ผลที่ตามมาจากการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

โดย เสี่ยวหม้อ, สเปน

วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 ผู้นำคนหนึ่งบอกฉันว่า ฉันต้องดูแลคริสตจักรของผู้มาใหม่ในประเทศที่พูดภาษาสเปน ฉันค่อนข้างประหลาดใจ ฉันทำงานข่าวประเสริฐมาตลอด และไม่เคยรับผิดชอบคริสตจักรของผู้เชื่อใหม่เลย ฉันไม่มีประสบการณ์ในการให้น้ำผู้มาใหม่และพูดภาษาสเปนไม่เป็นด้วย ฉันมั่นใจว่าต้องเจอปัญหาและความลำบากหลายอย่างแน่ ฉันคงไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาพวกนั้นยังไง ผู้เชื่อใหม่ก็เหมือนกับทารกแรกเกิด ถ้าให้น้ำพวกเขาไม่ทันเวลา พวกเขาจะไม่เข้าใจความจริงและจะไม่หยั่งรากบนหนทางที่แท้จริง ถ้าพวกเขาละทิ้งความเชื่อ จะไม่เท่ากับว่าฉันทำชั่วหรอกหรือ? ฉันอาจถูกปลดหรือถูกกำจัดทิ้งก็ได้ คนก่อนที่เคยรับหน้าที่นั้นก็ถูกให้ออกเพราะทำผลงานได้ไม่ดี งานในคริสตจักรของผู้มาใหม่คือการเริ่มต้น หลายๆ อย่างอยู่ในระยะการสำรวจ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ แต่ฉันรู้ว่าฉันได้รับมอบหมายหน้าที่นั้นและไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ฉันก็ระงับความรู้สึกไม่ได้อยู่ดี งานข่าวประเสริฐที่ฉันทำอยู่ก่อน อะไรๆ ก็กำลังไปได้ดี ฉันทำให้ผู้คนเปลี่ยนความเชื่อได้มากมายทุกเดือน แต่งานคริสตจักรสำหรับผู้มาใหม่คงเป็นงานยาก ถ้าทำได้ไม่ดีฉันอาจถูกกำจัดทิ้ง ฉันมีความกังวลใจมากมายและไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำงานได้ดี ฉันหวนนึกถึงตอนที่ฉันแบ่งปันข่าวประเสริฐ ฉันได้เห็นว่าคริสตจักรของผู้มาใหม่นั้นมีปัญหามากมาย แถมบางปัญหาฉันก็ไม่รู้วิธีแก้ไขด้วย ฉันรู้สึกอับจนหนทางและรู้สึกว่าหน้าที่นั้นมันยากเกินไป ถ้าฉันไม่แก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยเร็ว มันอาจกระทบกับงานของคริสตจักรได้ ฉันไม่รู้จะทำยังไง เลยอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และนบนอบ

วันต่อมา พี่ชายคนหนึ่งมาเล่าปัญหาบางอย่างในคริสตจักรเหล่านั้นให้ฉันฟัง เขาบอกว่า “ยิ่งผู้คนยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายมากขึ้น พอต้องเกิดการแยกคริสตจักร ผู้นำคริสตจักรบางคนก็ขาดความรับผิดชอบและทอดทิ้งสมาชิก พวกเขาไม่ได้ชุมนุมกลุ่ม และอ่านพระวจนะไม่ได้ ดูข้อความจากผู้มาใหม่บางคนสิ” เมื่อฉันเปิดข้อความที่เขาส่งให้ ก็เห็นคนหนึ่งบอกว่า “พี่ชาย คุณมาจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หรือเปล่า? ฉันไม่ได้อยู่ในกลุ่มชุมนุมของคริสตจักร ฉันอยากสามัคคีธรรมตามพระวจนะออนไลน์ พอจะช่วยฉันได้ไหม? ผมเศร้าที่ตอนนี้ผมกินและดื่มพระวจนะไม่ได้” ผู้มาใหม่อีกคนก็พูดว่า “พี่ชาย ฉันกินและดื่มพระวจนะไม่ได้ ฉันอยู่นอกพระนิเวศและไม่มีความสุขเลยจริงๆ ช่วยหาการชุมนุมให้ฉันหน่อยได้ไหม?” บางคนก็เฝ้ารอการชุมนุมอย่างใจจดใจจ่อทุกวัน แต่ผู้นำก็ไม่จัดให้พวกเขา พี่ชายคนนี้โมโหและพูดว่า “ผมไม่รู้ว่าคุณให้น้ำพวกเขายังไง ไม่ว่าคุณจะยุ่งหรือทำงานหนักแค่ไหน แต่คุณไม่รู้สึกแย่บ้างหรือเวลาเห็นผู้คนที่ยอมรับข่าวประเสริฐเหล่านี้ ไม่สามารถเข้าชุมนุมหรืออ่านพระวจนะได้? ถ้าเราดูแลพวกเขาสักหน่อย พวกเขาก็คงไม่ถูกทอดทิ้งไว้นอกพระนิเวศ” การได้ฟังสิ่งนี้จากพี่เขาและเห็นข้อความเหล่านั้น ทำให้ฉันรู้สึกแย่จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะเรามองข้าม เหล่าผู้เชื่อใหม่จึงถูกทอดทิ้งไว้นอกพระนิเวศ พวกเขาไม่อาจใช้ชีวิตคริสตจักรหรืออ่านพระวจนะได้และใช้ชีวิตอย่างเป็นทุกข์ แต่สำหรับฉัน ฉันเห็นปัญหาทุกอย่างในคริสตจักร แต่ไม่รับผิดชอบ ฉันไม่อยากเอาชีวิตพวกเขามาเป็นภาระ ฉันไม่ได้คิดหาทางคลี่คลายปัญหาชีวิตคริสตจักรของพวกเขาโดยเร็ว ฉันแค่อยากจะหนีเอาตัวรอด ฉันมันช่างเห็นแก่ตัว! ฉันคิดถึงพระวจนะที่ว่า “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ? จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่?…เจ้าสามารถยอมให้เจตนาของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม? เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่? เจ้าเป็นใครคนหนึ่งที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราหรือไม่? จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย” (“บทที่ 13” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) รู้สึกเหมือนทุกถ้อยคำจากพระวจนะจะเล็งตรงมาที่ฉัน ฉันหดหู่และรู้สึกผิดอย่างมาก พระนิเวศมอบหมายให้ฉันดูแลงานของคริสตจักรผู้มาใหม่ ต้องการให้ฉันคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพี่น้องชายหญิงเพื่อให้น้ำพวกเขา พวกเขาจะได้เข้าชุมนุม อ่านพระวจนะและหยั่งรากบนหนทางที่แท้จริง คริสตจักรของผู้มาใหม่ถูกก่อตั้งขึ้นในบางประเทศ และยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องให้ความสนใจอย่างเร่งด่วน แต่ฉันกลับไม่คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ตั้งแต่ยอมรับการมอบหมายหน้าที่นั้น ฉันก็เอาแต่คิดถึงอนาคตตัวเอง กลัวจะถูกเปิดโปงและไร้จุดจบหากทำงานได้ไม่ดี ฉันไม่ยอมรับภาระหรือมีสำนึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง ฉันช่างน่ารังเกียจและไร้ความเป็นมนุษย์สิ้นดี! เบื้องหลังข้อความของผู้มาใหม่ที่พี่ชายคนนั้นส่งต่อให้ฉันดู คือน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งมาปลุกใจที่ด้านชาของฉันเพื่อให้ฉันเห็นความรับผิดชอบที่ได้รับมา และแบกรับภาระหน้าที่ของตัวเองได้อย่างแท้จริง ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า ไม่อยากคิดถึงอนาคตของตัวเองอีกแล้ว แต่จะพึ่งพิงพระองค์ น้อมรับงานที่ได้รับมอบหมาย ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง แสวงหาความจริงร่วมกับคนอื่นๆ และแก้ไขปัญหาของคริสตจักรโดยเร็วที่สุด

จากนั้นฉันได้จัดเตรียมคนเพื่อไปช่วยเตรียมการ สำหรับผู้มาใหม่ที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ฉันยังพยายามทำความเข้าใจจริงๆ เกี่ยวกับงานทั้งหมดของคริสตจักรด้วย คริสตจักรของผู้มาใหม่จำนวนมาก หัวหน้างานบางคนก็ยังใหม่กับงานและไม่รู้ว่าต้องทำยังไง บางคนก็แค่ทำไปส่งๆ ไม่ได้ดูแลปัญหาของผู้เชื่อใหม่ได้รวดเร็วพอ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ก็ถูกปลด โดยเฉพาะเมื่อผู้มาใหม่บางคนหยุดเข้าร่วมการชุมนุมเพราะนักบวชทำให้หลงผิด และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นปัญหาเหล่านี้ฉันก็อดกังวลไม่ได้ ถ้าฉันเข้ามาดูแลสักระยะ แต่อะไรๆ ในงานของเราไม่ดีขึ้น ฉันก็ต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และฉันจะถูกเปิดโปงเมื่อถึงเวลานั้นอย่างแน่นอน ฉันยิ่งรู้สึกหดหู่มากขึ้น ฉันดูเหมือนวิ่งวุ่นไปมาอยู่ตลอดยุ่งอยู่ตลอด แต่ในใจกลับรู้สึกกดดันมาก พอถึงสิ้นเดือน ฉันเห็นจำนวนผู้เชื่อใหม่ที่ไม่เข้าร่วมการชุมนุมเพิ่มสูงขึ้น ฉันรู้สึกเป็นอัมพาตไปเลย ฉันคิดว่า ฉันแทบไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเลย ดังนั้นถ้าฉันรีบลาออกฉันก็คงทำชั่วน้อยลง ถ้าฉันขืนทำต่อไปและปัญหาของผู้เชื่อใหม่ไม่ได้รับการแก้ไข และพวกเขาไปจากคริสตจักร เท่ากับฉันได้ทำความชั่วอันใหญ่หลวง แล้วฉันก็อาจถูกปลด บั้นปลายและจุดจบก็อาจพังทลายด้วยซ้ำ ความคิดที่จะยอมละทิ้งของฉันยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายฉันก็ตัดสินใจทำมันจริงๆ เมื่อคิดแบบนั้น ฉันก็ลุกขึ้นยืนและจู่ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวอย่างมาก เหมือนทุกอย่างหมุนและฉันแทบหมดสติ ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนเลย และสงสัยว่าเป็นเพราะความเครียดหรือเปล่า ฉันบอกพี่สาวคนหนึ่งไปและเธอก็สามัคคีธรรมกับฉัน ว่าน้ำพระทัยคือสิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันและเป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ หลังได้ยินแบบนั้น ฉันก็สงบใจลง แสวงหาและทบทวน อธิษฐานต่อพระเจ้า ขอความรู้แจ้งเพื่อให้เข้าใจความเสื่อมทรามของตัวเอง

ฉันอ่านพระวจนะบทตอนหนึ่งค่ะ บทตอนที่สองหน้า 672 “การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การฝึกอธิษฐาน การยอมรับภาระจากพระเจ้า และการยอมรับภารกิจที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ—ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้มีเส้นทางเบื้องหน้าเจ้า ยิ่งภาระที่พระเจ้าวางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำหนักหนาขึ้นเท่าใด พระองค์ก็จะยิ่งทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น บางคนไม่เต็มใจร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระเจ้า แม้กระทั่งเมื่อพวกเขาได้รับการทรงเรียก เหล่านี้เป็นผู้คนที่เกียจคร้าน ปรารถนาเพียงได้เริงร่าในสิ่งชูใจเท่านั้น ยิ่งขอให้เจ้ารับใช้ด้วยการประสานงานกับผู้อื่นมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งได้รับประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น เจ้าจะได้รับโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเพราะเจ้ามีภาระและประสบการณ์มากขึ้น ดังนั้นหากเจ้าสามารถรับใช้พระเจ้าได้ด้วยความจริงใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า กลุ่มคนเช่นนี้นี่เองที่กำลังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในปัจจุบัน ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สัมผัสเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งอุทิศเวลาให้แก่การตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้ามากขึ้น ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้ามากขึ้น และได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์มากขึ้นเท่านั้น—จนกระทั่งในที่สุดเจ้าจะกลายเป็นบุคคลผู้ที่พระเจ้าทรงใช้งาน ในปัจจุบันมีบางคนที่ไม่แบกภาระให้คริสตจักร ผู้คนเหล่านี้ย่อหย่อนและเหลวไหล และสนใจแต่เนื้อหนังของพวกเขาเองเท่านั้น คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และพวกเขายังตาบอดอีกด้วย หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าย่อมจะไม่แบกภาระอันใด ยิ่งเจ้าตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด ภาระที่พระเจ้าจะวางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เห็นแก่ตัวย่อมไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์กับสิ่งต่างๆ ดังกล่าว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมลำบากและผลก็คือ พวกเขาจะพลาดโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า พวกเขามิได้กำลังทำร้ายตัวเองอยู่หรอกหรือ? หากเจ้าเป็นใครบางคนที่ตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะพัฒนาภาระอันแท้จริงให้เกิดขึ้นแก่คริสตจักร อันที่จริง แทนที่จะเรียกการนี้ว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อคริสตจักร คงจะดีกว่าหากจะเรียกว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อชีวิตของเจ้าเอง เพราะจุดประสงค์ของภาระที่เจ้าพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่คริสตจักรนี้ คือการให้เจ้าใช้ประสบการณ์ดังกล่าวมารับการทำให้มีความเพียบพร้อมจากพระเจ้า ดังนั้นใครก็ตามที่แบกภาระยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อคริสตจักร ใครก็ตามที่แบกภาระเพื่อการเข้าสู่ชีวิต—พวกเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจนแล้วหรือยัง? หากคริสตจักรที่เจ้าอยู่ด้วยกระจัดกระจายเหมือนเม็ดทราย แต่เจ้ากลับไม่เป็นห่วงหรือวิตกกังวล และเจ้าถึงกับทำเป็นไม่เห็นเมื่อพี่น้องชายหญิงของเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้กำลังแบกภาระใดๆ อยู่ ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่คนประเภทที่พระเจ้าทรงปีติยินดีด้วย คนประเภทที่ยังความปีติยินดีให้แก่พระเจ้าย่อมหิวกระหายความชอบธรรมและตระหนักรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เจ้าควรกลายเป็นผู้ตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้าตรงนี้และในตอนนี้ เจ้าไม่ควรรอให้พระเจ้าเผยให้มนุษยชาติทั้งปวงเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วค่อยมาตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้ามากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่สายเกินไปหรอกหรือ? บัดนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า หากเจ้าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เจ้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับที่โมเสสไม่สามารถเข้าสู่ดินแดนคานาอันอันดีงามได้ และเสียใจไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา ตายไปด้วยความสำนึกเสียใจ ทันทีที่พระเจ้าได้เผยให้ปวงประชาเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์แล้ว เจ้าก็จะเต็มไปด้วยความเสียใจ ต่อให้พระเจ้ามิได้ทรงตีสอนเจ้า เจ้าก็จะตีสอนตัวเจ้าเองเพราะความสำนึกเสียใจของเจ้าเอง” (“จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะบทตอนนี้ ฉันได้เห็นว่าการมีภาระสำหรับพระบัญชานั้นเกี่ยวข้องกับว่าใครจะเป็นคนที่มีความเพียบพร้อมหรือไม่ ยิ่งใครมีภาระมาก ก็ยิ่งตระหนักถึงพระภาระมาก และยิ่งได้รับพระพรจากพระเจ้ามากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น พวกที่ขาดความรับผิดชอบต่องานคริสตจักรและหน้าที่ของตน ผู้ที่เอาแต่ปกป้องตัวเองโดยไม่ค้ำจุนผลประโยชน์ของคริสตจักร ล้วนเป็นคนเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ ที่พระเจ้าไม่สามารถทำให้เพียบพร้อมได้ ฉันได้ทบทวนว่าตัวเองเห็นแก่ตัวแค่ไหน ไม่เต็มใจจะรับภาระจริงหรือคำนึงถึงน้ำพระทัย เอาแต่คิดถึงอนาคตตัวเองเท่านั้น เมื่อผู้มาใหม่ไม่ร่วมชุมนุมเป็นประจำมากขึ้น ฉันก็ไม่แสวงหาวิธีแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อให้การสนับสนุนพวกเขา แต่ฉันกังวลกับการถูกเปิดโปงและถูกกำจัดทิ้งถ้าอยู่ทำหน้าที่ สิ่งที่ฉันทนแบกรับไม่ไหวคือความรับผิดชอบต่อจิตวิญญาณเหล่านั้น เพื่อที่จะปกป้องตัวเอง ฉันจึงอยากลาออกจากหน้าที่นั้น ฉันไม่ได้อุทิศตัวให้แก่พระเจ้าเลย ฉันคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนในหน้าที่ เมื่อฉันไม่ได้รับประโยชน์ แถมยังต้องทนทุกข์และรับผิดชอบ ฉันก็อยากจะหนี เพื่อหาทางเอาตัวรอด ฉันมีความสุขอย่างที่สุดในการทำงานยามที่สิ่งต่างๆ ราบรื่นดี แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น และเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตตัวเอง ฉันก็อยากจะยอมแพ้ ฉันไม่มีความจริงใจต่อพระเจ้า และไม่ได้มีหัวใจที่ซื่อสัตย์จริงๆ ฉันมีเล่ห์เหลี่ยม แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นคนชั่วช้า ที่ใครพึ่งพาไม่ได้ พระเจ้าจะไม่ทำให้คนเห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์แบบฉันเพียบพร้อม ยิ่งฉันคิดเท่าไร ฉันก็ยิ่งเกลียดตัวเองที่ขาดมโนธรรม ฉันไม่ควรค่าจะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ ฉันรู้สึกผิดและเสียใจอย่างมาก

ทำไมเรามักจะคำนึงถึงผลประโยชน์และอนาคตในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ ทำไมเราถึงได้เห็นแก่ตัวนัก? ฉันเองก็สงสัยเรื่องนั้นเหมือนกันค่ะ เมื่อฉันอ่านพระวจนะที่ชำแหละพวกศัตรูของพระคริสต์ในการเฝ้าเดี่ยวของฉัน ฉันก็เห็นเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ บุคคลควรยอมรับและนบนอบต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในหน้าที่ของตน แต่พวกเขาควรทบทวนตัวเอง ระลึกถึงแก่นแท้ของปัญหา และระลึกถึงข้อบกพร่องของตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ดีมากและไม่มีอุปสรรคขวางกั้นที่ไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เรื่องนี้เรียบง่ายมากและไม่ว่าใครก็สามารถใช้เวลาคิดทบทวนได้อย่างชัดเจน เมื่อบางสิ่งเช่นนี้เกิดขึ้นกับบุคคลปกติ เมื่อนั้นอย่างน้อยที่สุดพวกเขาจะเรียนรู้บางสิ่ง โดยมีความเข้าใจตัวเองและมีการประเมินตัวเองที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น แต่นี่ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์—พวกเขาแตกต่างไปจากผู้คนปกติธรรมดาไม่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ความแตกต่างนี้อยู่ตรงไหน? พวกเขาไม่นบนอบ พวกเขาไม่ให้ความร่วมมืออย่างเป็นเชิงรุกและอย่างเต็มใจ นับประสาอะไรที่จะยอมรับสิ่งนั้นอย่างจริงแท้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับรู้สึกถึงความคลื่นไส้ขยะแขยงต่อสิ่งนั้น และพวกเขาต้านทานสิ่งนั้น วิเคราะห์สิ่งนั้น ใคร่ครวญสิ่งนั้น และบีบเค้นสมองของพวกเขาด้วยการคาดเดาว่า ‘ทำไมฉันจึงถูกย้ายไปทำงานที่อื่น? ทำไมฉันจึงไม่สามารถทำหน้าที่ปัจจุบันของฉันต่อไปได้? ฉันไม่เหมาะสมจริงๆ หรือ? พวกเขาจะปลดฉัน หรือกำจัดฉันทิ้งหรือไม่?’ พวกเขาคอยคิดเรื่องสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขาอย่างรอบคอบ โดยวิเคราะห์สิ่งนั้นและตรึกตรองสิ่งนั้นอย่างไม่รู้จบ…ช่างเป็นเรื่องที่เรียบง่าย—กระนั้นศัตรูของพระคริสต์ก็ยังทำเรื่องเช่นนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ และครุ่นคิดเรื่องดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งพวกเขานอนไม่หลับ เหตุใดนี่จึงเป็นวิธีคิดของพวกเขา? เหตุใดพวกเขาจึงคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียบง่ายในหนทางที่ซับซ้อนยิ่งนัก? มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การจัดการเตรียมการใดก็ตามที่ทำขึ้นโดยพระนิเวศของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา พวกเขาจะผูกเงื่อนอย่างแน่นหนาเพื่อเชื่อมโยงสิ่งนั้นเข้ากับความหวังที่จะได้รับพระพรและบั้นปลายในภายภาคหน้าของพวกเขา นี่คือสาเหตุที่พวกเขาคิดว่า ‘ฉันจำเป็นต้องระมัดระวัง การก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวจะนำไปสู่ทุกๆ ก้าวที่ผิดพลาดไปหมด และฉันก็บอกลาความปรารถนาของฉันที่จะได้รับพระพรได้เลย—และนั่นจะเป็นจุดจบของฉัน ฉันไม่อาจประมาทได้! พระนิเวศของพระเจ้า บรรดาพี่น้องชายหญิง ผู้นำระดับบน แม้กระทั่งพระเจ้า—พวกเขาล้วนไม่น่าเชื่อถือ ฉันไม่ไว้วางใจพวกเขาเลยสักคน บุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุดและไว้วางใจได้ที่สุดคือตนเอง หากเธอไม่วางแผนให้ตัวเธอเอง ใครอื่นอีกหรือที่จะดูแลเอาใจใส่เธอ? ใครอื่นอีกหรือที่จะคำนึงถึงความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเธอ และคำนึงถึงว่าเธอจะได้รับพระพรหรือไม่? ดังนั้นฉันจำเป็นต้องทำการตระเตรียมอย่างพิถีพิถันและทำงานหนักอย่างที่สุดเพื่อวางแผนให้ตัวฉันเอง ฉันไม่อาจสะเพร่าแม้แต่น้อย—มิฉะนั้นผู้คนจะหลอกลวงฉันและฉวยโอกาสกับฉันได้โดยง่าย’ ศัตรูของพระคริสต์มองการได้รับพระพรว่ายิ่งใหญ่กว่าฟ้าสวรรค์เองเสียอีก ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต สำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหรือความรอดส่วนบุคคล และสำคัญกว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน พวกเขาคิดว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน การทำหน้าที่ของตนได้ดี และการได้รับการช่วยให้รอดล้วนแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ในขณะที่การได้รับพระพรเป็นสิ่งเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาที่ไม่อาจลืมได้เป็นอันขาด และดังนั้น ในสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญ ไม่สำคัญว่าจะยิ่งใหญ่หรือเล็กเพียงใด พวกเขาย่อมสุขุมและใส่ใจอย่างไม่น่าเชื่อ และพวกเขาก็เหลือทางออกไว้ให้ตัวเองเสมอ” (“พวกเขาต้องการล่าถอยเมื่อไม่มีตำแหน่งและไม่มีความหวังที่จะได้รับพระพร” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) พอมาคิดดูแล้ว ฉันก็เห็นว่าการปกป้องตัวเองจากหน้าที่และคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน คือการแสดงอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเปิดเผย เป็นการเห็นแก่ตัว คิดแต่เรื่องพระพรและผลประโยชน์ส่วนตัว แรงจูงใจในการมีความเชื่อคือเพื่อให้ได้รับพระพรจากพระเจ้า ทุกครั้งที่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะคิดถึงจุดจบบั้นปลายของตัวเองก่อน ให้คุณค่าพระพรเท่าชีวิต เพื่อเป็นการป้องกันตัวจากพระเจ้า ฉันพิจารณาทุกแง่มุม หาทางหนีทีไล่ กลัวจะถูกเปิดโปงและถูกกำจัดทิ้งถ้าไม่ระวัง ฉันไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่เข้ามาดูแลคริสตจักรของผู้มาใหม่ เวลาฉันเห็นความลำบากหลายๆ อย่าง ฉันก็อยากกลับไปทำงานข่าวประเสริฐ ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่นั้นได้ดี ฉันประสบผลสำเร็จในหลายๆ สิ่ง ฉันจึงได้รับพระสัญญาของพระเจ้าและมีบั้นปลายที่งดงาม พอเห็นปัญหาเหล่านั้นในคริสตจักรของผู้เชื่อใหม่ ฉันก็กลัวว่าผู้คนจะถอนตัวออกไป หากการให้น้ำไม่เป็นไปด้วยดี ซึ่งฉันจะต้องรับผิดชอบและถูกกำจัดทิ้ง ฉันรู้สึกว่าสถานะและอนาคตของตัวเองจะได้รับผลกระทบและจะไม่ได้รับพระพร ฉันจึงอยากถอยหนีและไม่อยากทำหน้าที่นั้นเลย ฉันทำหน้าที่เพียงเพื่อได้รับพระพร พยายามต่อรองกับพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อนบนอบพระเจ้าและทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันคิดถึงเปาโลที่ไปทั่วทุกที่ในยุโรปเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ทนทุกข์มากมายและก่อตั้งคริสตจักรจำนวนมาก แต่งานหนักทั้งหมดนั้นก็เพียงเพื่อได้รับพระพร เขาอยากใช้ผลงานของเขาเป็นเครื่องต่อรองกับพระเจ้า เพราะแบบนั้นเขาจึงพูดว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) ฉันทำตัวเหมือนเปาโล ไม่มีความจริงใจในหน้าที่ของตน ฉันต้องการค่าตอบแทนและพระพรจากพระเจ้าต่อความพยายามแบบขอไปที ใช้ชีวิตอยู่ด้วยพิษแห่ง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” นั่นไม่ใช่การทำหน้าที่ ฉันเป็นแค่คนฉวยโอกาส ผู้ไม่เชื่อที่หาหนทางไปสู่พระนิเวศ ฉันเป็นคนชั้นต่ำจริงๆ มีปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากมายที่ต้องแก้ไขในคริสตจักร และฉันไม่ได้สนใจกับปัญหาเหล่านั้น ฉันคิดถึงแต่จุดจบและบั้นปลายตัวเอง ไม่ว่าจะได้รับพระพรหรือไม่ ฉันแทบจะไร้ความเป็นมนุษย์ พอเห็นอย่างนี้แล้วฉันก็รู้สึกผิดมาก จึงอธิษฐาน ฉันไม่อยากคำนึงถึงจุดจบของตัวเองอีกแล้ว แต่อยากปักใจและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี

ต่อมาฉันได้อ่านพระวจนะอีกบทตอนที่ให้ความรู้แจ้งจริงๆ บทตอนที่สองในหน้า 1167 “อันที่จริง ผลการปฏิบัติงานของมนุษย์เป็นความสำเร็จลุล่วงทั้งหมดที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ กล่าวคือ ทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์ เป็นเวลานี้เองที่หน้าที่ของเขาได้กระทำให้ลุล่วงแล้ว ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการแห่งการก้าวผ่านการพิพากษาของเขาข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์ พวกที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขลาดที่สุดของคนทั้งหมด หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับเล่นไปเรื่อยเปื่อยและเสแสร้งแสดงท่าทาง พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น ‘คนที่มีคุณภาพปานกลาง’ พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์ ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร? พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ?…ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือถูกสาปแช่งหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วง มันเป็นวิชาชีพที่สวรรค์ส่งมาของเขา และไม่ควรขึ้นอยู่กับการตอบแทน สภาพเงื่อนไขต่างๆ หรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา การได้รับพรคือเมื่อใครบางคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้ชื่นชมกับพรของพระเจ้าหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การถูกสาปแช่งคือเมื่ออุปนิสัยของใครบางคนไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาแล้ว คือตอนที่พวกเขาไม่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแต่ถูกลงโทษ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือถูกสาปแช่งก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่เป็นสิ่งที่น้อยที่สุดที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำ เจ้าไม่ควรทำหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และเจ้าไม่ควรปฏิเสธที่จะกระทำเพราะกลัวถูกสาปแช่ง เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น” (“ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สิ่งนี้ช่วยให้ฉันได้เข้าใจว่า หน้าที่ไม่เกี่ยวอะไรกับการได้รับพระพรหรือถูกสาปแช่ง ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มันคือภาระพันผูกที่จะทำหน้าที่ โดยไม่นำไปเชื่อมโยงกับพระพร ไม่ว่าในการทำหน้าที่จะมีความลำบากใดๆ ฉันก็ควรทุ่มเททั้งใจและรับผิดชอบในหน้าที่นั้น ต่อให้ฉันจะถูกย้ายหรือถูกปลดเพราะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉันก็ยังได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง ฉันไม่ควรยอมแพ้เพียงเพราะกลัวที่จะถูกเปิดโปงและถูกกำจัดทิ้ง พระนิเวศมีหลักธรรมสำหรับการปลดและการกำจัดผู้คนทิ้ง เวลาผู้คนถูกขับออกจากพระนิเวศ มันไม่ใช่เพราะหน้าที่ที่พวกเขาทำ หรือเพราะพวกเขาทำผิดพลาดในหน้าที่ของตน ไม่เคยมีกรณีเช่นนั้นเลย มันเป็นเพราะพวกเขาไม่ไล่ตามความจริง ไม่อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และพวกเขาไม่ยอมที่จะกลับใจอยู่เสมอ พี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามความจริง จะยังคงได้รับโอกาสแม้หลังจากการฝ่าฝืน ด้วยการช่วยเหลือและการจัดการ ถ้าใครเรียนรู้ตัวเอง กลับใจและเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็อยู่ในพระนิเวศได้ ฉันยังได้เรียนรู้อีกว่าเมื่อพระเจ้าพิจารณาว่าใครทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่พวกเขาสละตัวเองมากเท่าไรหรือประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แต่อยู่ที่พวกเขามุ่งแสวงหาความจริงและปฏิบัติตามหลักธรรมหรือไม่ อยู่ที่ว่าพวกเขาทุ่มทั้งใจและทุกความพยายามให้กับมันไหม และไม่ว่าใครจะพบเจอปัญหามากมายแค่ไหน ตราบที่พวกเขาคำนึงถึงน้ำพระทัยและไล่ตามความจริง พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้ง แล้วทุกอย่างก็จะแก้ไขได้ ถ้ามีใครไม่ไล่ตามความจริง คิดแค่ว่าตัวเองจะได้หรือเสียผลประโยชน์ ทำหน้าที่ไปส่งๆ ไม่เคยกลับใจ พวกเขาย่อมถูกเปิดโปงและถูกกำจัดทิ้ง เมื่อฉันเข้าใจน้ำพระทัย ฉันก็อธิษฐานอีก อยากหยุดคิดถึงผลประโยชน์และผลเสียของตัวเอง แต่จะแค่ทุ่มเทสุดตัวทำหน้าที่

จากนั้นฉันก็ทุ่มเททำหน้าที่จริงๆ และค้นหารายละเอียดต่างๆ ของงานในคริสตจักรอย่างถี่ถ้วน ระบุทุกปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหาไหนที่แก้ไขไม่ได้ ฉันก็ปรึกษากับผู้นำ และแสวงหาสามัคคีธรรมจากผู้นำคริสตจักรอื่นๆ เมื่อฉันเข้าใจหลักธรรมและการปฏิบัติ ฉันก็จัดการปัญหาได้มากมาย เมื่อฉันเปลี่ยนท่าทีและหยุดคิดถึงอนาคตของตัวเอง คิดแต่เพียงว่า จะทำงานเคียงข้างพี่น้องชายหญิงเพื่อแก้ปัญหาของผู้มาใหม่ได้ยังไง จากนั้นไม่นาน ชีวิตคริสตจักรก็ดำเนินไปในทางที่ถูกต้องทีละขั้นตอน ผู้มาใหม่ที่ไม่ร่วมการชุมนุมก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิตคริสตจักรของพวกเขา กินและดื่มพระวจนะได้ มีผู้มาใหม่หลายคนทีเดียวก็เริ่มทำหน้าที่เผยแผ่ข่าวประเสริฐ ฉันเห็นการทรงนำและพระพรของพระเจ้า พระวจนะ “การพยายามที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอย่างแข็งขันในฐานะสิ่งทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าจึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ” (“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) คือสิ่งที่ฉันเคยประสบมาโดยตรง เมื่อย้อนคิดไปถึงเรื่องทั้งหมดนั้น ตั้งแต่ตอนที่เหล่าคริสตจักรของผู้มาใหม่มีปัญหามากมาย จนถึงเมื่อวันที่พวกเขาค่อยๆ อยู่บนทางที่ถูกต้อง และผู้เชื่อใหม่ได้ใช้ชีวิตคริสตจักรอย่างเป็นปกติ ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานจากงานของพระเจ้า ฉันเห็นว่างานของพระเจ้าลุล่วงได้ด้วยพระองค์เองจริงๆ เราเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะหน้าที่หรือความลำบาก เราก็ต้องนบนอบ ไม่ใช่นึกถึงแต่ผลได้หรือผลเสีย เราต้องแสวงหาความจริง คำนึงถึงน้ำพระทัยและทุ่มเทสุดตัวในหน้าที่ แล้วเราจะเห็นพระพรของพระเจ้า

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลังการโกหก

โดย เฉินสือ ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าควรที่จะรู้ว่าพระเจ้าโปรดบรรดาผู้ที่มีความซื่อสัตย์ โดยเนื้อแท้แล้ว...

ติดต่อเราผ่าน Messenger