร่างมนุษย์ด้วยตาตัวเองเท่านั้นถึงจะเชื่อ แบบนั้นมันเหมือนโทมัสไม่ใช่เหรอคะ ไม่มีผู้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าคนไหน ที่เชื่อในพระองค์หลังได้เห็นพระพักตร์พระองค์แล้วเท่านั้น เราแน่ใจว่าพระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว และเราติดตามพระองค์ ทั้งหมดก็เพราะความจริงที่พระองค์ได้ทรงแสดง และเพราะพระองค์ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง พระเจ้าทรงจุติเป็นมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้าย และทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงทั้งปวงที่ชำระมวลมนุษย์ให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอด มีคนมากมายจากทุกนิกายที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และได้หันหน้าไปหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เห็นได้ชัดว่า กุญแจสำคัญว่าคนคนหนึ่ง จะยอมรับหนทางที่แท้จริงได้หรือไม่นั้น อยู่ที่พวกเขารักความจริงและได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าไหม ตามที่ศิษยาภิบาลลี่พูด ผู้คนจะไม่เชื่อในพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ จนกว่าพวกเขาจะได้เห็นพระองค์ แต่พวกฟาริสีได้เห็นพระพักตร์ขององค์พระเยซูเจ้า แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมรับพระองค์ ทำไมพวกเขาถึงยังต่อต้าน ตัดสิน และดูหมิ่นพระองค์อย่างบ้าคลั่ง จนท้ายที่สุดก็จับพระองค์ตรึงกางเขนล่ะคะ ฉันรู้คำตอบขึ้นมาในหัวใจทันทีเลยค่ะ ศิษยาภิบาลลี่ไม่ได้แสวงหาพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย ความหวังของเขาเรื่องการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือแค่ได้เห็นพระองค์บนก้อนเมฆและถูกรับตรงขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรเท่านั้น เขาไม่ได้รักความจริงหรือปรารถนาการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างแท้จริง
แต่ฉันก็ยังรู้สึกว้าวุ่นพอนึกว่า ศิษยาภิบาลลี่เคยเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวของเรา แต่เขากลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า เป็นศัตรูไปซะได้ ฉันไม่เข้าใจด้วยว่า ทำไมเขาถึงต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายนักหนา และถึงกับกล่าวโทษด้วยซ้ำ เขาไม่ได้มีความยำเกรงต่อพระเจ้าเลย ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาต่อไป แล้วจากนั้น ด้วยความรู้แจ้งของพระเจ้า ฉันก็นึกถึงบทตอนหนึ่งที่พระเจ้าทรงตีแผ่เนื้อแท้ของพวกฟาริสีขึ้นมาได้ ฉันรีบไปหาพระวจนะนั้นมาเลยค่ะ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอหรือไม่ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซู? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ธาตุแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงของชีวิต และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้เท่าทันเช่นนั้นได้รับพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยได้ร่วมเคียงกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาทำผิดพลาดที่ยึดติดกับเพียงแค่พระนามของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ต่อต้านเนื้อแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยธาตุแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง หลักการของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่สำคัญว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ไม่ใช่พระคริสต์หากพระองค์ไม่ได้รับการขนานพระนามว่าพระเมสสิยาห์ การเชื่อนี้ไม่ได้โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว) พระวจนะของพระเจ้า ได้ตีแผ่เนื้อแท้ที่ต่อต้านพระเจ้าในการเชื่อของพวกฟาริสีเอาไว้อย่างเฉียบแหลม พวกเขาช่างดื้อรั้นและโอหัง พวกเขาไม่รู้จักพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ได้แสวงหาความจริงเลย เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ พวกเขาได้เห็นชัดเจนว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์เปี่ยมฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ แต่พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบดู กลับกัน พวกเขาเอาแต่ยึดติดอยู่กับความหมายตามตัวอักษรของพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าไม่ได้ถูกเรียกว่าพระเมสสิยาห์ และพระองค์ไม่ได้ทรงดำรงไว้ซึ่งวันสะบาโต พวกเขาจึงถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นบาป และได้ตัดสิน ดูหมิ่น และกล่าวโทษพระองค์อย่างหยาบโลน สุดท้ายพวกเขาก็ตรึงกางเขนพระองค์ ฉันเปรียบเทียบทั้งหมดนี้กับศิษยาภิบาลลี่ เขาทำตัวเหมือนพวกฟาริสีที่พระเจ้าทรงตีแผ่เอาไว้ไม่มีผิด เขารู้พระคัมภีร์อย่างดี แถมยังคร่ำครวญและอธิษฐานถึงการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการเทศนา แต่เมื่อฉันเป็นพยานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้ว เขากลับไม่มีความปรารถนาที่จะตรวจสอบเลย เขาเอาแต่ต่อต้านและกล่าวโทษ และถึงกับพูด ว่าเขาจะไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้นนอกจากจะเป็นพระเยซูที่เสด็จมาบนก้อนเมฆ ว่าเขายอมตายก่อนดีกว่า! การพูดแบบนั้น แสดงว่าเขาไม่ได้ปรารถนาการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง ฉันคิดว่าตราบเท่าที่ฉันให้คำพยานชัดเจนมากพอ และได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้เขาฟัง เขาต้องยอมรับแน่ๆ สิ่งที่ฉันบอกเขาเป็นสิ่งที่โต้แย้งไม่ได้ แต่เขาก็ยังยึดติดอยู่กับมโนคติที่หลงผิดและการจินตนาการของตัวเอง โดยไม่ได้อยากตรวจสอบดูเลยสักนิด เขาพูดจาคลุมเครือ ดื้อรั้นและโอหังเหมือนพวกฟาริสีเมื่อก่อนนี้ เขาแสดงถึงความเกลียดชังต่อความจริงและต่อพระคริสต์ และถูกเปิดโปงด้วยพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเช่นเดียวกับพวกฟาริสี ฉันเคยคิดว่าการทำตามศิษยาภิบาลลี่คงทำให้ฉันได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่ามันโง่แค่ไหน เขาก็แค่คนตาบอดที่นำทางคนตาบอดอีกที นำทางทุกคนไปสู่ความพินาศ ฉันรู้เลยว่าฉันต้องเดินออกมาจากผู้เลี้ยงแกะเทียมเท็จแบบนั้น
วันต่อมาตอนที่ศิษยาภิบาลลี่กลับไป ฉันไม่ได้เอาเงินที่แบ่งไว้มอบเป็นค่าเดินทางให้เขา เขาจากไปอย่างไม่พอใจมากๆ เขาส่งข้อความมาหาน้องชายของฉันทันที เต็มไปด้วยถ้อยคำด่าว่า บอกว่าฉันเลือกเดินผิดทางและกำลังพาทั้งครอบครัวให้หลงทาง นอกจากนี้เขายังเผยแพร่คำโกหกและความเข้าใจผิดๆ เข้าไปในกรุ๊ปวีแชท กล่าวโทษและให้ร้ายพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้าย พยายามหยุดยั้งผู้คนไม่ให้ตรวจสอบหนทางที่แท้จริง ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น คือเขาถึงกับไปตามบ้านของพี่น้องชายหญิงเพื่อบอกพวกเขาให้ตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของฉัน ผลก็คือ เพื่อนผู้เชื่อและญาติมิตรในหมู่บ้านทั้งหมด เริ่มรังเกียจพวกเรา ขนาดเพื่อนสนิทของฉันยังพยายามหลบหน้าฉันแบบโจ่งแจ้ง เวลาที่เจอฉันตามถนนหนทาง ในตอนนั้น ทันทีที่ฉันออกไปข้างนอก ผู้คนก็พากันชี้มือชี้ไม้ไล่หลัง ขนาดน้องชายของฉันกับเพื่อนๆ ยังตัดสินฉันลับหลังเลยค่ะ สมาชิกที่เหลือในครอบครัวก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เหมือนกันและเริ่มอ่อนแอ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากค่ะสำหรับฉัน ฉันเลยคุกเข่าและอธิษฐานต่อพระเจ้าบ่อยๆ
วันหนึ่ง พระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าก็ผุดขึ้นมาในความคิด “จงอย่าท้อแท้ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งทั้งหลายชัดเจนแก่เจ้า ถนนสู่ราชอาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้นหรอก! เจ้าต้องการให้พรมาถึงเจ้าอย่างง่ายดายมิใช่หรือ? ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบทั้งหลายจะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น…พวกคนที่ร่วมแบ่งปันความขมขื่นของเราจะได้ร่วมแบ่งปันความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาของเราและพรของเราแก่พวกเจ้า” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล บทที่ 41) และองค์พระเยซูเจ้ายังตรัสไว้ด้วยว่า “เมื่อพวกเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายต่างๆ เป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมและยินดี เพราะว่าบำเหน็จของพวกท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะพวกเขาข่มเหงบรรดาผู้เผยพระวจนะ ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน” (มัทธิว 5:11-12) การไตร่ตรองพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าทำให้ฉันสบายใจขึ้นค่ะ ฉันเคยถูกพวกนักบวชปฏิเสธและกล่าวโทษ และเป็นที่รังเกียจจากบรรดาญาติมิตร แต่ฉันก็ยังติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าทันและได้รับประสบการณ์การพิพากษาและชำระให้สะอาดโดยพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือพระพรที่เหลือเชื่อค่ะ ฉันได้เห็นว่า ไม่ว่าฉันจะเผชิญกับอะไรหรือทนทุกข์แค่ไหน ถ้ามั่นใจว่านี่คือหนทางที่แท้จริงและเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ฉันก็ต้องติดตามพระเจ้าต่อไป ด้วยการทรงนำจากพระวจนะของพระเจ้า ฉันจึงมีความเชื่อที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างขึ้นมาอีกครั้ง สมาชิกที่เหลือในครอบครัวของฉันก็ได้รับปัญญาแยกแยะในเรื่อง เนื้อแท้ที่ต่อต้านพระเจ้าของพวกนักบวช จากการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยค่ะ พวกเขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดอีกต่อไปแล้ว
เวลาผ่านไปได้สักพัก จู่ๆ ฉันก็ได้รับข้อความจากศิษยาภิบาลลี่ เขียนมาว่า “น้องจาง ได้แบ่งเงินเอาไว้บ้างไหม เธอได้เก็บออมเงินถวายเอาไว้บ้างไหม ฉันกำลังจะจัดงานชุมนุมของผู้เผยแผ่ศาสนา เธอพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหม” ฉันสะอิดสะเอียนและโมโหมาก ตอนที่เห็นข้อความนี้จากเขา ฉันปฏิเสธไปค่ะ แต่แค่ไม่กี่วันถัดมา เขาก็ส่งคำโกหกมากมายที่กล่าวโทษและให้ร้ายคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาหาฉัน เขาพยายามที่จะขัดขวางการเชื่อของฉันอีกครั้ง ฉันก็เลยไม่สนใจเขา การเห็นเขาทำตัวแบบนั้น ทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ตอนที่พระองค์ทรงตำหนิพวกฟาริสี “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม” (มัทธิว 23:13) “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าไปทั่วทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อจะได้สักคนหนึ่งเข้าจารีต แต่เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาตกนรกยิ่งกว่าพวกเจ้าเองถึงสองเท่า” (มัทธิว 23:15) พวกหมอสอนศาสนาไม่ได้กำลังเข้าสู่สวรรค์อาณาจักรของพระเจ้า และพวกเขาก็พยายามใช้ทุกเล่ห์กลในหนังสือเพื่อกีดกันให้เราอยู่นอกราชอาณาจักรด้วย พวกเขามุ่งมั่นที่จะลากเราลงนรก เพื่อทำให้เรากลายเป็นลูกแห่งนรก นั่นมันชั่วร้ายไม่ใช่เหรอคะ แล้วฉันก็นึกถึงบางอย่างที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสเอาไว้ “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถปฏิบัติโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นคนถ่อยไร้ค่า และแต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอนพระเจ้า พวกเขาตั้งใจต่อต้านพระเจ้าแม้ขณะที่พวกเขาถือธงประจำของพระองค์ พวกเขาอ้างความเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงกินเนื้อหนังและดื่มโลหิตของมนุษย์ ผู้คนเช่นนั้นทั้งหมดคือเหล่ามารที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าปีศาจผู้เป็นหัวหน้าที่จงใจขวางทางผู้ที่พยายามก้าวลงบนเส้นทางที่ถูกต้อง และคือเครื่องสะดุดทั้งหลายที่คอยขัดแข้งขัดขาผู้ที่แสวงหาพระเจ้า พวกเขาอาจดูมี ‘องค์ประกอบอันเพียบพร้อม’ แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านั้นมิใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ยืนต้านพระเจ้า? ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า) พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ช่างจริงเหลือเกิน! ศิษยาภิบาลลี่รู้พระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วน แต่เขามักอธิบายความรู้ด้านพระคัมภีร์และศาสนศาสตร์เพื่อชักจูงผู้เชื่อให้เข้าใจผิด พวกเขาคิดว่าศิษยาภิบาลลี่รักและเข้าใจองค์พระผู้เป็นเจ้าดีกว่าใคร แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าแม้แต่น้อย แถมยังเกลียดชังความจริงที่สุด พอเผชิญหน้ากับการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า เขาก็ไม่อยากแสวงหาเลยสักนิด เอาแต่ต่อต้านและกล่าวโทษอย่างรุนแรง เขาไม่ยอมรับ และเขาก็เผยแพร่เรื่องโกหกไปทั่วเพื่อชักจูงให้ผู้เชื่อหลงทาง เขาพยายามปิดผนึกคริสตจักรและหยุดยั้งสมาชิกในคริสตจักรไม่ให้สอบสวนหนทางที่แท้จริง หลังจากที่เรายอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ตอนแรกเขาก็พยายามชักจูงให้เราเข้าใจผิดด้วยคำโกหก แล้วเขาก็ทำให้คนอื่นๆ ปฏิเสธและไม่ยอมรับเรา นั่นคือวิธีที่เขาพยายามใช้เพื่อบีบบังคับให้เราละทิ้งหนทางที่แท้จริง สุดท้ายฉันก็ตระหนักได้ ว่าการประกาศของศิษยาภิบาลลี่ไม่ใช่เพื่อยกระดับและเป็นพยานให้พระเจ้า หรือพาผู้เชื่อมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่คือเพื่อให้คนเทิดทูนและติดตามเขา เขาต้องการควบคุมผู้คนไว้ในวงล้อมแห่งศาสนาและใช้ชีวิตอยู่ด้วยเงินที่พวกเขามอบให้ เขาโยนตัวเองเข้าสู่การกล่าวโทษและต่อต้าน พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ รวมถึงขโมยแกะของพระเจ้าไปเพื่อให้ตัวเองยังมีสถานะและรายได้ เขาคือศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่เหรอคะ เขาคือปีศาจชั่วร้ายที่สร้างความเสียหายให้แก่มนุษย์และกลืนกินดวงจิตของพวกเขาไม่ใช่เหรอคะ เขาสมควรถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งจริงๆ!
โดยผ่านประสบการณ์นั้นฉันได้เห็นเนื้อแท้ของหมอสอนศาสนาที่เกลียดชังความจริงและเป็นศัตรูของพระเจ้าและได้ปฏิเสธพวกเขาอย่างสิ้นเชิงฉันยังได้รับประสบการณ์อีกด้วยว่าบนถนนสู่ราชอาณาจักรนั้นการหลับหูหลับตายกย่องและทำตามใครโดยไม่แสวงหาความจริงจะทำให้เราถูกผูกมัดและถูกหลอกโดยคำโกหกและความเชื่อที่ผิดได้ง่ายๆรวมถึงเสียความรอดของพระเจ้าและถูกตัดออกจากราชอาณาจักรการได้เป็นอิสระจากทาสรับใช้ที่ชั่วร้ายซึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์แห่งโลกศาสนาในวันนี้และได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นล้วนเป็นเพราะปัญญาแยกแยะที่ฉันได้รับจากพระวจนะของพระเจ้านี่คือความรอดของพระเจ้าสำหรับฉันค่ะขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
โดย Ruth, สหรัฐอเมริกา เดือนสิงหาคมปี 2018 เพื่อนคนหนึ่งบอกฉันว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้ว และทรงกำลังแสดงความจริง...
โดย หวัง เหล่ย, ประเทศจีน ผมกับภรรยากลายมาเป็นคริสเตียนในค.ศ. 1995 แล้วก็กระตือรือร้นในการไล่ตามเสาะหามาตั้งแต่นั้น และไม่นานนัก...
โดย เคียน่า ยูเครน หน้าร้อนปี 2020 ค่ะ ตอนนั้น ฉันกับน้องสาวชื่ออัลบีน่า บังเอิญเจอวิดีโอชื่อ การตื่นรู้จากฝัน...
โดย หาน เฉิน, ประเทศจีน สองสามปีก่อน ฉันถูกจับฐานประกาศข่าวประเสริฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้ฉันจำคุกสามปีข้อหา...