ผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่ได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์

วันที่ 10 เดือน 01 ปี 2021

โดย Sara, สหรัฐอเมริกา

ตอนที่ฉันเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันก็มักได้ยินว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าสอนให้เรารักเพื่อนบ้านเหมือนกับตัวเอง ว่าความรักของเรามาจากพระเจ้า และเราต้องรักผู้อื่นและรักศัตรูของเรา เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน และในฮีบรู 12:14 ระบุว่า “จงมุ่งมั่นที่จะได้อยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนและที่จะได้ความบริสุทธิ์ เพราะถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย” นี่ทำให้ฉันนึกถึงช่วงหนึ่งในชีวิตฉัน ตอนที่ฉันกับแม่ความเห็นไม่ตรงกัน และโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ฉันรู้ว่ามันไม่เป็นไปตามพระทัยของพระเจ้า และฉันต้องนำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปฏิบัติ ต่อมา เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันไม่เห็นด้วยกับแม่ ฉันจะพยายามห้ามตัวเอง และฟังความเห็นของแม่ ฉันสงบใจและอดทน แต่หลังจากผ่านไปสักพัก ฉันก็ระงับอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไป ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่พูด ฉันจะเถียงกับแม่ นอกจากนี้ ฉันยังตามกระแสทางโลก และคลั่งไคล้ทีวีและภาพยนตร์ บางครั้งฉันจะโกหกเพื่อรักษาหน้า หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ฉันติดอยู่ในวังวนของบาปและการสารภาพ และฉันรู้สึกผิดอยู่เสมอ แต่ฉันไม่สามารถอดกลั้นหรือหลีกหนีจากแรงกระตุ้นได้ และนี่ทำให้ฉันทรมานค่ะ บางครั้งฉันก็คิดว่า “ฉันเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้ยังไง ในเมื่อฉันใช้ชีวิตอยู่ในบาปแบบนี้” ครั้งหนึ่งแม่พูดกับฉันว่า “ลูกเป็นชาวคริสเตียนที่อารมณ์ร้อนมากเลยนะ” ได้ยินแม่พูดแบบนี้ ฉันยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม ฉันพยายามแสดงให้เห็นแล้วจริงๆ ว่าฉันข่มอารมณ์ได้ แต่ฉันก็ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะพอพระทัยไหม ฉันจะเปลี่ยนตัวเองได้หรือเปล่า เมื่อฉันถามพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับปัญหานี้ บางคนบอกว่า “เราต้องหัดควบคุมตัวเอง เมื่อเราใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น เราจะใจกว้างขึ้น” บางคนก็บอกว่า “มีขึ้นมีลงแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่การเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนา ยิ่งเราเปลี่ยนตัวเอง เราก็ยิ่งเป็นคนที่ดีขึ้น จงอย่าได้สงสัย พระราชกิจแห่งความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าสำเร็จลุล่วงแล้ว พระคุณของพระองค์จะนำเราเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์” พวกเขาพูดมาขนาดนี้แล้ว ฉันก็ยังไม่มีหนทางที่ชัดเจน ฉันทำได้เพียงแค่อธิษฐานขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเหลือ

จากนั้นฉันก็บังเอิญได้รู้จักพี่น้องชายหญิงบางคนทางอินเทอร์เน็ต เรานัดเจอกันบ่อยๆ เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ เนื้อหาการสามัคคีธรรมของพวกเขาน่าสนใจและหลักแหลม ฉันได้อะไรเยอะมากจากการพบปะกับพวกเขา ในการชุมนุมวันหนึ่ง พี่น้องหลินได้พูดถึงการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาบอกว่าเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงพระราชกิจใหม่ แล้วเขาก็ส่งข้อพระคัมภีร์บางข้อให้เราค่ะ ฮีบรู 9:28 กล่าวว่า “พระคริสต์นั้น ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียว เพื่อแบกบาปของคนมากมาย และจะทรงปรากฏครั้งที่สอง ไม่ใช่เพื่อแบกรับบาป แต่เพื่อนำความรอดมาให้ บรรดาผู้รอคอยพระองค์” 1 เปโตร 1:5 กล่าวว่า “ผู้ได้รับการคุ้มครองโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าทางความเชื่อ ให้เข้าในความรอด ซึ่งพร้อมจะปรากฏในวาระสุดท้าย” และ “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17) “ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:48) พี่น้องหลินกล่าวว่า “ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปรากฏเป็นครั้งที่สองยังไง และบอกว่าเราต้องได้รับความรอดของพระองค์ในยุคสุดท้าย ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวว่าการพิพากษาจะเริ่มที่พระนิเวศของพระเจ้า การพิพากษาในยุคสุดท้าย และอธิบายถึงวิธีที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเมื่อพระองค์ทรงกลับมา ปลดปล่อยเราจากบาป อีกทั้งชำระเราให้บริสุทธิ์และช่วยให้เรารอด” พี่น้องหลินกล่าวสอดคล้องกับเนื้อหาในพระคัมภีร์ แต่ฉันกลับสับสน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่บาปให้เราแล้วเมื่อครั้งที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน ความรอดของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าต้องกลับมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและชำระให้บริสุทธิ์ ฉันเลยเล่าให้พวกเขาฟังว่าฉันสับสนตรงไหน

พี่น้องหลินให้ฉันอ่านพระคัมภีร์สองบทตอน “บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษโดยผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่นี่ไม่ได้หลายความว่า มนุษย์ไม่ได้มีบาปภายในตัวเขาอีกต่อไป บาปทั้งหลายของมนุษย์อาจสามารถได้รับการยกโทษโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาปได้ แต่สำหรับวิธีที่แน่ๆ ที่มนุษย์จะไม่สามารถถูกทำให้มีบาปอีกต่อไป และวิธีที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์และแปลงสภาพไปนั้น เขาไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้ บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษไปแล้ว และนี่ก็เพราะพระราชกิจการถูกตรึงกางเขนของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานแบบเดิมต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จะต้องได้รับการช่วยให้รอดอย่างครบบริบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เพื่อที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์ ไม่มีวันพัฒนาขึ้นมาอีก เช่นนั้นจึงจะเป็นการทำให้อุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการแปลงสภาพได้ การนี้มนุษย์พึงต้องจับความเข้าใจในเส้นทางการเติบโตของชีวิต จับความเข้าใจในวิถีแห่งชีวิต และจับความเข้าใจในหนทางที่จะเปลี่ยนอุปนิสัยของเขา ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์พึงต้องกระทำโดยสอดคล้องกับเส้นทางนี้ เพื่อที่อุปนิสัยของเขาอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและเขาอาจมีชีวิตอยู่ภายใต้การสาดแสงของความสว่าง เพื่อที่ทั้งหมดที่เขาทำอาจสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อที่เขาอาจทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และเพื่อที่เขาอาจหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตาน อันเป็นผลให้โผล่พ้นออกจากบาปได้อย่างครบถ้วน ถึงตอนนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะได้รับความรอดอันครบบริบูรณ์…ดังนั้นภายหลังจากที่พระราชกิจช่วงระยะนั้นได้แล้วเสร็จลง ยังคงมีพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนค้างอยู่ ช่วงระยะนี้คือการทำให้มนุษย์บริสุทธิ์โดยวิถีทางของพระวจนะ และด้วยการนั้นจึงเป็นการให้เส้นทางสำหรับเขาที่จะติดตาม ช่วงระยะนี้คงจะไม่ออกผลหรือเปี่ยมความหมายหากมันดำเนินต่อไปด้วยการขับไล่ปีศาจ เพราะมันคงจะล้มเหลวที่จะขุดรากถอนโคนธรรมชาติบาปของมนุษย์ และมนุษย์ก็คงจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่การยกโทษบาปของเขา มนุษย์ได้รับการยกโทษต่อบาปของเขาโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาป เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนได้มาถึงปลายทางแล้ว และพระเจ้าก็ได้ทรงมีอำนาจเหนือซาตานแล้ว แต่ทว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ยังคงตกค้างอยู่ภายในตัวเขา มนุษย์ยังคงสามารถทำบาปและต้านทานพระเจ้าได้ และพระเจ้าก็ยังไม่ทรงได้รับมวลมนุษย์เอาไว้เลย นี่คือเหตุผลที่ทำไมในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระเจ้าจึงทรงใช้พระวจนะมาตีแผ่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เป็นเหตุให้เขาปฏิบัติไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เจ้ารู้เพียงว่าพระเยซูจะเสด็จลงมาในระหว่างยุคสุดท้าย แต่พระองค์จะเสด็จลงมาอย่างไรกันแน่เล่า? คนบาปเช่นพวกเจ้า ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการไถ่บาป และไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าสามารถเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้าได้หรือ? สำหรับเจ้า เจ้าผู้ซึ่งยังคงเป็นตัวตนเก่าของเจ้า เป็นความจริงที่ว่าเจ้าได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเยซู และที่ว่าเจ้าไม่ได้ถูกนับว่าเป็นคนบาปเพราะความรอดของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้มีบาป และไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ เจ้าสามารถเป็นผู้เปี่ยมบริสุทธิ์ได้อย่างไรหากเจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง? ภายใน เจ้าถูกรุมเร้าด้วยความไม่บริสุทธิ์ เห็นแก่ตัวและใจร้าย กระนั้นเจ้าก็ยังคงปรารถนาที่จะลงมาพร้อมกับพระเยซู—เจ้าคงจะไม่โชคดีขนาดนั้น! เจ้าได้พลาดไปขั้นตอนหนึ่งในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าแล้ว นั่นคือ เจ้าเพียงได้รับการไถ่บาปเท่านั้น แต่เจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องทรงพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงและการชำระล้างเจ้าให้สะอาดด้วยพระองค์เอง มิฉะนั้น เจ้าผู้ซึ่งได้รับการไถ่บาปเท่านั้น ก็จะไม่สามารถบรรลุการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะแบ่งปันในพระพรดีๆ ของพระเจ้า เพราะเจ้าได้พลาดขั้นตอนหนึ่งในพระราชกิจของพระเจ้าในการบริหารจัดการมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงและการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้นเจ้า คนบาปที่เพิ่งได้รับการไถ่บาป จึงไม่สามารถรับมรดกของพระเจ้ามาเป็นมรดกของเจ้าโดยตรงได้” (“ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พี่น้องหลินสามัคคีธรรมว่า “องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่เราจากแดนครอบครองของซาตาน เราได้รับการอภัยในบาป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีบาป หรือว่าเราไม่สามารถทำบาปหรือต่อต้านพระเจ้าได้อีกต่อไป” “ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการไถ่และการให้อภัย ไม่ใช่งานแห่งการชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าทรงทำในยุคสุดท้าย แม้ว่าบาปของเราจะได้รับการให้อภัยผ่านทางความศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า ธรรมชาติที่มีบาปและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเรานั่นหยั่งรากลึก เราหยิ่งยโส คดโกง เจ้าเล่ห์ ชั่วร้าย และเกลียดชังความจริง และเราก็อดทำบาปไม่ได้ ทั้งยังไม่เชื่อฟังและต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้า” “เราโกหกและทำผิดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อความเห็นเราขัดแย้งกัน เราก็โกรธและเถียงกัน เราตามกระแสทางโลก และปรารถนาความสุขอันผิดบาป ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราโทษพระเจ้า ออกห่างจากพระองค์ และทรยศพระองค์” “พระเจ้าตรัสว่า ‘เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์’ (เลวีนิติ 11:45) ถ้าเราไม่บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน เราก็ไม่อาจได้พบกับพระเจ้า” “เราที่มักทำบาปและต่อต้านพระเจ้า จะเหมาะสมที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ได้ยังไง” “นั่นคือสาเหตุที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาจะกลับมา เพื่อทรงแสดงความจริง และทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ เพื่อประทานความจริงให้เรามากขึ้น เพื่อช่วยเราให้รอดเป็นครั้งสุดท้าย และปลดปล่อยเราจากบาป และนำเราไปยังราชอาณาจักรของพระเจ้า”

ฉันบอกเขาว่า “สิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง เราทำบาปและสารภาพอยู่เสมอ และเรายังไม่เป็นอิสระจากบาปแม้จะศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ประเด็นก็คือ ฉันมีเพื่อนๆ ชาวคริสเตียนที่ใช้ชีวิตเคร่งมาก พวกเขาไม่เคยโต้เถียง และพวกเขารักศัตรูของตัวเอง พวกเขาบางคนเคยมีปัญหาในชีวิตสมรส แต่ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเริ่มมาเชื่อ บางคนเคยมีปัญหาเรื่องอารมณ์ร้อน แต่ความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าช่วยให้พวกเขาอดทนและอดกลั้น… ทุกคนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจจะก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้ดำเนินต่อไป พวกเขาจะเป็นอิสระจากบาปและได้รับการชำระให้สะอาดไหม”

เมื่อฉันถามดังนี้ พี่น้องหลินก็ตอบอย่างใจเย็นว่า “ผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงเมื่อพวกเขาเริ่มเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาเลิกทุบตีและสาปแช่งผู้อื่น พวกเขามีน้ำใจมากขึ้น อดทนอดกลั้นมากขึ้น พวกเขาอดทนกับความยากลำบาก พวกเขาช่วยเหลือการกุศลและเสียสละ นี่อาจแสดงว่าพวกเขาเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง แต่หมายความว่าพวกเขาทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าหรือเปล่า” “มันหมายความว่าพวกเขาเป็นอิสระจากบาปและได้รับการชำระให้สะอาดไหม” จากนั้นพี่น้องหลินก็อ่านพระคัมภีร์ให้ฉันฟังสองบทตอน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนในอุปนิสัยชีวิตของผู้คนแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็ว ด้านเลวทราม ของพวกเขาก็จะแสดงตนออกมา เพราะแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของพวกเขานั้นคือความเร่าร้อน เมื่อควบคู่ไปกับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ณ เวลานั้นแล้ว มันง่ายที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะกลายเป็นเร่าร้อน หรือไม่ก็แสดงความใจดีมีเมตตาออกมาชั่วเวลาหนึ่ง ในขณะที่พวกผู้ไม่เชื่อพูดกันว่า ‘การทำความประพฤติที่ดีงามหนึ่งอย่างนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือ การทำความประพฤติที่ดีงามไปตลอดชีวิต’ ผู้คนไร้ความสามารถในการทำความประพฤติที่ดีงามไปทั้งชีวิตของพวกเขา พฤติกรรมของคนเราถูกชี้นำโดยชีวิต ไม่ว่าชีวิตของคนเราคืออะไร พฤติกรรมของคนเราก็คือสิ่งนั้น และเฉพาะพฤติกรรมที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นตัวแทนชีวิตตลอดจนธรรมชาติของคนเรา สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด นั่นไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—จุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อแปลงสภาพอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่ ด้วยเหตุนี้ การพิพากษา การทดลอง และกระบวนการถลุงมนุษย์ของพระเจ้าจึงล้วนทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเขา เพื่อที่จะอาจจะสัมฤทธิ์การนบนอบเต็มที่และการอุทิศต่อพระเจ้า และมานมัสการพระองค์อย่างเป็นปกติ นี่คือจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้า การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการนบนอบต่อพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเกิดมาจากความรู้สึกเร่าร้อน การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง นับประสาอะไรที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การแสดงออกของชีวิต นับประสาอะไรที่จะเป็นเรื่องเดียวกับการรู้จักพระเจ้า ไม่สำคัญว่า พฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามอย่างไร นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่า พวกเขาได้นบนอบต่อพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่า พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ” (“ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “โดยหลักแล้ว การเปลี่ยนสภาพในอุปนิสัยอ้างอิงถึงการเปลี่ยนสภาพของธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง สิ่งทั้งหลายของธรรมชาติของบุคคลหนึ่งนั้นไม่สามารถมองเห็นได้จากพฤติกรรมภายนอก สิ่งเหล่านั้นสัมพันธ์โดยตรงกับความมีคุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของเขา นั่นก็คือ สิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับทัศนะของบุคคลหนึ่งที่มีต่อชีวิตและค่านิยมทั้งหลายของเขา สิ่งทั้งหลายที่อยู่ในห้วงลึกของจิตใจของเขา และแก่นแท้ของเขา หากบุคคลหนึ่งไม่สามารถยอมรับความจริงได้ เขาย่อมจะไม่ก้าวผ่านการเปลี่ยนสภาพในแง่มุมเหล่านี้เลย เฉพาะโดยการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า การเข้าสู่ความจริงอย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนเราและทัศนะของคนเราที่มีต่อการดำรงอยู่และชีวิต การปรับทรรศนะของคนเราให้อยู่ในแนวเดียวกับของพระเจ้า และการกลับกลายมามีความสามารถที่จะนบนอบและอุทิศแด่พระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น จึงจะพูดได้ว่าอุปนิสัยของคนเราได้เปลี่ยนสภาพไปแล้ว” (“สิ่งใดที่ควรรู้เกี่ยวกับการแปลงสภาพอุปนิสัยของคนเรา” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

พี่น้องหลินกล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมไม่ได้หมายความว่าอุปนิสัยแห่งชีวิตของคนคนนั้นได้เปลี่ยนไป หรือว่าคนคนนั้นจะเชื่อฟังและภักดีต่อพระเจ้า ผู้คนจำนวนมากที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าทำความดี พวกเขาช่วยเหลือการกุศล ช่วยเหลือคนยากจน และเสียสละ แต่เมื่อพบกับความทุกข์ พวกเขามักจะบ่นว่าพระเจ้า พวกเขาปฏิเสธพระองค์ และทรยศพระองค์ นี่ใช่การเชื่อฟังพระเจ้าจริงๆ เหรอ” “ศิษยาภิบาลกับผู้อาวุโสบางคนพูดเรื่องความรักบ่อยๆ แต่พวกเขาจะให้พรและอธิษฐานให้กับคนที่บริจาคให้คริสตจักรเท่านั้น นี่ใช่ความรักแท้เหรอ” “บางคนดูเหมือนจะถ่อมตนและใจเย็น แต่ธรรมชาติของพวกเขากลับหยิ่งผยองและถือดี พวกเขาตีความพระคัมภีร์เพื่อยกยอตัวเอง และทำให้ผู้คนสับสน พวกเขาแก่งเย่งอำนาจในคริสตจักร และยังยักยอกเงินของคริสตจักรด้วย ศิษยาภิบาลบางคนแสร้งทำเป็นช่วยเหลือและสนับสนุนผู้เชื่อ และแสดงท่าทีรักใคร่ แต่เมื่อผู้เชื่อจิตวิญญาณเหือดแห้งและศรัทธาเสื่อมถอย เพราะถูกคริสตจักรทอดทิ้ง พวกเขาก็แก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ พวกเขาถึงกับห้ามผู้เชื่อฟังคนอื่น หรือเสาะหาคริสตจักรที่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาไม่คิดถึงชีวิตตัวเอง แบบนั้นเสแสร้งไม่ใช่เหรอ” “นอกจากนี้พวกฟาริสียังแสดงความรักต่อผู้อื่น และดูผิวเผินเหมือนศรัทธา แต่เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา พวกเขาก็ไม่ตรวจสอบพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาต่อต้าน ประณาม และใส่ความพระองค์ พวกเขาถึงกับสมรู้ร่วมคิดกับพวกโรมันนำพระองค์ไปตรึงกางเขน” “นี่แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมที่ดีแต่ผิวเผินนั้นไม่เหมือนกับการปฏิบัติความจริง รู้จักพระเจ้าหรือสวามิภักดิ์ต่อพระองค์” “นอกจากธรรมชาติที่มีบาปของเราจะได้รับการแก้ไข เราก็ยังสามารถต่อต้านหรือทรยศพระเจ้าได้อยู่” “แต่ไม่ใช่กับคนที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้ว” “เพราะธรรมชาติอันผิดบาปและอุปนิสัยแบบซาตานของพวกเขาได้ถูกกำจัดไปแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน หรือเผชิญหน้าการทดสอบแบบไหน พวกเขาจะไม่เป็นปฏิปักษ์หรือต่อต้านพระเจ้า พวกเขาจะสามารถสวามิภักดิ์และแสดงความภักดีต่อพระองค์ได้ พวกเขาจะปฏิบัติตนอย่างอ่อนน้อม และอดทน อีกทั้งแสดงความรักที่ถูกศีลธรรมต่อกัน ไม่ใช่แค่ความรักที่ผิวเผินหรือไร้สาระ การกระทำของพวกเขาอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า นี่แสดงว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้ว” “ถึงตรงนี้เราควรเห็นได้ชัดแล้ว ว่าเพื่อปลดปล่อยตัวเราเองจากบาปและได้รับความรอด การทำความดียังไม่พอ เราต้องชำระอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเราให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเหล่านั้น ถ้าเราอยากปลดปล่อยตัวเราจากธรรมชาติที่ผิดบาปของเราอย่างหมดจด และได้รู้จักพระเจ้า สวามิภักดิ์ต่อพระองค์ และรักพระองค์ เราต้องยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา เราจะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าเมื่ออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น”

ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่น้องหลินพูดเป็นอย่างมาก ฉันบอกเขาว่า “พระวจนะสามบทตอนที่คุณอ่านวิเศษมากเลยค่ะ คนที่มีพฤติกรรมดีไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่ทำบาปหรือต่อต้านพระเจ้า และไม่ได้แปลว่าเขาบริสุทธิ์ หรือเหมาะสมที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักร ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงกลับมาช่วยเราให้รอด เราจะไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาปได้” “องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อมนุษย์ให้บริสุทธิ์เมื่อทรงกลับมายังไงคะ”

พี่น้องหลินยิ้ม และกล่าวว่า “พระคัมภีร์มีคำเผยพระวจนะเรื่องนี้เยอะมาก เช่น ‘เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น’ (ยอห์น 16:12-13) ‘เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย’ (ยอห์น 12:47-48)” “บทตอนนี้กล่าวว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาเพื่อแสดงความจริงและพิพากษามวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม” ส่วนจะทรงทำอย่างไรนั้น พี่น้องหลินได้ให้ฉันอ่านอีกบทตอนหนึ่ง “ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พี่น้องหลินกล่าวว่า “ในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าจะทรงแสดงความจริง อีกทั้งพิพากษาและชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์ ความจริงเหล่านี้ไม่ได้สัมพันธ์กับพฤติกรรมภายนอก เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา โต้เถียง ไม่อดทนอดกลั้น และอื่นๆ สิ่งพวกนี้ออกแบบมาเพื่อเปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและแก่นแท้ของธรรมชาติของเราออกมา เพื่อชำแหละความคิดและความตั้งใจผิดๆ ของเรา ผ่านสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าเผยออกมา เราสามารถเห็นได้ว่าเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนัก และเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เช่น ความหยิ่งยโส หลอกลวง ชั่วร้าย และเลวทราม” “เราถูกครอบงำโดยธรรมชาติที่หยิ่งยโสของตัวเอง เราจึงอยากมีอำนาจและมีคนนับหน้าถือตาอยู่เสมอ อยากควบคุมทุกอย่าง เราทำงานหนักเพื่อพระเจ้า ทั้งยังเสียสละ แต่ทำเพื่อให้ได้รับพระคุณและพระพรจากพระองค์ตอบแทนเท่านั้น เมื่อพบความยากลำบาก เราโทษพระองค์ และต่อต้านพระองค์ พระวจนะของพระเจ้าพิพากษาเรา เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเราขาดสำนึกผิดชอบและเหตุผลของคนปกติ เราเห็นความจริงของความเสื่อมทรามของเราที่กระทำโดยซาตาน และเราเริ่มเกลียดและสาปแช่งตัวเอง อีกทั้งสำนึกผิดอย่างแท้จริงในหัวใจ ในขณะเดียวกัน การพิพากษาและการเปิดเผยของพระวจนะของพระเจ้า ก็แสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าโปรดผู้คนแบบไหน และพระองค์ประทานพระพรให้ใคร รวมถึงผู้คนที่ทรงเกลียดชังและสาปแช่ง เราได้รับประสบการณ์ว่า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้ามิอาจถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ และสร้างหัวใจ ที่เคารพนับถือพระเจ้า” “เมื่อมุมมองของเราเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้น เราสามารถพยายามเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าได้ เราจะเริ่มค่อยๆ หนีจากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามได้ อีกทั้งสามารถเคารพและสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อทำอย่างนี้ ธรรมชาติที่มีบาปของเราจะถูกแก้ไขได้จากต้นตอของปัญหา”

ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่พี่น้องหลินอ่าน ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะพูดได้ ฉันเลยถามเขาว่าใครเป็นคนพูด เขาบอกฉันว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์ยุคสุดท้ายได้ตรัสเอาไว้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คือองค์พระเยซูเจ้าซึ่งทรงเสด็จกลับมา” “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงพระวจนะไว้นับล้านๆ คำ ซึ่งได้รับการรวบรวมไว้ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ผู้คนที่รักในความจริง และเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงจากทุกศาสนา ได้กลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หลังจากได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ พวกเขาได้รับประสบการณ์การพิพากษาจากพระวจนะของพระองค์ และอุปนิสัยแห่งชีวิตของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เว็บไซต์ของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีคำพยานจากพี่น้องชายหญิงจำนวนมาก” ฉันได้ยินแล้วตื่นเต้นมาก ฉันบอกว่า “ถ้อยคำพวกนี้ให้ความรู้สึกต่างออกไป เพราะเป็นพระวจนะของพระเจ้า! ฉันไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันได้รับพระพรจริงๆ!” ต่อมาฉันก็เปิดอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง และเห็นคำพยานของผู้คนที่ถูกพิพากษาผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และถูกเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนเอง อย่างเช่น “ในที่สุดฉันก็ได้ใช้ชีวิตอย่างคล้ายมนุษย์บ้าง” “การพิพากษาคือความสว่าง” “วิธีที่ฉันได้รับการพิพากษาจากพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย” “การพิพากษาของพระเจ้าได้ชำระฉันให้บริสุทธิ์” ฉันรู้สึกว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ และรู้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าจริงๆ ฉันยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าด้วยความกระตือรือร้น หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความขอบคุณพระเจ้า ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้ให้พี่น้องชายหญิงมาเทศนาคำสอนให้ฉันฟัง ที่ได้รับเกียรติให้ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และประทานหนทางการชำระบาปของฉันให้บริสุทธิ์!

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทำงานหนักทำให้เราได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์หรือไม่

โดย Sheila, เคนยา ฉันเกิดในครอบครัวคาทอลิกค่ะ บาทหลวงของเราพูดเสมอว่า เราควรติดตามพระบัญญัติของพระเจ้า มอบความรักให้แก่กัน เข้าพิธีมิสซา...