โดย ไป่หยุน, ประเทศจีน

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

เดือนมีนาคมปี 2012 แม่ของฉันได้แบ่งปัน ข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับฉัน ฉันเริ่มอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน และเข้าร่วมชุมนุมและสามัคคีธรรมตามพระวจนะกับคนอื่นอยู่บ่อยๆ ฉันนึกขึ้นได้ถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บทตอนหนึ่งที่ฉันได้อ่านในการเฝ้าเดี่ยวน่ะค่ะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในฐานะสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และคริสตชนผู้เปี่ยมศรัทธา พวกเราทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบและภาระผูกพัน ที่จะต้องถวายร่างกายและจิตใจเพื่อเติมเต็มพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่การเป็นอยู่ของพวกเราทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า หากร่างกายและจิตใจของเรามิได้มีไว้เพื่อพระบัญชาของพระเจ้าและไม่ได้เป็นไปเพื่อเหตุอันชอบธรรมของมวลมนุษย์แล้วไซร้ ดวงวิญญาณของพวกเราจะรู้สึกไม่ควรค่าต่อผู้คนซึ่งได้ยอมพลีชีพเพื่อพระบัญชาของพระเจ้าเลย และยิ่งไม่มีค่าพอต่อพระเจ้าผู้ได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้กับพวกเรา” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันเห็นได้จากพระวจนะของพระเจ้า ว่าพระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ และทุกสิ่งที่ฉันมีล้วนมาจากพระองค์ ฉันควรตอบแทนความรักของพระองค์ และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันจึงเริ่มแบ่งปันข่าวประเสริฐกับบรรดาคนรู้จักค่ะ

วันหนึ่งในเดือนธันวาคม ปี 2012 ฉันถูกตำรวจคุมตัวแบบผิดกฎหมาย เพราะประกาศข่าวประเสริฐ และถูกขังอยู่สิบสี่วัน โทษฐาน “ทำลายระเบียบสังคม” พ่อแม่และสามีของฉันมา เพื่อเยี่ยมฉันที่สถานกักกัน ในวันที่เจ็ดของการคุมขัง ตอนที่เดินเข้าไปในห้องเยี่ยม ฉันเห็นพ่อกับแม่ยืนรออยู่ในนั้น พร้อมสามีฉันที่อุ้มลูกชายวัยหนึ่งขวบของพวกเราไว้ น้ำตามันพาลเอ่อขึ้นมา ในดวงตาของฉัน ตอนเห็นทุกคนยืนอยู่ตรงนั้น ฉันทักทายพ่อกับแม่เบาๆ แล้วก็รีบเดินไปหาสามี และคว้าลูกจากเขามาอุ้ม ตอนนั้น ฉันรู้สึกเศร้ามากเลยค่ะ เราเคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว แล้วจู่ๆ ฉันก็มาถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนคุมขัง แค่เพราะมีความเชื่อและแบ่งปันข่าวประเสริฐ ตอนนี้ ยังต้องมาพบหน้าครอบครัวในสถานกักกันอีก สามีของฉันพูดว่า “ตอนที่รู้ว่าคุณถูกจับ ผมไปเล่าให้หัวหน้ากองฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาบอกว่า คุณควรละทิ้งความเชื่อซะ คุณเป็นถึงบัณฑิต เป็นคนมีการศึกษา ถ้ายังเชื่อในพระเจ้าต่อไป อนาคตคุณจะพัง! พวกเขายังบอกอีกว่าถ้าคุณยังไม่เลิก ผมจะถูกเตะออกจากพรรคและกองทัพ แถมจะไม่ได้โบนัสค่าเปลี่ยนงานปีหน้าอีกด้วย! ผมไม่สนใจเรื่องพวกนั้นก็ได้ แต่คุณต้องนึกถึงลูกและครอบครัวให้มาก คราวหน้าถ้าโดนจับอีก มันจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว คุณจะถูกตัดสินจำคุก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเรา เขาจะไม่มีวันได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเข้ากองทัพ แล้วเขาจะมีที่ยืนในสังคมนี้ได้ยังไง เขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความละอายหรือ” พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ฉันก็ยิ่งไม่สบายใจ ฉันอุ้มลูกไว้พลางรู้สึกปวดใจ และคิดว่า “ถ้าวันหนึ่งฉันลงเอยด้วยการติดคุกจริงๆ ลูกชายของฉันจะเติบโตแข็งแรงได้ไหม ถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วยตั้งแต่ยังเด็กขนาดนั้น เขาจะถูกหัวเราะเยาะและเลือกปฏิบัติไหม ถ้าสามีฉันถูกไล่ออกจากพรรคและกองทัพ อนาคตเขาก็ต้องพัง” ฉันทนคิดถึงเรื่องนี้ต่อไม่ไหว ฉันข่มความเสียใจเอาไว้ และไม่พูดอะไร พอเห็นว่าฉันไม่พูดอะไรเลย สามีก็พูดด้วยความโกรธว่า “ผู้นำของเราบอกว่า ถ้าคุณไม่ให้สัญญาว่าจะละทิ้งความเชื่อ ผมควรจะหย่าขาดจากคุณ คุณต้องเลือกมาสักทาง!” เมื่อฉันยังคงไม่พูดอะไร เขาก็มาอุ้มลูกคืน แล้วเดินปึงปังจากไป ฉันรู้สึกเหมือนถูกมีดแทงเข้าที่หัวใจ และไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป ระหว่างที่เดินกลับห้องขัง ฉันรู้สึกสับสน ทำไมสามีฉันถึงต้องบอกผู้นำของเขาทันที เกี่ยวกับเรื่องที่ฉันโดนจับกุม เขาก็รู้ว่านั่นจะไม่ช่วยอะไรฉันหรือเขาเลยสักอย่าง แล้วทำไมเขาถึงเล่าไปจนหมดโดยไม่ได้อะไรกลับมา ฉันลองคิดดู แล้วก็รู้สึกว่า เขาต้องปิดบังอะไรอยู่แน่ๆ พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ฉันไม่อยากยอมรับมันเลย ฉันทรมานมากจริงๆ ฉันอดที่จะคิดไม่ได้ว่า การเชื่อในพระเจ้านั้นถูกต้องและเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่อาชญากรรมอะไรสักหน่อย เวลาผู้เชื่อมารวมตัวกัน พวกเราก็แค่อ่านพระวจนะ ทำหน้าที่ตัวเอง แบ่งปันข่าวประเสริฐกัน และไล่ตามความจริง อีกอย่าง ในรัฐธรรมนูญก็อนุญาตให้มีอิสรภาพในการเชื่อไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมพรรคคอมมิวนิสต์ถึงกดขี่พวกเรานักหนา แถมยังกดดันให้สามีหย่ากับฉัน ฉันไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้เลยจริงๆ

พอกลับไปถึงห้องขัง ฉันก็เล่าความสับสนนี้ให้น้องสาวจากคริสตจักรฟัง เธอก็เลยท่องพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สองบทตอนให้ฉันฟังเบาๆ “มันช่างเป็นกษัตริย์ของพวกมารชัดๆ! การดำรงอยู่ของมันเป็นที่ทนยอมรับได้อย่างไรเล่า? มันจะไม่หยุดพักจนกว่ามันจะได้สร้างปัญหายุ่งเหยิงให้กับพระราชกิจของพระเจ้าและทิ้งพระราชกิจทั้งหมดไว้ในความโกลาหลโดยสมบูรณ์[1] ราวกับว่ามันต้องการที่จะต่อต้านพระเจ้าไปจนกว่าจะหาไม่ จนกว่าปลาจะตายหรือไม่ก็แหจะขาด โดยจงใจตั้งตัวมันเองต่อต้านพระเจ้าและกดดันใกล้เข้ามาทุกที ใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของมันที่ได้ถูกถอดหน้ากากออกอย่างหมดเปลือกนานมาแล้ว บัดนี้มันบอบช้ำและสะบักสะบอม[2]และอยู่ในภาวะที่น่าเสียใจ ทว่ามันก็จะยังคงไม่ลดละความเกลียดชังของมันที่มีต่อพระเจ้า ราวกับว่า มันจะบรรเทาความเกลียดชังที่กักขังไว้ในหัวใจของมันได้ก็โดยการสวาปามกลืนพระเจ้าเข้าไปแบบเต็มปากเต็มคำเท่านั้น” (“งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!…เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย? ไหนเล่าความเป็นธรรม? ไหนเล่าความชูใจ? ไหนเล่าความอบอุ่น? เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อปราบปรามการเสด็จมาของพระเจ้า? เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าทรงท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร?” (“งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากนั้นเธอได้แบ่งปันสามัคคีธรรมว่า “ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และเสด็จมายังโลกเพื่อตรัสและทรงงาน พระองค์ทรงแสดงความจริงที่ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด และผู้ที่มีหัวใจและจิตวิญญาณ ก็ได้ยินพระสุรเสียงและหันหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่พรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง พวกนั้นเกลียดพระเจ้าและความจริงอย่างรุนแรงมาก และกลัวว่าทุกคนจะเข้าใจความจริงจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แล้วจะติดตามเป็นพยานให้พระคริสต์ แล้วก็ละทิ้งและปฏิเสธพรรค จากนั้น ก็จะไม่มีใครสนับสนุนพรรคอีกต่อไป ความทะเยอทะยานบ้าคลั่งที่จะกักขังและควบคุมชาวจีนตลอดไป ก็จะถูกทำลาย ทางพรรคก็เลยทุ่มสุดตัวที่จะกุข่าวลือและคำโกหกทุกชนิด มาใส่ร้ายกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และทำให้คนทั้งชาติกกระเหี้ยนกระรือที่จะไล่ล่าพระคริสต์และข่มเหงชาวคริสเตียน ทางพรรคต้องการกวาดล้างพระราชกิจของพระเจ้าให้หมดไปจากโลก เพื่อปกป้องความเป็นเผด็จการของพรรคในแบบที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง พรรคคอมมิวนิสต์จีนอ้างว่าอนุญาตให้มีอิสรภาพในการเชื่อ เพื่อปิดบังการข่มเหงชั่วๆ ที่กระทำกับการเชื่อทางศาสนา เป็นกลยุทธ์ที่ใช้หลอกลวงผู้คนทั้งโลก ไม่มีอิสรภาพจริงในการเชื่อและไม่มีสิทธิมนุษยชนอยู่ในประเทศจีน ในประเทศจีน การมีความเชื่อทางศาสนาหมายถึงการต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงจากระบอบซาตานของพรรคคอมมิวนิสต์ นั่นคือข้อเท็จจริง” หลังจากการสามัคคีธรรมของเธอ ฉันสามารถมองเห็นความจริงและธรรมชาติชั่วของพรรคคอมมิวนิสต์ได้ชัดเจนขึ้น และรู้สึกจริงๆ ว่าพรรคนั่นชั่วอย่างเหลือเชื่อขนาดไหน ฉันถูกวางยาจนฝังลึกตั้งแต่เด็ก จากการศึกษาของพรรคที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ฉันมองพรรคนี้เป็น “พระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่” ของผู้คนมาตลอด แถมยังชื่นชมมันมาก ฉันเชื่อและทำตามที่พวกเขาบอกโดยไม่เอะใจอะไรเลย ตอนนี้ฉันเห็นแล้ว ว่าตัวเองเคยโง่ขนาดไหน! ฉันยังนึกถึง สิ่งที่สามีฉันพูด เวลาฉันแบ่งปันข่าวประเสริฐกับเขา “คณะกรรมมาธิการกลาง สั่งให้กวาดล้างคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และทางกองทัพก็ได้ยกระดับความพร้อมทางการรบขึ้นเป็นระดับสามแล้ว ใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ถูกมองว่าเป็นศัตรู และตอนนี้ ในห้องเรียนของพรรคก็มีบทเรียนด้านการเมืองรายสัปดาห์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ถึงผมจะรู้ ว่าการเชื่อของคุณเป็นสิ่งที่ดี แต่พรรคคอมมิวนิสต์ครองอำนาจอยู่ ไม้ซีกไปงัดไม้ซุงไม่ไหวหรอก คุณจะทำอะไรได้นอกจากยอมเชื่อฟังทางพรรค” พอนึกถึงทุกอย่างที่เขาเคยพูด มันก็ทำให้ฉันรู้สึกโกรธมาก! พรรคคอมมิวนิสต์กำลังต่อต้านฟ้า พวกนั้นต้องการใช้กำลังบังคับทั้งหมดเพื่อต่อต้านพระเจ้า ไม่ใช่แค่ปฏิบัติกับผู้เชื่อราวกับเป็นอาชญากรระดับชาติ กล่าวโทษ และกดขี่พวกเขา แต่ยังข่มขวัญและปลุกระดมมวลชนให้มาอยู่ฝั่งเดียวกับพรรคอีกด้วย แม้แต่สามีฉันก็ยังถูกข่มขวัญและทำให้เข้าใจผิด เขาไม่รู้ถูกรู้ผิด และกดขี่การเชื่อของฉัน พรรคคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการให้ใครติดตามพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่อยากให้เชื่อและติดตามมัน มันช่างชั่ว น่ารังเกียจ และไร้ยางอายสิ้นดี! ฉันเกลียดและสาปแช่งพวกปีศาจคอมมิวนิสต์นั่นสุดใจเลย! พวกนั้นเอาอนาคตของลูกชายกับสามีมาข่มขู่ฉัน เพื่อให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันรู้ว่าฉันจะยอมโอนอ่อนไปกับเล่ห์เหลี่ยมของพวกนั้นไม่ได้! ไม่ว่าสามีจะกดดันฉันขนาดไหน ต่อให้มันหมายถึงการเข้าคุก ฉันก็จะติดตามพระเจ้าต่อไปค่ะ!

ตอนกลางคืน ฉันนอนอยู่บนเตียง พลางคิดถึงทุกช่วงเวลาแสนสุขที่เคยมีกับลูก เขายังเล็ก และมีหนทางข้างหน้ารออยู่อีกไกล ฉันสงสัยว่า ความเชื่อของฉันจะกระทบอนาคตของเขาหรือเปล่า พอคิดแบบนี้ฉันก็เริ่มอ่อนแอ ก็เลยอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ขอให้พระองค์ทรงคอยเฝ้าดูหัวใจฉัน ฉันนึกถึงพระวจนะบทตอนหนึ่งขึ้นมาหลังอธิษฐานเสร็จ “ในบรรดาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย มีสิ่งใดหรือที่ไม่ได้อยู่ในมือของเรา? สิ่งใดก็ตามที่เรากล่าวย่อมได้รับการทำให้เสร็จสิ้น และมีผู้ใดท่ามกลางมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนใจของเราได้?” (“บทที่ 1” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันคิดว่า “ใช่แล้ว พระเจ้าทรงปกครองทุกสิ่ง และชะตากรรมของลูกชายฉันก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์เช่นกัน พระองค์ทรงมีอำนาจตัดสินเด็ดขาด ไม่ใช่มนุษย์คนไหนเลย มัวแต่กังวลจะไปมีประโยชน์อะไร” ดังนั้น ฉันจึงกล่าวคำอธิษฐาน ฝากฝังลูกชายไว้กับพระเจ้า หลังจากนั้นฉันก็รู้สึกดีขึ้นมากและไม่กังวลเหมือนก่อนหน้านี้เลย นั่นคือวิธีที่ฉันผ่านพ้นการคุมขังตลอดสิบสี่วันมาได้ ขอบคุณความเชื่อและความเข้มแข็งที่พระเจ้าประทานให้ฉันค่ะ ตอนที่ถูกปล่อยตัว พ่อเป็นคนขับรถพาฉันกลับบ้าน ส่วนสามีนั่งอยู่เบาะหลัง สามีพูดกับฉันด้วยตาแดงก่ำจากการร้องไห้ว่า “ผู้นำคอยโน้มน้าวด้านอุดมคติกับผมตลอดเวลา ผมต้องรายงานเรื่องคุณ พวกเขาบอกว่า ถ้าคุณยังเชื่อในพระเจ้าต่อไปผมจะถูกปลด นอกเสียจากว่าผมจะหย่าขาดจากคุณ เรื่องนี้ทำให้ผมแทบจะเป็นบ้า! ผมขอร้องละ ล้มเลิกเสียเถอะ ถ้าถูกจับคุณจะต้องติดคุก และครอบครัวของเราจะต้องแตกแยก” ฉันเห็นว่าเขาพูดไปร้องไห้ไป ฉันเลยรู้สึกปวดใจขึ้นมา ฉันจึงรีบอธิษฐานกับพระเจ้าอยู่ในใจ ขอพระองค์ทรงทำให้ฉันเข้มแข็งเข้าไว้ จากนั้น พระวจนะบทตอนนี้ก็ผุดขึ้นมาว่า “ในทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำภายในผู้คนนั้น ภายนอกแล้วดูเหมือนว่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์ทั้งหลายระหว่างผู้คน ราวกับว่ากำเนิดมาจากการจัดการเตรียมการของมนุษย์หรือจากการแทรกแซงของมนุษย์ แต่หลังฉากนั้น ทุกๆ ขั้นตอนของพระราชกิจ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น คือเดิมพันที่ซาตานได้วางไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพึงต้องให้ผู้คนตั้งมั่นในคำพยานของพวกเขาต่อพระเจ้า” (“การรักพระเจ้าเท่านั้นคือการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันตระหนักได้ว่า มันคือหนึ่งในเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน ซาตานต้องการใช้คำขู่ของสามีเรื่องจะหย่า กดดันให้ฉันทรยศพระเจ้า ฉันจะตกหลุมพรางนี้ไม่ได้! ฉันก็เลยพูดกับสามีไปว่า “ฉันไม่อยากทำให้ครอบครัวของเราแตกแยก คุณก็เห็นว่าฉันเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่มาเป็นผู้เชื่อ เราไม่ทะเลาะกันอีก แถมครอบครัวยังเข้ากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณเองก็ได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และคำพยานของพี่น้องชายหญิง คุณรู้ว่าการมีความเชื่อเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการกล่าวโทษและจับกุมฉัน ไล่คุณออกจากงานและกองทัพ และบังคับให้คุณหย่าจากฉัน ใครกันแน่ที่พยายามทำให้ครอบครัวนี้แตกแยก แทนที่จะเกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีน คุณกลับเข้าร่วมกับพรรคเพื่อข่มเหงความเชื่อของฉัน ไม่ใช่ว่า คุณเอาถูกผิดมาปนกันไปหมดหรือคะนี่? คุณก็รู้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพรรคประเภทไหน พรรคนั่นเกลียดพระเจ้าและความจริง แถมเป็นศัตรูตัวฉกาจของพระเจ้า ทางพรรคจับกุมและข่มเหงชาวคริสเตียนมากมายและทำเรื่องชั่วเยอะเหลือเกิน พรรคนี้สามารถรอดพ้นการลงโทษของพระเจ้าได้จริงหรือ? พระเจ้าเคยตรัสเมื่อนานมาแล้วว่า ‘ที่ใดก็ตามที่มีการทรงปรากฏในรูปมนุษย์เกิดขึ้นก็คือสถานที่ที่ศัตรูถูกทำลายจนสิ้นซาก ประเทศจีนจะเป็นชาติแรกที่ถูกทำลายล้าง โดยจะถูกทำให้ย่อยยับด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าจะไม่ทรงแสดงความปรานีอย่างเด็ดขาด’ (“บทที่ 10” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ความวิบัติก่อตัวใหญ่ขึ้นเสมอ เมื่อความวิบัติครั้งใหญ่มาถึง พรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นพวกแรกที่พระเจ้าทรงลงโทษ และเมื่อเกิดขึ้น ทุกคนที่ติดตามมันและต่อต้านพระเจ้าก็จะพินาศ พวกเขาจะไม่รู้จักคืนวันที่สงบสุขเลย อย่ามาขอให้ฉันเลิกเชื่อดีกว่า ฉันจะไม่มีวันหยุดเชื่อในพระเจ้าเด็ดขาด!” พอเขาเห็นว่าฉันไม่มีทีท่าว่าจะยอมโอนอ่อน เขาก็ตบเข้าที่หน้าของฉันด้วยความโกรธ ฉันเห็นเลยว่า พรรคคอมมิวนิสต์ใส่ไฟให้เขาทำแบบนั้นกับฉัน สำหรับฉันมันเจ็บปวดมาก และฉันก็เกลียดพรรคนี้ลึกลงไปในหัวใจ ฉันคิดว่า “ยิ่งกดขี่ ความเชื่อของฉันก็ยิ่งแข็งแกร่ง!”

พอกลับถึงบ้าน สามีของฉันก็ยังไม่หยุด “ถ้าจำเป็น ก็ช่วยปฏิบัติความเชื่อแค่ที่บ้านเถอะ ผมจะไม่รายงานเรื่องคุณต่อผู้นำ โอเคไหม?” ฉันคิดว่า “ฉันได้ชื่นชมพระคุณ พระพร และเสบียงอาหารที่เป็นความจริงไปมากมาย ถ้าไม่ทำหน้าที่หรือแบ่งปันข่าวประเสริฐ นั่นใช่ความเชื่อหรือ? การอยู่แต่บ้าน ไม่ไปชุมนุมหรือสามัคคีธรรมตามพระวจนะ ฉันก็คงเติบโตในชีวิตได้ช้ามาก” ฉันรู้ว่าไม่ควรไปฟังเขา เขาก็เลยเริ่มพูดจาอ่อนหวานกับฉันว่า “ผมไม่ได้ดูแลคุณให้ดีเลย ผมทำผิดต่อคุณ ผมจะไม่ไปทำงาน จะอยู่บ้านกับคุณและลูกสักระยะแล้วกัน ผมจะไปกับคุณทุกที่ที่คุณอยากไป และซื้อของทุกอย่างที่คุณอยากได้ ผมแค่อยากให้คุณมีความสุข!” พอได้ยินเขาพูดหวานๆ แบบนั้น ฉันก็หวั่นไหวเล็กน้อย แต่ฉันก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็ว ว่านั่นคือเล่ห์เหลี่ยมอีกอย่างของซาตาน ฉันอธิษฐานอยู่เงียบๆ ว่าฉันจะเชื่อและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม แต่หลังจากนั้น สามีก็เริ่มติดตามฉันไปทุกที่ ฉันกลัวว่าหากสามีรายงานเรื่องของฉัน คนอื่นๆ จะเป็นอันตราย ฉันเลยไม่กล้าออกไปพบปะพี่น้องชายหญิง ฉันโหยหาชีวิตก่อนที่จะถูกจับจริงๆ ค่ะ ฉันคิดถึงเมื่อก่อน ที่ออกไปชุมนุมและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิง ออกไปทำหน้าที่ได้ แต่ตอนนี้ ฉันไม่อาจไปเข้าร่วมการชุมนุม และถูกจับตามองทุกฝีก้าว ฉันไม่อาจปฏิบัติความเชื่อและใช้ชีวิตตามปกติได้ แถมสามีโดนรัฐบาลขู่ เลยมุ่งจะทำให้ฉันเลิกเชื่อให้ได้ ไม่งั้นเขาก็จะหย่ากับฉัน ฉันรู้สึกทรมานจากความคิดเรื่องทางเลือกที่เจออยู่ ความจริงก็คือ ฉันหวังมาตลอดให้สามีเข้าร่วมความเชื่อกับฉัน และเราก็คงไม่ต้องแยกทางกัน ระหว่างช่วงนั้น ทุกๆ วันยาวนานเหมือนเป็นปี ฉันมาเฉพาะพระพักตร์เพื่ออธิษฐานทั้งน้ำตาว่า “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์เจ็บปวด และอ่อนแอกับทางที่จะเลือกเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง โปรดให้การทรงนำที!” จากนั้น ฉันก็ได้อ่านสิ่งนี้จากในพระวจนะ: “บรรดาผู้เชื่อกับบรรดาผู้ไม่เชื่อไม่สามารถเข้ากันได้ ตรงกันข้าม พวกเขาขัดแย้งซึ่งกันและกัน” “ผู้ใดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือผู้เป็นเยี่ยงปีศาจ และมิหนำซ้ำ ยังจะถูกทำลาย…ผู้ใดที่ไม่ยอมรับพระเจ้าคือศัตรู กล่าวคือ ผู้ใดที่ไม่ตระหนักถึงพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์—ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ภายในหรือภายนอกกระแสนี้หรือไม่ก็ตาม—คือศัตรูของพระคริสต์! ใครคือซาตาน ใครคือปีศาจ และใครคือศัตรูของพระเจ้าหากไม่ใช่บรรดาผู้ต้านทานซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า?” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังอ่านพระวจนะนี้จบ ฉันก็นึกย้อนไปถึง สิ่งที่สามีเคยทำกับฉัน สมัยก่อนจะถูกจับ เขากดดันให้ฉันล้มเลิกความเชื่ออยู่หลายต่อหลายครั้ง เขาใช้ความเสน่หามาล่อลวงฉัน เขากดดันฉันด้วยคำว่าหย่า และถึงขั้นตบตีฉันด้วยซ้ำ ทั้งหมดนั่น ไม่ได้ทำเพื่อให้ฉันทรยศพระเจ้าหรือ? นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงอธิบายว่าเป็น “บรรดาผู้ต้านทานซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า” หรือคะ? สิ่งแรกที่เขาทำหลังจาก รู้เรื่องที่ฉันถูกจับ คือเอาไปบอกหัวหน้ากอง เขาทำเพื่อปกป้องตัวเอง โดยไม่นึกถึงฉันเลย จริงไหมคะ? ในใจของเขา อนาคตมีความสำคัญมากกว่าฉันซะอีก ทุกคำพูดดีๆ จากเขา ตลอดที่ผ่านมา ก็เป็นแค่การแสดงทั้งนั้น! เขาเลือกพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วนฉันเลือกพระเจ้า เราอยู่บนสองเส้นทาง ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราไม่อาจ พบความสุขที่แท้จริงได้ถ้าอยู่ด้วยกัน พอคิดแบบนี้มันก็ช่วยให้ฉันตระหนักได้ ว่าฉันต้องเผชิญหน้ากับทางเลือก ระหว่างความเชื่อกับครอบครัวแน่นอน แต่ พอนึกย้อนไป ถึงตลอดหลายปีที่อยู่กับสามีคนนี้ ฉันก็รู้สึกผิดหวัง รู้สึกเสียใจ ฉันมาอธิษฐานอยู่เฉพาะพระพักตร์อีกครั้ง เพื่อวอนขอการทรงอารักขาจากพระองค์ จากนั้น ฉันก็ได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะ: “เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อที่จะได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ เจ้าต้องไม่โยนความจริงทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ชีวิตครอบครัวอันสงบสุข และเจ้าจะต้องไม่สูญสิ้นศักดิ์ศรีและความซื่อสัตย์สุจริตของชีวิตเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีชั่วครู่ชั่วยาม เจ้าควรไล่ตามเสาะหาทั้งหมดที่ดีงามและงดงาม และเจ้าควรไล่ตามเสาะหาเส้นทางในชีวิตที่เปี่ยมความหมายมากขึ้น หากเจ้าดำเนินชีวิตที่ช่างหยาบช้าสามานย์เช่นนั้น และไม่เสาะหาวัตถุประสงค์ใดๆ เจ้าไม่ได้ทิ้งชีวิตไปอย่างสูญเปล่าหรอกหรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรบ้างจากชีวิตเช่นนั้น? เจ้าควรละทิ้งความชื่นชมยินดีทั้งหมดของเนื้อหนังเพื่อเห็นแก่ความจริงหนึ่งประการ และไม่ควรโยนความจริงทั้งหมดทิ้งไปเพื่อเห็นแก่ความชื่นชมยินดีเพียงเล็กน้อย ผู้คนเช่นนี้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือศักดิ์ศรีเลย การดำรงอยู่ของพวกเขาช่างปราศจากความหมาย!” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้า มอบเส้นทางปฏิบัติและเรียกคืนความเชื่อให้ฉันค่ะ ฉันมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานว่า “โอ้พระเจ้า! แม้นี่จะหมายถึงการหย่า ข้าพระองค์ก็จะยังขอติดตามพระองค์! โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์เข้มแข็ง และประทานความเชื่อ เพื่อยืนหยัดเป็นพยานให้พระองค์ด้วย”

วันหนึ่ง ฉันปลีกตัวจากสามีมาได้ เลยไปเยี่ยมพี่น้องชายหญิงบางคน พอกลับถึงบ้าน ฉันก็เห็นสามียืนอยู่พร้อมคนในครอบครัวบางคน ตาของเขาแดงก่ำ และดูอารมณ์เสียมาก ญาติของเราบางคน ดูเศร้าและผิดหวัง ขณะที่คนอื่นๆ ดูโมโหมาก ฉันตระหนักได้ว่า คราวนี้ซาตานกำลังล้อมฉันไว้อีกครั้ง โดยใช้คนในครอบครัว ฉันจึงรีบ อธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ พลันนึกถึงพระวจนะนี้ของพระองค์: “บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงอ้างถึงว่าเป็น ‘ผู้มีชัย’ คือบรรดาผู้ที่ยังคงสามารถยืนหยัดเป็นพยาน และคงไว้ซึ่งความมั่นใจและการอุทิศตนของพวกเขาต่อพระเจ้าเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตานและในขณะที่ถูกล้อมโดยซาตาน นั่นคือ เมื่อพวกเขาพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางกำลังบังคับแห่งความมืด หากเจ้ายังคงสามารถรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคงไว้ซึ่งความรักที่จริงแท้ของเจ้าต่อพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดสิ่งใด เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังยืนหยัดเป็นพยานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าอ้างอิงว่าเป็นดัง ‘ผู้มีชัย’” (“เจ้าควรธำรงไว้ซึ่งการอุทิศตนของเจ้าแด่พระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะ มอบความเชื่อและความเข้มแข็งให้ฉัน และฉันก็แน่วแน่ในหัวใจ ว่าไม่ว่าครอบครัวจะทำอะไร ฉันก็จะไม่มีวันทรยศพระเจ้า ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระองค์ค่ะ!

ป้าของฉัน ถามฉันด้วยสีหน้าดุดันว่า “แกออกไปชุมนุมมาใช่ไหม? แกยังต้องการครอบครัวนี้อยู่หรือเปล่า?” แล้วคุณลุงก็ตะคอกใส่ฉันว่า “พระเจ้าหรือ? ไม่มีพระเจ้าสักหน่อย! จีนเป็นประเทศที่ไม่เชื่อในพระเจ้า และพรรคคอมมิวนิสต์ก็เป็นผู้ดูแลอยู่ ถ้าแกอยากเชื่อ ก็เชื่อในพรรคสิ!” แล้วเขาก็ ยกคำโกหกบางอย่างของพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และพูดว่า “ดูสิ! นี่ไงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่แกเชื่อ นี่คือเป้าหมายหลักระดับชาติเลยนะ พวกผู้เชื่อพาคนทั้งครอบครัวพังไปด้วย! ถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเอง อย่างน้อยก็คิดถึงลูกบ้าง!” จากนั้น ป้าอีกคนก็พูดเสริมว่า “พวกแกสองคนเพิ่งแต่งงานกันไม่นาน และอะไรๆ มันก็ไม่ง่าย แกจะปล่อยให้ครอบครัวพังเพราะเรื่องแบบนี้ไม่ได้! ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้า ครอบครัวแกจะวุ่นวายอย่างตอนนี้ไหม?” แล้วทุกคน ก็เริ่มเห็นด้วยกับป้า ฉันโกรธมาก ที่ได้ยินพวกเขา พูดอะไรแบบนั้น ฉันเลยพูดกับพวกเขาไปตรงๆ และจริงจังว่า “ใครกันแน่ที่อยากทำให้ครอบครัวนี้แตกแยก? การเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องมันผิดอะไรหรือ? พรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวโทษและจับกุมผู้เชื่อ และอยากจับหนูเข้าคุก แถมมันยังข่มขู่ทุกคนในบ้าน และบีบให้สามีมาหย่ากับหนู พรรคคอมมิวนิสต์ทั้งนั้นที่เป็นคนทำ! ทุกคนไม่เกลียดพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่กลับยืนเคียงข้างเพื่อต่อต้าน และบังคับให้หนูทรยศพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับหนูและครอบครัวแล้วหรือ?” หลังจากฉันพูดไป ลุงอีกคนก็บอกว่า “จริงอยู่ ว่าพรรคนี้มันไว้ใจไม่ได้ แต่ตอนนี้มันมีอำนาจ ถ้าแกเชื่อในพระเจ้า มันจะไม่ปรานี แกจะโดนจับเข้าคุก เราเป็นแค่คนธรรมดา จะไปต้านพรรคนี้ไหวได้ยังไง? นี่ เชื่อที่ลุงแนะนำเถอะ เลิกเชื่อซะ สิ่งสำคัญคือการให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า!” ฉันเลยพูดกับพวกเขาไปว่า “ความวิบัติ กำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นทุกทีแล้ว เมื่อความวิบัติครั้งใหญ่มาถึง ทุกคนที่ต่อต้านพระเจ้า ก็จะถูกลงโทษ พระเจ้าจะทรงอารักขาผู้เชื่อที่กลับใจต่อพระองค์เท่านั้น มีเพียงผู้เชื่อแท้จริง ที่จะมีอนาคตที่ดี มีชะตากรรมที่ดี ถ้าไม่มีความเชื่อ อนาคตจะเป็นแบบไหน? ทุกคน คือคนที่หนูรัก หนูหวังจริงๆ ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากความวิบัติ หนูถึงแบ่งปันข่าวประเสริฐให้ฟังหลายครั้งหลายหน แต่ทุกคน กลับไม่กล้าเชื่อ ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นหนทางที่แท้จริง กลับกลัวถูกจับ ตอนนี้ก็กลับมาขวางทางหนู พยายามบังคับให้หนูทรยศพระเจ้า ไม่กลัวกันหรือ ว่าพอความวิบัติมาถึง จะถูกลงโทษ ไปพร้อมกับพรรคคอมมิวนิสต์น่ะ?” หลังจากฉันพูดจบ หน้าของลุงคนแรกแดงก่ำด้วยความโกรธ แล้วเขาก็ขู่ฉันอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ถ้าแกยังเชื่อต่อ ฉันจะใช้ไม้แข็งกับแกซะ ฉันจะเอาเรื่องแกไปแจ้งตำรวจ แล้วแกก็จะถูกจับ!” ตอนที่พูด เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเริ่มกดโทร ป้าของฉันรีบพุ่งเข้ามาดึงโทรศัพท์ไปจากเขา พอเห็น ว่าลุงกำลังจะทำแบบนั้น ก็ทำให้ฉันผิดหวังขมขื่นจริงๆ นั่นมันครอบครัวประเภทไหนกัน นั่นมันงานของพวกปีศาจชัดๆ! ฉันบอกพวกเขาไปว่า “ทุกคนเป็นผู้อาวุโส และหนูก็เคารพทุกคน แต่เรื่องการเลือกเส้นทางแห่งความเชื่อ หนูจะไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าต้องทำอะไร! หนูไม่มีทางเลิกเชื่อ ทรยศพระเจ้า และติดตามพรรคนั่น อย่างที่อยากให้ทำแน่!” จากนั้นสามีก็ตบฉันแรงมาก จนฉันกระเด็นไปกองอยู่บนพื้น แว่นตาของฉันปลิวกระเด็นข้ามห้องไปเลย เขาชี้หน้าและตะคอกใส่ฉันว่า “คุณต้องการพระเจ้า หรือครอบครัวนี้? ถ้ายังเชื่อต่อไป ผมจะหย่ากับคุณทันที!” ฉันเห็นว่า สามีเต็มใจที่จะหย่า เพื่อป้องปกอนาคตของเขาเอง ฉันเจ็บปวด และเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จริงๆ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ว่า “ข้าพระองค์จะทำให้พระองค์พึงพอพระทัย ต่อให้ต้องเสียสิ่งที่รักก็ตาม!” สองสามเดือนต่อมา วันหย่าของเราก็มาถึง สามีของฉันโทรมา และบอกว่า “หัวหน้ากองจะไปที่สำนักงานกิจการพลเรือนกับเรา เพื่อจัดการ เรื่องขั้นตอนการหย่า” พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ก็ทำให้ฉันคิดถึง การที่ครอบครัวของเราแตกแยกอย่างสมบูรณ์ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคคอมมิวนิสต์ มันช่างชั่ว และน่าดูหมิ่นจริงๆ! วันถัดมา การหย่าของเรา เสร็จสิ้นภายใต้การจับตาดู ของหัวหน้ากอง ฉันกับสามี ต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง ฉันยังคงติดตามพระเจ้า แบ่งปันข่าวประเสริฐ และทำหน้าที่ต่อไป นี่คือทางที่ฉันเลือก ที่ฉันไม่มีวันเสียใจค่ะ! ขอบคุณพระเจ้า!

เชิงอรรถ:

1. “ความโกลาหลโดยสมบูรณ์” อ้างอิงถึงการที่พฤติกรรมรุนแรงของมารนั้นมิอาจที่จะทนดูได้เพียงใด

2. “บอบช้ำและสะบักสะบอม” อ้างอิงถึงใบหน้าอัปลักษณ์ของกษัตริย์ของพวกมาร

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ตัวเลือกท่ามกลางวิกฤต

โดย จาง จิ้น, ประเทศจีน ช่วงก่อนหน้านี้ คือผมได้รับจดหมายจากพี่จ้าว ผู้นำคริสตจักรของพวกเขา รวมถึงพี่น้องชายและพี่น้องหญิง...

พระวจนะของพระเจ้าได้สั่นคลอนให้จิตวิญญาณของฉันตื่นขึ้น

โดย หนานหนาน ประเทศสหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ช่วงระยะปัจจุบันของพระราชกิจในเรื่องเหล่านี้ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย...

ติดต่อเราผ่าน Messenger