มองหน้าที่ของตนอย่างไรดี

วันที่ 08 เดือน 09 ปี 2020

โดย Zhongcheng, ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ข้อพึงประสงค์พื้นฐานที่สุดของความเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ก็คือว่า เขามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ และว่าเขาอุทิศตัวเขาเองอย่างสุดใจ และเชื่อฟังอย่างแท้จริง สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์คือการจัดเตรียมชีวิตของเขาทั้งชีวิตเพื่อแลกกับความเชื่อที่แท้จริง ซึ่งเขาสามารถได้รับความจริงทั้งหมดทั้งมวลโดยผ่านทางการนั้น และลุล่วงหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้โดยพวกที่ล้มเหลว และมันยิ่งไม่สามารถบรรลุได้มากขึ้นไปอีกโดยพวกที่ไม่สามารถค้นพบพระคริสต์ได้ เพราะมนุษย์ไม่เก่งในการอุทิศตัวเขาเองทั้งหมดทั้งสิ้นแด่พระเจ้า เพราะมนุษย์ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเขาต่อพระผู้สร้าง เพราะมนุษย์ได้เห็นความจริงแล้วแต่กลับหลีกเลี่ยงมันและเดินไปบนเส้นทางของเขาเอง เพราะมนุษย์แสวงหาอยู่เสมอโดยการเดินตามเส้นทางของพวกที่ได้ล้มเหลว เพราะมนุษย์เยาะเย้ยท้าทายฟ้าอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงล้มเหลวอยู่เสมอ หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของซาตานอยู่เสมอ และติดบ่วงในร่างแหของเขาเอง” (“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “หน้าที่ทั้งหลายคือกิจที่พระเจ้าทรงวางใจมอบหมายให้แก่ผู้คน หน้าที่ก็คือภารกิจสำหรับผู้คนที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าหน้าที่นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับการบริหารจัดการเป็นการส่วนตัวของเจ้าเอง อีกทั้งหน้าที่ก็ไม่ใช่ตัวถ่วงต่อการที่เจ้าจะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน ผู้คนบางคนใช้หน้าที่ของพวกเขาเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของตัวพวกเขาเอง บางคนใช้เพื่อสนองความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง บางคนใช้เพื่อเติมความว่างที่พวกเขารู้สึกภายใน และบางคนใช้เพื่อตอบสนองวิธีการคิดของพวกเขาที่ว่าอะไรควรเกิดมันก็ต้องเกิด โดยคิดว่าตราบเท่าที่พวกเขาลุล่วงในหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาย่อมจะมีส่วนแบ่งในพระนิเวศของพระเจ้าและในบั้นปลายอันอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสำหรับมนุษย์ ท่าทีทั้งหลายดังกล่าวเกี่ยวกับหน้าที่นั้นไม่ถูกต้อง ท่าทีเช่นนั้นทำให้พระเจ้าทรงขยะแขยงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) หลังจากได้อ่านพระวจนะนี้ ผมก็อยากสามัคคีธรรมเรื่องประสบการณ์ของตัวเองครับ

ในปี 2017 ผมทำหน้าที่นักเขียนประจำคริสตจักรครับ ต่อมา ผู้นำคริสตจักรจัดการเตรียมการให้น้องชายหลินมาทำงานร่วมกับผม และบอกให้ผมคอยช่วยเหลือเขา ผมตอบตกลงด้วยความยินดี คิดว่า “ฉันเคยได้ยินมาว่าน้องชายหลินชอบการเขียนบทความมาก และเขาก็ทำได้ดี ถ้าเขาสามารถเข้าใจหลักปฏิบัติได้เร็ว เราจะได้เห็นความสำเร็จในงานของทีมมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน ผู้นำก็จะคิดว่าฉันมีความสามารถและนับถือฉันมากๆ เพราะงั้นฉันต้องช่วยเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ผมยกหลักปฏิบัติและทุกอย่างที่เกี่ยวข้องที่รวบรวมไว้ให้เขาเอาไปศึกษา เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เมื่องานของเขาติดปัญหาบางอย่าง ผมก็ช่วยเขาวิเคราะห์ถึงขบวนความคิด ยกตัวอย่างและจุดอ้างอิงให้เขา หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เข้าใจหลักปฏิบัติขึ้นบ้าง อีกทั้งเอกสารที่เขารวบรวมมาก็ชัดเจนและสัมพันธ์กับชีวิตจริง การได้เห็นเขาคืบหน้าอย่างรวดเร็วแบบนั้นทำให้ผมมีความสุขมาก เขาเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้เร็วมากๆ ผมคิดว่าเขามีศักยภาพจริงๆ! ทีมของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น และภาระของผมก็ลดไปเยอะทีเดียว ผมคิดว่าถ้ามีเวลาให้น้องชายหลินได้ฝึกมากอีกหน่อย ผลลัพธ์ในงานของเราก็จะยิ่งดีขึ้น

วันหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรบอกว่ามีคริสตจักรหนึ่งต้องการคนไปช่วยรวบรวมเอกสารโดยด่วน เนื่องจากน้องชายหลินถนัดเรื่องนั้น และมีความรับผิดชอบในงานของตัวเอง เขาจึงจะถูกย้ายไปรับผิดชอบงานด้านการเขียนที่คริสตจักรนั้น พอได้ยินเรื่องนี้ผมก็ตกใจ พลางคิดว่า “อะไรนะ? คุณจะย้ายเขาไปหรือ? คุณทำแบบนั้นไม่ได้นะ ผมทุ่มความพยายามทั้งหมดนี้ลงไปเพื่อให้เขาคุ้นเคยกับงาน และกับหลักปฏิบัติต่างๆ อีกทั้งเขาก็เริ่มประสบความสำเร็จในทีมบ้างแล้ว ถ้าเขาถูกย้ายไปตอนนี้ มันจะกระทบกับงานของเราอย่างแน่นอน แล้วคนอื่นจะคิดกับฉันยังไง? พวกเขาจะบอกว่าฉันไม่มีความสามารถน่ะสิ” ยิ่งคิดเรื่องนั้นผมก็ยิ่งอารมณ์เสีย ผู้นำบอกว่าหลังจากที่น้องชายหลินถูกย้ายไป ผมก็สามารถฝึกคนอื่นได้ ผมไม่ได้พูดอะไร แต่ผมรู้สึกต่อต้านความคิดนั้น ผมคิดว่า “คุณพูดอย่างกับมันเป็นเรื่องเล็กๆ คุณคิดว่าการฝึกใครสักคนมันง่ายหรือไง? มันใช้ทั้งเวลาและความพยายามมากนะ! อีกอย่าง หลังจากที่น้องชายหลินถูกย้ายไป ความรับผิดชอบทั้งหมดก็จะตกมาที่ฉันอีกครั้ง อะไรๆ มันก็วุ่นอยู่แล้ว ยิ่งคนทำงานหายไปแบบนี้ ต้องกระทบงานของเราแน่” ยิ่งผมคิดถึงมันมากเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกต่อต้านมากเท่านั้น สองวันต่อมา ผู้นำให้ผมเขียนประเมินน้องชายหลิน ผมคิดว่า “ฉันควรเน้นไปที่ความอ่อนแอและการที่เขาแสดงความเสื่อมทรามออกมา แทนที่จะเขียนข้อดีของเขา บางทีผู้นำอาจจะไม่ย้ายเขาไปก็ได้” หลังจากประเมินเสร็จ ผมก็รู้สึกผิดนิดหน่อย และสงสัยว่าตัวเองไม่ซื่อสัตย์หรือเปล่า แต่แล้วผมก็คิดว่าผมแค่คิดถึงงานของทีมเท่านั้น ผมจึงส่งแบบประเมินของผมให้กับผู้นำ สองสามวันผ่านไปโดยไม่มีการตอบรับใดๆ จากผู้นำ และผมก็เริ่มรู้สึกกังวล คิดว่า “หรือว่าเขาจะยังไม่เห็น และจะย้ายน้องชายหลินไปอยู่ดีนะ? ไม่ ฉันอยู่เฉยมากไปไม่ได้ ฉันต้องคิดหาวิธีที่จะรั้งเขาไว้” ผมพยายามเลียบๆ เคียงๆ โดยถามน้องชายหลินว่า “ถ้าคุณถูกขอให้ย้ายไปทำงานเขียนที่อีกคริสตจักรหนึ่งคุณจะว่ายังไง?” เขาตอบมาโดยไร้อาการตื่นตระหนกว่า “ผมจะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของคริสตจักร ผมยินดีที่จะไปครับ” ผมเลยรีบตอบกลับไปว่า “เมื่อรับผิดชอบต่องานเขียน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจหลักปฏิบัติและมีความสามารถ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ความก้าวหน้าของงานก็จะถูกขัดขวางแน่นอน ผมว่าถ้าคุณทำงานอยู่ที่นี่ต่อไปคงจะดีกับคุณมากกว่านะ” แล้วผมก็ต้องประหลาดใจที่น้องชายหลินไม่สะทกสะท้าน แต่กลับพูดออกมาอย่างมั่นใจมากว่า “ถ้าโอกาสมาถึงผมก็ยินดีที่จะไปและพึ่งพาพระเจ้าครับ” ผมผิดหวังที่ความพยายามของตัวเองไม่เป็นผล และผมก็รู้สึกหงุดหงิดเขานิดหน่อยครับ ครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าเอกสารที่เขาทำมีปัญหาบางอย่าง ผมก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้โมโหและสั่งสอนเขาได้ ระหว่างช่วงนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมคิดถึงเรื่องน้องชายหลินถูกย้ายขึ้นมา ผมจะรู้สึกปั่นป่วนมากๆ ผมไม่เจอความสงบในการทำงานเลย แถมยังห้ามขบวนความคิดของตัวเองไม่ได้ และไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาเรื่องงานด้วย ผมรู้สึกงงๆ อยู่ตลอด ผมรู้สึกทรมานมาก ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า และขอพระองค์ทรงนำให้ผมได้รู้จักตัวเอง

จากนั้น ผมก็อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “ผู้คนมักจะไม่นำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขามักจะหันหลังให้กับความจริง และพวกเขามักจะดำรงชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยอันเห็นแก่ตัวและต่ำศักดิ์ เสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน โดยปกป้องความภูมิใจของพวกเขา ความมีหน้ามีตาของพวกเขา สถานะของพวกเขา และผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา พวกเขายังไม่ได้รับความจริง ด้วยเหตุผลนี้ เจ้าจึงทุกข์โศกมากเกินไป มีเรื่องเดือดร้อนมากเกินไป และถูกจองจำมากเกินไป” (“การเข้าสู่ชีวิตต้องเริ่มต้นด้วยประสบการณ์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “สิ่งใดคือมาตรฐานซึ่งใช้ประเมินผลความประพฤติของบุคคลว่าดีหรือชั่ว? มันขึ้นอยู่กับว่า ในความคิด การแสดงออก และการกระทำทั้งหลายของเจ้านั้น เจ้าครองคำพยานแห่งการนำความจริงไปปฏิบัติและการใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของความจริงหรือไม่ หากเจ้าไม่มีความเป็นจริงนี้หรือไม่ได้ใช้ชีวิตตามนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนทำชั่วอย่างไม่ต้องกังขาเลย พระเจ้าทรงมองคนทำชั่วอย่างไรหรือ? ความคิดและการปฏิบัติตนภายนอกของเจ้าไม่ได้เป็นคำพยานต่อพระเจ้า อีกทั้งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ซาตานอดสูหรือทำให้ซาตานปราชัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้พระเจ้าทรงอดสู และพรุนไปด้วยริ้วรอยที่เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงอดสู เจ้าไม่ได้กำลังให้คำพยานต่อพระเจ้า ไม่ได้กำลังสละตัวเจ้าเองให้พระเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่ได้กำลังทำให้ความรับผิดชอบและภาระผูกพันของเจ้าที่มีต่อพระเจ้านั้นลุล่วง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับกำลังกระทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง สิ่งใดหรือคือความหมายโดยนัยของ ‘เพื่อประโยชน์ของเจ้าเอง’? เพื่อซาตาน เพราะฉะนั้น ในตอนสุดท้าย พระเจ้าจะตรัสว่า ‘เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’ ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้ายังไม่ได้ทำความประพฤติดี ในทางกลับกัน พฤติกรรมของเจ้าได้แปรสภาพไปเป็นชั่ว เจ้าจะไม่ได้รับบำเหน็จ พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำเจ้า นี่ไม่เป็นการสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ?” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

เมื่อผมใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักได้ ว่าพระเจ้าตัดสินพระทัยว่าผู้คนนั้นทำสิ่งดีหรือชั่ว ไม่ใช่จากว่าพวกเขาทุ่มเทตัวเองแบบเผินๆ หรือเปล่า พวกเขาทนทุกข์แค่ไหน หรือพวกเขายอมลำบากแค่ไหน แต่หลักๆ ทรงดูจากแรงจูงใจของมนุษย์ และการกระทำของพวกเขานั้นเพื่อพระเจ้าหรือเพื่อตัวเอง และพวกเขาปฏิบัติความจริงไหม ผมไตร่ตรองสภาพจิตใจของตัวเองในช่วงเวลานั้น และได้เห็น ว่าความพยายามในการช่วยให้น้องชายหลินเข้าใจหลักปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วของผม ไม่ใช่เพื่อการงานของคริสตจักร ผมแค่อยากพัฒนาประสิทธิภาพของทีมผ่านเขา ตัวผมจะได้ดูดี เมื่อผมเห็นว่าเขากำลังจะถูกย้าย ผมก็กลัวว่าจะกระทบงานของทีม กลัวว่าชื่อเสียงและสถานะของผมจะเสียหาย ดังนั้นตอนผมเขียนประเมิน ผมจึงตั้งใจเน้นความผิดพลาดของเขา พยายามทำให้ผู้นำเข้าใจผิด ผมถึงกับพูดเรื่องลบๆ เพื่อลดความกระตือรือร้นในหน้าที่ของเขา แล้วนั่นจะเป็นการปฏิบัติความจริงและทำหน้าที่ของผมได้ยังไง? ผมทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว ไม่ได้พิจารณาถึงการงานโดยรวมของคริสตจักร แต่คิดถึงแค่ผลลัพธ์ของงานที่ผมรับผิดชอบ และคิดว่าชื่อเสียงและสถานะของผมจะเสียหายหรือไม่ ผมยังหลอกลวงและขัดขวางการงานของคริสตจักรที่ผู้นำจัดการเตรียมการให้อีกด้วย ผมเองที่สร้างความยุ่งเหยิงให้การงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ทำเรื่องชั่วร้ายและต่อต้านพระเจ้า! เมื่อผมได้เห็นว่าตัวเองอยู่ในสภาวะที่อันตรายแค่ไหน ผมจึงเอ่ยคำอธิษฐานนี้ต่อพระเจ้า “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจนัก ข้าพระองค์ก่อความวุ่นวายต่อการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจต่อพระองค์”

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้า “จงอย่าทำสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเองเสมอ อย่าพิจารณาผลประโยชน์ทั้งหลายของตัวเจ้าเอง และอย่าพิจารณาสถานะ หน้าตา หรือความมีหน้ามีตาของตัวเจ้าเอง จงอย่าพิจารณาถึงผลประโยชน์ของผู้คนเลย อันดับแรกเจ้าต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และทำให้การนั้นมีความสำคัญเป็นที่หนึ่ง เจ้าควรมีความคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า จงเริ่มโดยการใคร่ครวญว่าเจ้าได้มีราคีในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงหรือไม่ ว่าเจ้าได้ทำจนถึงที่สุดของเจ้าที่จะจงรักภักดีต่อพระเจ้า ทำความรับผิดชอบของเจ้าให้ครบบริบูรณ์ และให้ทั้งหมดของเจ้าไปแล้วหรือยัง และว่าเจ้าได้ให้ความคิดโดยหมดทั้งหัวใจต่อหน้าที่ของเจ้าและงานในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ เจ้าจำเป็นต้องคิดถึงสิ่งเหล่านี้ จงพิจารณาสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ และเจ้าย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีได้ในเวลาอันง่ายดาย” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ผมได้พบเส้นทางของการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้าครับ ผมต้องแก้ไขแรงจูงใจในหน้าที่ของตัวเอง ยอมรับการใคร่ครวญของพระเจ้า ปล่อยวางผลประโยชน์ส่วนตัว และเชิดชูการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า น้องชายหลินมีความสามารถที่ดี และแสวงหาความจริงเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ดังนั้น ถ้าเขารับผิดชอบงานในอีกคริสตจักรหนึ่งได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เขาจะได้ปฏิบัติมากขึ้นในทางนั้น และผมควรสนับสนุนเขาเช่นกัน หลังจากนั้น ผมก็ตามหาผู้นำและเปิดใจเรื่องแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์ของตัวเอง และให้การประเมินน้องชายหลินแบบที่เป็นจริงและเป็นธรรม สุดท้ายเขาก็ถูกย้ายไปอยู่อีกคริสตจักรหนึ่ง และในที่สุดผมก็ได้รู้สึกถึงสันติสุขภายใน

ในตอนนั้น ผมคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายกันอีก ธรรมชาติแบบซาตานที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของผมจะโผล่ขึ้นมาอีก

ฤดูหนาวปี 2018 ผมกับน้องชายเฉินทำงานร่วมกันในฐานะผู้นำทีม เราช่วยเติมเต็มในจุดอ่อนของกันและกัน และด้วยการทรงนำของพระเจ้า เราก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในงานของเรา ผมเพลิดเพลินในการทำงานร่วมกับน้องชายเฉินมากครับ ครั้งหนึ่งหลังจากการชุมนุม ผู้นำพูดคุยกับผมและบอก ว่าอีกทีมต้องการความช่วยเหลือ และน้องชายเฉินอาจจะถูกย้ายไป ผมรู้สึกว่าน้องชายเฉินมีความสามารถที่ดี เขาเข้าใจความจริงได้อย่างรวดเร็ว และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงมีประโยชน์มากในการขับเคลื่อนให้งานของเราเดินไปข้างหน้า ถ้าเขาย้ายไปและงานเราได้รับผลกระทบ ผู้นำจะคิดกับผมยังไง? เขาจะคิดว่าผมไม่มีความสามารถในงานของตัวเองหรือเปล่า? ผมไม่อยากเห็นน้องชายเฉินย้ายไปเลย แต่พิจารณาถึงการงานของคริสตจักรแล้วผมก็ต้องเห็นด้วย แล้วผมก็ต้องประหลาดใจเมื่อผู้นำพูดต่อไปอีกว่า ยังมีอีกคริสตจักรที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน และเขาต้องการให้น้องสาวลู่ สมาชิกอีกคนในทีมไปช่วย พอได้ยินข่าวนี้หัวใจผมก็หยุดเต้นจริงๆ คิดว่า “คุณจะเอาตัวน้องสาวลู่ไปงั้นหรือ? น้องชายเฉินกำลังจะถูกย้าย และคราวนี้น้องสาวลู่ก็จะไปเหมือนกัน สองตัวหลักในทีมเรากำลังจะไป ดังนั้น การงานของเราจะต้องกระทบแน่ ไม่มีทาง! ผมไม่ยอมปล่อยให้คุณเอาน้องสาวลู่ไปหรอก” แต่แล้วความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมา “ถ้าฉันปฏิเสธไปตรงๆ ผู้นำจะไม่บอกว่าฉันเห็นแก่ตัวหรือ?” จากนั้น ผมก็เสนอน้องสาวอีกคนที่ความสามารถไม่ค่อยดีไป หลังจากตรวจสอบทุกอย่างแล้ว ผู้นำก็ยังรู้สึกว่าน้องสาวลู่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอยู่ดี และขอให้ผมสามัคคีธรรมกับเธอเรื่องความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่นี้ ผมบอกว่าผมจะทำให้ แต่ในใจผมต่อต้านความคิดนี้มากๆ หลังจากนั้นผมก็ไปโวยให้น้องชายอีกคนหนึ่งฟัง บ่นเรื่องที่ผู้นำไม่ใส่ใจในความยากลำบากของผม ที่ย้ายคนสำคัญสองคนไปแบบกะทันหัน แล้วผมจะทำหน้าที่ในฐานะผู้นำทีมได้ยังไง? ผมบ่นไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่พูดนั้นผิด ผมไม่ได้พยายามเอาน้องชายคนนี้เป็นพวก และเผยแพร่ความไม่พอใจของตัวเองอยู่หรือ? นั่นคือการล่วงละเมิดต่อพระเจ้า ยิ่งคิดเรื่องนี้เท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกแย่ ผมเร่งไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานและไตร่ตรองตัวเอง หลังจากอธิษฐาน ผมก็ครุ่นคิดว่า ทำไมทุกครั้งที่มีคนในความควบคุมดูแลของผมกำลังจะถูกย้ายออกไป ผมก็จะดื้อรั้น พยายามทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้ง อะไรคือธรรมชาติแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำแบบนั้นของผมกัน?

ผมได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “หน้าที่ทั้งหลายคือกิจที่พระเจ้าทรงวางใจมอบหมายให้แก่ผู้คน หน้าที่ก็คือภารกิจสำหรับผู้คนที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าหน้าที่นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับการบริหารจัดการเป็นการส่วนตัวของเจ้าเอง อีกทั้งหน้าที่ก็ไม่ใช่ตัวถ่วงต่อการที่เจ้าจะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน ผู้คนบางคนใช้หน้าที่ของพวกเขาเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของตัวพวกเขาเอง บางคนใช้เพื่อสนองความอยากได้อยากมีของพวกเขาเอง […] ท่าทีทั้งหลายดังกล่าวเกี่ยวกับหน้าที่นั้นไม่ถูกต้อง ท่าทีเช่นนั้นทำให้พระเจ้าทรงขยะแขยงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “ในบริบทของพระราชกิจในวันนี้นั้น ผู้คนยังคงทำสิ่งต่างๆ ในประเภทเดียวกับที่ถูกแสดงแทนด้วยคำว่า ‘พระวิหารยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า’ ตัวอย่างเช่น ผู้คนมองเห็นว่าการทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงคืองานของตน พวกเขามองเห็นว่าการเป็นพยานต่อพระเจ้าและการต่อสู้กับพญานาคใหญ่สีแดงคือการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปกป้องสิทธิมนุษย์ เพื่อประชาธิปไตยและอิสรภาพ พวกเขาเปลี่ยนหน้าที่ของพวกเขาเป็นการใช้ทักษะของพวกเขาในอาชีพการงาน แต่พวกเขาปฏิบัติต่อการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วเสมือนไม่ใช่สิ่งใดนอกจากคำสอนศาสนาชิ้นหนึ่งที่ควรทำตาม เป็นต้น โดยพื้นฐานแล้วพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เหมือนกับคำว่า ‘พระวิหารยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า’ หรอกหรือ? ความแตกต่างคือ เมื่อสองพันปีก่อน ผู้คนทำกิจธุระส่วนตัวของตนในพระวิหารทางกายภาพ แต่วันนี้ ผู้คนทำกิจธุระส่วนตัวของตนในพระวิหารที่ไม่อาจจับต้องได้ ผู้คนที่ให้คุณค่ากับกฎเหล่านั้นมองเห็นว่ากฎยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า ผู้คนที่รักสถานะเหล่านั้นมองเห็นว่าสถานะยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า ผู้คนที่รักอาชีพการงานของตนเหล่านั้นมองเห็นว่าอาชีพการงานยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า และอื่นๆ อีกมากมาย—การแสดงออกของพวกเขาทั้งหมดทำให้เรากล่าวว่า: ‘ผู้คนสรรเสริญพระเจ้าว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยผ่านทางคำพูดของพวกเขา แต่ในสายตาของพวกเขา ทุกสิ่งยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า’ นี่เป็นเพราะว่าทันทีที่ผู้คนพบโอกาสที่จะแสดงพรสวรรค์ของตนเอง หรือทำกิจธุระของตนเองหรือประกอบอาชีพการงานของตนเองตามเส้นทางในการติดตามพระเจ้าของตน พวกเขาเว้นระยะห่างตัวพวกเขาเองจากพระเจ้า และทุ่มเทตนเองในอาชีพการงานที่ตนรัก ส่วนสิ่งที่พระเจ้าได้มอบความไว้วางพระทัยให้กับพวกเขาและน้ำพระทัยของพระองค์นั้น สิ่งเหล่านั้นได้ถูกละทิ้งไปนานแล้ว สภาวะของผู้คนเหล่านี้กับบรรดาผู้ที่ทำกิจธุระของตนในพระวิหารเมื่อสองพันปีก่อนมีความแตกต่างกันอย่างไร?” (“พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อพิจารณาพระวจนะของพระเจ้า ผมก็กระจ่างในแก่นแท้ของการกระทำของตัวเองมากขึ้น ผมต่อต้านและขัดขวางทุกครั้งที่ผู้นำย้ายคนในทีมของผมไป หลักๆ ก็เพราะผมถือเอาหน้าที่ของตัวเองเป็นกิจการส่วนตัว ผมมักจะคิดว่าพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นคือคนที่ผมฝึกมา ดังนั้นพวกเขาก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองภายในขอบเขตของผม ขับเคลื่อนงานในทีมของผมให้ไปข้างหน้า และพวกเขาไม่ควรถูกย้ายไป ความคิดของผมช่างไร้เหตุผล ไร้สาระมากๆ ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นจะมีความสามารถหรือมีจุดแข็งอะไร ทั้งหมดก็คือการทรงกำหนดล่วงหน้าโดยพระเจ้าเพื่อพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาควรถูกวางตัวในที่ที่จำเป็นภายในพระนิเวศของพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว แต่ผมกลับพยายามเก็บพวกเขาไว้ใต้การควบคุมของตัวเอง ปฏิบัติราวกับพวกเขาเป็นเครื่องมือเพื่อทำงานปรนนิบัติ เพื่อทำงานให้ผม ผมต่อต้านใครก็ตามที่ต้องการย้ายคนออกไป และผมถึงขนาดพิพากษาและพยายามสร้างพรรคพวกอยู่เบื้องหลัง ผมต่างจากพวกฟาริสีที่ต่อต้านองค์พระเยซูเจ้ายังไงหรือ? พวกฟาริสีมองพระวิหารเป็นอาณาจักรแห่งอิทธิพลของตัวเอง และไม่อนุญาตให้เหล่าผู้เชื่อออกจากที่นั่นเพื่อไปติดตามองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาไม่มีทางหยุดควบคุมเหล่าผู้เชื่อ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถรักษาสถานะและรายได้ของตัวเองเอาไว้ และอ้างว่าเหล่าผู้เชื่อเป็นคนของตัวเองอย่างไร้ยางอาย สำหรับผม ผมเก็บเหล่าพี่น้องชายหญิงไว้ในการควบคุมของตัวเอง ไม่ต้องการให้พระนิเวศของพระเจ้าย้ายพวกเขาไปไหน ผมไม่ได้ใช้อาณาจักรแห่งอิทธิพลของตัวเองเพื่อต่อต้านพระเจ้าหรือ? ผมเลือกเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ต่อต้านพระเจ้า และทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคือง! ความคิดนี้ทำให้ผมกลัว และผมเริ่มต่อต้านอุปนิสัยแบบซาตานที่เห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจของตัวเอง ผมเร่งอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกลับใจ หลังจากนั้น ผมได้ไปคุยกับน้องสาวลู่เรื่องที่เธอถูกย้ายไป แล้วไปคุยกับน้องชายคนที่ผมเคยหลอก สามัคคีธรรมและชำแหละธรรมชาติ รวมถึงผลที่ตามมาของสิ่งที่ผมพูดไป เพื่อที่เขาจะได้มีปัญญาแยกแยะบ้าง ในที่สุดผมก็ได้รับสันติสุขขึ้นมาบ้าง

หลังจากที่น้องสาวลู่และน้องชายเฉินถูกย้ายไป น้องสาวลี่ก็เข้ามาในทีม เธอมีความสามารถที่ดีและเรียนรู้ได้เร็ว งานของทีมก็ไม่ล่าช้าเลย ผมได้รับประสบการณ์อย่างแท้จริงแล้วว่า การทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเอง คือหนทางที่แท้จริงเพื่อได้เห็นพระพรของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการคนที่เหมาะสมสำหรับงานนั้น พระองค์จะทรงค้ำจุนพระราชกิจของพระองค์เอง หลังจากนั้นได้สามเดือน วันหนึ่ง ตอนที่น้องสาวหลินกลับมาจากการชุมนุม เธอได้บอกผมว่าคริสตจักรใกล้ๆ กันทำได้ดีมากเรื่องงานข่าวประเสริฐ และพวกเขาต้องการคนเพื่อรดน้ำเหล่าผู้มาใหม่ ผู้นำแนะนำให้น้องสาวลี่ไปรับหน้าที่รดน้ำนั้น ผมรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยขึ้นมาอีก แต่ผมตระหนักได้ทันทีว่าสภาวะของผมนั้นผิด ผมคิดถึงทุกๆ ครั้งก่อนหน้านี้ที่ผมไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อชื่อและสถานะของตัวเอง ผมก็รู้สึกแย่ รู้สึกผิดมากๆ ต่อมา พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าก็ผุดขึ้นมาในความคิด: “หน้าที่ไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวของเจ้าเอง และโดยการลุล่วงในหน้าที่นั้น เจ้าไม่ได้กำลังทำบางสิ่งเพื่อตัวเจ้าเองหรือบริหารจัดการธุรกิจส่วนตัวของเจ้าเอง ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด เจ้าไม่ได้กำลังทำงานอยู่ในการประกอบการของเจ้าเอง นั่นเป็นพระราชกิจของพระนิเวศของพระเจ้า นั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องจดจำความรู้นี้ไว้ในจิตใจเป็นนิตย์และพูดว่า ‘นี่ไม่ใช่เรื่องของฉันเอง ฉันกำลังทำหน้าที่ของฉันและทำให้ความรับผิดชอบของฉันได้ลุล่วง ฉันกำลังทำพระราชกิจของพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงวางใจมอบหมายให้ฉันและฉันกำลังทำภารกิจนั้นเพื่อพระองค์ นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของฉันเอง’ หากเจ้าคิดว่านั่นเป็นกิจธุระส่วนตัวของเจ้าเอง และเจ้าทำการนั้นไปโดยสอดคล้องกับเจตนา หลักการ และสิ่งจูงใจทั้งหลายของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังจะมีเรื่องเดือดร้อน” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) พระวจนะของพระเจ้าทำให้ชัดเจนมากขึ้น ว่าหน้าที่ของผมคือหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ผม ไม่ใช่กิจการส่วนตัวของตัวเอง ผมไม่สามารถทำตามความพอใจเพื่อสนองผลประโยชน์ของตัวเองได้ ผมควรพิจารณาถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า แสวงหาความจริง และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นคือทัศนคติและเหตุผลเดียวที่สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างควรมีในหน้าที่ของตัวเอง ผมเคยคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเสมอ และทำหลายสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า รวมถึงต่อต้านพระเจ้า ผมรู้ว่าผมไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนั้นได้อีกต่อไป ผมต้องละทิ้งความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวของตัวเอง และปฏิบัติความจริง พอคิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกโล่งใจมากครับ ผมพูดกับน้องสาวหลินว่า “ผู้นำได้จัดการเตรียมการเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เราควรคุยกับน้องสาวลี่เรื่องความเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของเธอทันที เราจะทำให้กระทบการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้”

การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางผลประโยชน์ส่วนตัวในหน้าที่ของผม คิดถึงการงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า รู้ที่ของตัวเอง อีกทั้งมีสติและเหตุผลอยู่บ้างนั้น ทั้งหมดมาจากการได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การต่อสู้เพื่อเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์

เมื่อสองสามปีก่อน ผมเปิดร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ ผมอยากเป็นนักธุรกิจที่มีความซื่อสัตย์ และมีรายได้นิดหน่อยเพื่อที่ครอบครัวของผมจะมีเพียงพอ