เหตุใดจึงกล่าวกันว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์
ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสองศาสนา—ศาสนาคริสต์และศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก—ทั้งเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าและยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นการจุติเป็นมน…...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจว่า ในเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงได้รับการเรียกขานว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงใช้พระนาม “พระเยซู” ต่อไป? ข้อเท็จจริงก็คือ พระเจ้าทรงมีพระนามใหม่ในแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ช่วงระยะหนึ่ง พระนามใหม่นี้พระเจ้าพระองค์เองทรงใช้เพื่อให้เหมาะกับพระราชกิจ—ซึ่งไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนเรียกพระองค์ตามที่พวกเขาพอใจ พระนามขององค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมาในยุคสุดท้ายได้มีการเผยพระวจนะไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์นานมาแล้ว ในหนังสือวิวรณ์ ได้มีการกล่าวไว้ว่า “คนที่ชนะ เราจะตั้งให้เขาเป็นเสาหลักอยู่ในพระวิหารของพระเจ้าของเรา และเขาจะไม่ออกไปจากพระวิหารอีกเลย และบนตัวเขา เราจะจารึกพระนามพระเจ้าของเรา และชื่อเมืองของพระเจ้าของเรา คือนครเยรูซาเล็มใหม่ที่ลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกนามใหม่ ของเราด้วย” (วิวรณ์ 3:12) “พระเจ้าผู้ทรงเป็นอยู่ ผู้ทรงเคยเป็นอยู่ ผู้ที่จะเสด็จมา และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ตรัสว่า ‘เราเป็นอัลฟาและโอเมกา’” (วิวรณ์ 1:8) “แล้วข้าพเจ้ าได้ยินเสียงเหมือนอย่างเสียงมหาชน เหมือนอย่างเสียงน้ำมากหลาย และเหมือนอย่างเสียงฟ้าร้องกึกก้องว่า ‘ฮาเลลูยา เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครอบครองอยู่ คือพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด’” (วิวรณ์ 19:6) พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคแห่งราชอาณาจักรคือการสำเร็จลุล่วงของคำเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์ พระนามที่พระเจ้าทรงใช้ในแต่ละสมัยมีนัยสำคัญที่ลุ่มลึกและเชื่อมต่ออย่างใกล้ชิดกับพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงเปิดเผยสิ่งลึกลับทั้งหลายที่สัมพันธ์กับการนี้เมื่อพระองค์ได้ตรัสไว้
“ในแต่ละยุค พระเจ้าทรงพระราชกิจใหม่และทรงได้รับการเรียกขานด้วยพระนามใหม่ พระองค์จะทรงพระราชกิจเดียวกันในยุคที่แตกต่างกันได้อย่างไร? พระองค์จะทรงยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมได้อย่างไร? พระนามของพระเยซูนั้นถูกนำมาใช้เพื่อพระราชกิจแห่งการไถ่ ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาในยุคสุดท้าย พระองค์ยังทรงได้รับการเรียกขานด้วยพระนามเดียวกันได้หรือ? พระองค์จะยังทรงพระราชกิจแห่งการไถ่อยู่อีกหรือ? เหตุใดพระยาห์เวห์กับพระเยซูซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน ทว่าทั้งสองพระองค์กลับทรงถูกเรียกขานด้วยพระนามที่ต่างกันในยุคที่แตกต่างกัน? เพราะยุคแห่งพระราชกิจของทั้งสองพระองค์แตกต่างกันไม่ใช่หรือ? พระนามเดียวจะสามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ได้หรือ? เมื่อเป็นเช่นนี้ พระเจ้าจึงต้องทรงถูกเรียกขานด้วยพระนามที่ต่างกันในยุคที่แตกต่างกัน และพระองค์ต้องทรงใช้พระนามนั้นเพื่อเปลี่ยนยุคและเป็นตัวของแทนยุคนั้น เพราะไม่มีพระนามใดพระนามเดียวที่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าพระองค์เองได้อย่างครบถ้วน และพระนามแต่ละพระนามก็สามารถเป็นตัวแทนได้เพียงอุปนิสัยของพระเจ้าที่เป็นลักษณะเฉพาะของยุคหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่พระนามต้องทำก็คือการเป็นตัวแทนพระราชกิจของพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเลือกพระนามใดก็ได้ที่เหมาะสมกับอุปนิสัยของพระองค์เพื่อเป็นตัวแทนยุคนั้นทั้งยุค ไม่ว่าจะเป็นยุคของพระยาห์เวห์ หรือยุคของพระเยซูก็ตาม แต่ละยุคก็มีพระนามหนึ่งเป็นตัวแทน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3))
“‘พระยาห์เวห์’ คือชื่อที่เราใช้ในช่วงระหว่างงานของเราในอิสราเอล และหมายถึงพระเจ้าของคนอิสราเอล (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร) ที่สามารถเวทนามนุษย์ สาปแช่งมนุษย์ และนำชีวิตของมนุษย์ พระเจ้าผู้ทรงครองมหาฤทธานุภาพและเปี่ยมไปด้วยพระปัญญา ‘พระเยซู’ คือ อิมมานูเอล ซึ่งหมายถึงเครื่องบูชาลบล้างบาปอันเปี่ยมไปด้วยความรัก เปี่ยมไปด้วยความสงสาร และไถ่บาปให้มนุษย์ พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ และพระองค์ทรงเป็นตัวแทนยุคพระคุณ และสามารถเป็นตัวแทนพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการได้เพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น กล่าวคือ พระยาห์เวห์เท่านั้นที่ทรงเป็นพระเจ้าของประชากรแห่งอิสราเอลผู้ได้รับการเลือกสรร พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค พระเจ้าของยาโคบ พระเจ้าของโมเสส และพระเจ้าของปวงประชาชนของประเทศอิสราเอล และดังนั้นนอกเหนือจากผู้คนชาวยิวแล้ว คนอิสราเอลทุกคนในยุคปัจจุบันจึงนมัสการพระยาห์เวห์ พวกเขาทำเครื่องบูชาแด่พระองค์บนแท่นบูชา และรับใช้พระองค์ในวิหารโดยสวมเสื้อคลุมของพวกปุโรหิตทั้งหลาย สิ่งที่พวกเขาหวังก็คือการทรงปรากฏใหม่ของพระยาห์เวห์ พระเยซูเท่านั้นคือพระผู้ไถ่ของมวลมนุษย์ และพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปที่ได้ไถ่มวลมนุษย์ให้พ้นจากบาป กล่าวคือ พระนามของพระเยซูมาจากยุคพระคุณ และได้มาดำรงอยู่เพราะพระราชกิจแห่งการไถ่ในยุคพระคุณ พระนามของพระเยซูได้มาดำรงอยู่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนของยุคพระคุณได้เกิดใหม่และได้รับการช่วยให้รอด และเป็นพระนามเฉพาะสำหรับการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ พระนามของพระเยซูจึงเป็นตัวแทนพระราชกิจแห่งการไถ่ และบ่งบอกถึงยุคพระคุณ พระนามพระยาห์เวห์เป็นชื่อเฉพาะสำหรับประชาชนอิสราเอลที่ได้ใช้ชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติ ในแต่ละยุคและแต่ละช่วงระยะในงานของเรา ชื่อของเรานั้นใช่ว่าไม่มีพื้นฐานที่มา แต่ถือครองนัยสำคัญเชิงตัวแทน กล่าวคือ แต่ละชื่อเป็นตัวแทนหนึ่งยุค ‘พระยาห์เวห์’ ทรงเป็นตัวแทนยุคธรรมบัญญัติ และเป็นพระนามถวายพระเกียรติซึ่งประชาชนอิสราเอลใช้เรียกพระเจ้าผู้ที่พวกเขานมัสการ ‘พระเยซู’ ทรงเป็นตัวแทนยุคพระคุณ และเป็นพระนามของพระเจ้าของทุกคนที่ได้รับการไถ่ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ หากมนุษย์ยังคงถวิลหาการเสด็จมาถึงของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และยังคงคาดหวังว่าพระองค์จะเสด็จมาถึงในพระฉายาที่พระองค์ทรงใช้ในแคว้นยูเดีย เช่นนั้นแล้วแผนการบริหารจัดการสำหรับหกพันปีทั้งหมดทั้งสิ้นก็คงจะหยุดลงไปแล้วในยุคแห่งการไถ่ และคงไม่อาจคืบหน้าไปได้มากกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยุคสุดท้ายจะไม่มีวันมาถึง และยุคนั้นจะไม่มีวันถูกนำพาไปถึงบทอวสาน นี่เป็นเพราะพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงดำรงอยู่เพื่อการไถ่และความรอดของมวลมนุษย์เท่านั้น เราได้ใช้ชื่อพระเยซูเพียงเพื่อประโยชน์ของคนบาปทั้งหมดในยุคพระคุณเท่านั้น แต่ไม่ใช่ชื่อที่เราจะใช้เพื่อนำพามวลมนุษย์ทั้งปวงไปสู่บทอวสาน แม้ว่าพระยาห์เวห์ พระเยซู และพระเมสสิยาห์ล้วนแล้วแต่เป็นตัวแทนวิญญาณของเราทั้งสิ้น แต่ชื่อเหล่านี้ก็แค่แสดงถึงยุคที่แตกต่างกันของแผนการบริหารจัดการของเราเท่านั้น และไม่ได้เป็นตัวแทนเราในความครบถ้วนทั้งมวลของเรา ชื่อต่างๆ ซึ่งผู้คนบนแผ่นดินโลกใช้เรียกขานเราไม่สามารถแสดงชัดถึงอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของเราและทุกอย่างที่เราเป็นได้ ชื่อเหล่านั้นเป็นเพียงชื่อต่างๆ ซึ่งผู้คนใช้เรียกขานเราระหว่างยุคที่ต่างกันเท่านั้น และดังนั้น เมื่อยุคอวสาน—ซึ่งก็คือยุคสุดท้าย—มาถึง ชื่อของเราก็จะเปลี่ยนอีกครั้ง เราจะไม่ถูกเรียกว่าพระยาห์เวห์ หรือพระเยซู และยิ่งไม่ใช่พระเมสสิยาห์—เราจะถูกขนานนามว่าพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงฤทธานุภาพและเปี่ยมมหิทฤทธิ์ และภายใต้ชื่อนี้เราจะนำยุคทั้งยุคไปสู่บทอวสาน ครั้งหนึ่งเราเคยได้รับการเรียกขานในนามพระยาห์เวห์ ครั้งหนึ่งผู้คนยังรู้จักเราในนามพระเมสสิยาห์เช่นกัน และครั้งหนึ่งผู้คนเรียกเราว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความรักและความเคารพนับถือ ณ วันนี้ เราไม่ใช่พระยาห์เวห์หรือพระเยซูที่ผู้คนเคยรู้จักในยุคที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่เราคือพระเจ้าผู้กลับมาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้จะสิ้นสุดยุคนี้ เราคือพระเจ้าพระองค์เองผู้ทะยานขึ้นมาจากสุดปลายแผ่นดินโลก สมบูรณ์พร้อมด้วยอุปนิสัยทั้งมวลของเรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจ เกียรติ และสง่าราศี” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน “เมฆขาว” แล้ว)
พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า มีนัยสำคัญแห่งการเป็นตัวแทนในพระนามที่พระเจ้าทรงใช้ในแต่ละยุค กล่าวคือ แต่ละยุคเป็นตัวแทนพระราชกิจของพระเจ้าและพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงในระหว่างสมัยนั้น ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้าได้ทรงใช้พระนามของพระยาห์เวห์เพื่อประกาศธรรมบัญญัติและพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์และทรงนำชีวิตของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลก พระนามพระยาห์เวห์เป็นตัวแทนของพระอุปนิสัยของพระเจ้าที่สามารถมีได้ทั้งความปรานีต่อมนุษย์และการสาปแช่งมนุษย์ ในระหว่างยุคพระคุณนั้น พระเจ้าได้ทรงใช้พระนามของพระเยซูเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์และเพื่อแสดงพระอุปนิสัยแห่งความความรักมั่นคงและความปรานีของพระเจ้า และในระหว่างยุคแห่งราชอาณาจักรนั้นพระเจ้าได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระองค์ทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นจากพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อเปิดโปงและพิพากษาอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ เพื่อที่พวกเขาอาจจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ได้รับการเปลี่ยนแปลง และได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้นจึงเป็นการเปิดเผยพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมและเปี่ยมบารมีของพระองค์ไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ พระเจ้าทรงเปลี่ยนยุคโดยใช้พระนามของพระองค์ และทรงใช้พระนามนี้เพื่อเป็นตัวแทนของพระราชกิจในยุคนั้น เมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติ ผู้คนเพียงแค่อธิษฐานต่อพระนามของพระยาห์เวห์และเชื่อฟังธรรมบัญญัติและพระบัญญัติของพระองค์เท่านั้นก็สามารถที่จะได้รับพรและได้รับการปกป้องคุ้มครองจากพระเจ้าแล้ว ด้วยการมาถึงของยุคพระคุณนั้นพระเจ้าได้ทรงใช้พระนามของพระเยซูเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการไพ่ และผู้คนเพียงแค่ต้องยอมรับองค์พระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และอธิษฐานเพื่อการกลับใจในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็จะได้รับการอภัยบาปของพวกเขาและชื่นชมกับความจริงและพระคุณที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงประทานให้ หากผู้คนยังคงยึดติดกับพระนามของพระยาห์เวห์และปฏิเสธที่จะยอมรับองค์พระเยซูเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสูญเสียการใส่พระทัยและการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า และตกอยู่ในความมืด และถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษเหมือนกับพวกฟาริสียิว ด้วยการมาถึงของยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงใช้พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เพื่อดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นจากพระนิเวศของพระเจ้า มีเพียงการยอมรับพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ โดยตามให้ทันขั้นตอนแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น ผู้คนจึงสามารถเข้าใจและได้รับความจริง หลุดพ้นจากบาป ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้รับความรอดของพระเจ้าได้ ในท้ายที่สุด พระเจ้าจะทรงช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอดจากบาปครั้งเดียวและตลอดไป พระองค์จะทรงบำเหน็จรางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว ทรงแยกแต่ละคนไปตามประเภทของพวกเขา และทรงนำพาแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดให้ใกล้เข้ามา คนเหล่านั้นทุกคนที่ปฏิเสธไม่ยอมรับพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และปฏิเสธพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระองค์ไม่สามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาปได้ และจะไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ตลอดไป
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสองศาสนา—ศาสนาคริสต์และศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก—ทั้งเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าและยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นการจุติเป็นมน…...
เมื่อมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระเจ้าได้ทรงเริ่มแผนการบริหารจัดการของพระองค์เพื่อความรอดของมวลมนุษย์...
(1) หลักการของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หลักการของศาสนาคริสต์มีต้นกำเนิดมาจากพระคัมภีร์...
องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27)...