มองทะลุความชั่วของศิษยาภิบาล

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย เสี้ยว ฉือ, พม่า

เดือนกันยา 2020 ผมได้พบพี่คนหนึ่งทางออนไลน์ เธอบอกผมว่าองค์พระเยซูเจ้าได้กลับมาเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และกำลังแสดงความจริงเพื่อทรงงานการพิพากษา ผมตื่นเต้นที่ได้ยินว่าทรงกลับมา ผมเริ่มเข้าชุมนุมออนไลน์ มองค้นเข้าไปในงานของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมอ่านพระวจนะพระองค์ เรียนรู้เรื่องรากเหง้าความเสื่อมทรามของคนโดยซาตาน งานสามช่วงระยะของพระเจ้าเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ความล้ำลึกของการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ งานการพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และความจริงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ ตลอดระยะเวลาของการแสวงหาและตรวจสอบ ผมมั่นใจว่าทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่กลับมา ผมเข้าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมรักเสบียงอาหารแห่งการอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน รู้สึกได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การเทศนาของศิษยาภิบาลก็สิ่งเดิมๆ แห้งและน่าเบื่อ ไม่มีความสว่างใดๆ ไม่ได้ทำให้เจริญขึ้น ผมจึงหยุดเข้าร่วมการปรนนิบัติของคริสตจักร

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 เกิดรัฐประหารในพม่า และอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด ผมก็เข้าร่วมการชุมนุมออนไลน์ไม่ได้อีก ไม่นาน พี่น้องชายสองคนมาที่หมู่บ้านผม พูดว่าอยากจัดการชุมนุมในพื้นที่ ตอนนั้นเรามีคนเข้าร่วม 20 คน แปลกที่หลังจากการชุมนุมไม่กี่ครั้ง ก็มีคนรายงานเรากับศิษยาภิบาลในพื้นที่ เขาเริ่มบอกคนในคริสตจักรว่าเราไปชุมนุมออนไลน์ แทนการไปคริสตจักร และเราจะไม่ฟังนักบวช เขาโกหกว่าเรากำลังจัดตั้งฝ่ายของเราเอง เขาบอกทุกคนว่าอย่าข้องเกี่ยวกับเรา เกือบทุกคนในหมู่บ้านเราเป็นคริสเตียน ต่างชื่นชอบและฟังศิษยาภิบาล เพราะการโจมตีและการตัดสินของเขา ข่าวความเชื่อเราในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จึงแพร่ไปทั่ว และทุกคน แม้แต่ญาติ เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้าน เริ่มด่าว่าเรา ที่ไม่ไปคริสตจักรหรือฟังศิษยาภิบาลอีก โดยพูดว่ามันแย่มาก ทุกที่ที่ผมไป ผู้คนต่างชี้นิ้วด่า ครอบครัวผมก็เป็นไปด้วย ต่อต้านความเชื่อของผม ผมรู้สึกว้าวุ่นใจจริงๆ ผมมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและเพื่อนบ้านเสมอ คอยช่วยกันและกัน ตอนนี้พวกเขาทำกับผมเหมือนหนามยอกอก เหมือนศัตรู ความเชื่อคือเสรีภาพส่วนบุคคล เราแค่ปฏิบัติความเชื่อโดยไม่ทำสิ่งผิดกฎหมายเลย ศิษยาภิบาลจะตัดสินและกล่าวโทษเรา และให้ชาวบ้านปฏิเสธเราทำไม? ผมตกอยู่ในความซึมเศร้าก่อนจะทันรู้ตัว และอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า ศิษยาภิบาลกำลังฟาดฟันใส่เรา แม้แต่ทุกคนที่ข้าพระองค์ใกล้ชิดก็ปฏิเสธข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระทมทุกข์นัก พระเจ้า ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาทำกับเราเช่นนี้ โปรดให้ความรู้แจ้งให้ข้าเข้าใจและพ้นจากความซึมเศร้าด้วยเถิด” จากนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงดูแลบุคคลหนึ่ง ทรงเฝ้ามองบุคคลผู้นี้ และตลอดเวลานั้นซาตานก็ตามติดพระองค์ทุกย่างก้าว ผู้ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงโปรด ซาตานก็เฝ้าดูด้วย โดยสะกดรอยตามมาข้างหลัง หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์บุคคลนี้ ซาตานก็จะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในอำนาจของมันเพื่อขัดขวางพระเจ้า ใช้ลูกเล่นชั่วร้ายต่างๆ นานาเพื่อทดลองพระราชกิจของพระเจ้า ทำให้พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำหยุดชะงักและอับปางลง ทั้งหมดก็เพื่อที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นของมัน วัตถุประสงค์นี้คืออะไรหรือ? มันไม่ต้องการให้พระเจ้าได้รับผู้ใดสักคน มันต้องการทุกคนที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์นั้นเพื่อตัวมันเอง มันต้องการที่จะยึดครองพวกเขา ควบคุมพวกเขา กำกับดูแลพวกเขาเพื่อให้พวกเขาเคารพบูชามัน เพื่อให้พวกเขาเข้าร่วมกับมันในการกระทำความชั่ว นี่ไม่ใช่แรงจูงใจที่ชั่วร้ายเลวทรามของซาตานหรอกหรือ?…ในการทำสงครามกับพระเจ้า และในการสะกดรอยตามมาข้างหลังพระองค์นั้น วัตถุประสงค์ของซาตานคือเพื่อรื้อทำลายพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ เพื่อยึดครองและควบคุมบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับ เพื่อทำให้บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับนั้นดับสิ้นไปโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาไม่ถูกทำให้ดับสิ้นไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะมาเป็นสิ่งครอบครองของซาตาน เพื่อให้มันใช้งาน—นี่คือวัตถุประสงค์ของมัน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) นี่ช่วยให้ผมเห็นว่า ที่ศิษยาภิบาลกันเราไม่ให้ติดตามพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย ที่จริงแล้วเป็นการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าแสดงความจริงเพื่อพิพากษาและชำระผู้คนในยุคสุดท้ายให้สะอาด เพื่อช่วยให้รอดและได้รับกลุ่มผู้เชื่อที่แท้จริง แต่ซาตานเป็นศัตรูของพระเจ้า ใช้อุบายทุกชนิดขัดขวางและทำลายงานพระองค์ ผู้คนจึงจะละทิ้งและทรยศพระเจ้า ใช้ชีวิตใต้อำนาจมัน แล้วมันจะควบคุมพวกเขาได้ ที่สุดก็จะถูกลงโทษในนรกไปกับมัน ผมได้เห็นว่าที่จริงพวกนักบวชเป็นลูกน้องซาตาน เมื่อได้ยินว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ากลับมา แทนที่จะมองค้นเข้าไป กลับกันคนอื่นไว้ การเทศนาของตนไม่ได้บำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณ แต่ก็ไม่ให้เราแสวงหาหนทางที่แท้จริง พอเห็นว่าเราเลิกไปคริสตจักรและติดตามตน ก็กล่าวโทษและใส่ร้ายเรา อยากให้เราทรยศต่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และกลับเข้าคริสตจักร กลับไปอยู่ใต้การควบคุมของตน แล้วเราจะสูญเสียความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้าย เมื่อรู้อย่างนี้ ผมจึงบอกตัวเองว่า ต้องไม่หลงกลอุบายของซาตาน ต้องไม่ละทิ้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เพื่อติดตามพวกเขา แต่ต้องยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง

หลังจากนั้น ผู้เชื่อใหม่บางคนและผู้ที่กำลังสำรวจงานของพระเจ้าในยุคสุดท้าย ก็อ่อนแอลงและถอนตัวไป ถึงทุกคนรอบตัวเราจะประท้วง แต่พวกเราที่เหลือก็ไม่หยุดชุมนุม ศิษยาภิบาลรู้สึกขุ่นเคืองเมื่อรู้เรื่องนี้ ให้เพื่อนร่วมงานมาที่บ้านผมเรื่อยๆ ยืนกรานให้ผมไปที่บ้านศิษยาภิบาล ผมโกรธเรื่องนั้น โดยคิดว่า ผมแค่นมัสการพระเจ้าและสามัคคีธรรม และนั่นคือเสรีภาพของผม ทำไมศิษยาภิบาลถึงคอยพยายามจะขวางทาง? ผมอยากไปฟังเขาอยู่เหมือนกันว่าเขาคิดว่าผมทำอะไรผิด เย็นวันนั้น ผมไปบ้านศิษยาภิบาล พร้อมกับพี่น้องชายหญิงอีกสองสามคน นักบวชคนอื่นบางคนก็อยู่ที่นั่น ศิษยาภิบาลพูดว่า “ผมได้ยินเรื่องการชุมนุมออนไลน์ของคุณ ในฐานะนักบวช เรามีความรับผิดชอบที่จะเตือนคุณ ไม่ให้เลือกเส้นทางอื่น” ผมตอบไปว่า “เราฟังการเทศนา แต่ไม่ได้ทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาและกำลังทรงงานขั้นตอนใหม่—” ก่อนผมจะพูดจบ เขาก็ขัดจังหวะผมด้วยความโกรธ “พอแล้ว! เราจะไม่ฟังเรื่องนี้อีกแม้แต่คำเดียว คุณต้องเลือกวันนี้ จะเชื่อในพระเจ้าองค์อื่นต่อไป หรือกลับมาคริสตจักรเรา?” ตอนที่พูด เขาก็หยิบสมุดบันทึก ที่มีชื่อเราทุกคนเขียนไว้ในนั้นออกมา เขาพูดอย่างออกคำสั่งว่า “ถ้าจะฟังการเทศนาของพวกนั้นต่อไป ก็ขีดถูกไว้ที่ชื่อคุณ ถ้าไม่ฟังก็ขีดฆ่าออก ถ้าคุณไม่ฟังผม คุณจะได้อยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวด! เราจะไม่ทำอะไรให้เลย ทั้งการแต่งงาน การตาย หรือการเกิดในครอบครัวคุณ ไม่เลย เราจะไม่ช่วยในการจัดงานอะไรเลย” ไม่มีใครพูดอะไร ผมลังเลเล็กน้อย คิดว่า ถ้าไม่เขียนอะไรเลย ศิษยาภิบาลก็จะยังหาวิธียืนขวางทางความเชื่อของผม ถ้าผมขีดถูกที่ชื่อ พวกนักบวชก็จะไม่ช่วยการจัดงานในครอบครัวผมเลย สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของหมู่บ้าน และสำคัญต่อทุกคนจริงๆ ไม่อาจละเลยได้ และทุกคนในหมู่บ้านก็ฟังพวกนักบวช ถ้าพวกเขาไม่มาร่วม ก็ไม่มีใครมาเหมือนกัน ไม่มีใครช่วยจัดงาน ทุกคนจะปฏิเสธผมเหรอ? แต่ผมรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้กลับมาแล้ว งั้นถ้าผมขีดฆ่าชื่อออก กลับเข้าร่วมคริสตจักร นั่นไม่ใช่การไม่ยอมรับและทรยศพระเจ้าเหรอ? ในตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไง จึงอธิษฐานขอการนำจากพระเจ้า แล้วก็นึกถึงที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ไม่มีใครที่เอามือจับคันไถแล้วหันหลังกลับ จะสมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า” (ลูกา 9:62) มันจริงครับ ผมเป็นผู้เชื่อ ผู้ติดตาม ในความเชื่อ เราต้องเคารพพระเจ้า นบนอบต่องานพระองค์ ก้าวให้ทันพระองค์ ผมจะเรียกตัวเองว่าผู้เชื่อได้ยังไงถ้าให้ค่าศิษยาภิบาลมากกว่าพระเจ้า? ผมจะเหมาะสมกับราชอาณาจักรได้ยังไง? ตอนนั้น ผมอธิษฐาน “พระเจ้า ข้าฯ ต้องการเป็นพยานถึงพระองค์ในวันนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าฯ อยากติดตามพระองค์” ผมรู้สึกสงบขึ้นมากและขีดถูกที่ชื่อผมอย่างเด็ดเดี่ยว คนอื่นบางคนก็ขีดถูกที่ชื่อตัวเองด้วย มีน้องสาวเพียงคนเดียวที่ขีดฆ่าชื่อเธอ ศิษยาภิบาลโกรธ พูดว่า “นี่คือทางเลือกของคุณ จากนี้ไปเราอยู่คนละเส้นทางกัน เรื่องของคุณไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว”

พอกลับถึงบ้าน ผมก็กังวลขึ้นมาอีก ปกติแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวในหมู่บ้าน เราจะขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานให้ เป็นประธานในพิธีศาสนา ถ้าศิษยาภิบาลไม่สนใจ เราก็ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ และทุกคนจะเดียดฉันท์เรา ฟาดฟันใส่เรา ไม่รู้ว่าพวกเขาจะใช้กลวิธีไหนอีกเพื่อกันไม่ให้เราปฏิบัติความเชื่อ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกอย่างจะจบลง การคิดถึงเรื่องทั้งหมดนั้นทำให้เจ็บปวดจริงๆ ผมไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปยังไง ผมกล่าวคำอธิษฐานทันทีว่า “พระเจ้า ข้าเห็นแล้วว่าวุฒิภาวะของข้าน้อยแค่ไหน ข้ามักจะกังวลถึงการใส่ร้ายและการปฏิเสธของผู้อื่น กลัวที่จะเผชิญกับการนี้และรู้สึกอ่อนแอ พระเจ้า นำให้ข้าผ่านเรื่องนี้ไปด้วยเถิด” แล้วผมก็เสาะหาการให้น้ำจากพี่สาวคนหนึ่งทางออนไลน์ บอกเธอว่าผมต้องเจอกับอะไร เธอส่งพระวจนะของพระเจ้ามาให้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หลังจากได้รับคำพยานจากโยบภายหลังจากการทดสอบของเขาถึงบทอวสานแล้ว พระเจ้าตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าพระองค์จะทรงได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่ง—หรือมากกว่ากลุ่มหนึ่ง—ที่เหมือนกับโยบ แต่ทว่าพระองค์ตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะไม่มีวันเปิดโอกาสให้ซาตานโจมตีหรือล่วงละเมิดบุคคลอื่นใดโดยใช้วิธีการที่มันเคยใช้ทดลอง โจมตี และล่วงละเมิดโยบโดยการเดิมพันกับพระเจ้าอีก พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นกับมนุษย์ ผู้ซึ่งอ่อนแอ โง่เขลา และไม่รู้เท่าทันอีกเลย—มันพอแล้วที่ซาตานได้ทดลองโยบ! การไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานล่วงละเมิดผู้คนอย่างไรก็ตามที่มันปรารถนาคือความกรุณาของพระเจ้า สำหรับพระเจ้า มันพอแล้วที่โยบได้ทนทุกข์กับการทดลองและล่วงละเมิดของซาตาน พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นอีกเลย เพราะชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างของผู้คนที่ติดตามพระเจ้านั้นได้รับการปกครองและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และซาตานไม่มีสิทธิ์ที่จะจัดการผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกตามใจชอบ—พวกเจ้าควรจะชัดเจนเกี่ยวกับจุดนี้! พระเจ้าใส่พระทัยเกี่ยวกับจุดอ่อนของมนุษย์ และเข้าพระทัยความโง่เขลาและความไม่รู้เท่าทันของเขา ถึงแม้ว่าพระเจ้าต้องทรงส่งมอบมนุษย์ให้แก่ซาตานเพื่อที่เขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างบริบูรณ์ พระเจ้าก็ไม่เต็มพระทัยที่จะเห็นมนุษย์ถูกซาตานล้อเล่นเป็นคนโง่และล่วงละเมิดอีก และพระองค์ไม่ทรงต้องประสงค์ที่จะเห็นมนุษย์ทรมานอยู่เสมอ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า และการที่พระเจ้าทรงปกครองและทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ถูกกำหนดโดยฟ้าและยอมรับรู้โดยแผ่นดินโลก นี่คือหน้าที่รับผิดชอบของพระเจ้า และมันคือสิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่ง! พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานล่วงละเมิดหรือกระทำทารุณมนุษย์ตามใจชอบ พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานใช้วิธีการต่างๆ เพื่อนำทางมนุษย์ให้หลงผิด และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานแทรกแซงในอธิปไตยของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงยอมให้ซาตานเหยียบย่ำและทำลายธรรมบัญญัติที่พระองค์ทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่ง ไม่ต้องพูดถึงพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด! บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะช่วยให้รอด และบรรดาผู้ที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าได้ เป็นแกนหลักและการตกผลึกแห่งพระราชกิจในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า ตลอดจนราคาแห่งความพยายามของพระองค์ในหกพันปีแห่งการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์จะทรงสามารถมอบผู้คนเหล่านี้ให้แก่ซาตานโดยง่ายดายได้อย่างไร?” (“พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะ ผมเห็นว่า ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไร พระเจ้าก็ยอมให้มันเกิดขึ้น ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ หากพระองค์ไม่อนุญาต ไม่ว่าซาตานจะดุร้ายแค่ไหน อยากทำร้ายเราแค่ไหน มันก็ทำไม่ได้ พระเจ้าปล่อยให้สิ่งยุ่งเหยิงทั้งหมดเกิดขึ้น ทรงทดสอบผม และช่วยให้รอดด้วย ทรงหวังว่าผมจะเป็นเหมือนโยบ ยืนหยัดเป็นพยานผ่านสถานการณ์นั้น ให้ผมได้พึ่งพาพระเจ้าในสภาพแวดล้อมนั้น สัมผัสกับงานและพระวจนะพระองค์ จะได้เกิดความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า แต่ผมถูกจับในตาข่ายของซาตาน ผมอยากปกป้องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ไม่ถูกปฏิเสธและใส่ร้าย ผมมักจะกลัวว่าจะเกิดสิ่งเลวร้ายขึ้น ไม่ได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ผมสงบลงและอธิษฐานว่า “พระเจ้า ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ว่าทรงยอมให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยข้าให้รอดและชำระให้สะอาด ทำให้ความเชื่อข้าเพียบพร้อม ข้าพร้อมยืนหยัดเป็นพยานแล้ว แต่วุฒิภาวะข้าเล็กมาก ช่วยเสริมสร้างความเชื่อข้าให้ผ่านการนี้ด้วยเถิด”

ผมคิดว่าเพราะผมเลือกติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ศิษยาภิบาลก็จะไม่ยุ่งกับผม และผมก็ชุมนุมได้เป็นปกติ แต่เปล่า เพราะความก้าวร้าวและการตัดสินของพวกนั้น ชาวบ้านก็ยังก่อกวนต่อไป เยาะเย้ย ใส่ร้าย ตะคอกเราต่อหน้าครอบครัว ว่าเราไม่ทำพิธีทางศาสนา ฝ่าฝืนกฎของหมู่บ้าน พวกเขาว่าถ้าเรารักษาความเชื่อไว้ พวกเขาจะแจ้งความเรากับทางการ ให้เราถูกจับ ครอบครัวผมทนความเครียดไม่ไหว เริ่มหาเรื่องทะเลาะอยู่เรื่อยๆ รบเร้าให้ผมล้มเลิกความเชื่อ คนอื่นๆ ก็ถูกครอบครัวกดดันเหมือนกัน บางคนถูกเฉดหัวไล่ เข้าบ้านตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ศิษยาภิบาลแพร่คำโกหก ว่าเรามีปัญหาหลายอย่างที่บ้านแค่เพราะ เราไม่ฟังพวกนักบวชหรือไปคริสตจักร เขายังอยากสอบสวนพี่น้องชายสองคนที่มาให้น้ำเราด้วย ผมโกรธมาก พวกนักบวชกลับความจริงให้เป็นเท็จจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะการโจมตีของพวกเขา เราจะไม่มีวันมีปัญหาพวกนี้เลย ต่อมา พี่สาวคนหนึ่งบอกพี่น้องที่ให้น้ำต้นสองคนนั้นให้หยุดมา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ทุกคนรู้สึกคิดลบและอ่อนแอตลอดช่วงเวลานั้น เราขาดแรงจูงใจที่จะชุมนุมหรือทำหน้าที่ ผมเองก็รู้สึกอ่อนแออยู่บ้างเมื่อเห็นเรื่องนี้เกิด ไม่รู้จะช่วยสนับสนุนพี่น้องชายหญิงยังไง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเส้นทางแห่งความเชื่อนั้นยากเกินไป ผมไม่เข้าใจเลย เราเป็นแค่ผู้เชื่อที่ชุมนุมและอ่านพระวจนะ ทำไมพวกเขาไม่เลิกยุ่งกับเรา แต่ตั้งใจแน่วแน่ที่จะต้อนเราให้จนมุม? ผมเจ็บปวด ร้องทูลพระเจ้าว่า “พระเจ้า ข้ารู้สึกอ่อนแอนัก ไม่อาจสงบความรู้สึกได้ ข้าจะคงอยู่บนเส้นทางแห่งความเชื่ออย่างไร? ให้ความรู้แจ้งและนำข้าด้วยเถิด” จากนั้น ผมก็นึกถึงที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าโลกนี้เกลียดชังพวกท่าน ก็จงรู้ว่าโลกเกลียดชังเราก่อน ถ้าพวกท่านเป็นของโลก โลกก็ย่อมจะรักคนที่เป็นของโลกเอง แต่เพราะท่านไม่ได้เป็นของโลก คือเราเลือกท่านออกจากโลก เพราะเหตุนี้ โลกจึงเกลียดชังท่าน” (ยอห์น 15:18-19) จู่ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ ว่าพวกเขาเกลียดชังและกดขี่เรา เพราะที่จริงเกลียดการมาของพระเจ้า กำลังต่อสู้กับพระเจ้า พระเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์ในยุคสุดท้าย แสดงความจริงเพื่องานการพิพากษาเพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยให้รอด การปรากฏและงานของพระองค์กำลังเปิดโปงผู้คนทางโลก พวกเขาไม่รักแต่เกลียดความจริง เกลียดพระเจ้า เชื่อในพระเจ้าเลื่อนลอยบนฟ้า ถึงได้ตัดสินและกล่าวโทษงานและพระวจนะ ของพระเจ้าในเนื้อหนัง เช่นเดียวกับเมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงงาน ผู้นำชาวยิวปฏิเสธจะยอมรับความจริงที่ทรงแสดง ทำเต็มที่เพื่อกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระองค์ ผู้เชื่อชาวยิวปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าไปตามพวกเขา สุดท้ายก็ตรึงพระองค์ไว้บนกางเขน โลกนี้ช่างชั่วร้ายเสียจริง! แต่ยิ่งกำลังบังคับทางศาสนาปฏิเสธและกล่าวโทษทางโลก ก็ยิ่งชัดว่าเป็นหนทางที่แท้จริง เป็นงานพระเจ้า ยิ่งทำให้ผมอยากอยู่บนเส้นทางนี้!

เมื่อพี่น้องชายหญิงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ส่งพระวจนะบทตอนหนึ่งมาให้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “จงอย่าท้อแท้ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งทั้งหลายชัดเจนแก่เจ้า ถนนสู่ราชอาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้นหรอก! เจ้าต้องการให้พรมาถึงเจ้าอย่างง่ายดายมิใช่หรือ? ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบทั้งหลายจะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น การทดสอบทั้งหลายคือพรจากเรา และมีพวกเจ้ามากน้อยแค่ไหนหรือที่เข้าเฝ้าเราบ่อยครั้งและคุกเข่าขอร้องพรจากเรา? เจ้าพวกเด็กโง่เอย! เจ้าเอาแต่คิดว่าคำพูดที่เป็นมงคลไม่กี่คำนับเป็นพรของเราแล้ว ทว่ากลับไม่ตระหนักว่าความขมขื่นก็เป็นพรหนึ่งของเรา พวกคนที่ร่วมแบ่งปันความขมขื่นของเราจะได้ร่วมแบ่งปันความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาของเราและพรของเราแก่พวกเจ้า จงอย่าลังเลที่จะกินและดื่มและชื่นชมวจนะของเรา เมื่อความมืดมนผ่านพ้น ความสว่างจะรวมตัวกัน ก่อนรุ่งสางคือช่วงที่มืดมนที่สุด หลังจากเวลานี้ ท้องฟ้าจะค่อยๆ กระจ่าง และพระอาทิตย์ก็ขึ้นมา จงอย่ากลัวหรือขลาดไป” (“บทที่ 41” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมสะเทือนใจมากเมื่อได้อ่านบทตอนนี้ เราติดตามงานใหม่ของพระเจ้า ถูกนักบวชขัดขวาง ถูกชาวบ้านปฏิบัติด้วยอย่างไม่เป็นธรรม นั่นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะคนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามลึก โลกมืดมนและชั่วร้าย ไม่มีใครต้อนรับการเสด็จ การติดตามพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อเข้าสู่ราชอาณาจักรและได้รับการทรงยอมรับ เราต้องประสบกับการข่มเหงและความยากลำบากแบบนั้น พระเจ้าเป็นกำลังสำรองของเราและอยู่กับเราเสมอ ไม่มีอะไรให้กลัว ผมแค่ต้องอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า จะทรงนำเราให้ชนะการทำให้หยุดชะงักของศิษยาภิบาลแน่ ผมนึกถึงประสบการณ์ของพี่น้องชาวจีนที่เคยเห็นในหนังและวิดีโอ ถูกกดขี่ ไล่ล่า และเฝ้าดูโดยรัฐบาลจีน และอาจถูกจับกุมได้ทุกเมื่อ ครอบครัวก็ติดร่างแหไปด้วย ถูกริบทรัพย์สินและการงาน หลายคนถูกจำคุกและถูกทรมานอย่างทารุณ พวกเขาทนทุกข์มากมาย แต่พึ่งพาพระเจ้าได้และให้คำพยานที่ทำให้ซาตานพ่าย ผมคิดถึงที่พระเจ้าทรงทนทุกข์ในการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ทั้งสองครั้ง เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์และมายังโลกเพื่อไถ่มนุษย์ ก็ถูกชาวยิวกล่าวโทษและดูหมิ่น ที่สุดก็ถูกตรึงกางเขน ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์อีก แสดงความจริงเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ก็ถูกระบอบซาตานและกองกำลังศัตรูของพระคริสต์ในโลกศาสนา ต้านทาน กล่าวโทษ ปฏิเสธ และหมิ่นประมาท ทนทุกข์มากมายเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ความทุกข์เล็กๆ ของผมไม่มีค่าพอให้กล่าวถึง พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ พระองค์ทนทุกข์เพื่อความรอดของเรา ผมทนทุกข์เพื่อให้ได้รับความจริงและถูกช่วยให้รอด มันจึงเป็นสิ่งที่ผมควรอดทน แม้ว่าประสบการณ์นั้น จะเจ็บปวดสำหรับผม แต่ผมก็ได้รับการหยั่งรู้พวกนักบวชขึ้นมาบ้าง และมีความเชื่อในพระเจ้ามากขึ้น ทรงใช้สภาพแวดล้อมที่ลำบากนำความจริงมาให้เรา ทำความเชื่อให้เพียบพร้อม มันเป็นพรจากพระเจ้า! ผมสงบขึ้นมากหลังจากเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า และออกมาจากความซึมเศร้า แล้วก็เร่งจัดการชุมนุมให้พี่น้องชายหญิงที่ยังคงติด อยู่ในสภาวะคิดลบ ทุกคนเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าผ่านการสามัคคีธรรมได้ ได้รับความเชื่อเพื่อติดตามพระเจ้าต่อ ไม่ซึมเศร้าอีก เราเริ่มใช้ชีวิตคริสตจักรปกติ แบ่งปันข่าวประเสริฐและเป็นพยาน ทุกคนรู้สึกมีแรงจูงใจ

แต่พวกนักบวชพยายามทำทุกอย่างเพื่อรั้งเราไว้ ครั้งหนึ่ง สามีของพี่คนหนึ่งเสียชีวิตด้วยอาการป่วย ทั้งครอบครัวกดดันให้เธอไปขอโทษศิษยาภิบาล เขาจะได้ช่วยเรื่องคำอธิษฐานและพิธีศพ พวกนักบวชฉวยโอกาสกดดันเธอ ให้ล้มเลิกความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ กลับเข้าคริสตจักร ผมโกรธมาก เธอโศกเศร้าที่สามีจากไปอยู่แล้ว แต่พวกนักบวชเอาเกลือมาทาแผล กดดันให้เธอยอมรับว่าทำผิด แค่ให้เธอกลับเข้าคริสตจักรและติดตามตน มันน่ารังเกียจ! ศิษยาภิบาลระดับสูงมาคุยกับเรา เขาพูดหลายอย่าง กล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระเจ้า รบเร้าเราซ้ำๆ ให้ล้มเลิกความเชื่อ แต่เรามีการหยั่งรู้แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อพวกนักบวชและหัวหน้าหมู่บ้านเห็นเรามั่นคงอยู่ ก็ให้ชาวบ้านตีตัวห่างและกีดกันเรา พูดว่า “คนพวกนี้ปฏิเสธจะฟังเรา งั้นก็ปล่อยให้พวกเขามีความเชื่อไป คอยดูลูกๆ ของคุณให้อยู่ห่างจากคนพวกนี้ ใครติดต่อพวกเขาหรือถามเรื่องความเชื่อ ทั้งครอบครัวจะติดร่างแหไปด้วย และเราจะไม่ช่วยอะไรพวกเขาเลย” พวกเขายังจัดตั้งกลุ่มเยาวชนพิเศษด้วย ประกอบด้วยคนหนุ่มสาวของคริสตจักร ให้คอยจับตาดูเราเป็นหลัก คนที่ติดต่อเราจะถูกเรียกไปที่บ้านของศิษยาภิบาลเพื่อซักถาม มันช่วยให้ผมเห็นธาตุแท้ที่ต่อต้านพระเจ้าของพวกเขาชัดขึ้น พวกเขาควบคุมผู้เชื่ออย่างแน่นหนาไว้ในเงื้อมมือ ไม่ยอมให้มาเข้าเฝ้าพระเจ้าและได้ยินพระสุรเสียง ผมคิดถึงพวกฟาริสี เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา งานและพระวจนะพระองค์เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ แต่พวกเขาไม่แสวงหาหรือตรวจสอบ กลัวว่าผู้เชื่อจะติดตามองค์พระเยซูเจ้า กลัวเสียสถานะและความเป็นอยู่ ทำทุกอย่างเพื่อกล่าวโทษและถึงกับตรึงพระองค์ไว้บนกางเขน พวกเขามีผู้เชื่ออยู่ในเงื้อมมือ ยอมให้ผู้คนบูชาพวกตนเท่านั้น ปฏิเสธจะคืนแกะของพระเจ้า เป็นคนรับใช้ชั่ว ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากพวกเขา ผมนึกถึงพระวจนะที่กล่าวโทษพวกเขาว่า “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม” (มัทธิว 23:13) “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าไปทั่วทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อจะได้สักคนหนึ่งเข้าจารีต แต่เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาตกนรกยิ่งกว่าพวกเจ้าเองถึงสองเท่า” (มัทธิว 23:15) พวกนักบวชในปัจจุบันก็เหมือนพวกฟาริสีเมื่อก่อน คนรับใช้ชั่ว ปิดกั้นทางสู่ราชอาณาจักร ก็เหมือนที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถปฏิบัติโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นคนถ่อยไร้ค่า และแต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอนพระเจ้า พวกเขาตั้งใจต่อต้านพระเจ้าแม้ขณะที่พวกเขาถือธงประจำของพระองค์ พวกเขาอ้างความเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงกินเนื้อหนังและดื่มโลหิตของมนุษย์ ผู้คนเช่นนั้นทั้งหมดคือเหล่ามารที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าปีศาจผู้เป็นหัวหน้าที่จงใจขวางทางผู้ที่พยายามก้าวลงบนเส้นทางที่ถูกต้อง และคือเครื่องสะดุดทั้งหลายที่คอยขัดแข้งขัดขาผู้ที่แสวงหาพระเจ้า พวกเขาอาจดูมี ‘องค์ประกอบอันเพียบพร้อม’ แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านั้นมิใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ยืนต้านพระเจ้า? ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?” (“ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พวกนักบวชไม่ใช่แค่ไม่ตรวจสอบงานใหม่ของพระเจ้า แต่พอพบว่ามีคนกำลังมองค้นเข้าไปในนั้น ก็ทำทุกอย่างเพื่อยืนขวาง กลัวผู้เชื่อจะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เลิกบูชาและติดตามพวกตน หรือมอบของถวายพวกตน พวกเขาใช้ธรรมเนียมและพิธีเก่าแก่ของหมู่บ้านเพื่อควบคุมผู้คน บังคับให้กลับเข้าโบสถ์ พวกเขาอ้างว่าเป็นผู้เชื่อ แต่ไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าแม้แต่น้อย โดยธรรมชาติแล้วคือปีศาจที่เกลียดพระเจ้าและความจริง เป็นเครื่องสะดุดบนเส้นทางสู่ราชอาณาจักร ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงยอมให้มีการกดขี่ทั้งหมดนี้ เพื่อช่วยให้เราหยั่งรู้ หลุดพ้นจากการควบคุมของพวกนักบวชได้อย่างแท้จริง การโจมตีของพวกนักบวชทำให้ผมคิดลบไม่ได้ ที่จริงกลับทำให้ความเชื่อผมแข็งแกร่ง ผมพ้นจากการจำกัด แบ่งปันข่าวประเสริฐและเป็นพยานต่อไปได้ เมื่อผ่านไป เพื่อนและญาติบางคนก็เริ่มได้รับการหยั่งรู้ถึงพฤติกรรมพวกนักบวชด้วย บางคนยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แสดงให้ผมเห็นว่าพระเจ้าใช้พระปรีชาญาณตามเล่ห์อุบายของซาตาน การกดขี่ของศิษยาภิบาลและสิ่งกีดขวางช่วยแยกแพะออกจากแกะ บางคนต่อต้านเราไปกับพวกนักบวช แต่บางคนก็มาหยั่งรู้แก่นแท้ของพวกนั้น พวกเขาได้ยินพระสุรเสียงและหันหาพระเจ้า งานของพระเจ้าช่างอัศจรรย์! ประสบการณ์นี้สอนผมว่า ทุกสถานการณ์ล้วนมีน้ำพระทัยที่ดีของพระเจ้า มันคือทั้งหมดที่เราต้องการ เพื่อช่วยให้รอดและทำให้เราเพียบพร้อม ผมตัดสินใจแน่วแน่ ว่าต่อให้จะเผชิญอะไรในอนาคต ผมก็พร้อมนบนอบต่อการจัดเตรียมการของพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การทรมานในห้องสอบปากคำ

โดย เซี่ยวหมิ่น ประเทศจีน ใน ค.ศ. 2012 ฉันก็ได้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมในระหว่างที่ฉันกำลังประกาศข่าวประเสริฐอยู่ ใกล้ค่ำของวันที่ 13...

ความเจ็บปวดสุดพรรณนา

โดย จาง หลิน, ประเทศจีน บ่ายวันหนึ่ง เดือนธันวาฯ ค.ศ. 2012 ฉันนั่งรถโดยสารไปนอกเมืองเพื่อทำหน้าที่ให้ลุล่วง...

เมื่อแม่ถูกจองจำ

โดย โจว เจี๋ย, ประเทศจีน ฉันอายุ 15 ตอนที่ฉันกับแม่หนีจากบ้าน ฉันจำได้ว่าเราออกมากลางดึกคืนหนึ่งในปี 2002 อยู่ๆ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger