ในการอธิษฐานให้ได้งาน ฉันเป็นประจักษ์พยานต่อกิจการของพระเจ้า

วันที่ 27 เดือน 09 ปี 2020

โดย จี้จิง ประเทศญี่ปุ่น

ฉันได้ยินมานานแล้วว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดีจริงๆ ที่จะเดินทางไป หลังจากที่ฉันได้ไปถึงประเทศญี่ปุ่นในเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 และได้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายที่นั่นดีพอดู และได้เห็นว่าผู้คนก็สุภาพและเป็นมิตรมากด้วยเช่นกัน ฉันได้ปรารถนาว่าฉันจะสามารถหางานและลงหลักปักฐานในประเทศญี่ปุ่นได้เสียด้วยซ้ำ

แต่แล้วฉันก็ได้ยินใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จักซึ่งทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้วพูดว่า เป็นการยากมากสำหรับคนต่างชาติที่จะหางานที่นั่น และว่าหากคนเราสามารถได้รับคุณสมบัติเหมาะสมเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ นั่นจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามาก ดังนั้น หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยภาษาของฉัน ฉันจึงไม่ลังเลเลือกศึกษาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีซึ่งจัดลำดับความสำคัญเรื่องคุณวุฒิสำหรับการจ้างงานและคุณวุฒิทางวิชาชีพ และฉันได้ถือว่าการมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เป็นวัตถุประสงค์เฉพาะด้านของฉัน หลังจากช่วงเวลาหนึ่งของการเรียนหนัก ในที่สุดแล้วฉันก็สอบผ่าน

เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสที่ฉันจะได้งาน นอกไปจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตอสังหาริมทรัพย์ของฉันแล้ว ฉันได้เข้าสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตอื่นๆ อีกมากมาย และประวัติย่อของฉันได้กลายเป็นมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาก เมื่อมองดูประวัติของฉัน ฉันคิดกับตัวเองว่า “ลืมบริษัทอสังหาริมทรัพย์เสียเถอะ ในเมื่อธุรกิจประเภทอื่นๆ เห็นประกาศนียบัตรทั้งหมดที่ฉันมี พวกเขาจะจ้างงานฉันแน่นอน” การคิดเช่นนี้ทำให้รู้สึกแสนวิเศษ

เมื่อเต็มไปด้วยความมั่นใจ ฉันจึงได้ส่งประวัติย่อของฉันไปยังสองสามบริษัทเพื่อสมัครงาน แต่ฉันต้องแปลกใจ ทั้งหมดที่ฉันได้รับก็คือจดหมายปฏิเสธทีละฉบับ ฉันงงงวย และฉันก็คิดว่า “แต่ฉันมีประกาศนียบัตรหลายใบเหลือเกิน ฉันพูดภาษาจีนได้ และฉันสามารถช่วยแปลภาษาให้กับธุรกิจต่างประเทศได้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องมีผู้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์หรอกหรือ? เป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะไม่แม้แต่จะให้โอกาสฉันได้สัมภาษณ์งาน?” ฉันรู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก และฉันรู้สึกราวกับว่า ฉันได้ทำงานหนักเหลือเกินแล้วเพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรเหล่านี้มา หากฉันจะไม่สามารถหางานได้ด้วยประกาศนียบัตรเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วช่องทางอื่นใดที่อาจสามารถเปิดให้ฉันได้? ฉันรู้สึกราวกับว่า ใครคนหนึ่งได้เทน้ำเย็นถึงหนึ่งรดตัวฉัน และความกระตือรือร้นทั้งหมดที่ฉันได้รู้สึกก่อนหน้านี้ได้เย็นลงอย่างมีนัยสำคัญ ฉันค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจว่าฉันจะมีความสามารถที่จะหางานได้ไปหมด

โดยที่ฉันไม่ได้ตระหนัก เวลาที่ดีที่สุดที่จะหางานได้ผ่านไปโดยไม่ทันได้สังเกต และบริษัทหลายแห่งก็ไม่ได้จ้างงานอีกต่อไปแล้ว ในขณะที่บริษัทซึ่งจำเป็นต้องมีคนต่างชาตินั้น ก็มีน้อยยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก อย่างไรก็ตาม ฉันได้ปฏิเสธที่จะปล่อยให้งานหนักของฉันสูญเปล่าไป และดังนั้นฉันจึงได้ไปถามบรรดาอาจารย์ของฉันอย่างลับๆ ว่ามีบริษัทใดหรือไม่ที่จ้างงานคนต่างชาติ แต่ฉันก็ลงท้ายด้วยการรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก ไม่นานฉันจึงได้เห็นว่า นอกไปจากตัวฉันเองและนักศึกษาต่างชาติอีกคนแล้ว คนอื่นทุกๆ คนในชั้นเรียนของเราหางานกันได้แล้ว ฉันได้เริ่มที่จะกลัดกลุ้มมากขึ้นไปอีก และฉันก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับอนาคตของฉันว่า “ฉันจะมีความสามารถที่จะหางานได้บ้างหรือไม่ หากการนี้ดำเนินต่อไป? ฉันจะมีความสามารถที่จะยังอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้หรือไม่?”

ฉันใช้สองสัปดาห์ถัดมาไปกับการส่งประวัติย่อของฉันออกไป แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันรู้สึกท้อใจและเดือดร้อนจากรูปการณ์แวดล้อมนี้ และฉันก็คิดกับตัวเองว่า “ฉันจะทำอย่างไรหากฉันไม่สามารถหางานได้เลย?” ยิ่งฉันคิดเรื่องนั้นมากขึ้นเท่าใด ฉันก็กลายเป็นกังวลมากขึ้นเท่านั้น ก็พอดีตอนนั้นฉันได้คิดถึงพระเจ้า และฉันได้รีบไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน โดยขอให้พระเจ้าทรงทำให้หัวใจกระวนกระวายของฉันสงบ และทรงนำทางฉันให้ผ่านพ้นสภาวะที่ลำบากใจนี้ วันถัดมา ฉันได้ไปพบหนึ่งในพี่น้องหญิงที่คริสตจักรของฉัน และฉันได้บอกเธอถึงทั้งหมดเกี่ยวกับการค้นหางานของฉัน หลังจากที่ฟังฉันแล้ว เธอได้อ่านบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้าให้ฉันฟัง ความว่า “ผู้คนบางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในวิทยาลัยและจบลงด้วยการได้งานที่พึงพอใจหลังสำเร็จการศึกษา สร้างก้าวย่างแรกแห่งชัยชนะในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนเรียนรู้และชำนาญในทักษะแตกต่างมากมาย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเจอสักงานที่เหมาะสมกับพวกเขา หรือไม่เคยเจอตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ นับประสาอะไรกับอาชีพการงาน กล่าวคือ ณ จุดเริ่มของการเดินทางแห่งชีวิต พวกเขาพบว่าตัวเองติดขัดไปทุกการขยับตัว ถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคปัญหา ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอับเฉา และชีวิตของพวกเขานั้นไม่แน่นอน…จะมีระยะห่างอยู่เสมอระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงต่างๆ ที่คนเราต้องเผชิญ สิ่งต่างๆ ไม่เคยเป็นดั่งที่คนเราต้องการให้พวกมันเป็น และเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงต่างๆ เช่นนั้น ผู้คนไม่มีวันที่จะสามารถสัมฤทธิ์ในความพึงพอใจหรือความสุขสมใจได้เลย ผู้คนบางคนจะไปไกลตราบเท่าที่จะจินตนาการได้ จะใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงและการพลีอุทิศที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของพวกเขาเอง โดยพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาด้วยวิถีทางแห่งการทำงานหนักของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาเองได้ และไม่สำคัญว่าพวกเขาพยายามอย่างหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีวันไปได้เกินกว่าสิ่งที่ชะตาลิขิตได้จัดสรรไว้ให้พวกเขา ไม่ต้องคำนึงถึงว่าความสามารถ เชาว์น์ปัญญา และพลังจิตมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้คนทั้งหมดล้วนเสมอภาคกันในการเผชิญหน้ากับชะตากรรมซึ่งไม่แยกแยะระหว่างคนยิ่งใหญ่กับคนตัวเล็กๆ คนสูงส่งกับคนต่ำต้อย คนที่ได้รับการยกย่องกับคนต่ำศักดิ์ อาชีพที่คนเราเสาะหา สิ่งที่คนเราทำเพื่อเลี้ยงชีพ และความอุดมสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ที่คนเราสะสมได้ในชีวิตไม่ได้ถูกตัดสินใจโดยบิดามารดาของคนเรา พรสวรรค์ของคนเรา ความพยายามของคนเรา หรือความทะเยอทะยานของคนเรา แต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3”)

แล้วพี่น้องหญิงท่านนั้นก็ได้มอบการสามัคคีธรรม และพูดว่า “ในฐานะเหล่ามนุษย์ ชะตาลิขิตและอนาคตของพวกเราถูกควบคุมและจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า และงานประเภทใดที่พวกเรามีและเมื่อใดที่พวกเรามีความสามารถที่จะหางานได้ในชีวิต ล้วนถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้วโดยพระเจ้า นั่นไม่ได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยการที่พวกเราทำงานหนักเพียงใด หรือโดยปัจจัยอื่นใดซึ่งดำรงอยู่ในโลกภายนอกเลย ลองมองดูผู้คนที่วนเวียนใกล้ๆ พวกเราเป็นตัวอย่าง บางคนเรียนหนักและได้มาซึ่งประกาศนียบัตรการจบการศึกษาทุกลักษณะ และพวกเขาก็ไปเรียนต่อยังต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้น หลังจบการศึกษาแล้วพวกเขายังคงว่างงานโดยใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน และพวกเขาก็หางานที่เหมาะสมไม่ได้ ในทางกลับกัน ผู้คนบางคนได้รับเกรดค่อนข้างเฉลี่ยในการเล่าเรียนของพวกเขาและไม่ได้การศึกษาขั้นสูง แต่เพราะพวกเขาครองทักษะพิเศษบางอย่าง พวกเขาจึงไปหางานที่ดีได้ และบางคนก็กระทั่งเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขาเองและกลายเป็นนายของตัวเองเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นพวกเราจึงสามารถมองเห็นได้ว่า พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและทรงปกครองเหนือชะตาลิขิตและอนาคตของพวกเรา และสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเราเลย อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ระลึกได้ถึงอธิปไตยของพระเจ้า และดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเราอาจเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเรายังคงไม่อธิษฐานหรือพึ่งพาพระเจ้าอย่างจริงใจ และพวกเราไม่ไว้วางใจมอบหมายเรื่องการหางานให้พระเจ้า อีกทั้งพวกเราไม่นบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเราเชื่อว่า พวกเรามีคุณวุฒิและประกาศนียบัตรมากมาย และเชื่อว่าพวกเราพูดภาษาจีนและแปลภาษาต่างประเทศได้ และดังนั้นพวกเราจึงคิดว่า ความนึกคิดจิตใจและขีดความสามารถของพวกเราเอง จะเพียงพอสำหรับพวกเราที่จะหางานที่ดีได้—พวกเราไม่ได้กำลังเป็นกบฏต่อพระเจ้าโดยการทำเช่นนี้หรอกหรือ? ในการหางานของพวกเรา เมื่อพวกเราถึงทางตันหรือเผชิญความพลั้งพลาด พวกเราไม่แสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเรากลายเป็นคิดลบและผิดหวัง พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของความคับแค้นใจ และยิ่งพวกเราติดตามเส้นทางนี้นานขึ้นเท่าใด พวกเราก็ยิ่งกลายเป็นหลงทางมากขึ้นเท่านั้น อันที่จริงแล้ว เป็นพระเจ้าด้วยเช่นกันที่ทรงอนุญาตให้สถานการณ์ประเภทนี้ตกมาถึงพวกเรา และเจตนารมณ์อันดีของพระองค์สถิตอยู่ในที่นั้นมากขึ้นไปอีก พระเจ้าทรงใช้ความพลั้งพลาดและความล้มเหลวเหล่านี้เพื่อรบเร้าให้พวกเราทบทวนและรู้จักตัวพวกเราเอง เพื่อได้รับประสบการณ์กับและระลึกได้ถึงอธิปไตยของพระเจ้าในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และเพื่อนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้น ขณะที่พวกเราหางาน พวกเราจำเป็นที่จะต้องอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าบ่อยครั้งยิ่งขึ้น แสวงหาการทรงนำของพระเจ้า และวางใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการเพื่อพวกเรานั้น คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดสำหรับพวกเราเสมอ และวางใจว่าทั้งหมดที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องทำก็คือ ก้าวผ่านการนั้นอย่างสงบ”

หลังจากที่ฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงท่านนั้น ฉันก็เข้าใจว่า ประเภทของงานที่พวกเราลงเอยได้มานั้น ได้รับการทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้ระลึกได้ถึงอธิปไตยของพระเจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับได้เชื่อเสมอมาว่า เพราะฉันพูดได้ทั้งภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นเล็กน้อย และเพราะฉันมีคุณวุฒิและประกาศนียบัตรมากมายเหลือเกิน ดังนั้นการหางานจึงน่าจะง่าย แต่สุดท้ายแล้ว ฉันได้ลองพยายามเป็นเวลานานเหลือเกิน แต่กระนั้นก็ไม่แม้แต่จะได้รับโอกาสในการสัมภาษณ์งาน เมื่อฉันเจอทางตันและทนทุกข์กับความพลั้งพลาด ฉันเริ่มที่จะใช้ชีวิตในสภาวะของความท้อใจ และความเจ็บปวดนี้ได้เกิดขึ้นโดยข้อเท็จจริงที่ว่า ฉันไม่ได้ระลึกได้ถึงอธิปไตยของพระเจ้าเพียงประการเดียว ทันทีที่ฉันได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ หัวใจของฉันก็รู้สึกได้รับการปลดปล่อยมากขึ้นกว่าเดิมมาก

ต่อมา ฉันได้อ่านอีกบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า ความว่า “ผู้คนใช้ส่วนใหญ่ของเวลาของพวกเขาไปกับการดำรงชีวิตในสภาวะแห่งความไม่รู้สึกตัว พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาควรพึ่งพาพระเจ้าหรือตัวพวกเขาเอง เช่นนั้นแล้วพวกเขาจึงโน้มเอียงที่จะเลือกพึ่งพาตัวพวกเขาเองและภาวะกับสภาพแวดล้อมทั้งหลายที่เป็นประโยชน์รอบตัวพวกเขา ตลอดจนพึ่งพาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นข้อได้เปรียบต่อพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผู้คนทำได้ดีที่สุด สิ่งที่พวกเขาทำได้แย่ที่สุดคือการพึ่งพาพระเจ้าและการนิยมบูชาพระองค์ เพราะพวกเขารู้สึกว่าการทำเช่นนั้นเป็นการรบกวนมากเกินไป พวกเขารู้สึกว่าการนิยมบูชาพระเจ้านั้นไม่ปรากฏแก่ตาและไม่สามารถแตะต้องได้ การทำเช่นนั้นคลุมเครือและไม่เป็นจริงยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ ในแง่มุมนี้ของบทเรียนของพวกเขา ผู้คนปฏิบัติสิ่งที่แย่ที่สุด และการเข้าสู่การนั้นของพวกเขาคือสิ่งที่ตื้นเขินที่สุด หากเจ้าไม่เรียนรู้วิธีนิยมบูชาและพึ่งพาพระเจ้า เจ้าจะไม่มีวันเห็นพระเจ้าทรงพระราชกิจในตัวเจ้า ทรงนำเจ้า หรือให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า หากเจ้าไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วคำถามทั้งหลาย อาทิ ‘พระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือไม่และพระองค์ทรงนำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของมวลมนุษย์หรือไม่’ ก็ย่อมจะจบลงในส่วนลึกที่สุดของหัวใจของเจ้าด้วยเครื่องหมายคำถามแทนที่จะเป็นเครื่องหมายมหัพภาคหรืออัศเจรีย์ ‘พระเจ้าทรงนำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของมวลมนุษย์หรือไม่?’ ‘พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตส่วนลึกของหัวใจของมนุษย์หรือไม่?’ ด้วยเหตุผลใดเจ้าจึงทำให้เหล่านี้เป็นประโยคคำถาม? หากเจ้าไม่พึ่งพาหรือนิยมบูชาพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะไม่มีความสามารถที่จะก่อให้เกิดความเชื่อจริงแท้ในพระองค์ได้ หากเจ้าไม่สามารถก่อให้เกิดความเชื่อจริงแท้ในพระองค์ เช่นนั้นแล้วสำหรับเจ้า เครื่องหมายคำถามเหล่านั้นจะอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาล เคียงข้างกันไปกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำ และจะไม่มีมหัพภาคเลย” (“บรรดาผู้เชื่อต้องเริ่มต้นโดยการมองกระแสนิยมชั่วของโลกให้ทะลุปรุโปร่ง”) ขณะที่ฉันได้ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า แม้ว่าฉันได้เชื่อในพระเจ้า ฉันได้เห็นว่า ฉันไม่ได้ใส่ใจต่อการพึ่งพาพระเจ้าหรือมองไปที่พระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง อีกทั้งไม่ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ฉันได้พึ่งพาความนึกคิดจิตใจและขีดความสามารถของฉันเองในการกระทำของฉัน ซึ่งได้นำไปสู่การที่ฉันไม่มีความซึ้งคุณค่าอันแท้จริงสำหรับหรือความเข้าใจในอธิปไตยของพระเจ้า และฉันได้ตระหนักว่า ความเชื่อของฉันในพระเจ้าได้เป็นเพียงตื้นๆ เท่านั้น และไม่เป็นจริง ขณะที่ฉันได้มาเข้าใจการนี้ ฉันได้ตระหนักว่า การที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้สถานการณ์นี้ตกมาถึงฉันนั้น มีเจตนารมณ์ที่ดีของพระองค์เบื้อหลังการนั้นโดยแท้ พระเจ้ากำลังทรงใช้สถานการณ์อันไม่เป็นใจนี้ เพื่อทำให้ฉันกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เพื่อทบทวนและรู้จักตัวฉันเอง เพื่อทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและมองไปที่พระเจ้า เพื่อได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ และระลึกได้ถึงอธิปไตยของพระองค์ ด้วยการนั้นจึงเป็นการได้รับความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ทันทีที่ฉันได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันกลายเป็นเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อพระองค์ ฉันได้กลายเป็นเต็มใจที่จะไว้วางใจมอบหมายการหางานของฉันให้พระเจ้า และมองไปที่พระองค์ในเรื่องนี้ และไม่ว่าฉันจะมีความสามารถที่จะหางานได้หรือไม่นั้น ฉันก็เต็มใจที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์

วันถัดมา ฉันได้เริ่มหางานทางออนไลน์เหมือนอย่างที่ฉันเคยทำเสมอ และฉันได้บังเอิญมาพบบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันกำลังจ้างงานนักศึกษาต่างชาติ ที่มากไปกว่านั้นคือ สถานที่ตั้งของบริษัทนั้นอยู่ในใจกลางโตเกียว มีวันหยุดตายตัว และโดยพื้นฐานแล้วไม่พึงต้องมีการทำงานล่วงเวลา หากฉันสามารถได้งานนี้ ฉันคงจะมีความสามารถที่จะทั้งทำงานและเข้าร่วมการชุมนุมของคริสตจักรได้—งานนี้สมบูรณ์แบบสำหรับฉัน ฉันคิดกับตัวเองว่า “นี่อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมงานนี้สำหรับฉัน? ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ฉันจะสมัครงานนี้แล้วก็ค่อยดูกัน” และดังนั้น ฉันจึงได้ส่งประวัติย่อของฉันไปยังบริษัทนี้ และฉันต้องประหลาดใจว่า ภายในไม่กี่นาทีพวกเขาได้โทรศัพท์กลับมาหาฉัน เพื่อจัดการเตรียมการเวลาที่จะจัดให้มีการสัมภาษณ์งาน หลังจากการคุยทางโทรศัพท์สิ้นสุดลง ฉันได้แต่ขอบคุณพระเจ้าเรื่อยไป และฉันได้เห็นว่า เมื่อฉันได้ไว้วางใจมอบหมายการหางานของฉันให้พระเจ้า และได้กลายเป็นเต็มใจที่จะพึ่งพาพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเปิดเส้นทางสำหรับฉันให้กว้างที่สุดโดยแท้

อย่างไรก็ตาม นอกไปจากความตื่นเต้นของฉันแล้ว ฉันได้เริ่มที่จะรู้สึกกระวนกระวายอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉันได้เป็นคนเก็บตัวเสมอมาตั้งแต่ที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันไม่เคยเก่งเรื่องการพูดคุยกับผู้คน และการสนทนาก็ไม่เคยเป็นความถนัดของฉัน ก่อนหน้านี้ เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีการสัมภาษณ์งาน ฉันจะเขียนรายการหัวข้อที่ฉันอาจถูกถาม แล้วก็จดจำหัวข้อเหล่านั้นไว้เสมอ และฉันจะมีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับการสัมภาษณ์ได้อย่างสงบเมื่อฉันได้เตรียมพร้อมสำหรับการนั้นอย่างเต็มที่เท่านั้น ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงนี้ เพราะความขาดพร่องความมั่นใจและความกล้าของฉัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันเข้าสัมภาษณ์งาน ฉันจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้จดจำไว้ทันทีเสมอ การสัมภาษณ์ครั้งนี้อยู่ดีๆ ก็มา และฉันก็ไม่ได้ทำการเตรียมตัวเลย—ฉันจะต้องทำอะไรเล่า? ก็พอดีตอนนั้นฉันได้ตระหนักว่า ฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะของความกังวลและความกระวนกระวาย และดังนั้นฉันจึงรีบไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพื่ออธิษฐานและเพื่อแสวงหาการทรงนำของพระองค์ และพระวจนะของพรพระเจ้าเหล่านี้ก็เข้ามาในความคิด: “พวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตตามลำพังในโลกนี้ มวลมนุษย์มีความใส่พระทัยของพระเจ้า พระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขา พวกเขาสามารถพึ่งพิงพระเจ้าได้เสมอ และพระองค์ทรงเป็นครอบครัวของผู้ติดตามของพระองค์ทุกๆ คน เมื่อมีพระเจ้าให้พึ่งพิงแล้ว มวลมนุษย์จะไม่เปล่าเปลี่ยวหรือไร้ที่พึ่งอีกต่อไป” (“พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3”) ฉันคิดว่า “ใช่” “พระเจ้าทรงปกครองและทรงบริหารทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงนำชีวิตของพวกเราทุกวัน พระเจ้าทรงเป็นผู้สนับสนุนและสิ่งรองรับอันแข็งแกร่งของพวกเรา แม้ว่าฉันจะเข้าสัมภาษณ์งานครั้งนี้ตามลำพัง แต่พระเจ้าก็จะทรงอยู่กับฉัน และด้วยพระเจ้าที่ทรงนำฉัน จะมีสิ่งใดเล่าที่ต้องเป็นกังวล? ตราบเท่าที่ฉันพึ่งพาพระเจ้าอย่างจริงใจ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะทรงนำและทรงนำทางฉันบนถนนข้างหน้า” แล้วฉันก็นึกถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสสที่นำทางคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ เมื่อพระเจ้าได้ทรงเรียกใช้โมเสส ถึงแม้ว่าโมเสสจะได้แสดงตัวว่าเป็นคนพูดช้าและว่าเขาพูดไม่เก่ง แต่เขาก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการนั้นหรือกลายเป็นเกรงกลัว ด้วยเหตุที่เขารู้ว่า ทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และรู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำและทรงนำทางเขา และดังนั้น เขาจึงได้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างมั่นใจ และโดยที่พึ่งพาพระเจ้า เขาได้นำทางคนอิสราเอลออกจากอียิปต์โดยไม่มีอุปสรรคเลย เมื่อคิดถึงการนี้ จู่ๆ ความแข็งแกร่งและความมั่นใจก็เข้าสู่หัวใจของฉัน และฉันคิดว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้สนับสนุนของฉันและสิ่งรองรับอันแข็งแกร่งของฉัน และฉันต้องพึ่งพาพระเจ้าและพึ่งพาความเชื่อของฉันเพื่อได้รับประสบการณ์กับ ระลึกได้ถึง และนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า”

ก่อนการสัมภาษณ์ ฉันได้อธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ โดยขอให้พระองค์ทรงนำฉันและทรงนำทางฉันไปข้างหน้า ต้องขอบคุณพระเจ้า เมื่อการสัมภาษณ์เริ่มขึ้น ฉันไม่ได้รู้สึกกังวลใจเกินไป และฉันได้พูดคุยกับผู้สัมภาษณ์ด้วยดี ผู้สัมภาษณ์บอกฉันวันนั้นว่าฉันได้ผ่านการสัมภาษณ์ และพวกเราก็จัดการเตรียมการเวลาเพื่อการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง

ระหว่างทางที่ฉันกลับบ้าน ฉันร้องเพลงสรรเสริญเพลงหนึ่งเพื่อสรรเสริญพระเจ้า และฉันก็รู้สึกปีติยินดียิ่งนัก ฉันได้เห็นจากประสบการณ์นี้ว่า เมื่อฉันได้พึ่งพาและมองไปที่พระเจ้าอย่างจริงใจ พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทรงนำฉันและทรงนำทางฉัน และพระองค์ได้ทรงทำให้ฉันสามารถรู้สึกได้อย่างแท้จริงว่า พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นข้างๆ ฉัน ไม่มีสิ่งใดคลุมเครือเลยเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อฉันได้พึ่งพาพระองค์ และความเชื่อของฉันในพระเจ้าก็ได้เพิ่มมากขึ้น

การสัมภาษณ์นั้นดำเนินการในหลายช่วงระยะ และหลังจากที่ฉันได้ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง ฉันก็ได้รับเชิญให้เข้ารับการสัมภาษณ์ครั้งที่สามทันที คราวนี้ บรรดาผู้สัมภาษณ์คือผู้จัดการแผนกสองท่าน และเมื่อฉันได้เห็นความอาวุโสของบรรดาผู้สัมภาษณ์สูงขึ้นในแต่ละครั้ง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกกระวนกระวายอีกครั้ง และฉันก็คิดว่า “บรรดาผู้สัมภาษณ์คราวนี้คือผู้จัดการแผนกสองท่าน และแน่นอนว่าพวกเขาจะมีข้อพึงประสงค์ที่เข้มงวดมาก หากฉันทำไม่ได้ดี เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็น่าจะ ไม่พิจารณาฉันต่อด้วยคำพูดคำเดียว และแล้วฉันก็คงจะกลับไปอยู่ตรงที่ที่ฉันเริ่มต้น ถึงแม้ว่าฉันจะสามารถพึ่งพาพระเจ้าได้ เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ภาษาญี่ปุ่นของฉันนั้นไม่ได้คล่องมาก ดังนั้นแล้วพวกเขาจะถึงขั้นจ้างฉันให้ทำงานให้กับบริษัทของพวกเขาไม่ว่าอย่างไรก็ตามหรือ?” ยิ่งฉันคิดเกี่ยวกับการนั้นมากขึ้นเท่าใด ความมั่นใจของฉันก็ยิ่งลดลงมากขึ้นเท่านั้น และฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าฉันจะล้มเหลวในการสัมภาษณ์แน่นอน

เมื่อวันสัมภาษณ์มาถึง ฉันไก้กลายเป็นกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ และฉันก็ไม่อาจสงบได้เลย ฉันได้ตระหนักว่า สภาวะของฉันนั้นผิด และดังนั้นฉันจึงรีบส่งข้อความไปยังพี่น้องหญิงที่คริสตจักรของฉันโดยบอกเธอถึงความลำบากยากเย็นของฉัน แล้วเธอก็ส่งบทตอนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้ามาให้ฉัน ความว่า “พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์เจ้านายแต่ผู้เดียวของชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะลิขิตขีดเขียนชีวิตของเขาเอง เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะก้าวออกจากมัน ไม่สำคัญว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราไม่สามารถมีอิทธิพลต่อ—นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลง—ชะตากรรมของผู้อื่น มีเพียงพระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ เท่านั้น ที่ทรงลิขิตขีดเขียนทุกสรรพสิ่งสำหรับมนุษย์ เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ที่ถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้นมีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงเป็นองค์เจ้านายหนึ่งเดียวของมนุษย์” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3”) พี่น้องหญิงท่านนั้นได้ให้การสามัคคีธรรม โดยพูดว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงเป็นองค์เจ้านายแห่งชะตาลิขิตของมนุษย์องค์เดียวเท่านั้น สิทธิอำนาจของพระองค์นั้นเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นไม่สำคัญว่าใครคนหนึ่งจะมีความสามารถเพียงใด หรือสถานะของพวกเขาจะทรงอิทธิพลหรือสูงส่งเพียงใด พวกเขาไม่มีวันสามารถล้ำเลิศกว่าอธิปไตยของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะเปลี่ยนชะตาลิขิตของใครคนอื่น อันที่จริงแล้ว การที่พวกเราจะสามารถผ่านการสัมภาษณ์ได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้สัมภาษณ์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า แต่กระนั้น พวกเราก็ถูกจำกัดควบคุมและตีตรวนโดยพวกที่มีอำนาจและสถานะ และพวกเราคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้คนเหล่านี้เป็นสิทธิอำนาจสูงสุด จากการนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่า พวกเราไม่มีที่ให้พระเจ้าในหัวใจของพวกเรา และเห็นได้ว่าพวกเราไม่ระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และนั่นคือเหตุผลเดียวสำหรับความกังวลของพวกเราและความเกรงกลัวของพวกเรา พี่น้องหญิง พวกเราต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง และเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งนั้นอยู่ภายในพระหัตถ์ของพระองค์ วันนี้ พวกเราจะได้รับประสบการณ์กับและซึ้งคุณค่าของสิทธิอำนาจและกิจการของพระเจ้าในทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และในหนทางนี้ ยิ่งเราได้รับประสบการณ์มากขึ้นเท่าใด พวกเราก็ยิ่งจะเป็นประจักษ์พยานต่อกิจการของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และความเชื่อของพวกเราในพระเจ้าจะเติบโตต่อไป เมื่อนั้นเท่านั้นความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าจึงจะเกิดขึ้นภายในตัวพวกเรา”

โดยผ่านทางการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและการฟังการสามัคคีธรรมของพี่น้องชายหญิงท่านนั้น ฉันจึงไม่ได้รู้สึกกังวลหรือเกรงกลัวอย่างนั้นอีกต่อไป และฉันได้เห็นว่าเหตุผลที่ฉันได้สูญเสียความมั่นใจไปง่ายดายยิ่งนัก เป็นเพราะฉันไม่ได้มีที่ให้กับพระเจ้าในหัวใจของฉันแต่เพียงประการเดียว ในเวลาเดียวกัน ฉันยังได้มาเข้าใจอีกด้วยว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองชะตาลิขิตของฉัน และการที่ฉันจะได้รับการรับเลือกสำหรับตำแหน่งงานนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพระเจ้า และว่านั่นไม่ใช่บางสิ่งซึ่งบุคคลใดก็ตามจะสามารถตัดสินได้ ฉันได้เข้าใจว่า ฉันต้องวางใจในพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เมื่อคิดถึงการนี้ ฉันรู้สึกทันทีว่า สำนึกรับรู้ถึงการปลดปล่อยและความรู้สึกสบายใจอันไม่มีเสมอเหมือนเข้ามาปกคลุมฉัน และความตึงเครียดที่ได้คืบคลานสู่บ่าของฉันจู่ๆ ก็หลั่งไหลไป

หลังจากที่ฉันได้แก้ไขสภาพจิตใจของฉันอีกครั้งแล้ว ฉันก็มีความสามารถที่จะเข้ารับการสัมภาษณ์ด้วยสำนึกรับรู้ของความสงบ ในระหว่างการสัมภาษณ์ ฉันยังคงเจอกับคำถามที่ฉันไม่เข้าใจ และมีบางเวลาที่ฉันไม่สามารถแสดงความเป็นตัวตนของฉันออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ฉันก็จำใส่ใจไว้ว่า การที่ฉันจะผ่านการสัมภาษณ์หรือไม่นั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และว่าทั้งหมดที่ฉันจำเป็นที่จะต้องทำก็คือ ทำให้ดีที่สุด ฉันรู้สึกในเวลานั้นราวกับว่าฉันมีเส้นทางที่จะติดตาม และฉันไม่ได้รู้สึกหลงทางหรือกังวลใจอีกต่อไป สองสามวันต่อมา ฉันได้รับอีเมลจากบริษัทซึ่งกล่าวว่าฉันได้ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งที่สาม และแจ้งให้ฉันทราบว่าฉันจะเข้ารับการสัมภาษณ์ครั้งถัดไปกับประธานบริษัท ฉันปลื้มปีติ ประสบการณ์นี้ทำให้ฉันซึ้งคุณค่าในสิทธิอำนาจพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง และฉันได้รู้ว่า ตราบเท่าที่ฉันได้ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ ฉันก็คงจะมีความสามารถที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อกิจการอันอัศจรรย์ของพระเจ้า

ถัดมาการสัมภาษณ์กับประธานบริษัทก็มาถึง ฉันยังคงรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย แต่โดยผ่านทางประสบการณ์ของฉันจากการสัมภาษณ์สองสามครั้งที่ผ่านมา ฉันจึงได้เป็นประจักษ์พยานต่อกิจการอันอัศจรรย์ของพระเจ้า และได้มาเข้าใจแล้วว่า พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างฉัน โดยทรงนำทางฉันไปข้างหน้า และดังนั้น ฉันจึงกล่าวคำอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า! พระองค์ทรงรู้ว่า ข้าพระองค์ไม่มีทักษะมากนักในการแสดงความเป็นตัวตนของข้าพระองค์ และว่าข้าพระองค์ขาดพร่องความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและความกล้า ข้าพระองค์ขอความเชื่อและความแข็งแกร่งจากพระองค์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ข้าพระองค์ได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ ท่ามกลางผู้คน เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลาย และสถานการณ์ทุกลักษณะ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะไว้วางใจมอบหมายทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์…” หลังจากที่ฉันได้อธิษฐาน ฉันก็เริ่มที่จะค่อยๆ สงบลง ฉันรู้สึกสบายใจตลอดการสัมภาษณ์ และฉันรู้สึกถึงสำนึกรับรู้อันไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับการปลดปล่อยทั้งในจิตใจและร่างกาย สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจก็คือ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากการสัมภาษณ์จบลง ผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลได้ยื่นประกาศภายในให้ฉัน และพูดว่าฉันได้งานแล้ว และยังพูดอีกด้วยว่าฉันจะได้เงินเดือนสูงกว่าผู้คนอื่นๆ เมื่อได้เห็นผลสุดท้ายนี้ ฉันตื่นเต้นเร้าใจมากจนกระทั่งน้ำตารินไหลจากตาของฉัน และฉันรู้ว่าทั้งหมดนี้คือกิจการอันอัศจรรย์ของพระเจ้า

ขณะที่ฉันคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันได้เริ่มมองหางานมาตลอดจนกระทั่งถึงบัดนี้ ฉันได้มาซึ่งคุณค่าอย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างฉัน โดยทรงจัดเตรียมสำหรับฉันและทรงนำฉัน ตราบเท่าที่พวกเราพึ่งพาและมองไปที่พระเจ้าอย่างจริงใจ และได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าในผู้คน เหตุการณ์ สิ่งทั้งหลาย และสถานการณ์ทั้งหมดที่พวกเราเผชิญ เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็จะมีความสามารถที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อกิจการอันอัศจรรย์ของพระเจ้า คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้า! ในระหว่างประสบการณ์ในการมองหางานนี้ ฉันไม่เพียงได้งานที่ดีเท่านั้น แต่การเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่กว่าเสียด้วยซ้ำก็คือ ฉันได้รับความเข้าใจที่แท้จริงบางอย่างเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า และความเชื่อของฉันในพระเจ้าก็เพิ่มขึ้น ฉันเชื่อว่า ในประสบการณ์ทั้งหมดที่ฉันจะมีตลอดชีวิตที่เหลือของฉัน โดยที่พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างฉันและด้วยพระวจนะของพระเจ้าที่จะนำฉัน เช่นนั้นแล้ว ฉันจะเผชิญหน้ากับทั้งหมดนั่นด้วยความกล้าและความมั่นใจในตนเองมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง