การวิจารณ์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำหน้าที่ให้ดี

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

โดย ซินลู่, สหรัฐอเมริกา

ไม่นานมานี้ ฉันได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งพี่สาวคนหนึ่งเขียนมารายงานเรื่องผู้นำกับมัคนายกอีกสองคน เธอบอกว่าพี่ซินผู้นำ ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แถมชุมนุมแค่พอผ่านๆ ไม่สนสภาวะหรือความยากลำบากของคนอื่น มัคนายกอีกสองคนก็มีปัญหาเหมือนกัน ฉันมาคิดว่า ฉันเคยสามัคคีธรรมกับพวกเขามาก่อน ถึงปัญหาต่างๆ ที่ถูกพูดถึง และจัดการพวกเขาแล้ว พวกเขาตระหนักรู้ในตัวเองขึ้นบ้าง พี่ซินถึงขนาดร้องไห้เสียใจ ฉันว่าฉันช่วยเหลือพวกเขาเพิ่มเติมได้ ไม่จำเป็นต้องปลดออก ฉันรู้สึกแน่ใจว่า พวกเขาทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ อีกอย่าง ฉันเห็นว่าพี่สาวที่รายงานมีผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายของเธออีกสองสามคน แต่พวกเขาไม่ใช่ผู้แสวงหาที่แข็งขัน และบางคน ก็เกือบจะถูกไล่ออกจากคริสตจักร หลายปัญหาที่พวกเขารายงาน เกี่ยวกับความประพฤติของทั้งสามคนในหน้าที่ รายงานบางส่วนนั้นไม่ชัดเจนหรือเที่ยงตรงเลย ฉันก็เลย ฉุกคิดขึ้นมาว่า พี่สาวคนที่เขียนจดหมายนี้อาจจะโอหังมากก็ได้ เธอจะไปรู้อะไร? การรายงานผู้นำกับมัคนายกอีกสองคนพร้อมกัน ด้วยเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ถ้าพวกเขาถูกปลดออกไป ใครจะทำงานของคริสตจักรล่ะ? นี่เธอกำลังปกป้องงานของคริสตจักร หรือทำให้เสียกันแน่? ฉันคิดว่า “ฉันเป็นคนรับผิดชอบงานของพวกเขา ถ้าหากมีปัญหาอะไร ฉันก็ควรรู้ดีกว่าคนอื่น ว่าพวกเขาทำงานจริงได้หรือเปล่า? พวกเขาน่ะมีปัญหาจริง แต่พวกเราก็ไม่มีใครเพียบพร้อม แล้วใครจะไม่ทำผิดพลาดล่ะ จริงไหม? ถ้าพอมีปัญหา ก็ปลดพวกเขาทันที มาตรฐานนั้นก็สูงไปสำหรับผู้นำนะ” ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งคิดว่าปัญหาอยู่ที่พี่สาวที่รายงานต่างหาก แล้วฉันก็ไม่เก็บเอาเนื้อความในจดหมายมาคิดมากมายนัก ฉันอยากจะเอ่ยถึงปัญหาพวกนั้นกับผู้นำและมัคนายกที่ถูกรายงาน จัดการพวกเขาสักเล็กน้อย ช่วยเหลือพวกเขา แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป

สองหรือสามวันต่อมา จู่ๆ ผู้นำของฉันก็เอ่ยถึงรายงานฉบับนั้นขึ้นมา พอเห็นฉันไม่ยอมจัดการ เธอจึงบอกให้ฉันนำมันไปเปิดอภิปรายในคริสตจักร ตอนนั้น ฉันรับปากเธอว่าจะทำ แต่ฉันก็ไม่ได้ทำจริงๆ ฉันคิดว่า ทั้งสามคนนั้นมีความสามารถในการทำงานที่ดีทีเดียว แล้วถ้าเรานำปัญหาต่างๆ ของพวกเขาไปเปิดอภิปรายกับทุกคน มันจะเหมาะเหรอ? ทุกคนจะจัดการปัญหาของพวกเขาอย่างยุติธรรมไหม? ถ้าพี่น้องคิดว่าพวกเขามีปัญหามากเกินไป และไม่ยอมรับฐานะผู้นำของพวกเขาอีกต่อไปล่ะ? ฉันไม่สมควรที่จะปกป้องงานของพวกเขาเอาไว้หรอกเหรอ? ฉันช่วยพวกเขาเป็นการส่วนตัวได้ ให้พวกเขาเปลี่ยนแปลง แล้วพวกเขาก็จะทำหน้าที่ตามสมควรได้ พระเจ้าทรงรู้ว่าฉันกบฏ ไม่ผ่อนปรน ปฏิเสธไม่ยอมรับสิ่งที่ผู้นำพึงมี จากนั้น เธอมาหาฉันอีก และสามัคคีธรรมอย่างละเอียดถึงมโนคติอันหลงผิดของฉัน เธอถามฉันกลับมาว่า “ความจริงเป็นนายในพระนิเวศ และเราต้องเป็นธรรมกับทุกคน ทำไมคุณถึงช่วยปกปิดให้ คนที่มีปัญหาล่ะ? ทำไมถึงไม่ยืนเข้าข้างพระเจ้า? การสร้างวงสังคมที่เหนียวแน่น คอยปกป้องพวกเขา นี่คือเส้นทางศัตรูของพระคริสต์! ทำไมไม่ปฏิบัติต่อผู้อื่นตามหลักธรรมล่ะ? ไม่เชื่อผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรเหรอ? ไม่เชื่อว่าความจริงปกครองพระนิเวศเหรอ?” สุดท้าย เธอก็เน้นย้ำว่า “คุณปฏิเสธที่จะเปิดโปงบรรดาผู้นำเทียมเท็จ กลับปกปิดให้พวกเขา และไม่ยืนอยู่ข้างความจริง” แต่ในตอนนั้น ฉันยอมรับเรื่องนั้นไม่ได้เลยค่ะ ภายในใจฉันยังโต้แย้งและหาเหตุผลอยู่ตลอด ฉันน่ะเคยถูกพวกผู้นำเทียมเท็จปราบปรามมาก่อน และเห็นมากับตา ถึงความเสียหาย ต่องานของคริสตจักร และเหล่าสมาชิกก็ถูกพวกเขาควบคุม พฤติกรรมของพวกเขาทำให้ฉันโกรธมาก ฉันจะปลดคนที่ถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จในทันทีเสมอ แล้วฉันจะคุ้มครองพวกเขาได้ยังไง? จากนั้น เธอก็ชำแหละธรรมชาติของการกระทำของฉันต่อ เปิดโปงว่าฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จ ที่ไม่ปฏิบัติความจริง แต่ใช้ปรัชญาของซาตาน เธอพูดว่าฉันปกป้องผู้นำเหล่านั้น เหมือนพวกพรรคคอมมิวนิสต์คุ้มครองกันเอง พูดว่าฉัน เป็นศัตรูของพระคริสต์ “ผู้นำเทียมเท็จ” และ “ศัตรูของพระคริสต์” ทุกครั้งที่เธอพูดคำพวกนี้ ฉันรู้สึกแย่มากค่ะ ฉันรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่ามันไม่ถูก ฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย ฉันอธิษฐานทั้งน้ำตาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าผู้นำเปิดโปงปัญหาจริงของข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่อาจมองเห็นได้ โปรดทรงให้ความรู้แจ้ง ทรงนำให้ข้าพระองค์รู้จักตัวเอง และได้บทเรียนที่ควรด้วยเถิด”

วันต่อมา ฉันเป็นคนจัดการชุมนุมงานหนึ่ง เพื่อเปิดอภิปราย และแยกแยะผู้นำและมัคนายกที่ถูกรายงาน บรรดาพี่น้องชายหญิงไม่ได้รุมทึ้งประเด็นปัญหาของพวกเขาอย่างที่ฉันคิดเอาไว้ แต่พวกเขากลับ สามัคคีธรรมตามปัญหาจากรายงานอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม โดยใช้ตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง เพื่อหารือว่าคนเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขายังไง ข้อสรุปในการหารือเรื่องพี่ซิน ต่างจากที่ฉันประเมินเธอโดยสิ้นเชิง หลายคนพูดว่าเธอไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เธอเข้าร่วมชุมนุม แค่พอผ่านๆ ไม่ได้แก้ไขปัญหาจริง หรือติดตามงาน ทุกคนกำลังติดขัดในหน้าที่ แต่เธอกลับไม่สนใจเลย เธอไม่ได้ สามัคคีธรรมตามความจริงเมื่อจัดสรรงานหรือปรับหน้าที่ เวลาเจอเรื่องยากๆ เหล่าพี่น้องจึงต้องหาทางออกกันเอง หรือไม่ก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะหาตัวผู้นำไม่เจอเลย พี่น้องชายหญิงผิดหวังในพฤติกรรมของพี่ซินมาก การประเมินแต่ละอันเป็นการร้องเรียนที่พี่ซินเฉยเมย และขาดงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แถมยังมีคำร้องเรื่องฉันด้วย การที่ ได้ยินพวกเขาทุกคนพูดออกมา ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ฉันละอายและรู้สึกผิด และมันรู้สึกเหมือนถูกตบอย่างแรงจนหน้าหันเลยค่ะ คริสตจักรที่ฉันรับผิดชอบมีผู้นำเทียมเท็จที่ทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องเลย ฉันเอาแต่เชื่อมั่น คิดว่าเธอไล่ตามความจริง และทำงานจริงในฐานะผู้นำ เมื่อปัญหาของเธอ ถูกรายงานขึ้นมา ฉันไม่ตรวจสอบ และจัดการ แต่กลับอยากช่วยพยุงเธอเป็นการส่วนตัว แล้วฉันต่างจากพี่ซินตรงไหนกันล่ะ? ฉันไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของคนอื่นๆ หรือแก้ไขปัญหาและความยากลำบากของพวกเขา ฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จในตำแหน่งที่มีอำนาจแต่ไม่ได้ทำงานจริง จากนั้น พี่น้องชายหญิงก็ยกปัญหาของสองมัคนายกขึ้นมา พูดว่าพี่หวังใช้อารมณ์ทำงาน และขาดหลักธรรมในหน้าที่ เธอยังโอหังอีกด้วย และใช้ตำแหน่งบีบผู้คน ถึงกับกดขี่คนอื่นด้วยซ้ำ เธอทำโจ่งแจ้งจริงๆ ค่ะ และมันสร้างความเสียหายให้แก่พี่น้องชายหญิงเยอะมาก และกั้นขวางการทำหน้าที่ของพวกเขา เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ อย่างที่ฉันเคยคิดไว้เลย มันแก้ไขไม่ได้ด้วยการสามัคคีธรรมนิดหน่อย พอได้ยินที่ทุกคนพูด ฉันก็ละอายใจ การที่ผู้นำ และคนทำงานเทียมเท็จไม่ทำงานจริง ถูกตีแผ่ต่อหน้าฉัน เรื่องแล้วเรื่องเล่า ทำฉันอึ้งไปเลย พวกเขามีแต่ปัญหา จนถึงจุดที่ไปกระตุ้นความโกรธเคืองของคนอื่น แต่ฉันไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย ฉันกำลังทำอะไรในหน้าที่อยู่กันแน่? ฉันไม่ได้ล้มเหลวอย่างหนัก ในฐานะผู้นำเหรอ? จากนั้นสุดท้าย ฉันก็สงบสติเพื่ออธิษฐาน และทบทวนปัญหาของตัวเอง

ต่อมา ฉันอ่านพระวจนะบทตอนหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง พวกเขาทั้งไม่เคยไปตรวจตรา กำกับดูแล หรือชี้นำเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในงานสารพัน และไม่ทำการเยี่ยมเยือนกลุ่มต่างๆ ให้ทันการณ์เพื่อดูว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น โดยตรวจตราว่างานกำลังคืบหน้าไปอย่างไร ยังคงมีปัญหาใดอยู่ หัวหน้างานกลุ่มสามารถทำงานของพวกเขาได้หรือไม่ เหล่าพี่น้องชายหญิงตอบสนองต่อหัวหน้างานอย่างไร พวกเขาคิดกับพวกหัวหน้างานว่าอย่างไร มีใครถูกผู้นำกลุ่มหรือหัวหน้างานกลุ่มเหนี่ยวรั้งไว้หรือไม่ มีใครบางคนที่มีความสามารถพิเศษหรือไล่ตามเสาะหาความจริง กำลังถูกผู้อื่นบ่อนทำลายหรือทำให้แปลกแยกอยู่หรือไม่ มีคนใดที่ไร้เล่ห์มายามากกว่า กำลังถูกกลั่นแกล้งอยู่หรือไม่ ผู้คนที่เปิดโปงและรายงานพวกผู้นำเทียมเท็จกำลังถูกปราบปรามและควบคุมอยู่หรือไม่ หรือเมื่อผู้คนให้ข้อเสนอแนะที่ถูกต้อง มีการรับข้อเสนอแนะเหล่านี้มาใช้หรือไม่ และผู้นำกลุ่มหรือหัวหน้างานกลุ่มเป็นใครบางคนที่ชั่วร้ายหรือชอบนำความยุ่งยากมาให้ผู้คนหรือไม่ หากพวกผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานอะไรเหล่านี้เลย พวกเขาก็ควรถูกแทนที่ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าใครบางคนรายงานผู้นำเทียมเท็จว่ามีหัวหน้างานที่บ่อนทำลายผู้คนและหน่วงเหนี่ยวพวกเขาเอาไว้อยู่บ่อยๆ เหล่าพี่น้องชายหญิงมีความเห็นเกี่ยวกับผู้คนเหล่านั้น แต่ไม่กล้าพูดขึ้นมา ส่วนหัวหน้างานก็หาข้อแก้ตัวสารพันเพื่อแก้ต่างให้ตนเองและเพื่อให้เหตุผลว่าตนถูกต้อง และไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตนเอง เหตุใดหัวหน้างานเช่นนี้จึงไม่ถูกแทนที่ในทันที? แต่ผู้นำเทียมเท็จพูดว่า ‘นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน เขาโอหังเกินไป ทุกคนที่มีขีดความสามารถน้อยล้วนโอหัง นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ฉันก็แค่จำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับเขานิดหน่อย’ ในระหว่างการสามัคคีธรรม หัวหน้างานก็พูดว่า ‘ผมยอมรับว่าผมโอหัง ผมยอมรับแต่โดยดีว่ามีหลายครั้งที่ผมกังวลสนใจแต่ความถือดีและสถานะของผมเอง แต่คนอื่นก็ไม่เก่งในงานด้านนี้ บ่อยครั้งที่พวกเขาให้คำเสนอแนะที่เอาไปใช้อะไรไม่ได้ ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่ผมไม่รับฟังพวกเขา’ ผู้นำเทียมเท็จไร้ความสามารถที่จะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด พวกเขาไม่ตรวจดูว่าหัวหน้างานทำงานดีเพียงใด นับประสาอะไรที่จะสืบสาวดูว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ อุปนิสัย และการไล่ตามเสาะหาของคนคนนี้เป็นเช่นใด ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือพูดอย่างไม่อนาทรร้อนใจว่า ‘ฉันได้รับรายงานเรื่องนี้ ดังนั้นฉันจึงจับตาดูคุณอยู่ ฉันจะให้โอกาสกับคุณสักครั้ง’ หลังการพูดคุย หัวหน้างานก็พูดว่าพวกเขาต้องการกลับใจ แต่ในเรื่องที่ว่าพวกเขากลับใจจริงๆ ในเวลาต่อมา หรือแค่โกหกหลอกลวงและยังทำงานอยู่ต่อไปดังที่พวกเขาเคยทำมาก่อน และในเรื่องที่ว่างานของพวกเขาเป็นเช่นใดกันแน่นั้น ผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจ อีกทั้งไม่พยายามที่จะรู้…พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าหัวหน้างานกำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมกับพวกเขา กำลังพูดจาปากหวานกับพวกเขา พวกเขาไม่ใส่ใจในสิ่งที่ผู้คนที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขารายงานเกี่ยวกับหัวหน้างาน พวกเขาไม่ไปดูให้เห็นจริงว่าปัญหาของบุคคลผู้นี้ร้ายแรงเพียงใด ว่าปัญหาที่รายงานโดยผู้คนที่อยู่ใต้คนคนนี้มีอยู่จริงหรือไม่ เป็นจริงหรือไม่ ว่าบุคคลนี้ควรถูกแทนที่หรือไม่ พวกเขาไม่พิจารณาปัญหาเหล่านี้ แต่ทำเพียงแค่เลื่อนสิ่งทั้งหลายออกไปอยู่เรื่อย การตอบสนองของผู้นำเทียมเท็จต่อปัญหาเหล่านี้เฉื่อยชาอย่างที่สุด พวกเขากระทำการและเคลื่อนไหวช้ามาก พวกเขาพูดจาบิดพลิ้วอยู่เรื่อย คอยให้โอกาสผู้คน ราวกับว่าโอกาสที่พวกเขาหยิบยื่นให้ผู้คนนี้ล้ำค่าและสำคัญยิ่งนัก ราวกับว่าโอกาสเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนได้ เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมองเห็นธรรมชาติและแก่นแท้ของใครบางคนผ่านทางสิ่งที่สำแดงอยู่ในตัวบุคคล และตัดสินตามธรรมชาติและแก่นแท้ของบุคคลว่าเขาเดินอยู่บนเส้นทางประเภทใดกันแน่ และมองเห็นว่าบุคคลนี้เหมาะที่จะเป็นหัวหน้างานหรือไม่ตามเส้นทางที่บุคคลนี้เดิน พวกเขาไม่สามารถมองเห็นการนั้นในหนทางนั้นได้ พวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้นคือ ดึงผู้คนให้มาสนทนา และมอบโอกาสให้กับพวกเขาอีกครั้ง นี่นับเป็นการทำงานหรือไม่? พวกผู้นำเทียมเท็จมองการสนทนาของพวกเขากับผู้คน สิ่งเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรที่พวกเขาพูดกับผู้คน คำพูดอันว่างเปล่า คำสอน ว่าล้ำค่าและสำคัญยิ่งนัก พวกเขาไม่ตระหนักว่าพระราชกิจของพระเจ้ามิใช่เพียงแค่การพูดคุย แต่ยังเป็นการจัดการและตัดแต่งผู้คน เปิดโปงพวกเขา พิพากษาพวกเขา และในกรณีที่ร้ายแรงยังทดสอบและถลุงพวกเขา สั่งสอนและบ่มวินัยพวกเขาอีกด้วย ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียวเท่านั้น ดังนั้นเหตุใดพวกเขาจึงมั่นใจในตัวพวกเขาเองนัก? การที่พวกเขากล่าวคำสอนเล็กน้อยและทวนซ้ำวลีเด็ดสองสามวลีสามารถโน้มน้าวและทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงได้หรือ? พวกเขาสามารถไม่รู้เท่าทันและไม่รู้ประสาเช่นนั้นได้อย่างไร? การแก้ไขหนทางที่ผิดในการทำสิ่งทั้งหลายและพฤติกรรมอันเสื่อมทรามของบุคคลหนึ่งจะง่ายได้ขนาดนั้นเชียวหรือ? ปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนแก้ไขได้ง่ายขนาดนั้นหรือ? พวกผู้นำเทียมเท็จโฉดเขลาและผิวเผินเกินไป! พระเจ้าไม่ทรงใช้แค่วิธีการเดียวในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของผู้คน แต่ทรงใช้หลายวิธีการ พระองค์ทรงกำหนดสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเพื่อตีแผ่ผู้คนและทำให้พวกเขาเพียบพร้อม หนทางในการทำงานของผู้นำเทียมเท็จเรียบง่ายเกินไป กล่าวคือ พวกเขาดึงผู้คนให้เข้ามาสนทนา ทำงานเชิงอุดมคติเล็กน้อย ให้คำแนะนำเล็กน้อยกับผู้คน และคิดว่านี่คือการทำงาน นี่ผิวเผินมิใช่หรอกหรือ? แล้วมีประเด็นปัญหาใดซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความผิวเผินนี้? ใช่ความไม่รู้ประสาหรือไม่? พวกเขาไม่รู้ประสาอย่างที่สุด ทรรศนะที่พวกเขามีต่อผู้คนนั้นอ่อนต่อโลกอย่างที่สุด ไม่มีสิ่งใดแก้ไขได้ยากไปกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน ดังที่มีคำกล่าวว่า ‘เสือดาวเปลี่ยนแปลงลายของมันไม่ได้’ พวกผู้นำเทียมเท็จไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้เลย เมื่อมาถึงเรื่องของพวกหัวหน้างานในคริสตจักรประเภทที่ชอบทำให้สิ่งทั้งหลายยากลำบากสำหรับผู้คน ผู้ที่ทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก เหนี่ยวรั้งผู้คนอยู่เสมอ พวกผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ทำอะไรนอกจากพูดคุย เพียงคำพูดสองคำเกี่ยวกับการจัดการและการตัดแต่ง แล้วก็จบแค่นั้น พวกเขาไม่เปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนงานให้ผู้คนโดยเร็ว ในทำนองเดียวกัน หนทางของพวกผู้นำเทียมเท็จในการทำสิ่งทั้งหลายยังเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักรด้วยเช่นกัน และบ่อยครั้งที่กีดกันไม่ให้งานนี้คืบหน้าเป็นปกติ อย่างประสบความสำเร็จ อย่างมีประสิทธิผล และบ่อยครั้งที่เป็นเหตุให้เกิดความล่าช้า ความเสียหาย และการเสียเวลา อันเป็นเพราะการทำให้หยุดชะงักโดยคนชั่วร้าย เหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลสืบเนื่องอันส่งผลร้าย ซึ่งเกิดจากการที่พวกผู้นำเทียมเท็จไม่ใช้ผู้คนอย่างถูกต้องเหมาะสม เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่ได้จงใจทำชั่วเหมือนพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ได้จงใจสถาปนาดินแดนศักดินาของพวกเขาเองและทำสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการ แต่ภายในขอบเขตงานของพวกเขา พวกผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาสารพัน อันเกิดจากหัวหน้างานก่อขึ้นได้โดยเร็ว พวกเขาไม่สามารถหาคนมาแทนที่และมอบหมายงานใหม่ให้หัวหน้างานที่ต่ำกว่ามาตรฐานได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่องานของคริสตจักร และล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของพวกผู้นำเทียมเท็จ” (“การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ (3)” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) การอ่านบทตอนนี้รู้สึกเหมือน พระวจนะกำลังพิพากษาและเปิดโปงฉันเป็นการส่วนตัว ตอนที่ฉันได้รับรายงานเรื่องผู้นำและมัคนายกพวกนั้น ฉันมีท่าทีที่ ไม่จริงจังกับมันเลย ฉันไม่อยากไปตรวจสอบความจริง หรือจัดการมันในทันที ฉันคิดว่า ถึงพวกเขาจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ทำงานจริงได้ ฉันจึงช่วยพยุงพวกเขาได้ ฉันไม่ได้ติดตามความเป็นไป แล้วฉันก็มั่นใจในตัวเองมาก ตอนที่พี่น้องรายงาน ก็ไม่เปลี่ยนความคิด ฉันไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นพูด เอาแต่เชื่อในวิจารณญาณของตัวเอง ฉันถึงกับคิดว่า คนที่เขียนจดหมายทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป และไม่ยุติธรรม ฉันไม่เพียงไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และตาบอดเท่านั้น แต่ฉันไม่รู้ความและโอหัง เมื่อสองเดือนก่อนฉันสามัคคีธรรมกับพี่ซิน เรื่องที่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และเธอแสดงออกว่ากลับใจ ฉันรู้สึกเหมือนว่างานของฉันเสร็จสิ้นแล้ว ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว แต่อันที่จริง จากที่ทุกคนเล่ามา ฉันได้เห็นว่ามันไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย เธอแค่แสร้งทำเป็นร้องไห้เท่านั้น แต่ฉันกลับไม่มีปัญญาแยกแยะเลย ฉันอยากให้โอกาส คอยช่วยเหลือ และทำให้เธอเห็นว่ามีเมตตา และยังมีพี่หวัง เธอนั้นโอหัง และเป็นคนเจ้าอารมณ์ มาโดยตลอด แถมมีคนรายงานเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นการเผย ความเสื่อมทรามเพียงชั่วคราว และไม่ได้สนใจนัก บางครั้งฉันจะพูดกับเธอนิดหน่อย และรู้สึกเหมือนงานของฉันเสร็จแล้ว เหมือนเธอจะเปลี่ยนตัวเองหลังจากนั้น ฉันไม่มีปัญญาแยกแยะแก่นแท้ของเธอบนพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ หรือแสวงหาวิธีจัดการกับสิ่งนี้ตามหลักธรรม ฉันขาดความจริงและมองไม่ชัดเจน พระเจ้าทรงจัดเตรียม เพื่อว่ารายงานของพี่น้องชายหญิงจะให้ โอกาสฉันมีปัญญาแยกแยะ แต่ฉันก็เพิกเฉยทั้งหมดนั้น ไม่คำนึงถึงงานของพระเจ้า และไม่เชื่อใจคนอื่นๆ ฉันเชื่อแต่สิ่งที่ตาตัวเองเห็นอย่างหัวชนฝา เมื่อฉันไม่จัดการมันตามสมควร ผู้นำก็มาช่วยฉัน บอกฉันให้หาทางออกเรื่องนี้กับคนอื่นๆ เพื่อที่จะชดเชยให้กับสิ่งที่ฉันขาดไป แต่ฉันไม่ทำแบบนั้น เพราะกลัวว่าผลจะออกมาไม่ดี ฉันเห็นว่าฉันโอหังในระดับที่สังเกตได้จริงๆ ผู้นำและมัคนายกพวกนั้นทำหน้าที่ของตัวเองมาหลายปี แต่หลังจากถูกวิจารณ์และบ่มวินัยหลายครั้ง พวกเขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าพวกเขาคงจะไม่ยอมรับความจริง แล้วการสามัคคีธรรมและช่วยเหลือเพิ่มเติมจะมีประโยชน์อะไร? ฉันคิดอย่างไร้เดียงสาว่า การสามัคคีธรรมเพิ่มอีกนิดจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ชัดว่าในใจฉัน ฉันคิดว่าความช่วยเหลือของฉัน และสามัคคีธรรมที่ฉันแบ่งปันจะได้ผลกว่า พระวจนะของพระเจ้าเอง ได้ผลกว่าการพิพากษา และบ่มวินัยจากพระวจนะ ฉันช่างไร้เหตุผลและโอหัง อย่างเหลือเชื่อเลยค่ะ น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ พอถึงจุดนั้น ฉันรู้สึกเหมือน แม้ว่ารายงานนั้นจะเป็นเรื่องประเด็นปัญหาของคนอื่น มันก็กำลังเปิดโปงปัญหาของฉันด้วย ผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จอยู่ตรงหน้าฉัน แต่ฉันกลับไม่เห็น หรือจัดการกับสถานการณ์ นี่ทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องล่าช้าออกไป และหน่วงงานของพระนิเวศ ฉันเป็นเหมือนผู้นำเทียมเท็จที่ทำงานไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงซึ่งพระเจ้าทรงเปิดโปง ฉันเริ่มลดละ ท่าทางอวดดีหยิ่งยะโสของฉันทีละเล็กทีละน้อย

ก็ตาม การปฏิบัติงานของพวกเขา พวกเขาคือผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จซึ่งไม่ได้ทำงานจริง และถูกปลดออก ฉันจัดการกับรายงานนั้นเสร็จเรียบร้อย แต่ทว่าประสบการณ์นั้นได้ประทับฝังแน่นลงบนหัวใจของฉัน คิดถึงวิธีการที่ ผู้นำตำหนิฉัน ว่าฉันว่าคุ้มครองคนพวกนั้น ว่าฉันไม่ยอมเปิดโปงผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ ฉันรู้สึกแย่มาก ในแบบที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ฉันเกลียดตัวเองจริงๆ ฉันทำอะไรแบบนั้นลงไปได้ยังไง? ฉันมา อธิษฐานเฉพาะพระพักตร์และแสวงหาอีกครั้ง พูดว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์เสื่อมทราม ไม่อาจทำหน้าที่ตามที่พระองค์ประสงค์ได้ อดไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความหยุดชะงัก พระเจ้า ข้าพระองค์อยากทบทวนตัวเองอย่างลึกซึ้ง และใช้ความจริงแก้ปัญหาของตัวเอง เพื่อให้หลุดพ้นจากความเสื่อมทราม และทำหน้าที่ให้ดี ทรงให้ความรู้แจ้งด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันคิดย้อนไปถึงสิ่งที่คิดตอนได้รับจดหมายฉบับนั้น รวมถึงท่าทีและมุมมองที่ฉันมีต่อมัน ฉันจำได้ว่า ตอนนั้น ฉันสำคัญตัวผิด ทะนงตน และโอหังแค่ไหน ฉันทำการพิจารณาและตัดสินใจทั้งหมดราวกับว่าฉันมีตาทิพย์รู้เห็นทุกอย่าง โดยไม่ได้อธิษฐาน หรือแสวงหา ฉันไม่ลังเลหรือสงสัยในการจัดการของตัวเองเลย และไม่ได้ทำตามคำสั่งของผู้นำ ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองทำสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง พอตระหนักได้ ฉันก็รู้สึกเย็นเยือกไปทั้งตัว ฉันมั่นใจในตัวเองขั้นนั้นได้ยังไง? ทะนงตนขั้นนั้นได้ยังไง?

แล้วพระวจนะสองบทตอน ก็ผุดขึ้นมาในใจฉัน พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้วิธีปฏิบัติความจริงและเชื่อฟังพระเจ้า และก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเส้นทางที่เจ้าเดินเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง และอยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ผละจากเจ้าไป—ซึ่งในกรณีนี้ย่อมจะมีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ที่เจ้าจะทรยศพระเจ้า หากปราศจากความจริง ย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำสิ่งนั้นไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีอุปนิสัยที่โอหังและทะนงตน เช่นนั้นแล้วการถูกบอกให้ไม่ต่อต้านพระเจ้าก็คงไม่สร้างความแตกต่างอะไร เจ้าไม่อาจห้ามตัวเองได้มันอยู่เหนือการควบคุมของตัวเจ้า เจ้าคงจะไม่ทำสิ่งนั้นโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำสิ่งนั้นไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้าและเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง นำเสนอตัวเจ้าเองอยู่เนืองนิตย์ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าสบประมาทผู้อื่น สิ่งเหล่านั้นจะไม่ปล่อยให้หัวใจของเจ้ามีผู้ใดนอกจากตัวเจ้าเอง ความโอหังและความทะนงตนจะทำให้เจ้าคิดว่าตนเองเหนือกว่าทั้งผู้อื่นและพระเจ้า และในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหตุให้เจ้านั่งแทนที่พระเจ้าและเรียกร้องให้ผู้คนนบนอบเจ้า เทิดทูนความคิด แนวคิด และมโนคติอันหลงผิดของเจ้าว่าเป็นความจริง จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา!” (“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “แนวคิดมนุษย์ทั้งหลายมักจะดูดีและถูกต้องต่อผู้คน และแนวคิดเหล่านั้นดูเหมือนเป็นราวกับว่าจะไม่ล่วงละเมิดความจริงมากนัก ผู้คนรู้สึกว่าการทำสิ่งทั้งหลายในลักษณะเช่นนั้นจะเป็นการนำความจริงมาปฏิบัติ พวกเขารู้สึกว่าการทำสิ่งทั้งหลายด้วยหนทางนั้นจะเป็นการนบนอบต่อพระเจ้า โดยแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาพระเจ้าหรืออธิษฐานต่อพระเจ้าเกี่ยวกับการนี้อย่างแท้จริงเลย และพวกเขาก็ไม่ได้กำลังเพียรพยายามที่จะทำมันอย่างดี โดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาไม่ได้ครองสภาวะแท้จริงนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่มีความพึงปรารถนาเช่นนั้น นี่คือความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดที่ผู้คนทำในการปฏิบัติของพวกเขา เจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่เจ้าไม่เก็บรักษาพระเจ้าในหัวใจของเจ้า การนี้จะไม่เป็นบาปได้อย่างไร? เจ้าไม่ได้กำลังหลอกลวงตัวเองอยู่หรอกหรือ? ผลชนิดใดที่เจ้าสามารถเก็บเกี่ยวได้หากเจ้ายังเชื่อด้วยหนทางนั้นต่อไป? ยิ่งไปกว่านั้น จะสามารถสำแดงออกถึงนัยสำคัญของการเชื่อได้อย่างไร?” (“การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติความจริง” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันรู้บทตอนเหล่านี้ดีอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นมันสะเทือนอารมณ์ฉันเป็นพิเศษ ฉันเห็นความน่าเกลียดของตัวเองชัดมาก ผ่านการพิพากษาและการเปิดเผยของพระวจนะ พี่น้องรายงานเรื่องผู้นำและมัคนายก แต่ฉันแค่แสดงอาการดูหมิ่นดูแคลน ฉันรู้สึกเหมือนฉันรู้จักพวกเขา และความสามารถในงานของพวกเขา เหมือนคนอื่นๆ มีมุมมองที่คับแคบ แต่ว่าฉันมองเห็นภาพรวม การจัดการในแบบของฉัน จะดีต่องานที่สุด ผู้นำบอกฉันให้จัดการกับรายงานฉบับนั้นอย่างโปร่งใส แต่ฉันกลับคิดว่าการจัดการกับมันอย่างเปิดเผย จะทำให้คนอื่นๆ เกิดอคติกับพวกเขา และงานของคริสตจักรจะเสียหาย ฉันคิดว่าการสามัคคีธรรมและช่วยอยู่เบื้องหลังเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด ฉันเชื่อมั่นในตัวเอง ในทุกสิ่งที่ทำ ฉันแน่ใจว่าการทำในแบบของฉัน เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ได้อธิษฐานหรือแสวงหา น้ำพระทัยของพระเจ้าเลย ฉันดูไม่ออกด้วยซ้ำว่านี่คือสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อเตือนฉัน พระเจ้าทรงไม่มีที่ในหัวใจของฉันเลย ฉันคิดว่าฉันเข้าใจทุกอย่าง และครอบครองความจริง ราวกับความเห็นของฉันเป็นตัวแทนความเห็นของพระเจ้าเองได้ ฉันไม่ได้วางตัวเองในตำแหน่งของพระเจ้า เพิกเฉยพระองค์อย่างสิ้นเชิงเหรอ? ฉันเป็นผู้นำมาแค่ไม่กี่เดือน และไม่เข้าใจความจริงมากมาย นั่นเป็นรายงานฉบับแรกที่ฉันจัดการ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็มั่นใจในความคิดและมุมมองของตัวเองอย่างที่สุด ฉันละเลยหลักธรรมของคริสตจักรในการประเมินผู้นำเทียมเท็จ แค่ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาตามความรู้สึก ที่ฉันมีต่อภาพลักษณ์และงานเพียงผิวเผินของพวกเขา ฉันทำเหมือนจินตนาการของตัวเองเป็นความจริง หูหนวกตาบอดต่อพระวจนะ ฉันไม่มีพระเจ้าในหัวใจ มีแต่ความโอหังจนไร้เหตุผล ฉันคิดว่าตัวเองรู้จักคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี ในเมื่อฉันได้สามัคคีธรรมและช่วยเหลือ จนพวกเขาเข้าใจบ้างแล้ว จึงไม่ต้องโยกย้ายพวกเขา แต่ปัญหาต่างๆ ของพวกเขาได้ถูกชำแหละ ซึ่งพวกเขาเคยเห็นแล้ว ดังนั้นการเปิดโปงพวกเขาอีกครั้งแบบนั้น แปลว่าพวกเขายังไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง แปลว่าพวกเขาไม่ได้ยอมรับความจริงจริงๆ พระเจ้าทรงใช้ข้อเท็จจริงสู้กับจินตนาการของฉัน ฉันไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการรู้จักตัวเอง หรือการกลับใจและเปลี่ยนแปลง อย่างแท้จริงคืออะไร ฉันคิดว่าฉันเห็นสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง เห็นอย่างชัดเจน พอคิดถึงความโอหังของฉัน มันน่าคลื่นเหียน น่าละอาย พระเจ้าคือองค์พระผู้สร้าง คือศูนย์รวมของความจริง ทรงปกครองทุกสิ่ง เห็นจิตใจเรา แต่พระองค์ไม่ทรงโอหังสักนิด พระองค์ทรงถ่อมตนและดีงาม แต่ซาตานทำให้ฉันเสื่อมทรามจนไม่เหมือนมนุษย์ หรือมีเหตุผลใดๆ เห็นชัดว่าฉันไม่มีอะไรเลย แต่ฉันก็ยัง โอหังไม่สิ้นสุด ฉันกำลังทำตัวเหมือนตัวตลก ใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ในตอนนั้นเอง ที่ฉันรังเกียจและเหยียดหยามตัวเอง ด้วยความจริงใจ รู้สึกด้วย ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์แค่ไหน พระเจ้าทรงเห็นทุกความคิด และความประพฤติของฉันมานานแล้ว และใช้รายงานฉบับนั้นเพื่อเปิดเผยความโอหังของฉัน ให้เห็นว่าฉันมีข้อบกพร่อง ขาดหลักธรรม และทำงานไม่ได้ ฉันขอบคุณพระเจ้าจริงๆ สำหรับการพิพากษาและตีสอนที่ช่วยให้ฉันรู้จักตัวเอง หากไม่มีผู้นำมาวิจารณ์การกระทำของฉันโดยตรง ใครจะรู้ว่าฉันจะหลุดไปไกลแค่ไหน หรือจะทำผิดหลักธรรมและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักอีกมากแค่ไหน พระเจ้าทรงให้โอกาสฉันกลับใจและเปลี่ยนแปลง และนั่นคือพระคุณอันเจาะจงของพระองค์ ฉันตั้งปณิธานว่าจะเรียนรู้ที่จะละทิ้งและปฏิเสธตัวเองในหน้าที่ มาเฉพาะพระพักตร์มากขึ้น ในการแสวงหาและทำงานตามหลักธรรม

ฉันอ่าน พระวจนะบทตอนหนึ่ง ที่ช่วยให้ฉันเข้าใจผลสืบเนื่องของการจัดการจดหมายรายงานในลักษณะนั้น และเข้าใจหลักธรรมบางประการสำหรับจัดการปัญหาต่างๆ พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายถึงการชี้นำผู้คนในการเรียนรู้บทเรียนของพวกเขา ในการเรียนรู้จากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างแท้จริง การผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง และการมองสิ่งทั้งหลายและผู้คนในสิ่งที่พวกเขาเป็นจริงๆ อย่างแท้จริง ทันทีที่มีการพบขีดความสามารถของผู้นำหรือคนทำงานในตัวเจ้า ทันทีที่มีการพบขีดความสามารถหรือภาวะในตัวเจ้าซึ่งพระนิเวศของพระเจ้าใช้เลี้ยงดูผู้คน เมื่อนั้นเจ้าก็ควรเริ่มนำ ชี้นำเหล่าพี่น้องชายหญิงในการเรียนรู้วิธีที่จะบอกว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งสารพันในชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นเช่นไรกันแน่ เพื่อที่พวกเขาจะได้บรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับความจริง รู้วิธีตอบโต้ผู้คนต่างประเภทที่ก่อความไม่สงบให้แก่งานของคริสตจักรและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก รู้วิธีที่จะนำความจริงไปปฏิบัติและปฏิบัติตนต่อผู้คนหลากหลายชนิดด้วยหลักธรรม ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบของเจ้า…สิ่งที่สำคัญมากขึ้นไปอีกก็คือว่าในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าควรขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงมอบโอกาสเหมาะดังกล่าวแก่เจ้า ซึ่งทำให้เจ้าสามารถชี้นำเหล่าพี่น้องชายหญิงในการจัดการรับมือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเหล่านี้ร่วมกันได้ ในการเข้าใจว่าเมื่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พวกเขาควรระบุแยกแยะสิ่งเหล่านี้อย่างไร พวกเขาควรเรียนรู้บทเรียนใด พวกเขามีมโนคติอันหลงผิด การจินตนาการ และมุมมองที่ผิดอันใดต่อผู้คนต่างประเภทกันก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น และหลังจากผ่านประสบการณ์กับบางสิ่ง พวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนใด มโนคติอันหลงผิดและมุมมองที่ผิดอันใดได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง และสัมฤทธิ์ความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า มองเห็นว่ามีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริงและมองเห็นวิธีที่พระวจนะเหล่านี้ได้รับการทำให้ลุล่วง บทเรียนทั้งหลายที่พวกเขาเรียนรู้ควรเป็นการสามารถนำพระวจนะของพระเจ้าไปประยุกต์ใช้ได้ดีขึ้นในการประพฤติตนต่อผู้อื่นและมีใจเป็นธรรมมากขึ้นในทรรศนะที่พวกเขามีต่อผู้อื่น แทนที่จะพึ่งพารูปลักษณ์ภายนอกและการจินตนาการของพวกเขาเอง พวกเขาจะมีทรรศนะต่อผู้คนและสิ่งทั้งหลายโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะใช้พระวจนะของพระเจ้าประเมินวัดสภาวะความเป็นมนุษย์ของบุคคลและประเมินวัดว่าพวกเขาเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่ พวกเขาจะใช้พระวจนะของพระเจ้าเป็นมาตรฐานที่พวกเขาใช้ประเมินวัดทุกสิ่งทุกอย่าง แทนที่จะพึ่งพาสิ่งที่พวกเขาเห็น รู้สึก คิด หรือจินตนาการ มีเพียงเมื่อพวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนเหล่านี้แล้วเท่านั้น งานของผู้นำหรือคนทำงานจึงจะเป็นที่ตระหนักชัด และความรับผิดชอบนี้ได้ถูกทำให้ลุล่วง ทันทีที่เจ้าลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว เหล่าพี่น้องชายหญิงก็จะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์เหล่านี้ หากเจ้าได้ก้าวผ่านสิ่งต่างๆ มามาก แต่ไม่สามารถชี้นำเหล่าพี่น้องชายหญิงในการเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่แตกต่างกันนั้นจริงๆ แล้วเป็นเช่นไรกันแน่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมมืดบอด ด้านชา และไร้สำนึก เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าไม่เพียงแค่ต่อสู้ดิ้นรนในการจัดการกับสิ่งเหล่านี้และไร้ความสามารถที่จะทนรับงานนี้ได้เท่านั้น แต่เจ้ายังส่งผลต่อวิธีที่เหล่าพี่น้องชายหญิงผ่านประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน หากทั้งหมดที่เจ้าทำคือส่งผลต่อวิธีที่เหล่าพี่น้องชายหญิงผ่านประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว ปัญหานี้ก็ไม่ร้ายแรงเกินไป แต่หากเจ้าไม่จัดการรับมือปัญหานี้อย่างถูกต้องเหมาะสม หากเจ้าล้มเหลวในงานของเจ้าโดยไม่พูดสิ่งที่เจ้าควรพูด ไม่สามัคคีธรรมถึงความจริงซึ่งควรที่จะได้รับการสามัคคีธรรมสักคำ ไม่พูดอะไรเลยที่เป็นประโยชน์หรือให้ความเจริญใจแก่ผู้คน หากในยามที่ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เป็นอุปสรรคและทำให้เกิดการหยุดชะงักเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วผู้คนมากมายไม่เพียงไม่สามารถรับความเข้าใจจากพระเจ้า ไม่เพียงไร้ความสามารถที่จะตอบโต้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างแข็งขันและเรียนรู้บทเรียนจากสิ่งเหล่านี้ แต่กลับมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ระแวงพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและสงสัยในพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เช่นนั้นแล้ว ในการนี้เจ้าไม่ได้ล้มเหลวที่จะลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าในฐานะผู้นำหรือคนทำงานหรอกหรือ? เจ้าไม่ได้ดำเนินงานของคริสตจักรอย่างถูกต้องเหมาะสม เจ้าไม่ได้ทำพระบัญชาที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำจนเสร็จสมบูรณ์ เจ้าไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าไม่ได้นำทางเหล่าพี่น้องชายหญิงให้ห่างจากพลังอำนาจของซาตาน พวกเขายังคงใช้ชีวิตในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามท่ามกลางการทดลองของซาตาน เจ้าไม่ได้กำลังทำอันตรายผู้คนอยู่หรอกหรือ? เมื่อเจ้าถูกมอบหมายให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าต้องลุล่วงความรับผิดชอบที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าต้องนำทางเหล่าพี่น้องชายหญิงมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าโดยทำให้พวกเขาสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมไปด้วยพระวจนะของพระเจ้าและหลักธรรมเกี่ยวกับความจริง โดยที่ความไว้วางใจที่พวกเขามีให้พระเจ้าเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ หากเจ้ายังไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้—หากเมื่อเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับพวกเขา แล้วเหล่าพี่น้องชายหญิงระแวงพระเจ้ามากขึ้นไปอีกและถึงกับมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับพระเจ้าใหญ่หลวงยิ่งขึ้น และสัมพันธภาพของพวกเขากับพระเจ้าก็ตึงเครียดและขัดแย้งกันมากขึ้นไปอีก—เช่นนั้นแล้ว เจ้ามิได้เปิดทางสะดวกให้แก่ความชั่วแล้วหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การทำชั่วหรอกหรือ? เจ้าไม่ได้เพียงแค่ล้มเหลวที่จะช่วยให้เหล่าพี่น้องชายหญิงสัมฤทธิ์การเข้าสู่ในเชิงบวกและเรียนรู้บทเรียนเท่านั้น แต่ยังได้พาพวกเขาไกลออกไปจากพระเจ้า นี่เป็นปัญหาร้ายแรงหรือไม่? (เป็น)” (“การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ (20)” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะพุ่งตรงสู่หัวใจฉัน ราวกับพระองค์ทรงเปิดโปงและชำแหละฉันซึ่งๆ หน้า คนที่มืดบอด เฉยชา ไร้ความคิดความรู้สึก คือฉันเอง ผู้นำและมัคนายกต้องถูกกำกับดูแลโดยพี่น้องชายหญิง ดังนั้นพอมีใครรายงานพวกเขา ในฐานะผู้นำ ฉันควรแนะนำคนอื่นๆ ให้ร่วมกันแสวงหาการเรียนรู้บทเรียน และรู้วิธีปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีหลักธรรม แต่ว่าท่าทีของฉันต่อรายงานฉบับนั้นเป็นอย่างไรล่ะ? ดูถูก ตามมาด้วยความเฉยเมย ฉันไม่มีความตั้งใจจะแสวงหาความจริง คิดแต่เพียงว่าจะรับมือกับมันยังไง โดยไม่คิดว่าอะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า อะไรคือการทำหน้าที่จริงๆ คำว่า “เจ้าเป็นผู้นำ” “ความรับผิดชอบของเจ้า” “ทำร้ายผู้คน” และ “ส่งเสริมความชั่ว” เสียดแทงใจฉันจนถึงแก่นเลยค่ะ จนฉันต้องถามตัวเองว่า ฉันทำอะไร ในฐานะผู้นำบ้าง? ฉันไม่ได้ใช้รายงานฉบับนั้นเพื่อแสวงหาความจริงกับคนอื่นๆ แยกแยะออก ได้บทเรียน และฉันไม่อยากให้คนอื่นๆ รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกว่าพวกเขามีปัญหามากเกินไป ที่จะแสดงต่อหน้าทุกคน จะไม่มีใครฟังพวกเขาอีกเลย แล้วเราจะทำงานให้เสร็จยังไง? พอมองย้อนไป ฉันก็เห็นได้ว่ามุมมองของฉันไร้สาระจริงๆ ปัญหาอะไรของผู้นำที่ไม่สามารถถูกนำมาไว้ตรงหน้าทุกคน เพื่อเปิดอภิปรายได้? ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่ง หรือว่าพวกเขาถูกปลดออกไปแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะมีปัญหาอะไร เหมาะจะเป็นผู้นำหรือมัคนายกต่อหรือไม่ ล้วนเป็นไปตามหลักธรรมในพระนิเวศ ตราบใดที่เราสามัคคีธรรมเรื่องนี้ชัดเจน บรรดาพี่น้องชายหญิงจะได้ข้อสรุปไปเองตามธรรมชาติ ฉันจะปกป้องพวกเขาไปเพื่ออะไร? ฉันไม่ได้กำลังจงใจพยายามปกปิดปัญหาส่วนตัวของพวกเขา เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้เข้าหรอกเหรอ? ฉันกำลังประคบประหงม พวกผู้นำและมัคนายก การนำรายงานนั้นไปให้ทุกคนได้ร่วมเปิดอภิปราย จะเป็นการชดเชยส่วนที่ฉันขาดไป ฉันจะได้เรียนรู้ความจริงและปัญญาแยกแยะเพิ่ม และเข้าใจหลักธรรมสำหรับหน้าที่ ตอนแรกฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น และไม่เห็นด้วยที่จะทำ ฉันเองที่ไม่เข้าใจความประสงค์ของผู้นำ ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าการปฏิบัติแบบนั้นสำคัญยังไง มันสำคัญมาก เพื่อให้เราทุกคนได้เข้าใจความจริงและมีปัญญาแยกแยะ การได้ทบทวนตัวเอง ในฐานะผู้นำ ฉันไม่ติดตามงานของพวกผู้นำและมัคนายก หรือหาและจัดการ ปัญหาต่างๆ เวลาคนอื่นรายงานปัญหา ฉันดำเนินการตามมโนคติอันหลงผิด และความโอหัง เพิกเฉยต่อปัญหา ไม่เพียงไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง แต่ที่แท้ฉันคุ้มครองผู้นำและคนทำงานเทียมเท็จ พี่น้องชายหญิงรวบรวมความกล้าเพื่อปฏิบัติความจริงและเขียนรายงานนั้น แต่ฉันกลับแค่ระงับมันโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ พวกเขาเห็นว่ารายงานปัญหาของพวกผู้นำและมัคนายกไปไม่ถึงไหน พวกผู้นำและมัคนายกที่ก่อปัญหายังอยู่ในตำแหน่งและทำชั่วต่อไปได้ เช่นนั้นในอนาคต พวกเขาคงไม่กล้ารายงานปัญหาต่างๆ พวกเขาคงจะคิดแน่ว่า พวกเราที่ถูกเรียกว่าผู้นำก็เหมือนพวกข้าราชการ คอยระวังหลังให้กัน และคงคิดว่าความจริงไม่ได้มีอำนาจในพระนิเวศ ฉันระงับความชอบธรรม กันไม่ให้ผู้คนปฏิบัติความจริงและค้ำจุนงานของคริสตจักร ฉันไม่ได้กำลังนำคนอื่นให้เข้าสู่ความจริง ส่งเสริมให้ปฏิบัติความจริง หรือนำพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์ แต่ฉันยกเลิกความชอบธรรม บั่นทอนความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติความจริง ทำให้กลัวที่จะปฏิบัติความจริง หรือยืนขึ้นเพื่อเปิดโปงปัญหาของผู้นำ นี่ทำให้ผู้คนเข้าใจ พระเจ้าและพระนิเวศผิด ฉันไม่ได้นำผู้คนให้ไกลจากพระเจ้า ไปบนเส้นทางชั่วของการละทิ้งพระเจ้าเหรอ? ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกเหมือนฉันก่อกวนและสร้างความหายนะ ฉันโง่ขนาดนั้นได้ยังไง? นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จตัวจริงจะทำหรอกเหรอ? คิดย้อนไปถึงคำที่ผู้นำวิจารณ์ฉัน ในหัวใจของฉันรู้เลยว่า การถูกเรียกเป็นผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ เป็นการเปิดเผยธรรมชาติและแก่นแท้ของฉัน อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของฉัน ฉันโอหังและขาดหลักธรรมในหน้าที่ของตัวเอง ฉันคุ้มครองผู้นำเทียมเท็จ และคนทำงานเทียมเท็จ เหนี่ยวรั้งการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และทำร้ายงานของพระนิเวศ ถ้าผู้นำของฉันไม่ได้เปิดโปงฉันทันการ ฉันก็คงระงับรายงานของคนอื่นๆ ต่อไป คุ้มครองผู้นำและมัคนายกที่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง คิดย้อนไปถึงสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม การเปิดโปงฉันแบบนั้นเป็นการช่วยฉันให้รอด เพื่อชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลงความเสื่อมทรามในตัวฉัน ถ้าฉันไม่ได้ถูกจัดการแบบนั้น ฉันก็คงไม่เห็นว่าความโอหังของฉันร้ายแรงแค่ไหน ถ้าเราทำตามใจ ไม่แสวงหาหลักธรรมของความจริงในหน้าที่ หรือไม่เคารพนับถือพระเจ้า เราก็อาจจะสะดุดล้ม พอฉันเข้าใจเรื่องนั้น ฉันก็ขอบคุณจากใจสำหรับการพิพากษาและเปิดเผยของพระเจ้า แล้วฉันก็อธิษฐานเงียบๆ พร้อมจะกลับใจ ละทิ้งตัวเองเพื่อปฏิบัติความจริง และทำตามหลักธรรมในหน้าที่

ไม่นานหลังจากนั้น จู่ๆ พี่สาวคนหนึ่ง ก็แบ่งปันปัญหา ของพี่เซียวซึ่งเป็นผู้นำขึ้นมา เธอทำสิ่งต่างๆ โดยพลการ ไม่มีหลักธรรม พอฉันได้ฟังเรื่องพฤติกรรมนั้น ฉันคิดว่า ฉันเพิ่งเลื่อนขั้นเธอเป็นผู้นำซึ่งเธอเพิ่ง ปฏิบัติได้แค่สองเดือน และในตอนนั้น พี่น้องชายหญิงคนอื่นก็เคารพยกย่องเธอ พวกเขาพูดว่าเธอจริงจังในหน้าที่ และฉันรู้สึกเหมือน เธอทำหน้าที่ของเธอได้ดี และทำงานได้สัมพันธ์กับชีวิตจริง ประเด็นปัญหาของพี่เซียว เป็นเรื่องที่มีสาระสำคัญไหม? หรือเราต้อง อดทนและช่วยเหลือเธอมากกว่านี้? ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พี่เซียวจะถูกเปิดโปงว่าเป็นผู้นำเทียมเท็จเร็วขนาดนั้น จากนั้น ฉันอ่านพระวจนะบทตอนหนึ่ง พระเจ้าตรัสว่า “ในประสบการณ์ชีวิตของเจ้า ทุกเรื่องต้องได้รับการเจาะลึก ทุกเรื่องต้องได้รับการใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เพื่อที่เจ้าจะรู้วิธีรับมือกับเรื่องเหล่านั้นในหนทางหนึ่งซึ่งคล้อยตามไปกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ถึงตอนนั้น สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการเอาแต่ใจตัวเองของเจ้าย่อมสามารถถูกทอดทิ้งไปได้เลย เจ้าจะรู้วิธีที่จะทำสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องไปกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และแล้วก็จะไปลงมือทำสิ่งเหล่านั้น นั่นจะให้ความรู้สึกราวกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกำลังอยู่ในครรลองตามธรรมชาติของมัน และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดูง่ายดายเหลือเกิน นี่คือวิธีที่ผู้คนซึ่งมีความจริงนั้นทำสิ่งทั้งหลาย ถึงตอนนั้น เจ้าย่อมสามารถแสดงให้ผู้อื่นเห็นอย่างเป็นจริงว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพวกเขาจะเห็นว่าเจ้าได้ทำความประพฤติดีบางอย่างไปแล้วอย่างแน่นอน ว่าเจ้าทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรม และว่าเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง นี่คือใครบางคนที่เข้าใจความจริงและเป็นผู้ที่มีสภาพเสมือนมนุษย์อยู่บ้างจริงๆ แน่นอนว่าพระวจนะของพระเจ้าได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ในตัวผู้คนแล้ว” (“โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้นคนเราจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะนั้นชัดเจนเรื่องหลักธรรมเพื่อปฏิบัติ เราไม่ควรทำตามใจ แต่ควรแสวงหาความจริง มองดูสิ่งต่างๆ ตามพระวจนะ จัดการและแก้ปัญหาตามหลักธรรม นั่นคือการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันได้เห็นผลประเมินของพี่เซียว และหารือกับเธอเรื่องหน้าที่ของเธอเป็นครั้งคราว แต่เราติดต่อกันไม่บ่อยนัก และฉันก็ไม่ได้รู้จักเธอดี ในเมื่อมีคนรายงาน ฉันก็ควรเห็นเป็นเรื่องจริงจัง และเข้าใจให้ถ่องแท้ แยกแยะตามพระวจนะ และจัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม ฉันหลับหูหลับตาทำตามการตัดสินของตัวเองไม่ได้ ฉันขอให้พี่น้องชายหญิงส่วนหนึ่งซึ่งรู้จักพี่เซียวดีเขียนประเมินเธอ แล้วพอฉันเห็นคำอธิบายมากมายว่าพี่เซียวไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงยังไง ฉันก็ละอายใจอีกครั้ง เธอทำให้ฉันรู้สึกเสมอว่าเธอค่อนข้างเป็นการเป็นงาน แต่อันที่จริงแล้ว เธอคอยชี้นิ้วสั่งคนอื่นในหน้าที่ เธอไม่ได้ทำงานหรือแก้ปัญหาอย่างได้ผล และเธอจะรายงานความสำเร็จของเธอเท่านั้น ฉันนึกว่าเธอทำงานเชิงปฏิบัติได้ แต่ข้อเท็จจริงเปิดตาของฉันออกจริงๆ และฉันรู้สึกเหมือนถูกหลอกลวง ชั่วครู่นั้น ฉันได้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันเป็นยังไง ฉันไม่มีความเป็นจริงของความจริง หรือปัญญาแยกแยะ ก่อนที่ฉันจะรู้ตัว ความโอหังในตัวฉันก็หดเล็กลง ฉันนึกถึงพระวจนะที่ว่า “…ชี้นำเหล่าพี่น้องชายหญิงในการเรียนรู้วิธีที่จะบอกว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งสารพันในชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นเช่นไรกันแน่ เพื่อที่พวกเขาจะได้บรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับความจริง รู้วิธีตอบโต้ผู้คนต่างประเภทที่ก่อความไม่สงบให้แก่งานของคริสตจักรและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก รู้วิธีที่จะนำความจริงไปปฏิบัติและปฏิบัติตนต่อผู้คนหลากหลายชนิดด้วยหลักธรรม ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบของเจ้า” (“การระบุแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ (20)” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันนึกถึงผลลัพธ์ในทางบวกจากการนำสิ่งนั้นมาปฏิบัติเมื่อครั้งก่อน ฉันรู้ว่า เมื่อพี่น้องประสบปัญหา เราก็ควรแสวงหาความจริงร่วมกัน และเรียนรู้บทเรียนจริง ต่อมาฉันหารือเรื่องพี่เซียว ในการชุมนุมรวมทุกคริสตจักร และทุกคนต่างก็เห็นตรงกัน ตามพระวจนะแล้วพี่เซียว เป็นผู้นำเทียมเท็จซึ่งไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง พี่น้องชายหญิงบางคนเคยรู้สึกว่าเธอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่พวกเขาเรียนรู้ผ่านการสามัคคีธรรมถึงวิธีตัดสินว่าใครเหมาะจะเป็นผู้นำ พวกเขาเห็นว่าภาพภายนอกที่ดูยุ่งและกระตือรือร้นไม่ใช่มาตรฐานตัดสินผู้นำ แต่ดูที่พวกเขาทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และแก้ไขปัญหาจริงของคริสตจักรได้หรือไม่ เรายังคุยเรื่อง พฤติกรรมแท้จริงบางส่วนของเธออีกด้วย และใช้พระวจนะ สามัคคีธรรมอุปนิสัยและแก่นแท้ และทางที่เธอเดินควบคู่กันไป ขณะที่เกิดปัญญาแยกแยะ ทุกคนก็ถือเป็นคำเตือนได้ด้วย การทำแบบนั้น ทำให้ฉันสบายใจจริงๆ ค่ะ และทำให้ฉันเข้าใจ ลึกซึ้งขึ้น ว่าผู้นำควรทำงานแบบไหน เพื่อนำทางและช่วยเหลือพี่น้องชายหญิง ได้อย่างแท้จริง

พักหลัง พี่น้องชายหญิงได้รายงานฉันถึงปัญหาทุกรูปแบบของบรรดาผู้นำ บางคนในนั้น เป็นคนที่ฉันรู้จักดีระดับหนึ่ง แต่ฉันไม่กล้าพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าความเข้าใจของฉันเองเพื่อตัดสินพวกเขาโดยพลการ กระทำอย่างไร้ยางอายเหมือนเมื่อก่อน ทำในแบบของฉัน อย่างโอหังและรั้นหัวชนฝา ฉันมีท่าทีที่ดีขึ้นมาก ทำตัวอ่อนลง และฉันไม่ทำสบายๆ และมั่นใจในตัวเองมากนัก เมื่อเกิดปัญหา แต่มีความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และหารือกับคนอื่นๆ และลงมือทำอย่างตั้งใจ ตามพระวจนะและหลักธรรมทั้งหลาย หากไม่ถูกผู้นำจัดการ และไม่ถูกพระวจนะพิพากษา ฉันก็คงไม่ได้เห็นความโอหังของตัวเอง และคงไม่ปฏิเสธตัวเอง ฉันคงไม่ได้ตระหนัก ถึงความสำคัญ ของการแสวงหาความจริง และทำตามหลักธรรมในฐานะผู้นำ การถูกจัดการแบบนี้ ส่งผลดีต่อชีวิตของฉันอย่างใหญ่หลวงเลยค่ะ ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ทางแยก

โดย หวางซิน, เกาหลี ฉันเคยมีครอบครัวที่มีความสุข และสามีก็ดีกับฉันมากค่ะ เราเปิดร้านอาหารของครอบครัวที่ไปได้ดีทีเดียว...

มองทะลุความชั่วของศิษยาภิบาล

โดย เสี้ยว ฉือ, พม่า เดือนกันยา 2020 ผมได้พบพี่คนหนึ่งทางออนไลน์ เธอบอกผมว่าองค์พระเยซูเจ้าได้กลับมาเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์...

ติดต่อเราผ่าน Messenger