สิ่งที่เป็นความแตกต่างระหว่างการเชื่อในพระเจ้ากับการเชื่อในศาสนา

วันที่ 06 เดือน 01 ปี 2021

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

การเชื่อในศาสนาคืออะไร? การเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? มีความแตกต่างอยู่หรือไม่? อะไรคือคุณสมบัติหลักที่โดดเด่นเห็นชัดกันทั่วไปของศาสนา? โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนนิยามการเชื่อในศาสนากันอย่างไรหรือ? การเชื่อในศาสนาประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมอย่างเช่นการต่อสู้กับผู้อื่น การสาปแช่งผู้อื่น การทุจริตต่อหน้าที่ การหาประโยชน์จากผู้อื่น การเอาเปรียบผู้อื่น การลักเล็กขโมยน้อยและการโจรกรรม โดยหลักๆ แล้ว การนั้นอ้างอิงถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม เมื่อใครบางคนเชื่อในศาสนา พวกเขาก็พยายามประพฤติตัวดี เป็นคนดี เหล่านี้เป็นพฤติกรรมภายนอก แล้วถ้าศาสนาเป็นเครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยาล่ะ? แล้วถ้าเป็นอาณาจักรของจิตใจล่ะ? ด้วยความเชื่อ คนเรามีเครื่องค้ำยันในเชิงจิตวิทยา เพราะฉะนั้น การเชื่อในศาสนาจึงสามารถนิยามได้ดังนี้คือ การเป็นผู้ประพฤติตัวดี และการมีเครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยา—ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เมื่อพูดถึงรายละเอียดอย่างเช่น ผู้ที่พวกเขาเชื่อมีอยู่จริงหรือไม่ และพระองค์ทรงเป็นอะไรกันแน่ และสิ่งที่พระองค์ทรงขอต่อพวกเขา ผู้คนก็ใช้การอนุมานและจินตนาการของพวกเขา การเชื่อด้วยพื้นฐานเช่นนี้เรียกว่าการเชื่อในศาสนา โดยหลักๆ แล้ว การเชื่อในศาสนาหมายถึงการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและการมีเครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยา แต่การนี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางชีวิตของบุคคลหนึ่งหรือไม่? ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยในเส้นทาง จุดประสงค์ หรือทิศทางชีวิตของบุคคลหนึ่ง อีกทั้งในพื้นฐานที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ และอะไรเล่าที่เป็นการเชื่อในพระเจ้า? อะไรหรือที่พระเจ้าทรงนิยามและพึงประสงค์ว่าเป็นการที่เชื่อในพระองค์? (การที่เชื่อในอธิปไตยของพระองค์) นั่นก็คือการที่เชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่และการที่เชื่อในอธิปไตยของพระองค์นั่นเอง—นี่คือความเป็นรากฐานมากที่สุด พระเจ้าทรงพึงประสงค์อะไรจากผู้คนในการเชื่อของพวกเขาในพระองค์? การนี้สัมพันธ์กับสิ่งใดหรือ? (การเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ การมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การไล่ตามเสาะหาความจริง การไล่ตามเสาะหาการแปลงสภาพทางอุปนิสัย และการเสาะแสวงที่จะรู้จักพระเจ้า) และมีสิ่งใดบ้างที่ทรงพึงประสงค์จากผู้คนในส่วนของคำพูดและพฤติกรรมของพวกเขา? ภายนอกนั้น เจ้าพึงต้องมีสมบัติผู้ดีอย่างธรรมิกชนขั้นพื้นฐาน และใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และคำนิยามของการที่เชื่อในพระเจ้าคืออะไรหรือ? การที่เชื่อในพระเจ้าคือการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า คือการดำรงอยู่ การมีชีวิต และการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราโดยสอดคล้องกับพระวจนะที่พระเจ้าตรัส และการร่วมทำกิจกรรมทั้งหมดของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สิ่งที่การนี้แสดงนัยก็คือ การที่จะเชื่อในพระเจ้าคือการที่จะติดตามพระเจ้า ที่จะทำตามที่พระเจ้าจะทรงให้เจ้าทำ และที่จะมีชีวิตอยู่ตามที่พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามี การเชื่อในพระเจ้าคือการติดตามหนทางของพระองค์ และในการทำเช่นนั้น จุดมุ่งหมายและทิศทางชีวิตของผู้คนไม่ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรอกหรือ จากจุดมุ่งหมายและทิศทางชีวิตของผู้คนเหล่านั้นที่เชื่อในศาสนา? การเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวพันกับอะไรหรือ? ผู้คนควรใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาควรเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า โดยไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงขอให้พวกเขาทำอะไร และพวกเขาควรปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเกี่ยวพันกับพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าคืออะไรเล่า? (ความจริง) การเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวพันกับความจริง การเชื่อในพระเจ้าคือแหล่งกำเนิด และเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง การเชื่อในพระเจ้าเกี่ยวพันกับเส้นทางที่ผู้คนเดินในชีวิต การเชื่อในศาสนาเกี่ยวพันกับสิ่งใดในนี้บ้างหรือไม่? ไม่เกี่ยวพัน ในการเชื่อในศาสนานั้นเพียงแค่ประพฤติตัวดีภายนอก ยับยั้งชั่งใจตนเอง ยึดติดอยู่กับกฎเกณฑ์ และมีเครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยาก็ใช้ได้แล้ว หากคนเราประพฤติตัวดีและมีเครื่องพยุงและเครื่องค้ำยันทางจิต เส้นทางของพวกเขาในชีวิตเปลี่ยนแปลงหรือไม่? (ไม่) ใครบางคนกล่าวว่า “การที่เชื่อในศาสนาและการที่เชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวกัน” เช่นนั้นแล้ว พวกเขาติดตามพระเจ้าหรือไม่? การเชื่อในศาสนาเป็นเพียงการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไล่ตามเสาะหาเครื่องค้ำยันทางจิตวิทยา และไม่เกี่ยวพันกับความจริงอันใด ผลลัพธ์ก็คือไม่สามารถมีการเปลี่ยนแปลงใดเลยในอุปนิสัยของผู้คนเหล่านี้ พวกเขาไม่สามารถนำความจริงไปสู่การปฏิบัติ หรือทำการเปลี่ยนแปลงที่มีสารสำคัญอันใดได้ และพวกเขาก็ไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อใครบางคนเชื่อในศาสนา โดยไม่คำนึงถึงว่าพฤติกรรมของพวกเขาดีเพียงใด โดยไม่คำนึงถึงว่าเครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยาของพวกเขานั้นแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาติดตามพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว พวกเขาติดตามใคร? พวกเขาติดตามซาตาน และอะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่พวกเขาใช้ชีวิตตาม ไล่ตามเสาะหา อยากได้อยากมี ปฏิบัติ และพึ่งพาในชีวิตของพวกเขา? พื้นฐานนั้นเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและแก่นแท้ของมันทั้งสิ้น หนทางที่พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนและปฏิบัติต่อผู้อื่นนั้นสอดรับกันกับตรรกะและปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของซาตาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดเป็นเรื่องโกหก สิ้นไร้ความจริงแม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาไม่ได้สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาติดตามก็ยังคงเป็นซาตาน ทรรศนะที่มีต่อชีวิต คุณค่า หนทางจัดการรับมือกับสิ่งทั้งหลายของพวกเขา และหลักธรรมทั้งหลายแห่งการกระทำของพวกเขาล้วนเป็นการแสดงออกถึงธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขา ทั้งนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในพฤติกรรมภายนอกของพวกเขา ไม่ได้มีการแปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อยในเส้นทางชีวิตของพวกเขา หนทางที่พวกเขาดำรงชีวิต หรือทัศนะของพวกเขา หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงใดหรือที่ได้เกิดขึ้นตามจริงในตัวเจ้า หลังจากได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี? รากฐานของชีวิตของเจ้าก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงหนึ่ง เจ้ามีชีวิตอยู่บนพื้นฐานใดหรือ? สิ่งใดหรือที่ปกครองดูแลสิ่งที่เจ้าทำและพูดในทุกๆ วัน? ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใดหรือ? (ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้าและความจริง) ตัวอย่างเช่น บางทีเจ้าอาจจะไม่พูดโกหกอีกต่อไป—อะไรหรือคือพื้นฐานของการนี้? ทำไมเจ้าจึงไม่พูดในหนทางนั้นอีกต่อไป? (เพราะพระเจ้าไม่ทรงโปรด) การที่เจ้าไม่พูดหรือปฏิบัติในหนทางนั้นอีกต่อไปนั้นมีพื้นฐาน และพื้นฐานนั้นคือพระวจนะของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงขอ และความจริง ดังนั้นแล้ว บุคคลเช่นนี้มีเส้นทางชีวิตเดียวกันหรือไม่? นี่คือใจความสรุปหนึ่งที่ว่า การเชื่อในศาสนาคืออะไร? และการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? เมื่อผู้คนเชื่อในศาสนา พวกเขาติดตามซาตาน เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาติดตามพระเจ้า นั่นคือความแตกต่าง วันนี้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าเชื่อในศาสนาหรือในพระเจ้า? อะไรหรือที่เป็นความแตกต่าง? การนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดเล่า? การนี้ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เจ้าเดิน หากสิ่งที่เจ้าไล่ตามเสาะหาคือพฤติกรรมที่ดี เครื่องค้ำยันเชิงจิตวิทยา การยอมทำตามกฎเกณฑ์ และแผนร้ายทั้งหลายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย แต่เป็นเพียงใครบางคนที่ดูเหมือนนิสัยดี และไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยในธรรมชาติแก่นแท้ หรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เชื่อในศาสนา บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามีความสามารถที่จะยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดง พวกเขามีความสามารถที่จะทบทวนและมารู้จักตัวพวกเขาเองไปตามความจริง และกลับใจอย่างแท้จริง และในท้ายที่สุด พวกเขาก็กลายเป็นมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตโดยพระวจนะของพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า และนมัสการพระเจ้า—ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นผู้เชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การเชื่อในศาสนาจะไม่มีวันนำทางสู่ความรอด” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเชื่อในพระเจ้ากับการเชื่อในศาสนาและความเคร่งศาสนา? ทุกคนมโนภาพการเชื่อในศาสนาว่าเป็นเพราะบุคคลนั้นขาดพร่องการดำรงชีพ ว่าพวกเขาอาจจะมีความลำบากยากเย็นที่บ้าน หากไม่เช่นนั้น ก็เป็นว่าพวกเขาต้องการที่จะค้นหาบางสิ่งที่จะพึ่งพิง ที่จะค้นหาเสบียงอาหารทางจิตวิญญาณ บ่อยครั้งที่การเชื่อในศาสนาไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าการให้ผู้คนมีเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้อื่น ใจดีต่อผู้อื่น ทำความประพฤติดีให้มากขึ้นเพื่อสั่งสมคุณธรรม ไม่ก่อฆาตกรรมหรือการลอบวางเพลิง ไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่ไม่ดี ไม่ทำร้ายผู้คนหรือสาปแช่งพวกเขา ไม่ขโมยหรือปล้น และไม่เล่นไม่ซื่อและฉ้อโกง นี่คือมโนทัศน์แห่ง “การเชื่อในศาสนา” ซึ่งดำรงอยู่ในจิตใจของทุกคน มโนทัศน์แห่งการเชื่อในศาสนาดำรงอยู่ภายในหัวใจของพวกเจ้าในวันนี้มากเพียงใดเล่า? พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่า การมีความคิดเหล่านี้เป็นการเชื่อในศาสนาหรือไม่? มีความแตกต่างระหว่างสภาวะของการมีความเชื่อกับสภาวะของการเชื่อในศาสนาหรือไม่? อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเชื่อในศาสนากับการเชื่อในพระเจ้า? ในตอนแรกที่เจ้าได้เริ่มเชื่อในพระเจ้า เจ้าอาจได้รู้สึกว่า การเชื่อในศาสนาและการเชื่อในพระเจ้าคือสิ่งเดียวกัน แต่ในวันนี้ หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามามากกว่าห้าปีแล้ว เจ้าคิดว่าการมีความเชื่อจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่? มีความแตกต่างอันใดไปจากการเชื่อในศาสนาหรือไม่? การเชื่อในศาสนาหมายถึงการปฏิบัติตามพิธีกรรมเฉพาะบางอย่างเพื่อที่จะนำพาความสุขและความชูใจมาสู่จิตวิญญาณของคนเรา นั่นไม่สัมพันธ์กับคำถามที่ว่า ผู้คนเดินบนเส้นทางใด ผู้คนใช้ชีวิตตามวิถีทางใด หรือพวกเขาใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร กล่าวคือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใดเลยในหัวใจของเจ้า ในโลกภายในของเจ้า เจ้ายังคงเป็นเจ้า และธรรมชาติและแก่นแท้ของเจ้ายังคงเป็นเหมือนเดิม เจ้ายังไม่ได้ยอมรับความจริงที่มาจากพระเจ้าและยังไม่ได้ทำให้ความจริงเหล่านั้นเป็นชีวิตของเจ้า แต่เพียงแค่ได้ทำความประพฤติดีบางอย่างหรือปฏิบัติตามพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ เจ้าเพียงแค่ทำกิจกรรมบางอย่างที่สัมพันธ์กับการเชื่อในศาสนา—แค่การนี้เท่านั้น ทั้งหมดก็เท่านั้นเอง ถ้าอย่างนั้นแล้วการเชื่อในพระเจ้าอ้างอิงถึงสิ่งใด? นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในวิธีที่เจ้าใช้ชีวิตในโลกนี้ นั่นหมายถึงว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในค่านิยมของการดำรงอยู่ของเจ้าและเป้าหมายในชีวิตของเจ้าแล้ว แต่เดิมนั้นเจ้าได้ใช้ชีวิตเพื่อสิ่งทั้งหลาย อาทิ การให้เกียรติบรรพบุรุษของเจ้า การโดดเด่นจากฝูงชน การมีชีวิตที่ดี และการเพียรพยายามให้ได้ชื่อเสียงและโชคลาภ วันนี้ เจ้าได้ทอดทิ้งสิ่งเหล่านั้นแล้ว เจ้าไม่ติดตามซาตานอีกต่อไป แต่เจ้าปรารถนาที่จะละทิ้งมัน ที่จะละทิ้งกระแสนิยมชั่วนี้ เจ้ากำลังติดตามพระเจ้า สิ่งที่เจ้ายอมรับคือความจริง และเส้นทางที่เจ้าเดินคือเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง ทิศทางของชีวิตของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงแล้วอย่างครบบริบูรณ์ นั่นคือการเข้าหาชีวิตอย่างแตกต่างออกไป การมีหนทางแห่งชีวิตที่แตกต่างออกไป การติดตามพระผู้สร้าง การยอมรับและนบนอบต่อกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง การยอมรับความรอดของพระผู้สร้าง และการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงในท้ายที่สุด การนี้ไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงหนทางแห่งชีวิตของเจ้าหรอกหรือ? นั่นคือสิ่งตรงข้ามอันครบบริบูรณ์กับการไล่ตามเสาะหาก่อนหน้านี้ หนทางแห่งชีวิตของเจ้า และแรงจูงใจและเจตนาซึ่งอยู่เบื้องหลังทั้งหมดที่เจ้าทำ—สิ่งเหล่านี้ไม่ลงรอยกันทั้งสิ้น ไม่แม้แต่จะอยู่ในขอบเขตเดียวกัน

ตัดตอนมาจาก “สิ่งที่ผู้คนพึ่งพาอย่างแท้จริงมาโดยตลอดในการดำรงชีวิต” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

หนทางที่เรียบง่ายที่สุดที่จะบรรยายการเชื่อในพระเจ้าก็คือ การไว้วางใจว่ามีพระเจ้าอยู่พระองค์หนึ่ง และบนรากฐานนี้ การติดตามพระองค์ การเชื่อฟังพระองค์ การยอมรับอำนาจครอบครอง การจัดวางเรียบเรียง และการจัดการเตรียมการของพระองค์ การฟังพระวจนะของพระองค์ การดำรงชีวิตอยู่โดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ การทำทุกสิ่งทุกอย่างไปตามพระวจนะของพระองค์ การเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง และการยำเกรงพระองค์และการหลบเลี่ยงความชั่ว มีเพียงการนี้เท่านั้นที่เป็นการเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่หมายถึงการติดตามพระเจ้า เจ้าพูดว่าเจ้าติดตามพระเจ้า แต่ในหัวใจของเจ้า เจ้าไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และเจ้าไม่ยอมรับอำนาจครอบครอง การจัดวางเรียบเรียง และการจัดการเตรียมการของพระองค์ หากเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดเสมอเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และเจ้าเข้าใจผิดเสมอในสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และพร่ำบ่นร้องทุกข์เกี่ยวกับสิ่งนั้น หากเจ้าไม่พึงพอใจอยู่เสมอ และเจ้าประเมินวัดและเข้าหาสิ่งที่พระองค์ทรงทำโดยใช้มโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของเจ้าเองเสมอ หากเจ้ามีความเข้าใจของเจ้าเองเสมอ—การนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความเดือดร้อน เจ้าไม่ใช่กำลังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และเจ้าไม่มีหนทางที่จะติดตามพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นไม่ใช่การเชื่อในพระเจ้า

สิ่งใดกันแน่คือการเชื่อในพระเจ้า? การเชื่อในศาสนาเทียบเท่ากับการเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? เมื่อผู้คนเชื่อในศาสนา พวกเขาติดตามซาตาน มีเพียงเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงติดตามพระเจ้า และมีเพียงบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าเท่านั้นที่เชื่อในพระเจ้า ใครบางคนที่จะไม่มีวันยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตของพวกเขา เป็นบุคคลที่เชื่อในพระเจ้าหรือ? นั่นไม่มีประโยชน์เลย ไม่สำคัญเลยว่าพวกเขาได้ใช้เวลาเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปีพระเจ้า บางคนที่เข้าทำพิธีกรรมทางศาสนาเสมอในความเชื่อของพวกเขา แต่ไม่ปฏิบัติความจรองนั้นย่อมไม่ใช่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และพระเจ้าย่อมไม่ทรงยอมรับรู้เกี่ยวกับพวกเขา บนพื้นฐานใดหรือพระเจ้าจึงทรงยอมรับรู้เกี่ยวกับเจ้า? การที่พระองค์ทรงยอมรับรู้เกี่ยวกับนั้น มีพื้นฐานอยู่บนการที่เจ้าปฏิบัติตนในเรื่องทั้งหมดตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์หรือไม่ การยอมรับรู้ของพระองค์นั้นตวงแบ่งให้โดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมภายนอกของเจ้าว่ามีกี่ครั้ง หรือว่าเจ้าใช้เวลามากเพียงใดในการวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อพระองค์ แต่อยู่บนพื้นฐานของเส้นทางที่เจ้าเดิน และการที่เจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ มีหลายคนที่พูดว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและกล่าววาจาแห่งการสรรเสริญแด่พระเจ้า—แต่ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่รักพระวจนะที่ตรัสโดยพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาไม่สนใจความจริง ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อเสมอว่า พวกเขาจะเป็นปกติ และมีความสามารถที่จะอารักขาตัวพวกเขาเองได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขาใช้ชีวิตโดยปรัชญาของซาตานและคำสอนนานาสารพันของโลกภายนอก ว่ามีเพียงการดำรงชีวิตเช่นนี้เท่านั้นที่จะให้คุณค่าต่อชีวิตของพวกเขาในโลกใบนี้ นี่ใช่ใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์หรือ? พจนะทั้งหลายของบุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่โด่งดังฟังดูมีปรัชญาเป็นพิเศษ และมีความสามารถโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหลอกลวงผู้คน หากเจ้าปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นดั่งเป็นความจริง และเจ้ายึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้นดั่งเป็นคติพจน์ แต่เมื่อมาถึงพระวจนะของพระเจ้ามาถึงพระวจนะที่ธรรมดาสามัญที่สุดของพระเจ้า ซึ่งขอให้เจ้าเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ ให้เจ้าเหนียวแน่นอย่างมีหลักศีลธรรมอยู่กับฐานะของเจ้าเองที่ได้รับการจัดสรรมา และปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และให้เจ้าคงไว้ซึ่งความหนักแน่นมั่นคง—เจ้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ได้ และเจ้าไม่ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ดั่งเป็นความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่ผู้ติดตามของพระเจ้า เจ้าอาจพูดว่าเจ้าได้ปฏิบัติพระวจนะของพระองค์ แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากพระเจ้าอาจทรงกดดันเจ้าเพื่อให้ได้ความจริงและตรัสถามว่า “เจ้าได้ปฏิบัติสิ่งใดไปหรือ? ใครหรือที่ได้พูดพระวจนะเหล่านั้นที่เจ้าปฏิบัติ? สิ่งใดหรือคือพื้นฐานของหลักธรรมทั้งหลายที่เจ้ายึดติด?” หากพื้นฐานนั้นไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนั่นก็เป็นคำพูดของซาตาน สิ่งที่เจ้าใช้ชีวิตตามก็คือคำพูดของซาตาน กระนั้นเจ้ายังคงพูดว่า เจ้าปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย นี่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระองค์หรอกหรือ? พระเจ้าตรัสว่าผู้คนควรซื่อสัตย์ กระนั้นก็มีพวกที่ไม่ไตร่ตรองว่า การซื่อสัตย์นั้นรวมไปถึงสิ่งใด พวกเขาควรปฏิบัติความซื่อสัตย์อย่างไร หรือสิ่งไหนกันแน่ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาใช้ชีวิตตามและเปิดเผย ที่ไม่ซื่อสัตย์ และสิ่งไหนในบรรดาสิ่งเหล่านั้นที่ซื่อสัตย์ พวกเขาไม่ใคร่ครวญแก่นแท้ของความจริงในพระวจนะของพระเจ้า แต่ค้นหาหนังสือเล่มหนึ่งของบรรดาผู้ไม่เชื่อ และเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนั้น พวกเขาพูดว่า “เหล่านี้คือคำพูดที่ดี—ดีกว่าของพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ ‘ผู้คนที่ไร้เล่ห์มายาเหนือกว่าเสมอ’—นั่นไม่ใช่อย่างเดียวกันกับสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสหรอกหรือ? นี่คือความจริงด้วยเช่นกัน!” ดังนั้นแล้ว พวกเขายึดปฏิบัติตามคำพูดเหล่านี้ สิ่งใดเล่าที่พวกเขาใช้ชีวิตตามเมื่อพวกเขายึดปฏิบัติตามคำพูดเหล่านี้? พวกเขามีความสามารถที่จะใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งความจริงหรือไม่? มีผู้คนเช่นนั้นมากมายหรือไม่? พวกเขาได้รับความรู้เล็กน้อย อ่านหนังสือไม่กี่เล่ม และได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกนิดหน่อย และพวกเขาได้ยินบางภาษิตอันเลื่องชื่อหรือบางพจนะซึ่งเป็นที่นิยม และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นดั่งเป็นความจริง พวกเขาปฏิบัติตนตามคำพูดเหล่านี้ และนำคำพูดเหล่านี้มาใช้กับหน้าที่ของพวกเขาและชีวิตแห่งการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา และถึงกับคิดว่าการนี้ทำให้พระองค์พึงพอพระทัย นี่ไม่ใช่ความพลิกแพลงหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมหรอกหรือ? นั่นคือการหมิ่นประมาท! ในผู้คนมีการนี้อยู่มากมาย พวกเขายึดปฏิบัติตามคำสอนพื้นบ้านที่ดูเหมือนว่าถูกต้องและฟังเสนาะหูราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง พวกเขาวางพระวจนะของพระเจ้าหลบไปข้างหนึ่งและไม่ใส่ใจกับพระวจนะเหล่านั้น และไม่สำคัญว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะเหล่านั้นกี่ครั้ง พวกเขาไม่เก็บพระวจนะเหล่านั้นเอาไปคิดหรือปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นดั่งเป็นความจริง คนที่ทำเช่นนั้นเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาติดตามพระเจ้าหรือไม่? บุคคลเช่นนั้นเชื่อในศาสนา พวกเขาติดตามซาตาน! ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาคิดว่ามีปรัชญาอยู่ในคำพูดที่ซาตานพูด ว่าคำพูดเหล่านี้มีความหมายอันลุ่มลึก ว่าคำพูดเหล่านี้คือบทคัมภีร์ เป็นพจนะซึ่งมีปัญญา และไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจละทิ้งสิ่งอื่นใดอีก พวกเขาไม่มีวันจะสามารถละวางคำพูดเหล่านี้ได้ สำหรับพวกเขาแล้ว การทำเช่นนั้นคงจะเป็นเหมือนการสูญเสียชีวิตของพวกเขา หรือการที่หัวใจของพวกเขาได้ถูกควักออกไป นี่คือบุคคลประเภทไหนกัน? นี่คือบุคคลที่ติดตามซาตาน

ตัดตอนมาจาก “การเชื่อในศาสนาจะไม่มีวันนำทางสู่ความรอด” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

หากคนเราเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ใส่ใจในพระวจนะของพระองค์ ยอมรับความจริง หรือนบนอบต่อการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ หากพวกเขาเพียงจัดแสดงพฤติกรรมดีบางอย่างเท่านั้น แต่ไร้ความสามารถที่จะละทิ้งเนื้อหนัง และไม่ปล่อยวางสิ่งใดที่เป็นความภูมิใจหรือผลประโยชน์ของพวกเขา หากแม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขายังคงดำรงชีวิตไปโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา และไม่ได้ละวางปรัชญาและวิธีการดำรงอยู่ของซาตานเลยแม้แต่น้อย และไม่เปลี่ยนแปลง—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะสามารถมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร? นั่นคือการเชื่อในศาสนา ผู้คนเช่นนั้นละทิ้งสิ่งทั้งหลายและสละตัวพวกเขาเองอย่างผิวเผิน แต่เส้นทางที่พวกเขาเดินและแหล่งกำเนิดและแรงกระตุ้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนพระวจนะของพระเจ้าหรือความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขายังคงปฏิบัติตนต่อไปตามการจินตนาการ ความพึงปรารถนา และสมมติฐานส่วนตัวของพวกเขาเอง และปรัชญาและอุปนิสัยของซาตานยังคงเป็นหลักพื้นฐานของการดำรงอยู่และการกระทำของพวกเขาต่อไป ในเรื่องทั้งหลายซึ่งมีความจริงที่พวกเขาไม่เข้าใจ พวกเขาไม่แสวงหาความจริงนั้น ในเรื่องทั้งหลายซึ่งมีความจริงที่พวกเขาเข้าใจ พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงนั้น ไม่ยกย่องพระเจ้าว่ายิ่งใหญ่ หรือไม่หวงแหนความจริงราวสมบัติล้ำค่า แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ติดตามพระเจ้าเพียงในนาม แต่นั่นก็เป็นในคำพูดเท่านั้น สาระสำคัญของการกระทำของพวกเขาไม่ใช่สิ่งใดนอกจากการแสดงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ไม่มีหมายสำคัญว่า สิ่งจูงใจและความตั้งใจของพวกเขานั้นคือการปฏิบัติความจริง และปฏิบัติตนไปตามพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนที่พิจารณาผลประโยชน์ของพวกเขาเองก่อนสิ่งอื่นใด ผู้ที่ทำให้ความพึงปรารถนาและความตั้งใจของพวกเขาเองลุล่วงก่อนอื่น—เหล่านี้คือผู้คนที่ติดตามพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) และผู้คนที่ไม่ติดตามพระเจ้าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาได้หรือไม่? (ไม่) และหากพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาได้ พวกเขาไม่น่าสมเพชหรอกหรือ?…ในยามที่พวกเขาไม่มีปัญหา ในยามที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังไปได้อย่างราบรื่นสำหรับพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ และชอบธรรม และน่ารัก เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบพวกเขา ทรงจัดการกับพวกเขา ทรงสั่งสอนสอนพวกเขา และทรงบ่มวินัยพวกเขา เมื่อพระองค์ทรงขอให้พวกเขาละวางผลประโยชน์ของพวกเขาเอง หันหลังให้กับเนื้อหนังและปฏิบัติความจริง เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจกับพวกเขา และทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงครองราชย์เหนือชะตากรรมของพวกเขาและชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็กลายเป็นกบฏ และสร้างความเหินห่างระหว่างตัวพวกเขาเองกับพระเจ้า พวกเขาสร้างความขัดแย้งและเหวลึกระหว่างพวกเขากับพระเจ้า ในเวลาเช่นนั้น พระเจ้าไม่ทรงน่ารักแม้แต่น้อยในหัวใจของพวกเขา พระองค์ไม่ทรงฤทธิ์เลย ด้วยเหตุที่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นไม่ทำให้ความปรารถนาของพวกเขาลุล่วง พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาเศร้า พระองค์ทรงทำให้พวกเขาอารมณ์เสีย พระองค์ทรงนำพาความเจ็บปวดและความทุกข์มาสู่พวกเขา พระองค์ทรงทำให้พวกเขารู้สึกว้าวุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่นบนอบต่อพระเจ้าเลย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเป็นกบฏต่อพระองค์และหลบเลี่ยงพระองค์ พวกเขากำลังปฏิบัติความจริงโดยการทำการนี้ใช่หรือไม่? พวกเขากำลังติดตามทางแห่งพระเจ้าใช่หรือไม่? พวกเขาติดตามพระเจ้าใช่หรือไม่? ไม่ใช่ ดังนั้นแล้ว โดยไม่คำนึงถึงว่ามโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของเจ้าเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าจะมีมากมายเพียงใด และโดยไม่คำนึงถึงว่า ก่อนหน้านี้เจ้าได้ปฏิบัติตนตามเจตจำนงของเจ้าเองและเป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างไร หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง และยอมรับการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า และยอมรับการได้รับการตัดแต่งและการจัดการโดยพระวจนะของพระเจ้า ในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียงนั้น หากเจ้ามีความสามารถที่จะติดตามทางแห่งพระเจ้า เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์และน้ำพระทัยของพระองค์ มีความสามารถที่จะเสาะแสวงที่จะนบนอบ และสามารถละวางเจตจำนง ความอยากได้อยากมี ความคำนึงถึง แรงจูงใจทั้งหมดของเจ้าเอง และความเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าลงได้—เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะกำลังติดตามพระเจ้า! เจ้าพูดว่าเจ้าติดตามพระเจ้า แต่ทั้งหมดที่เจ้าทำ เจ้าทำตามเจตจำนงของเจ้าเอง ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ เจ้ามีจุดมุ่งหมายของเจ้าเอง แผนของเจ้าเอง เจ้าไม่ทิ้งให้สิ่งนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระเจ้ายังทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าอยู่หรือ? หากพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าพูดว่าเจ้าติดตามพระเจ้า เหล่านี้ไม่ใช่คำพูดที่ว่างเปล่าหรอกหรือ? คำพูดเช่นนั้นไม่ใช่ความพยายามที่จะหลอกผู้คนหรอกหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้าติดตามพระเจ้า แต่การกระทำและพฤติกรรมทั้งหมดของเจ้า ทัศนะเกี่ยวกับชีวิตของเจ้า ค่านิยมของเจ้า และท่าทีและหลักธรรมซึ่งเจ้าใช้เข้าหาและจัดการรับมือกับเรื่องทั้งหลายล้วนแต่มาจากซาตาน—เจ้าจัดการรับมือกับทั้งหมดนี้โดยสอดคล้องกับหลักการและตรรกะของซาตานทั้งสิ้น ดังนั้นแล้ว เจ้าติดตามพระเจ้าหรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “การเชื่อในศาสนาจะไม่มีวันนำทางสู่ความรอด” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ในการที่เชื่อในพระเจ้านั้น หากผู้คนปฏิบัติต่อความจริงเสมือนเป็นกฎข้อบังคับชุดหนึ่งที่ต้องยึดมั่น เช่นนั้นแล้วการเชื่อของพวกเขาก็จะไม่หมิ่นเหม่ที่จะแปรไปเป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนากลุ่มหนึ่งหรอกหรือ? และสิ่งใดเล่าคือความแตกต่างระหว่างพิธีกรรมทางศาสนาเช่นนั้นกับศาสนาคริสต์? ผู้คนเหล่านี้อาจมีความลึกซึ้งและก้าวหน้ามากขึ้นในวิธีที่พวกเขาพูดสิ่งทั้งหลาย แต่หากความเชื่อของพวกเขาได้ลดลงมาเป็นเพียงกฎข้อบังคับชุดหนึ่งและพิธีกรรมชนิดหนึ่ง เช่นนั้นแล้วนั่นไม่ได้หมายความว่าความเชื่อของพวกเขาได้แปรไปเป็นศาสนาคริสต์แล้วหรอกหรือ? (ใช่ มันหมายความเช่นนั้น) มีความแตกต่างระหว่างคำสอนเก่าๆ และคำสอนใหม่ๆ แต่หากคำสอนทั้งหลายไม่เป็นสิ่งใดมากไปกว่าทฤษฎีประเภทหนึ่ง และได้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมหรือกฎข้อบังคับรูปแบบหนึ่งสำหรับผู้คน—และในทำนองเดียวกัน หากผู้คนไม่สามารถทั้งได้รับความจริงจากการนั้นและใช้การนั้นเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริง—เช่นนั้นแล้วความเชื่อของพวกเขาจะไม่กลายเป็นเช่นเดียวกันกับศาสนาคริสต์อย่างไม่ผิดเพี้ยนหรอกหรือ? โดยแก่นแท้แล้ว นี่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์หรอกหรือ? (ใช่ นี่เป็นศาสนาคริสต์) เช่นนั้นแล้วในพฤติกรรมของพวกเจ้า และในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า พวกเจ้ามีทรรศนะและสภาวะที่เป็นเช่นเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับทรรศนะและสภาวะของผู้เชื่อในศาสนาคริสต์ในสิ่งใดบ้าง? (ในการยึดมั่นกับกฎข้อบังคับต่างๆ และในการเตรียมตัวพวกเราเองให้พร้อมด้วยตัวอักษรและคำสอนทั้งหลาย) (ในการมุ่งเน้นที่รูปลักษณ์ของการเป็นฝ่ายจิตวิญญาณและการจัดแสดงพฤติกรรมที่ดี และการเปี่ยมศรัทธาและถ่อมใจ) เจ้าพยายามที่จะจัดแสดงพฤติกรรมที่ดีภายนอก โดยทำสุดความสามารถของเจ้าเพื่อตกแต่งตัวพวกเจ้าเองในรูปลักษณ์ฝ่ายจิตวิญญาณประเภทหนึ่ง และเจ้าทำบางสิ่งที่ค่อนข้างได้รับการรับรองว่ามีอยู่ภายในมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ โดยแสร้งทำเป็นมีคุณธรรม เจ้ายืนอยู่บนแท่นสูงประกาศตัวอักษรและคำสอน โดยสอนให้ผู้คนทำดี มีคุณธรรม และเข้าใจความจริง เจ้าประกาศคำสอนฝ่ายจิตวิญญาณ โดยพูดสิ่งต่างๆ ฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกต้อง เจ้าวางท่าใหญ่โตว่าเป็นฝ่ายจิตวิญญาณ และระบายความเชื่อฝ่ายจิตวิญญาณที่ผิวเผินในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูดและทำ แต่ทว่าในทางปฏิบัติ และในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าไม่เคยแสวงหาความจริง ทันทีที่เจ้าเผชิญปัญหา เจ้าก็กระทำการโดยสอดคล้องกับเจตจำนงของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยโยนพระเจ้าทิ้งไป เจ้าไม่เคยได้กระทำการโดยสอดคล้องกับความจริงหลักธรรม อีกทั้งเจ้าไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าความจริงคือสิ่งใด เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือสิ่งใด หรือมาตรฐานที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากมนุษย์คือสิ่งใด เจ้าไม่เคยได้ถือจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ หรือแม้แต่กังวลสนใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวพวกเจ้าเอง การกระทำภายนอก และสภาวะภายในเช่นนี้ของผู้คน—กล่าวคือ ความเชื่อประเภทนี้—ประกอบด้วยความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่? หากไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อของผู้คนกับการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาเชื่อหรือพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้ากันแน่? ไม่ว่าผู้คนที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับการไล่ตามเสาะหาความจริงอาจจะเชื่อในพระองค์มานานกี่ปีแล้วก็ตาม แต่พวกเขาจะสามารถหรือพวกเขาไม่สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างแท้จริงได้กันแน่? (พวกเขาไม่สามารถทำได้) เช่นนั้นแล้วพฤติกรรมภายนอกของผู้คนเช่นนี้คือสิ่งใด? พวกเขาสามารถเดินไปในเส้นทางประเภทใด? (เส้นทางของพวกฟาริสี) พวกเขาใช้วันเวลาของพวกเขาเตรียมตัวพวกเขาเองให้พร้อมด้วยสิ่งใด? ไม่ใช่ด้วยตัวอักษรและคำสอนหรอกหรือ? พวกเขาไม่ได้ใช้วันเวลาของพวกเขาติดอาวุธให้ตัวพวกเขาเอง แต่งตัวพวกเขาเองด้วยตัวอักษรและคำสอนเพื่อทำให้ตัวพวกเขาเองเป็นเหมือนพวกฟาริสีมากขึ้น เป็นฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น และเหมือนผู้คนที่คาดว่าจะรับใช้พระเจ้ามากขึ้นหรอกหรือ? สิ่งใดกันแน่ที่เป็นธรรมชาติของความประพฤติเหล่านี้ทั้งหมด? นั่นเป็นการนมัสการพระเจ้าหรือ? นั่นเป็นความเชื่อแท้จริงในพระองค์หรือ? (ไม่ นั่นไม่ใช่) ดังนั้นแล้ว พวกเขากำลังทำอะไร? พวกเขากำลังหลอกลวงพระเจ้า พวกเขาเพียงแค่กำลังก้าวผ่านขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการหนึ่ง และเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา พวกเขากำลังโบกธงแห่งความเชื่อและปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โดยพยายามหลอกลวงพระเจ้าเพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการได้รับพระพร ผู้คนเหล่านี้ไม่นมัสการพระเจ้าเลย ในท้ายที่สุด ผู้คนกลุ่มที่ว่านี้จะไม่ลงเอยเหมือนกับพวกที่อยู่ในคริสตจักรซึ่งคาดว่าจะรับใช้พระเจ้า และซึ่งคาดว่าจะเชื่อและติดตามพระเจ้าอย่างไม่ผิดเพี้ยนหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “โดยการดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเป็นนิตย์เท่านั้น คนเราจึงจะสามารถเดินบนเส้นทางสู่ความรอดได้” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

หากเส้นทางที่เจ้าติดตามเป็นอย่างเดียวกับเส้นทางซึ่งผู้คนทางศาสนาติดตาม นั่นย่อมทำให้เจ้าเป็นผู้เชื่อในศาสนาคริสต์ เจ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่ได้กำลังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ บางคนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลานานเลื่อมใสบรรดาผู้ที่ได้เชื่อ ผู้ที่มีวาทะซึ่งมีเหตุผลดี พวกเขาเห็นผู้คนดังกล่าวนั่งอยู่ตรงนั้นและสามารถพูดคุยได้เป็นเวลาสองหรือสามชั่วโมงด้วยความง่ายดาย พวกเขาเริ่มที่จะเรียนรู้จากผู้คนเหล่านั้น—คำศัพท์และการแสดงออกฝ่ายจิตวิญญาณ ตลอดจนวิธีที่บุคคลนั้นพูดและแสดงกิริยาท่าทางของพวกเขา จากนั้นพวกเขาจึงทำการจดจำบทตอนสองสามบทตอนเกี่ยวกับคำพูดฝ่ายจิตวิญญาณ และพวกเขาก็ดำเนินต่อไปแบบนั้นจนกระทั่งวันหนึ่ง หลายปีแห่งการเชื่อของพวกเขาก็มีจำนวนเพียงพอที่พวกเขาจะนั่งสาธยายอย่างไม่รู้จบ อย่างมีวาทศิลป์ และอย่างยืดยาว แต่หากคนเราฟังอย่างใกล้ชิด นั่นเหลวไหลทั้งเพ เป็นคำพูดที่ว่างเปล่าทั้งหมด เป็นเพียงแค่ตัวอักษรและคำสอน และสิ่งเหล่านั้นคือการเล่นไม่ซื่อทางศาสนาอย่างชัดเจน เป็นการเล่นไม่ซื่อกับทั้งตัวพวกเขาเองและผู้อื่น ช่างเป็นสิ่งที่เศร้าใจเสียจริง! เจ้าต้องไม่ติดตามเส้นทางนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพังทลายทันทีที่ได้ย่ำเท้าลงไป และการที่จะหันกลับจากเส้นทางนั้นยากลำบาก การหวงแหนสิ่งเหล่านั้นราวสมบัติล้ำค่า การรับเอาสิ่งเหล่านั้นไปเป็นชีวิตของคนเรา และการใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อประเมินวัดตนเองเทียบกับผู้อื่นไม่ว่าคนเราไปที่ใดก็ตาม การมีทฤษฎีฝ่ายจิตวิญญาณบางอย่างซึ่งเลยพ้นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน และนอกเหนือไปจากนั้นก็คือ องค์ประกอบของความหน้าซื่อใจคด—บุคคลนี้ไม่เพียงแค่น่าขยะแขยง แต่น่าขยะแขยงอย่างสุดขั้ว น่าคลื่นไส้ และไร้ยางอาย และผู้อื่นไม่สามารถทนมองดูพวกเขาได้ เพราะฉะนั้น ในตอนนี้ นิกายของบรรดาผู้ที่ครั้งหนึ่งได้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าจึงได้รับการเรียกขานว่าศาสนาคริสต์ นั่นเป็นนิกายหนึ่ง และในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาไม่ทำมากไปกว่าการยึดติดอยู่กับพิธีรีตองอย่างแข็งทื่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดเลยในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา และพวกเขาไม่ใช่ผู้คนผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริง การไล่ตามเสาะหาของพวกเขาไม่ใช่ความจริง หนทาง และชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับพยายามเสาะแสวงที่จะเป็นพวกฟาริสี และเป็นอริต่อพระเจ้า—เหล่านี้คือกลุ่มของผู้คนซึ่งตอนนี้ได้รับการนิยามว่าเป็นศาสนาคริสต์ กลุ่มของพวกเขาได้มาได้รับการเรียกขานว่า “ศาสนาคริสต์” อย่างไร? การนี้ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาพยายามทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์ อยู่ในฝ่ายจิตวิญญาณ และมีจิตใจดี และเป็นผู้ติดตามพระเจ้าที่แท้จริง กระนั้นพวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริงทั้งหมดและพวกเขาไม่ยอมรับความเป็นจริงของทุกสิ่งที่เป็นบวกซึ่งมาจากพระเจ้า พวกเขาใช้พระวจนะซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนหน้านี้เพื่ออำพรางตัวพวกเขาเอง เพื่อเตรียมอาวุธให้ตัวพวกเขาเองและห่มคลุมตัวพวกเขาเองเอาไว้ และในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ใช้พระวจนะเหล่านั้นเป็นทุนจำพวกหนึ่งเพื่อเล่นไม่ซื่อกับผู้คนทุกหนแห่งที่ปราศจากอาหารและเครื่องดื่ม พวกเขาปลอมแปลงตัวพวกเขาเองเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นจึงเที่ยววางท่าอวดเบ่งและฉ้อโกงผู้อื่น พวกเขาแข่งขันกับผู้อื่นและแก่งแย่งชิงดีกับผู้อื่น—สำหรับพวกเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสง่าราศีและทุน พวกเขายังต้องการได้รับพระพรและบำเหน็จของพระเจ้าโดยผ่านทางการหลอกลวงด้วยเช่นกัน นี่คือเส้นทางที่พวกเขาติดตาม เป็นเพราะพวกเขาติดตามเส้นทางจำพวกนี้นั่นเอง กลุ่มของพวกเขาจึงได้รับการนิยามว่าเป็นศาสนาคริสต์ในท้ายที่สุด เมื่อมองดูที่การนั้นในตอนนี้ ชื่อ “ศาสนาคริสต์” นั้นดีหรือแย่เล่า? นั่นเป็นการตั้งชื่อที่ช่างเสื่อมเสีย และไม่มีสิ่งใดที่รุ่งโรจน์หรือเลิศเลอเกี่ยวกับการนั้นเลย

ตัดตอนมาจาก “มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger