สูดหายใจได้สะดวกยามไร้ความริษยา

วันที่ 28 เดือน 01 ปี 2021

โดย Anjing, ประเทศจีน

ในเดือนมกราคมปี 2017 ฉันได้รับหน้าที่รดน้ำในคริสตจักรค่ะ ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าเหลือเกิน สำหรับโอกาสในการฝึกฝนหน้าที่นี้ และหมายมั่นว่าจะตั้งใจทำมันให้ดี ผ่านไปสักพัก ฉันก็ได้เห็นผลบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงให้มีสภาวะที่ถูกต้อง หรือการสามัคคีธรรมกับพวกเขาในการชุมนุม พี่น้องชายหญิงรวมถึงผู้นำคริสตจักรต่างก็ชื่นชมฉัน ฉันเริ่มรู้สึกพอใจในตัวเองมากๆ และรู้สึกว่าฉันทำได้ดีทีเดียว

ในเดือนมิถุนายน ผู้นำคริสตจักรของฉันได้จัดแจงให้ซิสเตอร์เหวินจิ้งมาทำหน้าที่นี้กับฉัน และขอให้ฉันคอยช่วยเหลือยามที่เธอต้องการ ซึ่งฉันก็ยินดีที่จะทำค่ะ เมื่อเราได้ทำงานร่วมกัน ฉันก็พบว่าซิสเตอร์เหวินจิ้งไล่ตามความจริง อีกทั้งความสามารถและวิธีการพูดของเธอก็ค่อนข้างดีทีเดียว พอเห็นแบบนี้ ฉันก็เริ่มระแวงเธอ ฉันเริ่มคิดว่า “ถ้าฝึกฝนอีกหน่อย เธอก็จะเหนือกว่าฉัน พี่น้องชายหญิงของเราต้องเริ่มเคารพเธอแน่ เหล่าผู้นำจะใช้เวลากับการบำรุงเลี้ยงความสามารถพิเศษของเธอมากขึ้น แล้วก็จะไม่มีใครเคารพฉันอีกต่อไป” แต่สุดท้ายสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้น หลังการชุมนุมในวันหนึ่ง ฉันไปหาผู้นำคริสตจักรเพื่อมอบประสบการณ์คำพยานซึ่งเขียนโดยฉันกับซิสเตอร์เหวินจิ้งให้เธอ หลังจากอ่านแล้ว ผู้นำคริสตจักรของเราก็ยิ้มและพูดว่า “บทความเรื่องคำพยานของซิสเตอร์เหวินจิ้งไม่แย่เลยนะ พอมีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่บ้าง แถมเธอก็เขียนได้ดีมากเลย” พอได้ยินเธอชมเชยซิสเตอร์เหวินจิ้งแบบนี้ ฉันก็รู้สึกทุกข์ใจมาก ฉันคิดกับตัวเองว่า “ซิสเตอร์เหวินจิ้งมีความสามารถที่ดีก็จริง แต่ฉันแก้ไขปัญหาในการทำงานมามากกว่าเธอ ฉันก็ยังดีกว่าเธอในข้อนั้นนะ ฉันจะต้องทำงานให้หนักขึ้น—ฉันจะปล่อยให้เธอมาเกินหน้าเกินตาฉันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นฉันจะเสียตำแหน่งนี้ไป”

ไม่กี่วันต่อมา ซิสเตอร์เหวินจิ้งได้เขียนประสบการณ์คำพยานอีกฉบับหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรของเราอ่านมันและชมเชยความสามารถของซิสเตอร์เหวินจิ้ง รวมถึงความคิดบวกที่เธอเขียนในบทความขึ้นมาอีก รวมถึงขอให้ฉันให้เวลากับงานของตัวเองมากขึ้น ฉันโกรธคำพูดของเธอ และเริ่มตำหนิผู้นำ คิดว่า “คุณมักจะพูดว่าความสามารถของเหวินจิ้งดีแค่ไหน เธอเก่งกว่าฉันทุกเรื่องเลยหรือไง ซิสเตอร์เหวินจิ้งต้องเข้าชุมนุมแค่ไม่กี่ที่ มีเวลาเหลือเพื่อเขียนบทพวกนี้ตั้งเยอะ ถ้าฉันไม่วุ่นอยู่กับงานของคริสตจักร ฉันก็คงมีเวลาว่างเยอะแยะเพื่อเขียนบทความเหมือนกัน” ฉันเบื่อที่จะฟังคนชมเชยเธอแล้วค่ะ ฉันเลยโพล่งกับผู้นำคริสตจักรไปว่า “ฉันก็เขียนได้เหมือนกันค่ะ” หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้นำคริสตจักรอีกคนได้ชมเชยประสบการณ์คำพยานของซิสเตอร์เหวินจิ้งว่าสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก และได้สนับสนุนเธอให้เขียนเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ขอให้ฉันกระตือรือร้นในการเขียนให้เหมือนเธอ ฉันหัวเสียมากค่ะ—เธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ช่วงสั้นๆ แต่เขียนงานประสบการณ์คำพยานไปสองชิ้นแล้ว แถมเธอยังได้รับการชมเชยจากบรรดาผู้นำอีก ส่วนฉันทำหน้าที่นี้มาสักระยะ แต่มีงานอยู่แค่ชิ้นเดียว—บรรดาผู้นำจะคิดยังไงกับฉันกัน พวกเขาจะบอกว่าฉันจัดการเวลาของตัวเองไม่ได้ บอกว่าฉันไม่เต็มใจทนทุกข์หรือยอมลำบากเพื่อเขียนคำพยานของตัวเองไหม คุณภาพของความสามารถที่เหนือกว่าของซิสเตอร์เหวินจิ้งทำให้ฉันดูด้อยกว่าเธอไปแล้ว และตอนนี้ที่เธอเขียนบทความพวกนี้ได้ เหล่าผู้นำต้องคิดว่าเธอเก่งกว่าฉันแน่นอน ถ้าเธอยังเขียนบทความพวกนั้นอยู่ ฉันจะไม่ยิ่งดูแย่ลงไปอีกเหรอ สิ่งที่ฉันตัดสินใจว่าต้องทำ คือหาทางทำให้เธอยุ่งเข้าไว้ เธอจะได้ไม่มีเวลามาเขียนบทความพวกนี้ และในสายตาของผู้นำ เราสองคนจะได้ไม่ดูต่างกันมากนัก เพื่อที่จะรักษาสถานะของฉันในคริสตจักรเอาไว้ ฉันจึงเริ่มโทรไปกดดันเธอ มอบหน้าที่ในการพบปะสามัคคีธรรมให้เธอหลายกลุ่ม พอได้เห็นว่าทุกๆ วันหลังนี้ทำแบบนี้เธอยุ่งแค่ไหน ฉันก็คิดเรื่องการเสนอว่าจะเอาหน้าที่รับผิดชอบบางอย่างคืนมาจากเธอ แต่ฉันคิดกับตัวเองว่า “ถ้าไม่ยุ่งขนาดนี้ เธอคงมีเวลาเขียนบทความพวกนี้ ทำให้เธอยุ่งๆ เข้าไว้น่ะดีที่สุด” เย็นวันหนึ่ง ฉันจับได้ว่าเธอเขียนงานชิ้นหนึ่ง และได้กดดันเธอเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับงานของทุกกลุ่มที่เธอรับผิดชอบด้วยน้ำเสียงดุดัน ก่อนจะพบว่ามีผู้ที่เชื่อใหม่สองสามคนที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ฉันตำหนิเธอ บอกว่าเธอไม่ใส่ใจในหน้าที่ หลังจากที่ฉันว่าเธอไป เธอก็ได้แต่ก้มหน้าลงและไม่พูดอะไร

หนึ่งเดือนต่อมา ผู้นำคริสตจักรเห็นว่าซิสเตอร์เหวินจิ้งไม่ประสบความสำเร็จกับกลุ่มต่างๆ ที่เธอรับผิดชอบอยู่เท่าไหร่ และยังมีปัญหาบางอย่างที่เธอยังไม่ได้แก้ไข ผู้นำถามฉันว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันคิดกับตัวเองว่า “คุณชมเชยเธอนักนี่ แต่ตอนนี้คุณได้รู้แล้วว่าเธอไม่ได้สำเร็จอะไรในมากมายในหน้าที่ คุณจะไม่เทิดทูนเธอมากอีกต่อไป!” แต่ฉันต้องแปลกใจที่ผู้นำจงใจขอให้ฉันไปช่วยเหลือเธอให้มากกว่านี้! ฉันต่อต้านสิ่งนี้มากค่ะ “คุณน่ะสนใจแต่ซิสเตอร์เหวินจิ้ง” “ความสามารถของเธอดีกว่าฉัน ถ้าฉันช่วยเหลือเธอต่อไป สุดท้ายเธอก็จะมาแทนที่ฉันน่ะสิ” ฉันเริ่มหาข้ออ้าง แต่ผู้นำคริสตจักรรู้ทันสภาวะของฉัน เธอจึงตีแผ่ความเห็นแก่ตัวและความใจร้ายของฉัน และบอกว่าฉันไม่ค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เธอยังบอกด้วยว่าซิสเตอร์เหวินจิ้งมีความสามารถดีและควรค่าแก่การฝึกฝน บอกว่าฉันต้องสามัคคีธรรมและช่วยเธอมากกว่านี้ และฉันจะห่วงแต่สถานะและชื่อเสียงของตัวเองไม่ได้ ต่อมา ฉันก็ฝืนตัวเองให้ไปถามซิสเตอร์เหวินจิ้งว่าเธอมีความยากลำบากในการทำหน้าที่ไหม ฉันได้เห็นว่าเธอรู้สึกอึดอัดเพราะฉันและไม่อยากเปิดใจกับฉัน สิ่งนั้นควรทำให้ฉันได้ทบทวนตัวเอง แต่ฉันไม่ชอบเธอ และคิดกับตัวเองว่า “ฉันพยายามช่วยเธอแล้ว แต่เธอไม่ยอมพูดเอง” จิตวิญญาณของฉันค่อยๆ มืดมินลงทีละน้อย เวลาหารือเรื่องงานของคริสตจักร ฉันเริ่มลืมปัญหาที่เห็นได้ชัดมากมายที่กำลังเกิดขึ้น ยิ่งเห็นเธอ ฉันก็ยิ่งหงุดหงิดกับการปรากฏตัวของเธอ วันหนึ่งฉันเห็นเธอทำพลาด ฉันก็โกรธ และตำหนิเธอไปอย่างรุนแรงว่า “เราหารือเรื่องปัญหานี้กันไปแล้ว แต่คุณก็ยังไม่แก้ไข คุณมักจะใส่ใจเวลาเขียนงานพวกนั้น น่าละอายที่คุณไม่สามารถทำแบบนั้นได้เวลาทำหน้าที่ของตัวเอง!” หลังจากเรื่องนี้ ซิสเตอร์เหวินจิ้งก็รู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะฉัน และไม่กล้าเขียนอะไรอีก ฉันรู้ว่าฉันทำร้ายความรู้สึกเธอ แต่ฉันก็อดไม่ได้—ฉันมักจะพบว่าตัวเองโกรธเธอเสมอโดยไม่ตั้งใจ หัวใจของฉันก็ทนทุกข์เช่นกันค่ะ ฉันจึงอธิฐานให้พระเจ้าทรงช่วยฉันออกจากสภาวะนี้

วันถัดมา ระหว่างการชุมนุม ซิสเตอร์เหวินจิ้งบอกว่า เธอรู้สึกเหมือนข้อบกพร่องของเธอมันใหญ่หลวงเกินไป บอกว่าเธอทำหน้าที่นี้ไม่ได้และอยากกลับไปทำหน้าที่เดิมที่เคยทำ พอได้ยินแบบนี้ จู่ๆ ฉันก็คิดว่า “ทั้งหมดนี่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่ฉันทำกับเธอหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันคงทำสิ่งที่ชั่วมากๆ เลย” ฉันเริ่มวิตกและหวาดกลัว ฉันถามเธอถึงเหตุผลเบื้องหลังทั้งหมดนี้ และได้สามัคคีธรรมตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อช่วยเธอ หลังการสามัคคีธรรม สภาวะของเธอก็ดีขึ้นมาก และฉันก็ต้องโล่งใจอย่างมาก เมื่อเธอบอกว่า เธอเต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป ตอนนั้นเอง ผู้นำคริสตจักรได้แวะมา พอเธอรู้ว่าฉันยับยั้งซิสเตอร์เหวินจิ้ง และซิสเตอร์เหวินจิ้งก็ไม่อยากทำงานกับฉันแล้ว เธอก็จัดการกับฉันอย่างรุนแรงค่ะ เธอบอกว่า “ทำไมคุณถึงสามัคคีธรรมแบบใจเย็นๆ และช่วยเธอเวลาเห็นเธอทำผิดไม่ได้ล่ะ แต่คุณกลับเลือดร้อนและปฏิบัติกับเธอแย่ๆ แทน ช่วงนี้ผลการปฏิบัติหน้าที่ของคุณแย่อย่างเห็นได้ชัด—คุณต้องทบทวนตัวเองอย่างจริงจังบ้างนะ” สิ่งที่เธอพูดเริ่มทำให้ฉันคิดจริงๆ ค่ะ ฉันน้ำตาไหลพราก รู้สึกผิดอยู่ในใจและเริ่มต่อต้าน “ถ้าช่วงนี้งานมันไม่เป็นไปด้วยดี มันก็ไม่ใช่เพราะฉันคนเดียวซะหน่อย—ทำไมฉันถึงเป็นคนเดียวที่ถูกจัดการล่ะ” แต่แล้ว ฉันก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้าขึ้นมาได้ “หากเจ้าเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ดีหรือแย่ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน  ไม่ใช่ว่าใครบางคนกำลังจงใจกดดันบีบคั้นเจ้าหรือเล็งเป้ามาที่เจ้า การนี้ทั้งหมดได้รับการจัดการเตรียมการโดยพระเจ้า  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงจัดวางเรียบเรียงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด?  นั่นไม่ใช่เพื่อเปิดเผยเจ้าว่าเจ้าคือใครหรือเพื่อเปิดโปงเจ้า การเปิดโปงเจ้าไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง  เป้าหมายคือการทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมและช่วยเจ้าให้รอด” (“การที่จะได้รับความจริง เจ้าต้องเรียนรู้จากผู้คน เรื่องทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  พระวจนะนี้จริงค่ะ การที่ฉันเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในตอนนี้คือการทรงอนุญาตของพระเจ้า มันไม่ใช่เพราะผู้นำคริสตจักรจงใจให้สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับฉัน มันเป็นเพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน ที่ฉันต้องทบทวนและแก้ไขนั่นเอง ฉันต้องเลิกหาข้ออ้างและพร่ำบ่น—ฉันต้องมีหัวใจที่เชื่อฟังเข้าไว้ และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น พอนึกถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกเสียใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นนิดหน่อย

ค่ำวันนั้นฉันนอนไม่หลับเลยค่ะ ได้แต่นอนบนเตียงและพลิกตัวไปมา ขณะที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้นฉายซ้ำอยู่ในหัวของฉันราวกับหนัง ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า “ถ้าพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ผู้นำคริสตจักรมาจัดการและตัดแต่งฉัน แล้วฉันควรเรียนรู้อะไรจากทั้งหมดนี้ล่ะ ที่ผ่านมาฉันปฏิบัติกับซิสเตอร์เหวินจิ้งยังไง” ฉันรู้ดีว่าเธอมีความสามารถดี แต่ฉันพยายามที่จะไม่เรียนรู้จากเธอ—กลับพยายามเอาชนะเธออีก เธออยากเขียนบทความที่เป็นพยานแก่พระเจ้า แต่ฉันกลับพยายามทำลายความกระตือรือร้นของเธอในการเขียนบทความพวกนี้ ฉันทำสิ่งที่ชั่วร้ายแบบนั้นลงไปได้ยังไง การคิดเบื้องหลังสิ่งนั้นคืออะไร และมันมาจากไหน

ในการอุทิศตนวันรุ่งขึ้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งที่ว่า “ผู้คนบางคนกลัวเสมอว่าผู้อื่นจะลักขโมยความเป็นจุดสนใจของพวกเขาไป และล้ำเลิศกว่าพวกเขา โดยได้มาซึ่งการระลึกถึง ในขณะที่พวกเขาเองนั้นถูกละเลย  นี่นำทางพวกเขาไปสู่การโจมตีและการกันแยกผู้อื่นออกไป  นี่ไม่ใช่กรณีของการอิจฉาผู้คนที่มีความสามารถมากกว่าตัวพวกเขาเองหรอกหรือ?  พฤติกรรมเช่นนั้นไม่เป็นการเห็นแก่ตัวและน่าเหยียดหยามหรอกหรือ?  นี่คืออุปนิสัยประเภทใดหรือ?  มันช่างมุ่งร้ายนัก!  การคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น การสนองความอยากได้อยากมีของตัวเองเท่านั้น การไม่แสดงให้เห็นการคำนึงถึงหน้าที่ของผู้อื่นเลย และการคิดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวคนเราเองเท่านั้น และไม่คิดถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า—ผู้คนเยี่ยงนี้มีอุปนิสัยที่ไม่ดี และพระเจ้าไม่ทรงมีความรักให้แก่พวกเขาเลย  หากเจ้าสามารถอย่างแท้จริงที่จะคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างยุติธรรม  หากเจ้าให้การแนะนำกับบางคน และบุคคลนั้นได้รับการปลูกฝังให้กลายเป็นบางคนที่มีความสามารถพิเศษ ด้วยผลจากการนั้นได้นำพาบุคคลที่มีความสามารถพิเศษอีกหนึ่งคนเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ได้ทำงานของเจ้าดีแล้วหรือ?  เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ได้จงรักภักดีในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือ?  นี่เป็นความประพฤติดีเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเป็นมโนธรรมและเหตุผลจำพวกที่พวกมนุษย์ควรครอง” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “มนุษยชาติช่างโหดร้าย!  การรู้เห็นเป็นใจและเล่ห์เพทุบาย การคว้ากระชากและฉกฉวยสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนอื่น การแก่งแย่งชื่อเสียงและความมั่งคั่ง การเข่นฆ่ากันและกัน—เมื่อไหร่มันจะสิ้นสุดเสียที?  ถึงแม้ว่าจะมีพระวจนะนับหลายแสนคำที่พระเจ้าทรงตรัส ไม่มีใครที่คิดได้สักคน  ผู้คนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ลูกชายและลูกสาวของตน เพื่ออาชีพการงาน ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้า ตำแหน่งหน้าที่ ความเหลิงในลาภยศ และเงินทองของตน เพื่ออาหาร เสื้อผ้า และเนื้อหนัง  แต่มีใครสักคนหรือไม่ที่มีการกระทำต่างๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง?  แม้แต่ในท่ามกลางผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพระเจ้า ก็มีเพียงไม่กี่คนนักที่รู้จักพระเจ้า  มีผู้คนสักกี่คนที่ไม่ได้ปฏิบัติบนผลประโยชน์ของตนเอง?  มีสักกี่คนที่ไม่กดขี่หรือกีดกันบุคคลอื่นๆ เพื่อที่จะปกป้องตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง?” (“คนชั่วจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  สิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าพูดเป็นสภาวะของฉันเลยค่ะ กลายเป็นว่า ฉันแก่งแย่งชิงดีกับพี่สาวเพื่อการยอมรับและชื่อเสียง ฉันติดกับดักจากความปรารถนาต่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และฉันก็หลุดออกจากมันไม่ได้ นับตั้งแต่ฉันทำหน้าที่นี้กับซิสเตอร์เหวินจิ้ง ได้เห็นถึงความสามารถที่ดีและความหลงใหลต่อการเขียนประสบการณ์คำพยานของเธอ รวมถึงเห็นเธอเป็นที่ชมเชยของเหล่าผู้นำคริสตจักร ฉันก็อิจฉาและไม่เต็มใจที่จะยอมรับมัน ฉันวางตัวเป็นคู่แข่งเธอ แอบสู้กับเธออยู่ในใจเพียงลำพัง ฉันมอบหมายให้เธอรับผิดชอบกลุ่มการพบปะหลายกลุ่ม เพื่อที่เธอจะได้ไม่มีเวลาเขียนบทความ และพอเธอมีปัญหาในหน้าที่ ฉันไม่เพียงแต่ไม่ช่วยเธอเท่านั้น ยังดุด่าเธอ จนเธอไม่อยากตอบโต้อะไรและอึดอัด ฉันรู้ว่าเธอมีความสามารถดีที่ควรค่ากับการฝึกฝน และรู้ว่าฉันควรช่วยเหลือเธอมากกว่านี้ แต่ฉันก็อิจฉาความสามารถของเธอ และไม่อยากให้ใครได้ดีไปกว่าตัวเอง พอตระหนักได้ว่าเธอเก่งกว่าฉัน ฉันก็อิจฉาและอาฆาตแค้น เพื่อรักษาสถานะและชื่อเสียงของตัวเองไว้ ไม่ใช่แค่ฉันไม่ช่วยเธอเท่านั้น แต่ฉันยังกดขี่เธอ และพยายามทำลายความกระตือรือร้นต่อการเขียนบทความของเธออีกด้วย ฉันช่างมุ่งร้ายและน่ารังเกียจเหลือเกิน! พระเจ้าทรงมีพระคุณกับฉัน ทรงอนุญาตให้ฉันได้ฝึกฝนในการทำหน้าที่รดน้ำ ฉันไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่กลับอิจฉาในความสามารถของเหวินจิ้ง และแข่งกับเธอเพื่อชื่อเสียงและสถานะ ฉันไม่มีจิตสำนึกหรือเหตุผลแม้แต่เสี้ยวเดียว ฉันเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและตำหนิตัวเอง ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า วอนพระองค์ทรงนำให้ฉันได้พบที่มาของปัญหานี้

หลังจากนั้นฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์จากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ สู้ทนความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งกำลังและความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขาแบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวง  เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พอใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เข้าใจ ว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์คือโซ่ตรวจที่ซาตานใช้ผูกมัดเราไว้ และเป็นเครื่องมือที่ซาตานใช้เพื่อทำให้เราเสื่อมทราม ฉันเคยไม่สามารถเป็นอิสระจากโซ่ตรวนและพันธนาการแห่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ได้ เพราะเป้าหมายชีวิต แนวคิด และมุมมองของฉันมันผิดมาตลอด ฉันไม่ได้ปฏิบัติตัวตามพระวจนะของพระเจ้า และทำให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์—ฉันเพียงแต่ทำแบบนั้นไปตาม กฎแห่งการใช้ชีวิตเยี่ยงซาตาน ที่ซาตานแทรกซึมมาใส่เรา “จงโดดเด่นจากฝูงชน” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” “ผู้ชายควรเพียรพยายามที่จะดีกว่าคนรุ่นเดียวกันเสมอ” ไม่ว่าเป็นที่โรงเรียนหรือทำงานในสังคม ฉันก็มักจะดิ้นรนทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ เพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่ง และสนองความทะเยอะทะยานจะโดดเด่นจากฝูงชนของฉัน หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันก็ยังใช้ชีวิตที่ถูกครอบงำเพื่อชื่อเสียงและสถานะ เวลาฉันได้รับการยกย่องและเป็นที่นับถืออย่างสูงจากพี่น้องชายหญิงในหน้าที่ของฉัน ความปรารถนาต่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะก็ได้รับการตอบสนอง ฉันก็จะหลงระเริงกับความปีติของการเป็นคนโดดเด่น และรู้สึกมีความสุขมาก แต่พอเห็นว่าซิสเตอร์เหวินจิ้งเก่งกว่าฉัน ฉันก็อิจฉาในความสามารถของเธอขึ้นมา ฉันกลัวว่าเธอจะโดดเด่นกว่าฉัน และเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งของฉัน ฉันจึงทำทุกวิถีทางเพื่อปราบปรามและกดขี่เธอ โดยไม่คิดเผื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือความรู้สึกของเธอเลย ในจังหวะนั้น ฉันได้เห็นชัดเจนว่าฉันกลายเป็นทาสที่อุทิศตนเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ และในการไล่ล่าสิ่งเหล่านั้น ฉันก็สูญสิ้นจิตสำนึกและเหตุผล กลายเป็นคนที่อาฆาตมาดร้าย เห็นแก่ตัวและใจร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตแบบไหนเลย นอกจากเป็นภาพของซาตานมารร้าย ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะกลายมาเป็นเครื่องมือ ที่ซาตานใช้ทำให้ฉันเสื่อมทราม ทำให้ฉันติดบ่วงของการต่อต้านและทรยศพระเจ้าอย่างแท้จริง ฉันนึกถึงเหล่าศัตรูของพระคริสต์ที่เคยถูกไล่ออกจากพระนิเวศของพระเจ้าขึ้นมา พวกเขาให้ค่ากับสถานะเหนือสิ่งใด เพื่อประโยชน์แห่งสถานะ พวกเขาได้กีดกันและกดขี่พี่น้องชายหญิงของตน อีกทั้งยังลงโทษและขับไล่คนตามใจชอบ สุดท้าย พวกเขาก็ได้ทำความชั่วในทุกรูปแบบและถูกกำจัด ฉันได้เปิดเผยอุปนิสัยแบบศัตรูของพระคริสต์ของตัวเองจากวิธีที่ฉันปฏิบัติและประพฤติต่อซิสเตอร์เหวินจิ้ง และฉันรู้ว่า ถ้าฉันไม่ยอมรับการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้า รวมถึงตั้งใจกลับใจจริงๆ แล้วในไม่ช้าก็เร็วฉันคงถูกกำจัดเช่นกัน เหมือนศัตรูของพระคริสต์พวกนั้น ฉันได้เห็นว่า ฉันอยู่ในสภาวะที่อันตราย ความมืดมิดในจิตวิญญาณและความล้มเหลวในหน้าที่ คือการพิพากษาและการบ่มวินัยอย่างรุนแรงของพระเจ้า น้ำพระทัยของพระเจ้า คือการที่ฉันควรทบทวนตัวเองและหันหลังกลับ รวมถึงทิ้งเส้นทางผิดๆ ที่ฉันเดินอยู่ ก่อนมันจะสายเกินไป

ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า และวอนขอให้พระองค์ทรงนำฉันไปสู่เส้นทางแห่งการปฏิบัติ จากนั้น ฉันได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้าค่ะ “จงพิจารณาการนี้ที่ว่า  การเปลี่ยนแปลงแบบใดกันที่บุคคลหนึ่งต้องทำหากเขาต้องการที่จะละเว้นจากการกลับกลายเป็นติดบ่วงในสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ สามารถแกะตัวเขาเองออกจากสภาพเงื่อนไขเหล่านั้น และกลับกลายเป็นได้รับการปลดปล่อยจากความหงุดหงิดทั้งหลายและพันธนาการของสิ่งเหล่านี้?  บุคคลหนึ่งต้องได้รับสิ่งใดก่อนที่เขาจะสามารถเป็นอิสระและได้รับการปลดปล่อยอย่างแท้จริง?  ในด้านหนึ่ง เขาต้องมองทะลุปรุโปร่งถึงสิ่งทั้งหลาย กล่าวคือ ชื่อเสียงและโชคลาภและสถานะเป็นแต่เพียงเครื่องมือและวิธีการที่ซาตานใช้ในการทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เพื่อทำให้พวกเขาติดกับดัก เพื่อทำอันตรายพวกเขา และเพื่อเป็นเหตุให้เกิดความต่ำทรามของพวกเขา  ในทางทฤษฎี เจ้าต้องได้รับความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการนี้เสียก่อน  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้และพักวางสิ่งเหล่านี้เอาไว้ก่อน…เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมือและพักวางสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ที่จะเสนอแนะผู้อื่น และเปิดโอกาสให้พวกเขาโดดเด่น  จงอย่าดิ้นรนหรือเร่งร้อนที่จะเอาเปรียบจากชั่วขณะที่เจ้าเผชิญหน้ากับโอกาสเหมาะที่จะโดดเด่นหรือได้มาซึ่งสง่าราศรี  เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะถอยห่างออกมา แต่ต้องไม่ล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  จงเป็นบุคคลซึ่งทำงานแบบปิดทองหลังพระ และเป็นผู้ที่ไม่โอ้อวดแก่ผู้อื่นในขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างจงรักภักดี  ยิ่งเจ้าปล่อยมือเกียรติยศและสถานะของเจ้าและยิ่งเจ้าปล่อยมือผลประโยชน์ของเจ้าเองมากขึ้น เจ้าก็จะกลายเป็นเปี่ยมสันติสุขมากขึ้น และจะมีที่ว่างเปิดกว้างมากขึ้นภายในหัวใจเจ้าและสภาวะของเจ้าก็จะปรับปรุงมากขึ้น  ยิ่งเจ้าดิ้นรนและแข่งขันมากขึ้น สภาวะของเจ้าก็จะมืดมนมากขึ้น  หากเจ้าไม่เชื่อในเรื่องนี้ ก็ลองทีแล้วจะได้เห็น!  หากเจ้าต้องการพลิกสภาวะนี้กลับด้าน และไม่ถูกควบคุมโดยสิ่งเหล่านี้แล้วไซร้ ก่อนอื่นเจ้าต้องพักวางพวกมันและล้มเลิกพวกมันไปเสีย” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “การทำหน้าที่ไม่เป็นแบบเดียวกัน  มีร่างกายหนึ่งร่าง  แต่ละร่างทำหน้าที่ของเขา แต่ละร่างอยู่ในสถานที่ของเขาและกำลังทำสุดความสามารถของเขา—สำหรับแต่ละประกายไฟมีความสว่างวาบหนึ่ง—และกำลังแสวงหาวุฒิภาวะในชีวิต  เช่นนั้นแล้วเราจึงจะพึงพอใจ” (“บทที่ 21” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ฉันเห็นถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติค่ะ พระวจนะแสดงให้ฉันเห็นว่า เมื่อความคิดริษยาผุดขึ้นมาในความคิดของฉัน ฉันก็ต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและละทิ้งเจตนาที่มีมลทินของตัวเอง ละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว วางงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาก่อนสิ่งอื่นใด และใส่ใจน้ำพระทัยของพระเจ้า เราทุกคนต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง—แต่น้ำพระทัยของพระเจ้าคือสิ่งที่เราเรียนรู้จากจุดแข็ง รวมถึงชดเชยในจุดอ่อนของกันและกัน เพื่อที่ทุกคนสามารถยืนในตำแหน่งของตัวเองและตอบสนองจุดประสงค์ให้ได้อย่างดีที่สุด ซิสเตอร์เหวินจิ้งมีความสามารถดี เป็นคนที่ไล่ตามความจริง เหตุผลที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดแจงให้เธอมาทำงานกับฉัน ไม่ใช่เพื่อให้ฉันอิจฉาความสามารถและแข่งขันกับเธอเพื่อโอ้อวด แต่เพื่อให้ฉันได้เรียนรู้จุดแข็งของเธอเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง นี่คือพระกรุณาที่พระเจ้าทรงมีต่อฉันค่ะ ฉันต้องแก้ไขทัศนคติของตัวเองให้ถูกต้อง เวลาที่คนอื่นเก่งกว่าฉันและมีจุดแข็ง ฉันต้องเผชิญกับข้อเท็จจริง ยอมรับจุดอ่อนและข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันต้องเรียนรู้จากพี่สาวของฉัน ฉันทำหน้าที่นี้มาสักพัก และเข้าใจเรื่องหลักปฏิบัติมากกว่า ดังนั้น ฉันก็ต้องทำในสิ่งที่ทำได้เพื่อช่วยเหลือพี่สาว เพื่อให้เราทำหน้าที่ร่วมกันได้อย่างสามัคคี

หลังจากนั้นฉันได้เข้าไปหาซิสเตอร์เหวินจิ้งและเปิดใจกับเธอถึงความเสื่อมทรามที่ฉันได้เปิดเผยไป ฉันขอโทษเธอ และเธอก็ได้เปิดใจกับฉัน รวมถึงสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ในสถานการณ์นี้ เธอปลอบโยนและให้กำลังใจฉัน ฉันรู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดมากเลยค่ะ หลังจากนั้น เวลาที่เห็นเธอมีความยากลำบากในหน้าที่ บางครั้งฉันก็จะคิดกับตัวเองว่า “ถ้าฉันช่วยเธอแก้ไขปัญหานี้ เหล่าผู้นำก็จะเห็นว่าเธอทำงานดี จะไม่มีใครรู้ว่าฉันช่วยอะไรเธอบ้าง โอกาสที่จะโดดเด่นและได้โอ้อวดก็จะเป็นของเธอคนเดียว” ด้วยความคิดนี้ ฉันจึงอึกอักเล็กน้อยที่จะช่วยเธอ แต่ฉันก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าฉันกำลังพยายามแข่งกับเธอเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์อีกแล้ว ฉันก็จะอธิษฐานเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้ฉันได้มีแรงจูงใจที่ถูกต้อง และได้เริ่มที่จะเข้าไปช่วยเธอ เวลาผ่านไป สภาวะของฉันก็ดีขึ้นค่ะ ฉันไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดและหดหู่ใจอย่างที่เคยมีในเบื้องลึกของหัวใจอีกต่อไป แถมความสัมพันธ์ของฉันกับซิสเตอร์เหวินจิ้งก็ลงรอยกันมากขึ้นด้วย ซิสเตอร์เหวินจิ้งจะสามัคคีธรรมกับฉันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสภาวะของเธอหรือสิ่งที่เธอได้รับ หัวใจของฉันก็จะเปี่ยมด้วยความอ่อนหวานและปีติ

การก้าวผ่านประสบการณ์นี้ ทำให้ฉันรับรู้ได้ถึงความเสื่อมทรามแท้จริงแห่งความริษยาและความเป็นมนุษย์ที่มุ่งร้ายของฉัน มันทำให้ฉันได้รังเกียจตัวเอง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ฉันมีความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงถึงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระเจ้า มันช่วยให้ฉันได้เรียนรู้ว่าจะหนีพ้นจากโซ่ตรวนและพันธนาการแห่งความริษยาของตัวเองยังไง รวมถึงฉันได้สัมผัสรสชาติแห่งความสงบสุขและความมั่นคงที่มาจากการประพฤติตนให้สอดคล้องกับความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า มันทำให้ฉันเต็มใจที่จะไล่ตามความจริง ละทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ขอบคุณสำหรับความรอดของพระเจ้าค่ะ!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ความทุกข์ยากของคุก

โดย Xiao Fan, ประเทศจีน วันหนึ่งย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2004 ฉันกำลังเข้าร่วมการชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงบางคน...