ผมได้ถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแล้ว

วันที่ 10 เดือน 01 ปี 2021

โดย Zhang Yue, อินโดนีเซีย

ตอนอายุ 20 ปี ผมได้รับบัพติศมาและได้หันเข้าหาองค์พระเยซูเจ้า การเทศนาเรื่องความรักขององค์พระเยซูเจ้าและการสอนของศิษยาภิบาลทำให้หัวใจผมอบอุ่น และพี่น้องชายหญิงของผมทั้งหมดในคริสตจักรก็ช่วยเหลือกันและกันดีมาก ดังนั้นผมจึงรื่นรมย์ในการไปคริสตจักรนั้นจริงๆ ผมมักจะได้ยินศิษยาภิบาลพูดบ่อยๆ ว่า “องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้เรา พระองค์คืนพระชนม์และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์เพื่อทรงจัดเตรียมที่ไว้ให้เรา เมื่อการจัดเตรียมของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ พระองค์จะเสด็จมารับเราเข้าสู่สวรรค์ เพราะองค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า ‘เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกและรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย’ (ยอห์น 14:2-3) และอีกครั้งใน 1 เธสะโลนิกา 4:17 ‘หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์’” ศิษยาภิบาลมักจะพูดกับเราว่า “ตราบใดที่เราไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา พระองค์จะทรงนำเราขึ้นสู่สวรรค์และเราจะอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ ในสวรรค์ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีความป่วยไข้ และไม่มีน้ำตา มีเพียงความปีติยินดีและสันติสุขเท่านั้น…” ผมพบความหวังและการหนุนใจในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ผมเชื่อว่าตราบใดที่ผมติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและอดทนจนถึงบทอวสานสุดท้าย ผมจะถูกรับขึ้นไปสู่สวรรค์และสำราญกับพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน ผมหวังอยู่เสมอว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาในไม่ช้าเพื่อทรงรับผมขึ้นไปสู่สวรรค์

จนกระทั่งวันหนึ่งในเดือนกันยายนปี 2017 ผมเจอพี่น้องหวังทางเฟซบุ๊ก เขาบอกผมว่า “องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เพื่อทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและชำระให้บริสุทธิ์ในยุคสุดท้าย” เมื่อผมได้ฟังข่าวนี้ ผมก็ตกตะลึงไปเลย องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้วเหรอ เป็นไปได้ยังไงกัน พระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้ายังไม่เกิดขึ้นเลย พระองค์จะทรงกลับมาแล้วได้ยังไง ก่อนที่พี่น้องหวังจะพูดจบ ผมก็ขัดขึ้นว่า “เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมา เราทุกคนจะถูกรับขึ้นไปสู่หมู่เมฆเพื่อพบองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เราทุกคนยังอยู่บนแผ่นดินโลกนี่ครับ ยังไม่มีใครในหมู่พวกเราถูกรับขึ้นไป ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าจะทรงกลับมาแล้วได้ยังไงครับ” พี่น้องหวังแนะนำให้ผมแสวงหาและตรวจสอบพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครับ เขายังพูดด้วยว่าเขาจะสามัคคีธรรมกับผมหากผมมีข้อสงสัยอะไร แต่เพราะว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นต่างจากความเข้าใจของผม และตอนนั้นผมงานยุ่งพอสมควร ผมจึงไม่ได้ติดต่อกลับหาพี่น้องหวังอีกเลย

หลังจากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน ผมได้พักงานหนึ่งเดือนระหว่างที่บริษัทของผมกำลังปรับปรุงใหม่ ดังนั้นจู่ๆ ผมก็เลยมีเวลาว่างมากมาย ผมมักจะเข้าเฟซบุ๊กและแชทกับเพื่อนๆ บ่อยๆ ผมสังเกตว่าเพื่อนของผมหลายคนโพสต์ภาพยนตร์ วิดีโอ บทความคำพยาน มิวสิควิดีโอ และเพลงสรรเสริญจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่พี่น้องหวังบอกผมว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว ดังนั้นผมจึงเกิดความอยากรู้ขึ้นมา คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นคริสตจักรแบบไหนกันแน่นะ ทำไมถึงดูเติบโตเร็วนัก สุภาษิตที่คุ้นเคยบทหนึ่งผุดขึ้นในใจผม “สิ่งที่มาจากพระเจ้าจะต้องงอกงาม!” เป็นไปได้ไหมว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะเป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาจริงๆ แต่แล้วผมก็คิดว่า “เรายังไม่ได้ถูกรับขึ้นไปเลย และพระสัญญาของพระเจ้าก็ยังไม่ลุล่วง ดังนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผมรู้สึกสับสนมาก แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังแชทกับน้องสาวหลี่เพื่อนของผมทางเฟซบุ๊ก ผมถามเธอว่า “คุณเคยได้ยินเรื่องคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไหม” เธอบอกว่าเธอรู้จักคริสตจักรนี้ และพูดว่านี่เป็นคริสตจักรเดียวที่ให้คำพยานอย่างเปิดเผยว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้ว และลูกพี่ลูกน้องของเธอเพิ่งยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเคยพาเธอไปฟังคำเทศนาอยู่สองครั้ง เธอพูดว่าคำเทศนาที่เธอได้ฟังที่คริสตจักรนั้นสดใหม่และให้ความรู้แจ้งมาก และช่วยตอบคำถามมากมายที่เธอมีเกี่ยวกับความเชื่อของเธอได้ เธอจึงตัดสินใจตรวจสอบคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

เมื่อผมได้ยินว่าน้องหลี่กำลังจะตรวจสอบคริสตจักรนั้น ผมก็เกิดความกังวลใจเล็กน้อย และรีบตอบเธอว่า “1 เธสะโลนิกา 4:17 กล่าวว่า ‘หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ’ แต่เราทั้งหมดยังอยู่บนแผ่นดินโลกนี่ เรายังไม่ถูกรับขึ้นไป ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาแล้วได้ยังไง คุณไม่ควรจิตใจคับแคบและถูกนำให้หลงทางนะ” น้องหลี่พูดว่า “เราต้องไม่ใจแคบ แต่ถ้าปฏิเสธเรื่องนี้อย่างมืดบอดโดยไม่ตรวจสอบก่อนก็ผิดเหมือนกัน นั่นไม่ใช่น้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า! หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาจริงๆ แต่เราผ่านพระองค์ไปเพราะเราไม่ยอมตรวจสอบ เราต้องเสียใจแน่ๆ องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า ‘ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา’ (มัทธิว 7:8) ตราบใดที่เราแสวงหาด้วยใจเปิดกว้าง เราจะได้รับรางวัลอย่างแน่นอน” ผมคิดว่าสิ่งที่น้องหลี่พูดนั้นสมเหตุสมผลมาก การต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ของเรา และไม่ควรเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ

ดังนั้นผมจึงเข้าเว็บไซต์คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับน้องหลี่ เพื่อตรวจสอบคริสตจักรนี้ให้มากขึ้น เราชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อ รับขึ้นไปในหายนะ ซึ่งในนั้นมีบทสนทนาระหว่างคนสามคนที่ประทับใจผมอย่างมาก ในฉากนั้น พี่น้องกั๋วอ่านคำเผยพระวจนะบางส่วนจากวิวรณ์ว่า “แล้วข้าพเจ้าก็หันกลับมาดูตรงที่พระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้านั้น และเมื่อหันกลับมาแล้วข้าพเจ้าก็เห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน ในท่ามกลางคันประทีปเหล่านั้นมีผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์” (วิวรณ์ 1:12-13) “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณได้ตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ บทที่ 2, 3) เขาพูดว่า “ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาระหว่างยุคสุดท้าย พระองค์จะทรงจุติมาเป็นบุตรมนุษย์เพื่อตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย องค์พระเยซูเจ้าตรัสด้วยว่า ‘แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา’ (ยอห์น 10:27) เราควรเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาและแสวงหาพระสุรเสียงของพระเจ้า ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสกับคริสตจักรทั้งหลายที่ไหน ที่นั่นก็จะมีพระสุรเสียงของพระเจ้า รวมถึงการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า หลังจากเราฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ยอมรับพระราชกิจของพระองค์ และกลับไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าเท่านั้น ที่เราจะถูกรับขึ้นไป! ผมเข้าใจว่า ‘การรับขึ้นไป’ รวมถึง การได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า การยอมรับการจุติมาของบุตรมนุษย์ และการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า นี่คือความหมายที่แท้จริงของการถูกรับขึ้นไป เราจะไม่ถูกรับขึ้นไปหากเราไม่ยอมรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าจะทรงละทิ้งเรา” แล้วพี่น้องโจวก็สามัคคีธรรมว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดเป็นบุตรมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกในยุคสุดท้าย เราถูกรับขึ้นไปเมื่อเรายอมรับบุตรมนุษย์ผู้ทรงจุติมา เราต้องเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาและแสวงหาพระสุรเสียงของพระเจ้า การพบถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการยอมรับพระเจ้าแปลว่าเราถูกรับขึ้นไปอย่างแท้จริง!” แล้วพี่น้องเจิ้งก็พูดว่า “ตอนนี้เรารู้ความหมายที่แท้จริงของการรับขึ้นไปแล้ว การรับขึ้นไปคือเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงหาพวกเรา เมื่อเราได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และกลับไปเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในที่สุด มันไม่เกี่ยวกับการถูกรับจากสถานที่ต่ำขึ้นไปสู่สถานที่สูง เราเชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ในฟ้าสวรรค์และจะรับพวกเราขึ้นไปสู่สวรรค์ แต่การรับขึ้นไปนี้เป็นจินตนาการที่เราปั้นแต่งขึ้น มันไม่ตรงกับความจริงเลย!”

พอผมชมภาพยนตร์ถึงจุดนั้น ผมก็เกิดความสับสนเล็กน้อย ผมจึงถามน้องหลี่ว่า “นี่ต่างจากความเข้าใจเรื่องการรับขึ้นไปของผม แปลว่าผมเข้าใจผิดเรื่องการรับขึ้นไปมาตลอดเหรอ ศิษยาภิบาลของผมอธิบายเรื่องการรับขึ้นไปแบบนี้มาตลอด การรับขึ้นไปอ้างถึงการที่องค์พระเยซูเจ้าทรงยกเราขึ้นไปในฟ้าอากาศเพื่ออยู่กับพระองค์เมื่อพระองค์ทรงกลับมา ความเข้าใจนี้จะผิดได้จริงเหรอ”

น้องหลี่ตอบว่า “สิ่งที่พวกเขาพูดนั้นให้ความรู้แจ้ง อย่างไรเสีย ก็มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่าผู้บริสุทธิ์เท่านั้นที่จะเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ถ้ายังติดอยู่ในวงจรการทำบาปและสารภาพบาปแบบเรา เราเหมาะสมที่จะได้มององค์พระผู้เป็นเจ้าเหรอ แนวคิดเรื่องการถูกรับขึ้นไปในฟ้าอากาศเพื่อพบองค์พระผู้เป็นเจ้ามันไม่คลุมเครือเกินไปหน่อยเหรอ ฉันได้ยินพี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์พูด ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ ซึ่งอภัยบาปให้มวลมนุษย์เท่านั้น แต่อุปนิสัยที่เสื่อมทรามและธรรมชาติบาปหนาของมนุษย์ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนยังกระทำบาปและต่อต้านพระเจ้าบ่อยๆ และดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ได้ เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระเจ้าได้เสด็จมาในเนื้อหนังในยุคสุดท้าย สานต่อพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงกำลังแสดงความจริง อีกทั้งพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาด เพื่อถอนรากต้นเหตุแห่งบาปของมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะสามารถเป็นอิสระจากบาป ได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ดังนั้นฉันไม่คิดว่าการรับขึ้นไปจะเรียบง่ายอย่างเราที่จินตนาการกัน”

หลังจากได้ยินน้องหลี่พูด ผมยังรู้สึกด้วยว่าแนวคิดการรับขึ้นไปนั้นยังมีความลึกลับอยู่ และผมอยากหาคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน เราจึงติดต่อพี่น้องหวังที่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเล่าความสับสนของเราให้เขาฟัง ผมบอกว่า “1 เธสะโลนิกา 4:17 กล่าวว่า ‘หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ’ เราเห็นว่าในภาพยนตร์ รับขึ้นไปในหายนะ การรับขึ้นไปหมายถึงการได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลกนี้ และการยอมรับพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงกลับมา ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าว คือการถูกรับขึ้นไปสู่ฟ้าอากาศเพื่อพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า นี่ไม่ได้ขัดแย้งกับพระวจนะในพระคัมภีร์เหรอครับ”

เขาพูดอย่างนี้ครับ “สำหรับความลึกลับของการรับขึ้นไป ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ครับ เราควรแสวงหาความจริงบนพื้นฐานของพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าและคำเผยพระวจนะทั้งหลายในวิวรณ์ สิ่งนี้เท่านั้นที่ถูกต้องครับ คำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่ายังไงครับ ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก’ (มัทธิว 6:9-10) องค์พระเยซูเจ้าทรงบอกเราไว้อย่างชัดเจน ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะลงมายังแผ่นดินโลกในยุคสุดท้าย ราชอาณาจักรจะไม่อยู่ในฟ้าสวรรค์ น้ำพระทัยของพระเจ้าจะดำเนินไปบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับในฟ้าสวรรค์ อีกอย่าง ในวิวรณ์กล่าวว่า ‘และข้าพเจ้าได้เห็นนครบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเล็มใหม่ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า […] “นี่แน่ะ ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว และพระองค์จะประทับกับเขาทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ พระเจ้าเองจะสถิตกับเขา [และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา]”’ (วิวรณ์ 21:2-3) ‘อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์’ (วิวรณ์ 11:15) คำเผยพระวจนะเหล่านี้กล่าวว่า ‘ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว’ ‘อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์’ และ ‘นครเยรูซาเล็มใหม่ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า’ พระวจนะเหล่านี้พิสูจน์ ว่าพระเจ้าจะทรงสร้างราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกในยุคสุดท้าย พระองค์จะทรงพระชนม์ชีพท่ามกลางมนุษย์ และบรรดาประชาชาติของโลกจะกลายเป็นราชอาณาจักรของพระคริสต์ หากเรารักษาสิ่งนั้นไว้ตามความเชื่อของเรา ราชอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในฟ้าสวรรค์และเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงรับเราขึ้นไปสู่ฟ้าสวรรค์ คำเผยพระวจนะเหล่านั้นจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ”

ในเรื่องนี้ ผมคิดกับตัวเองว่า “ตลอดหลายปีที่ฉันเป็นคริสเตียนมา ฉันอธิษฐานคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ว่าขอให้ราชอาณาจักรของพระเจ้ามาตั้งอยู่ และขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นจริงบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับในฟ้าสวรรค์ วิวรณ์กล่าวชัดเจนว่า ‘ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว’ ‘อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์’ และ ‘นครเยรูซาเล็มใหม่ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า’ ทั้งหมดนี้อธิบายกระจ่างชัด ฉันไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเองได้ยังไงนะ ทำไมศิษยาภิบาลหรือเหล่านักเทศน์ถึงไม่พูดถึงบทเหล่านี้ล่ะ คำเทศนาของคนเหล่านี้จากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ความรู้แจ้งอย่างมาก คำเทศนาเหล่านี้อธิบายทุกอย่างได้เรียบง่ายและชัดเจน ยิ่งฉันได้ฟังเท่าไร ฉันก็ยิ่งสนใจมากขึ้นเท่านั้น” แต่ผมยังมีข้อสงสัยบางประการเหลืออยู่ ผมจึงถามพี่น้องหวังว่า “การอภิปรายของคุณเรื่องการที่พระเจ้าทรงสร้างราชอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก นั้นสดใหม่ และสอดคล้องกับพระคัมภีร์ แต่องค์พระเยซูเจ้ายังทรงสัญญาไว้ว่า ‘เราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกและรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย’ (ยอห์น 14:2-3) เมื่อองค์พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์และเสด็จขึ้นไปสู่สวรรค์ พระองค์ทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกเรา ดังนั้นที่นั่นควรจะอยู่ในสวรรค์สิครับ จะเข้าใจบทตอนนี้เป็นอย่างอื่นได้ยังไง”

พี่น้องหวังตอบด้วยการสามัคคีธรรมว่า “ในพระวจนะทั้งหมดขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีความลึกลับ เราไม่สามารถจำกัดพระราชกิจของพระเจ้าตามมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของเราเองได้ เพราะพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่สามารถหยั่งถึงได้ หลังจากพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์และสำแดงต่อหน้าพวกเราแล้วเท่านั้น ที่เราจะสามารถเห็นได้ชัดเจน หลังจากที่ผมยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย และเห็นผลของพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้นที่ผมตระหนักว่า การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดเตรียมที่ไว้ให้เราหมายความว่าอะไร มันหมายถึงการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงลิขิตด้วยว่าเราจะเกิดในยุคสุดท้ายเพื่อยอมรับพระราชกิจของพระองค์ นี่จึงลุล่วงตามที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย’ (ยอห์น 14:3) ดังนั้นคุณสามารถเห็นได้ว่า ที่ที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้เรานั้นอยู่บนแผ่นดินโลก ไม่ใช่ในฟ้าสวรรค์” พอได้ยินแบบนี้ ผมก็รู้ตัวว่าก่อนหน้านี้ผมไม่รู้เรื่องรู้ราวแค่ไหน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในยุคสุดท้ายเพื่อตรัสและทรงพระราชกิจของพระองค์ แต่ผมเองยังคงจ้องมองขึ้นไปบนหมู่เมฆ เฝ้ารอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับผมขึ้นไปยังฟ้าอากาศ ผมเข้าใจผิดไปอย่างสิ้นเชิง! ผมจะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและถูกรับขึ้นไปได้ยังไง

แล้วพี่น้องหวังก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บทตอนหนึ่ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อพระเจ้าและมนุษยชาติเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน นั่นหมายความว่า มนุษยชาติได้รับการช่วยให้รอดและซาตานได้ถูกทำลายไปแล้ว และหมายความว่าพระราชกิจของพระเจ้าในมนุษย์นั้นครบบริบูรณ์อย่างถ้วนทั่วแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงสานต่อพระราชกิจในมนุษย์อีกต่อไป และพวกเขาจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานอีกต่อไป เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงสาละวนอีกต่อไป และพวกมนุษย์ก็จะไม่เคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดหย่อนอีกต่อไป พระเจ้าและมนุษยชาติจะเข้าสู่การหยุดพักไปพร้อมกัน พระเจ้าจะทรงเสด็จกลับสู่พระราชฐานดั้งเดิมของพระองค์ และแต่ละคนก็จะกลับไปสู่สถานที่แต่ละแห่งของพวกเขา เหล่านี้คือบั้นปลายที่พระเจ้าจะทรงพำนักและมนุษย์จะอาศัยอยู่เมื่อการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าเสร็จสิ้นลงแล้ว พระเจ้าทรงมีบั้นปลายของพระเจ้า และมนุษยชาติก็มีบั้นปลายของมนุษยชาติ ขณะทรงหยุดพัก พระเจ้าจะทรงสานต่อการทรงนำพวกมนุษย์ทั้งมวลในการใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลกของพวกเขาต่อไป และขณะที่อยู่ในความสว่างของพระองค์ พวกเขาจะนมัสการพระเจ้าแท้จริงพระองค์เดียวบนสวรรค์ พระเจ้าจะไม่ทรงดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางมนุษยชาติอีกต่อไป อีกทั้งพวกมนุษย์จะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับพระเจ้าในบั้นปลายของพระองค์ได้ พระเจ้าและพวกมนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในอาณาจักรเดียวกันได้ ตรงกันข้าม ทั้งสองมีลักษณะการดำรงชีวิตแต่ละอย่างของตนเอง พระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำมนุษยชาติทั้งมวล และมนุษยชาติทั้งมวลคือการตกผลึกของพระราชกิจการบริหารจัดการของพระเจ้า พวกมนุษย์คือผู้ซึ่งได้รับการนำทาง และไม่ได้มีแก่นแท้แบบเดียวกันกับพระเจ้า การ ‘หยุดพัก’ หมายถึงการกลับคืนสู่สถานที่ดั้งเดิมของคนเรา เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าทรงเข้าสู่การหยุดพัก จึงหมายถึงพระองค์ได้ทรงกลับมาสู่พระราชฐานดั้งเดิมของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่บนแผ่นดินโลกหรืออยู่ท่ามกลางมนุษยชาติเพื่อร่วมแบ่งปันความชื่นบานยินดีและความทุกข์ของพวกเขาอีกต่อไป เมื่อพวกมนุษย์เข้าสู่การหยุดพัก หมายถึงการที่พวกเขาได้กลายเป็นวัตถุแห่งการทรงสร้างแท้จริง พวกเขาจะนมัสการพระเจ้าจากบนแผ่นดินโลก และดำเนินชีวิตแบบมนุษย์ปกติ ผู้คนจะไม่เป็นผู้ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์อีกต่อไป และจะกลับคืนสู่ชีวิตดั้งเดิมของอาดัมและเอวา เหล่านี้คือการดำรงพระชนม์ชีพ การดำรงชีวิต และบั้นปลายแต่ละแบบของพระเจ้าและพวกมนุษย์หลังจากที่พระเจ้าและพวกมนุษย์ได้เข้าสู่การหยุดพัก การพ่ายแพ้ของซาตานเป็นแนวโน้มที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ในการสู้รบระหว่างมันกับพระเจ้า เช่นนั้นเอง การเข้าสู่การหยุดพักของพระเจ้าหลังจากการครบบริบูรณ์แห่งพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ และความรอดอย่างครบบริบูรณ์และการเข้าสู่การหยุดพักของมนุษยชาติก็ได้กลายเป็นแนวโน้มที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ในทำนองเดียวกัน สถานที่แห่งการหยุดพักของมนุษยชาติคือบนแผ่นดินโลก และพระราชฐานแห่งการหยุดพักของพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ ขณะที่พวกมนุษย์นมัสการพระเจ้าในการหยุดพัก พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก และขณะที่พระเจ้าทรงนำทางมนุษยชาติที่เหลือในการหยุดพักนั้น พระองค์จะทรงนำทางพวกเขาจากสวรรค์ ไม่ใช่จากแผ่นดินโลก” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

แล้วพี่น้องหวังก็พูดว่า “ในปฐมกาล แรกสุดพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นจากผงคลีดินบนแผ่นดินโลก และเมื่อมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม ก็บนโลกนี่แหละที่พระเจ้าทรงนำและทรงไถ่มวลมนุษย์ผ่านพระราชกิจของพระองค์ ตอนนี้ ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงจุติเป็นมนุษย์อีกครั้ง ทรงแสดงความจริงเพื่อพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาด เพื่อที่จะแก้ไขความบาปของมนุษย์ และสร้างกลุ่มผู้ชนะ ผู้ชนะเหล่านี้สามารถฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า นบนอบต่อพระองค์ และทำตามวิถีของพระองค์ได้ น้ำพระทัยของพระเจ้าจะดำเนินไปและราชอาณาจักรของพระคริสต์จะเป็นจริงขึ้นบนแผ่นดินโลกนี้ นำพระสิริมาสู่พระเจ้า เมื่องานบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์เสร็จสมบูรณ์ พระองค์จะทรงชนะซาตานแล้ว กองกำลังของซาตานจะไม่สามารถรบกวนโลกได้อีกต่อไป ทั้งหมดที่เหลืออยู่จะมีแค่คนที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้รอด อีกทั้งมนุษย์จะไม่ต่อต้านและเป็นกบฏต่อพระเจ้าอีกแล้ว มวลมนุษย์จะอยู่อย่างสงบ ไม่มีสงครามอีก และพระเจ้ากับมนุษย์อาจเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน ที่พำนักของพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ ส่วนที่พำนักสุดท้ายของมนุษย์อยู่บนแผ่นดินโลก พระเจ้าจะทรงนำมวลมนุษย์จากที่ประทับของพระองค์ในสวรรค์ และมนุษย์จะนมัสการพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เพลิดเพลินกับการดำรงอยู่เหมือนสวรรค์ นี่คือชีวิตซึ่งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและแสนอัศจรรย์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำให้สัมฤทธิ์ผลในที่สุด”

สิ่งที่พี่น้องหวังพูดมีบางอย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงมาก เมื่อซาตานถูกทำลาย โลกจะเป็นอิสระจากกองกำลังที่มืดและชั่วร้าย และชีวิตที่พระเจ้าทรงวางแผนไว้ให้เราจะเป็นชีวิตที่แสนอัศจรรย์ที่สุด! มโนคติที่หลงผิดของผมเรื่องการรับขึ้นไปนั้นคลุมเครือมากจนถึงตอนนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้ใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลก แล้วมนุษย์จะขึ้นสวรรค์อย่างง่ายดายได้ยังไง หากพระเจ้าทรงรับมนุษย์ขึ้นไปสู่ฟ้าอากาศจริงๆ พวกเขาจะอยู่รอดโดยไม่มีอาหารหรือที่กำบังได้ยังไง ความคิดเรื่องการพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศนี้เป็นผลจากมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์อย่างแท้จริงครับ เป็นวิธีคิดแบบเด็กๆ จริงๆ ผมมักจะเคยได้ยินศิษยาภิบาลพูดว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ และตอนนั้นผมเชื่อจริงๆ และโหยหาการถูกรับขึ้นไปสู่สวรรค์ ผมเดาว่าศิษยาภิบาลและนักเทศน์พวกนั้นก็ไม่เข้าใจพระคัมภีร์เหมือนกัน! พวกเขาตีความพระวจนะของพระเจ้าผิดๆ ตามมโนคติที่หลงผิดของตัวเอง พวกเขากำลังชักนำผู้คนไปในทางที่ผิดจริงๆ!

พี่น้องหวังสามัคคีธรรมต่อไปว่า “สำหรับความหมายที่แท้จริงของการรับขึ้นไป เรามาอ่านพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้กันครับ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า ‘“การถูกรับไว้” ไม่ได้หมายถึงการถูกนำไปจากที่ต่ำต้อยไปสู่ที่สูงส่ง ดังที่ผู้คนอาจจินตนาการ นั่นเป็นมโนคติที่ผิดมโหฬาร “การถูกรับไว้” หมายถึงการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วตามด้วยการคัดสรรของเรา มันมุ่งตรงไปที่ทุกคนที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและเลือกสรรไว้ บรรดาผู้ที่ถูกรับไว้ทั้งหมดคือผู้คนที่ได้รับสถานะของบรรดาบุตรหัวปีหรือบรรดาบุตร หรือผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้า การนี้เข้ากันไม่ได้มากที่สุดกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน บรรดาผู้ที่จะมีส่วนแบ่งในบ้านของเราในอนาคตก็คือผู้ที่ได้ถูกรับไว้เบื้องหน้าเราทั้งหมด นี่เป็นจริง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และมิอาจปฏิเสธได้อย่างแน่นอน มันเป็นการตีโต้ซาตาน ผู้ใดก็ตามที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าจะถูกรับไว้เบื้องหน้าเรา’ (“บทที่ 104” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พี่น้องหวังสามัคคีธรรมว่า “การรับขึ้นไปไม่เป็นอย่างที่เราจินตนาการ มันไม่ได้หมายถึงการถูกรับจากแผ่นดินโลกเข้าสู่หมู่เมฆเพื่อพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่ได้หมายความว่าถูกรับเข้าสู่สวรรค์อย่างแน่นอน ความคิดนี้เกิดขึ้นผ่านแนวคิดของผู้คนและการตีความข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นตามตัวอักษร การถูกรับขึ้นไปที่จริงแล้วหมายความถึงการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและการถูกนำไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มันหมายถึงการสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า เพื่อยอมรับและนบนอบ ต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และเดินตามย่างพระบาทของพระเมษโปดก เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อตรัสและทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ คนทั้งหมดที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและติดตามพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ได้ถูกรับขึ้นไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าแล้ว คนเหล่านี้คือหญิงพรหมจารีมีปัญญา พวกเขาคือ ‘ทองคำ เงิน และอัญมณีต่างๆ’ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำกลับไปยังพระนิเวศของพระเจ้า คนเหล่านี้ทั้งหมดมีความสามารถ พวกเขายอมรับและเข้าใจความจริงได้ และเข้าใจพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาถูกรับขึ้นไปอย่างแท้จริงครับ พวกเขายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง และอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาก็ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ คนเหล่านี้คือผู้ชนะที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นก่อนความวิบัติครั้งใหญ่ และในบทอวสานพระเจ้าจะทรงนำพวกเขาไปยังบั้นปลายสุดท้ายอันอัศจรรย์ของพวกเขา นี่คือความหมายที่แท้จริงของการถูกรับขึ้นไปสู่สวรรค์ พวกคนที่ยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดของตัวเอง และรอให้องค์พระผู้เป็นเจ้ารับพวกเขาไว้ คนที่ไม่ยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย คือหญิงพรหมจารีโง่ พวกเขาจะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทอดทิ้ง และจะตกลงสู่ความวิบัติ ร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เหมือนที่พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า ‘บรรดาผู้ซึ่งมีความสามารถที่จะตั้งมั่นในระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าช่วงระหว่างยุคสุดท้าย—กล่าวคือ ในระหว่างพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายนั้น—จะเป็นบรรดาผู้ซึ่งจะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้ายเคียงข้างพระเจ้า เช่นนี้เอง บรรดาผู้ซึ่งเข้าสู่การหยุดพักทั้งหมดนั้นจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน และจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหลังจากได้ก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายของพระองค์แล้ว พวกมนุษย์เหล่านี้ ผู้ซึ่งในที่สุดจะได้ถูกรับไว้โดยพระเจ้านั้น จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้าย จุดประสงค์สำคัญของพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือเพื่อชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์และเพื่อตระเตรียมพวกเขาสำหรับการหยุดพักขั้นสูงสุด หากไม่มีการชำระให้สะอาดดังกล่าว ก็คงจะไม่มีมนุษย์คนใดถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแตกต่างกันตามประเภท หรือเข้าสู่การหยุดพักได้ พระราชกิจนี้เป็นเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นของมนุษยชาติที่จะเข้าสู่การหยุดพัก…เมื่อพระราชกิจนี้สิ้นสุดลง บรรดาผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่จะถูกชำระให้สะอาดทั้งหมดและเข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้นของมนุษยชาติ ซึ่งพวกเขาจะได้ชื่นชมกับชีวิตมนุษย์ที่มีชั่วขณะอันน่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก กล่าวคือ พวกเขาจะเริ่มวันแห่งการหยุดพักแบบมนุษย์ของพวกเขา และดำรงอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า หลังจากที่บรรดาผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ได้ถูกตีสอนและถูกพิพากษาแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกตีแผ่ออกมาโดยถ้วนทั่ว ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะถูกทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกับซาตาน มนุษยชาติแห่งอนาคตจะไม่รวมเข้ากับผู้คนประเภทนี้คนใดเลยอีกต่อไป ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินแห่งการหยุดพักขั้นสูงสุด อีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะร่วมในวันแห่งการหยุดพักที่พระเจ้าและมนุษยชาติจะร่วมแบ่งปันกัน ด้วยเพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งการลงโทษและเป็นผู้คนไม่ชอบธรรมที่ชั่วร้าย’” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) แล้วพี่น้องหวังก็พูดว่า “คนทั้งหมดที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและโหยหาให้พระเจ้าทรงปรากฏ ได้ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เมื่อได้อ่านพระวจนะของพระองค์และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และถูกรับไว้เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า พวกเขาได้รับการจัดเตรียมแห่งพระวจนะของพระเจ้า และวิญญาณของพวกเขาไม่กระหายอีกต่อไป พวกเขาไม่อ่อนแอและคิดลบอีกต่อไป และไม่ใช้ชีวิตที่ถูกพันธนาการโดยโซ่ตรวนแห่งบาปโดยไม่มีทางให้เดินอีกต่อไป ตอนนี้พวกเขาใช้ชีวิตในความสว่างของพระเจ้า หลังจากยอมรับการพิพากษาจากพระวจนะของพระเจ้า อุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งบาป และอยู่ในดินแดนแห่งอิสรภาพซึ่งไม่ถูกจองจำ นี่คือชีวิตของคนที่ถูกรับขึ้นไปไม่ใช่เหรอครับ”

การสามัคคีธรรมของพี่น้องหวังช่วยขจัดความสับสนของผมออกไป การถูกรับขึ้นไปหมายถึงการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและกลับไปอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า ในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการรับขึ้นไป หลายปีมานี้ ผมเข้าใจความหมายตามตัวอักษรของพระคัมภีร์เท่านั้น ตามมโนคติที่หลงผิดของผม ผมเชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาทรงรับเราขึ้นไปเพื่อพบกับพระองค์ ผมไม่ได้ตั้งใจคอยฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าและเกือบพลาดโอกาสที่ผมจะถูกรับขึ้นไป ผมช่างโง่อะไรอย่างนั้น! ผมเพิ่งจะตระหนักว่า บรรดาผู้ที่ถูกรับขึ้นไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า ยอมรับการพิพากษาจากพระวจนะของพระเจ้า อีกทั้งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ที่เหมาะสมจะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าและได้รับพระสัญญาของพระองค์ พระราชกิจของพระเจ้ามีพระปรีชาญาณและมีความหมายอย่างแท้จริง หลังจากการแสวงหาและตรวจสอบ และอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมก็แน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมา และยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายครับ! ผมถูกรับขึ้นไปเบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าและเข้าร่วมงานเลี้ยงของพระเมษโปดกแล้วครับ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดของพระองค์!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ตอนนี้ฉันแยกแยะพระคริสต์จริงแท้จากพระคริสต์เทียมเท็จได้แล้ว

โดย Ganxin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าซึ่งทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้รับการเรียกขานพระนามว่าพระคริสต์...