สิ่งปลอมปนในการพลีอุทิศให้แก่พระเจ้าของฉัน

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย เจียง ผิง, ประเทศจีน

วันหนึ่งเมื่อเมษายนที่แล้ว จู่ๆ ฉันก็รู้สึกปวดหลังตรงด้านขวาอย่างแรง ฉันคิดว่าคงทำหลังเดาะโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าแปะแผ่นแก้ปวดก็คงไม่เป็นไร แต่แผ่นนั่นไม่ช่วยอะไรเลย อาการปวดหลังยิ่งแย่ลงอีก มันเหมือนถูกเข็มแทงเลยค่ะ เป็นความเจ็บเสียดยาวตั้งแต่อกไปจนถึงหลัง พออาการแย่ลง ก็รู้สึกเหมือนบางอย่างไต่ตามเนื้อหนังและกระดูก อาการปวดรุนแรงมาก ฉันอธิบายไม่ถูกเลยค่ะ หลายคืนมันปวดมากเกินจนนอนไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายทนไม่ได้อีกต่อไป และอยากไปหาหมอ แต่ฉันเพิ่งจะจัดตั้งการพบปะเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้คน การไปตรวจจะทำให้งานนี้ล่าช้าแน่นอน ฉันคิดว่ารอพบปะกับพวกเขาให้เรียบร้อยก่อน อีกสองสามวันค่อยไป อีกอย่าง ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ฉันจำเป็นต้องทำหน้าที่ต่อไป ผ่านไปสักสองสามวันอาจรู้สึกดีขึ้น ฉันอดทนต่อความเจ็บปวดนั้น และไปโรงพยาบาลหลังจากการพบปะ หมอที่ฉันพบพูดจริงจังมากว่า “ทำไมถึงมาเอาป่านนี้? นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ นี่คือโรคงูสวัดเกิดจากไวรัส เป็นงูสวัดหลบใน มันเริ่มแสดงออกมาบนผิวหนังแล้ว ถ้าคุณไม่รีบรักษาทันทีจนไวรัสลามถึงไขกระดูก อาจถึงตายได้เลยนะ” ตอนนั้น ฉันอึ้งมาก ฉันไม่เคยนึกว่าจะเป็นอะไรที่ร้ายแรง จนอาจทำให้ฉันถึงตายได้ ฉันคิดว่า “ฉันแบ่งปันข่าวประเสริฐและทำหน้าที่อย่างกระตือรือร้นตลอดสองสามปีมานี้ แล้วสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันได้ยังไง? ฉันยังทิ้งบ้านและอาชีพไว้เบื้องหลังเพื่อทำหน้าที่ ได้ทนทุกข์และยอมลำบากด้วย ฉันไม่เคยทรยศพระเจ้า แม้แต่ตอนที่ถูกจับและถูกทรมานอย่างโหดร้ายโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ออกจากคุกแล้วฉันก็ทำหน้าที่ต่อไป ทำไมพระเจ้าไม่ทรงคุ้มครองฉัน?” ยิ่งคิดฉันยิ่งรู้สึกผิดหวัง ฝืนกลั้นน้ำตา และรู้สึกว่าหัวใจว่างเปล่า มันเป็นอาการเรื้อรัง ดังนั้นทางเดียวที่จะควบคุมมันคือการกินยา ที่คริสตจักรก็ค่อนข้างยุ่งอีกด้วย ฉันจึงทำหน้าที่ต่อไประหว่างที่รับการรักษา ตอนที่ฉันปั่นจักรยานออกไปข้างนอก หลุมบ่อบนถนนจะทำให้ฉันเจ็บปวดแสนสาหัสเลยค่ะ บางครั้งฉันเหงื่อแตกพลั่ก และบางครั้งอาการเจ็บแปลบฉับพลันก็เล่นงานฉันจนนั่งนิ่งๆ ไม่ได้เลยค่ะ ฉันจะนอนลงเมื่อกลับถึงบ้านจากการทำหน้าที่ รู้สึกเหมือนฉันไม่มีกำลังเหลือหลอและพูดไม่ได้เลย

ฉันรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับฉันด้วยการทรงอนุญาตของพระเจ้า ฉันอธิษฐานและแสวงหา และทบทวนว่าฉันอาจจะทำอะไรที่ไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ฉันก็ยังยืดความหวังเล็กๆ นี้ไว้ ว่า ตราบเท่าที่ฉันเห็นความผิดพลาดของตัวเอง และทำหน้าที่ต่อไป พระเจ้าอาจจะทรงรักษาฉัน แต่สองเดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และอาการฉันก็ไม่ดีขึ้นเลย ฉันรู้สึกเป็นกังวล ฉันไม่สบายมานานมาก จะทำยังไงถ้ามันไม่ดีขึ้น? แถมฉันไม่เคยหยุดทำหน้าที่ของฉันเลย ฉันแบ่งปันข่าวประเสริฐต่อไปแม้แต่ตอนที่เจ็บป่วย ดังนั้นทำไมพระเจ้าไม่ทรงรักษาฉันล่ะ? ยิ่งคิดแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ามันผิดและยิ่งผิดหวัง ถ้าฉันไม่หาย ก็อาจถึงวันที่ฉันไม่อาจทำหน้าที่ต่อไปได้ด้วยซ้ำ ฉันจะไม่สามารถทำความประพฤติดีได้ แล้วจะถูกช่วยให้รอดได้ยังไง? ฉันนึกสงสัยว่าทุกอย่างที่ฉันให้ไปตลอดหลายปีจะสูญเปล่าไหม ฉันคิดว่าฉันควรรักษาพลังงานเพื่อสุขภาพแล้วดูว่าเป็นยังไง หลังจากนั้นฉันก็ไม่ทุ่มหัวใจให้หน้าที่เหมือนแต่ก่อน ในการชุมนุมกลุ่มของเรา ฉันถามพอเป็นพิธี เรื่องคนที่เราอาจประกาศข่าวประเสริฐได้ และถ้าไม่มีใครต้องการให้ฉันช่วย ฉันก็จะกลับบ้านไปพักผ่อน ฉันกลัวว่าจะทำตัวเองอ่อนเพลียแล้วป่วยมากขึ้นจริงๆ ระหว่างช่วงนั้น ใจฉันหมกมุ่นอยู่กับอาการป่วย และอยู่ในสภาวะที่หดหู่มาก ฉันไม่ได้รับความสว่างจากพระวจนะเลย และสามัคคีธรรมของฉันก็แห้งแล้งมาก ฉันรู้สึกห่างเหินจากพระเจ้ามากจริงๆ ค่ะ ในความเจ็บปวด ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า! ข้าพระองค์ทุกข์ใจ และรู้สึกอ่อนแอจริงๆ ไม่มีแรงขับเคลื่อนในหน้าที่เลย และถึงกับแค้นเคืองพระองค์ โปรดทรงนำให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการนบนอบ ทบทวนตัวเอง และเรียนรู้บทเรียน”

ฉันอ่านพระวจนะบทตอนนี้ในการแสวงหา “ประการแรก เมื่อผู้คนเริ่มที่จะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาคนใดบ้างที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย สิ่งจูงใจ และความทะเยอทะยานของพวกเขาเอง? ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งของพวกเขาจะเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าและได้มองเห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่การเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้าก็ยังคงบรรจุไปด้วยสิ่งจูงใจ และจุดมุ่งหมายสูงสุดของพวกเขาในการเชื่อในพระเจ้าก็คือเพื่อได้รับพระพรของพระองค์และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการ…ทุกบุคคลทำการคิดคำนวณเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอภายในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาทำการร้องขอจากพระเจ้าซึ่งเป็นแรงจูงใจ ความทะเยอทะยาน และความคิดแบบแลกเปลี่ยนของพวกเขา กล่าวคือ ในหัวใจของเขานั้น มนุษย์กำลังทดสอบพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ คิดวางแผนเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ โต้แย้งเรื่องราวเพื่อบทอวสานแต่ละอย่างของพวกเขาเองกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และพยายามที่จะคัดรายงานแถลงจากพระเจ้า โดยดูว่าพระเจ้าสามารถประทานสิ่งที่เขาต้องการให้แก่เขาหรือไม่ ในเวลาเดียวกันกับที่ไล่ตามเสาะหาพระเจ้านั้น มนุษย์ก็ไม่ปฏิบัติกับพระเจ้าดังเช่นพระเจ้า มนุษย์พยายามที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้าอยู่เสมอ ทำข้อเรียกร้องจากพระองค์อย่างไม่หยุดหย่อน และแม้กระทั่งกดดันพระองค์ในทุกขั้นตอน โดยหลังจากได้คืบแล้วก็พยายามที่จะเอาศอก ในเวลาเดียวกันกับที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า มนุษย์ก็ยังโต้แย้งกับพระองค์ด้วย และมีแม้กระทั่งผู้คนที่มักจะกลายเป็นอ่อนแอ อยู่นิ่งเฉย และหย่อนยานในงานของพวกเขา และเต็มไปด้วยการร้องทุกข์คร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อการทดสอบตกมาถึงพวกเขาและเต็มไปด้วยคำติเตียนเกี่ยวกับพระเจ้า จากเวลาที่มนุษย์ได้เริ่มเชื่อในพระเจ้านั้น เขาได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นมีดพับสวิส และเขาได้พิจารณาตัวเขาเองว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ราวกับว่าการพยายามได้รับพระพรและพระสัญญาจากพระเจ้านั้นเป็นสิทธิ์และภาระผูกพันประจำตัวของเขา ในขณะที่หน้าที่รับผิดชอบของพระเจ้าคือการคุ้มครองปกป้องและดูแลมนุษย์ และการจัดเตรียมให้กับเขา เช่นนั้นเองคือความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ ‘การเชื่อในพระเจ้า’ ของพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่เชื่อในพระเจ้า และเช่นนั้นคือความเข้าใจส่วนลึกที่สุดของพวกเขาเกี่ยวกับมโนทัศน์แห่งการเชื่อในพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2) ฉันรู้สึกผิดมากเมื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ในความเชื่อ ฉันไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าดังเช่นพระเจ้าเลย แต่แค่ต้องการพระพรจากพระองค์ ตั้งแต่เริ่ม ฉันปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนมีดพับสวิส เหมือนแหล่งเสบียง คิดไปว่าตราบใดที่ฉันสละตัวเองเพื่อพระเจ้าต่อไป พระองค์จะทรงรักษาฉันให้ปลอดภัยไร้กังวลแน่นอน คิดว่าฉันจะไม่มีวันเผชิญความเจ็บป่วยหรือเรื่องเศร้า และจะหนีจากความวิบัติทุกรูปแบบได้ สุดท้ายฉันจะถูกช่วยให้รอด พร้อมบั้นปลายที่สวยงาม ฉันทิ้งครอบครัวและอาชีพไว้เบื้องหลังเพื่อทำหน้าที่นานหลายปี ฉันทนทุกข์และให้มามากมาย และไม่เคยท้อถอย แม้แต่ตอนที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและทรมาน แต่พอฉันเจ็บป่วย โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าปัญหาสุขภาพยืดเยื้อออกไป ฉันก็ตำหนิพระเจ้าและพยายามใช้เหตุผลกับพระองค์ ฉันคิดคำนวณความทุกข์ทั้งหมดของฉัน คิดว่าทุกอย่างที่ฉันให้ไปนั้นสูญเปล่า และฉันเริ่มหย่อนยานในการทำหน้าที่ ฉันเห็นว่าตลอดหลายปีแห่งความเชื่อไม่ใช่เพื่อได้รับความจริงและเชื่อฟังพระเจ้า แต่เพื่อแลกเปลี่ยนความทุกข์และงานหนักของฉันกับพระคุณและพระพรของพระเจ้า ฉันต้องการใช้มุมมองการแลกเปลี่ยนแบบมนุษย์กับพระเจ้า นั่นไม่ใช่การโกงและใช้พระเจ้าหรอกหรือ? ฉันช่างเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ! ฉันคิดถึงเรื่องการที่พระเจ้าช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงมอบวจนะมากมายเพื่อค้ำจุนเรา และพระองค์ถึงกับทรงสร้างสถานการณ์ทุกรูปแบบให้เราได้ประสบพระราชกิจของพระองค์ เพื่อให้เราได้กำจัดความเสื่อมทรามของตัวเองและถูกช่วยให้รอด แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันต้องตอบแทนความรักของพระเจ้า กลับกัน ฉันใช้พระเจ้าและคิดคำนวณอยู่เสมอ เมื่อพระองค์ไม่ทรงทำสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันเริ่มทำหน้าที่แบบเช้าชามเย็นชาม และไม่ใส่ใจ ฉันไม่ได้จริงใจต่อพระเจ้าสักนิด ฉันไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผลเลยจริงๆ! ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน “พระเจ้า ข้าพระองค์ใช้พระองค์และโกงพระองค์ในความเชื่อ ข้าพระองค์ช่างเห็นแก่ตัวและต่ำช้า แทบไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ! พระเจ้า ข้าพระองค์อยากกลับใจต่อพระองค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ฉันอ่าน บทตอนหนึ่งจาก “เส้นทางมาจากการไตร่ตรองความจริงบ่อยครั้ง” “ในหลายกรณี บททดสอบของพระเจ้าคือภาระที่พระองค์ทรงมอบแก่ผู้คน ไม่ว่าภาระที่พระเจ้าประทานให้แก่เจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด นั่นคือน้ำหนักของภาระที่เจ้าควรดำเนินการ เพราะพระเจ้าเข้าพระทัยเจ้า และทรงรู้ว่าเจ้าจะมีความสามารถที่จะแบกรับมัน ภาระที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เจ้าจะไม่มากเกินกว่าวุฒิภาวะของเจ้าหรือขีดจำกัดความอดทนของเจ้า ดังนั้น จึงไม่มีคำถามเลยว่าเจ้าจะมีความสามารถที่จะแบกรับมันหรือไม่ ไม่สำคัญว่าภาระที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้ามีลักษณะใด บททดสอบเป็นประเภทใด จงจำไว้สิ่งหนึ่งว่า เจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ ว่าเจ้าได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากที่เจ้าอธิษฐานหรือไม่ ว่าบททดสอบคือการที่พระเจ้าทรงบ่มวินัยเจ้าหรือตักเตือนเจ้า นั่นไม่สำคัญหากว่าเจ้าไม่เข้าใจ ตราบเท่าที่เจ้าไม่หยุดการปฏิบัติหน้าที่ที่เจ้าควรจะปฏิบัติ และสามารถปฏิบัติตามหน้าที่ของเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ พระเจ้าก็จะพึงพอพระทัย และเจ้าจะตั้งมั่นในคำพยานของเจ้า…หากในความเชื่อในพระเจ้าและในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเจ้า เจ้าสามารถกล่าวได้ว่า ‘ความป่วยไข้หรือเหตุการณ์ไม่น่าพึงใจอันใดก็ตามที่พระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้บังเกิดกับฉัน—ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด—ฉันต้องเชื่อฟัง และอยู่ในที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ก่อนสิ่งอื่นทั้งปวง ฉันต้องนำความจริงแง่มุมนี้—การเชื่อฟัง—มาปฏิบัติ ฉันนำการนี้มาทำให้เป็นผล และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า ที่มากกว่านั้นคือ ฉันต้องไม่ทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้มีพระบัญชาแก่ฉันและหน้าที่ที่ฉันควรปฏิบัติ ต่อให้เป็นลมหายใจห้วงสุดท้ายของฉัน ฉันก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของฉัน’ นี่ไม่ใช่การเป็นคำพยานหรอกหรือ? เมื่อเจ้ามีการตัดสินใจแน่วแน่ประเภทนี้และสภาวะประเภทนี้ เจ้าจะยังคงมีความสามารถที่จะคร่ำครวญเกี่ยวกับพระเจ้าได้หรือ? ไม่ เจ้าทำไม่ได้(บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) เมื่อไตร่ตรองพระวจนะ ฉันก็เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ไม่สำคัญว่าฉันเผชิญความยากลำบากแบบใด ทั้งหมดพระเจ้าทรงอนุญาต และพระองค์ทรงมอบภาระให้ฉันแบกรับ ซึ่งฉันควรยอมรับและเชื่อฟัง และควรยืนหยัดเป็นพยาน ฉันนึกถึงเปโตร ที่สามารถเชื่อฟังพระเจ้าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาทนทุกข์ผ่านความเจ็บป่วยและใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น แต่เขาก็อุทิศตนให้พระเจ้าเสมอและไม่เคยพร่ำบ่น ฉันต้องรับหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเหมือนเปโตร นบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม และเรียนรู้บทเรียนอย่างแท้จริงค่ะ ฉันกินยาต่อไปในขณะที่ทำหน้าที่ไปด้วย และฉันไม่รู้สึกถูกสุขภาพบีบคั้นเหมือนก่อน หลังจากค่อยๆ ฟื้นตัวอยู่สองสามเดือน อาการของฉันก็หายไป ฉันขอบคุณพระเจ้ามากค่ะ

ในเดือนกันยายน วันหนึ่งฉันกลับบ้านจากการแบ่งปันข่าวประเสริฐ แล้วเขาก็มีสีหน้า เหมือนมีอะไรกดทับบนตัวเขา เขาบอกฉันว่าเพิ่งไปตรวจร่างกายเมื่อวันก่อน และหมอก็บอกให้เขากลับไปในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำเอ็มอาร์ไอ พอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ฉันกังวลจริงๆ ค่ะ เพราะการไปทำเอ็มอาร์ไอไม่ใช่เรื่องปกติ ฉันสงสัยว่าเขาเป็นอะไรร้ายแรงไหม คืนนั้นฉันนอนพลิกไปพลิกมา หลับไม่ลงเลยค่ะ ฉันพยายามปลอบตัวเอง คิดว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ได้ เขาเองก็เป็นผู้เชื่อ และฉันทำหน้าที่นอกบ้านมาตลอด พระเจ้าจึงควรทรงคุ้มครองเขา วันต่อมาฉันก็ไปโรงพยาบาลกับเขา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาเป็นมะเร็งตับอ่อน ฉันอึ้งไปเลยเมื่อทราบข่าวนี้ ฉันตกใจที่มันเป็นมะเร็ง มะเร็งตับอ่อนเสียด้วย ฉันได้ยินมาว่ามันรักษายากมากและอาการทรุดเร็ว มันยังมีอัตราการตายสูง และบางคนก็อยู่ได้ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ เขาดูมีชีวิตชีวา แต่อาจจะเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือน ฉันรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังถล่มลงมา ฉันคิดว่า “ฉันยังแทบไม่หายดีเลย แล้วตอนนี้สามีก็เป็นมะเร็ง ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทรงคุ้มครองเรา?” เมื่อไรก็ตามที่ฉันคิดเรื่องมะเร็งของสามี ฉันก็จะร้องไห้ไม่หยุด ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในความเจ็บปวด ขอพระองค์ทรงคอยเฝ้าดูหัวใจของฉัน และทรงนำให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์

หลังจากนั้นฉันอ่านพระวจนะบทตอนหนึ่ง “ในการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา สิ่งที่ผู้คนแสวงหาก็คือการได้มาซึ่งพระพรสำหรับอนาคต นี่คือเป้าหมายของพวกเขาในความเชื่อของพวกเขา ผู้คนทั้งหมดมีเจตนาและความหวังนี้ แต่ความเสื่อมทรามในธรรมชาติของพวกเขาต้องได้รับการแก้ไขโดยผ่านทางการทดสอบทั้งหลาย ในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าไม่ได้รับการทำให้บริสุทธิ์ ในแง่มุมเหล่านี้เองที่เจ้าต้องได้รับการถลุง—นี่คือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมหนึ่งให้กับเจ้า อันเป็นการบังคับให้เจ้าได้รับการถลุงที่นั่นเพื่อที่เจ้าจะสามารถรู้ความเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง ในท้ายที่สุด เจ้าก็ไปถึงจุดที่เจ้าเลือกที่จะตายมากกว่าและล้มเลิกกลอุบายและความอยากทั้งหลายของเจ้า และนบนอบต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่มีกระบวนการถลุงอยู่เป็นเวลาหลายปี หากพวกเขาไม่สู้ทนความทุกข์ในปริมาณหนึ่ง พวกเขาก็จะไม่มีความสามารถที่จะขจัดพันธนาการแห่งความเสื่อมทรามของเนื้อหนังในความคิดของพวกเขาและในหัวใจของพวกเขาออกไปจากตัวพวกเขาได้ ในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้ายังตกอยู่ภายใต้พันธนาการของซาตาน และในแง่มุมใดก็ตามที่เจ้ายังมีความอยากได้อยากมีของตัวเจ้าเองและข้อเรียกร้องทั้งหลายของตัวเจ้าเอง ในแง่มุมเหล่านี้เองที่เจ้าควรทนทุกข์ เฉพาะโดยผ่านทางความทุกข์เท่านั้นที่จะสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายได้ ซึ่งก็หมายถึงการมีความสามารถที่จะได้รับความจริง และเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้า ในข้อเท็จจริงนั้น ความจริงมากมายได้รับความเข้าใจโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์การทดสอบอันเจ็บปวดทั้งหลาย ไม่มีใครสามารถจับใจความในน้ำพระทัยของพระเจ้า ระลึกรู้ความทรงพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้า หรือซาบซึ้งในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ง่ายสบายและชูใจ หรือเมื่อรูปการณ์แวดล้อมเป็นใจ นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้เลย!(“คนเราควรทำเช่นไรให้พระเจ้าพึงพอพระทัย ท่ามกลางการทดสอบทั้งหลาย” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันได้ทบทวนตัวเองเมื่อคิดตามพระวจนะนี้ ตอนที่ฉันป่วย ผ่านการพิพากษาของพระวจนะ ฉันได้ตระหนักว่าฉันมีมุมมองที่ผิด ว่าฉันกำลังไล่ตามพระพร และฉันพร้อมจะนบนอบไม่ว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่ ฉันคิดว่าฉันได้ปล่อยวางความต้องการไล่ตามพระพร แต่เมื่อสามีฉันเป็นมะเร็ง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะโทษและเข้าใจพระเจ้าผิด ฉันรู้สึกเหมือนว่าในเมื่อเราเป็นผู้เชื่อ พระเจ้าก็ควรทรงคุ้มครองเรา ฉันเห็นว่าแรงจูงใจเพื่อพระพรของฉันฝังลึกแค่ไหน ฉันคงไม่มีทางตระหนักเรื่องนั้นถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงเปิดโปงฉันแบบนั้น แล้วฉันก็ตระหนักว่ามีบทเรียนที่ฉันต้องเรียนรู้จากการป่วยของสามี และฉันต้องเลิกโทษพระเจ้า ฉันทบทวนอย่างสงบว่า ทำไมฉันจึงอดไม่ได้ที่จะตำหนิและเข้าใจพระเจ้าผิดเมื่อสามีเป็นมะเร็ง ทำไมฉันยังไล่ตามพระพรและพระคุณ

หลังจากนั้น ฉันเห็นวิดีโอการอ่านพระวจนะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในสายตาของพวกศัตรูของพระคริสต์ ในจิตใจของพวกเขาและหนทางที่พวกเขามองสิ่งทั้งหลายนั้น ในการติดตามพระเจ้าต้องมีประโยชน์บางอย่าง หากปราศจากสิ่งชวนใจ พวกเขาย่อมจะไม่เอาเป็นธุระที่จะเคลื่อนไหว หากไม่มีชื่อเสียง ผลตอบแทน หรือสถานะให้ได้ชื่นชม เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลในการที่เชื่อในพระเจ้า ประโยชน์แรกที่บุคคลหนึ่งต้องได้รับก็คือพระสัญญาและพระพรซึ่งตรัสถึงในพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขายังต้องชื่นชมชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะภายในคริสตจักรด้วยเช่นกัน บรรดาผู้เชื่อในพระเจ้าต้องโดดเด่นท่ามกลางผู้อื่น และพวกเขาต้องมีความพิเศษ พวกผู้ไม่เชื่อไม่ควรรับสิ่งเหล่านี้ และบรรดาผู้เชื่อต้องชื่นชมสิ่งเหล่านี้ ทั้งนี้ หากไม่แล้ว ย่อมมีคำถามอยู่บ้างในเรื่องที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าหรือไม่ ตรรกะของพวกศัตรูของพระคริสต์สร้างความจริงจากคำพูดที่ว่า ‘บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องชื่นชมพระพรและพระคุณของพระเจ้า’ มิใช่หรอกหรือ? (ใช่) คำพูดเหล่านี้คือความจริงหรือไม่? คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง คำพูดเหล่านี้คือเหตุผลวิบัติ คำพูดเหล่านี้คือตรรกะของซาตาน และคำพูดเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์ใดกับความจริง พระเจ้าเคยตรัสหรือไม่ว่า ‘หากผู้คนเชื่อในเรา แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะได้รับการอวยพร ทั้งนี้ นี่คือความจริง’? พระเจ้าไม่เคยตรัสหรือทรงทำเช่นนี้

เมื่อมาถึงเรื่องของพระพรและความทุกข์ยาก มีความจริงที่สามารถแสวงหาได้ อะไรหรือคือคำพูดที่มีปัญญาที่ผู้คนควรยึดติด? โยบได้พูดว่า ‘เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?’ (โยบ 2:10) คำพูดเหล่านี้คือความจริงหรือไม่? เหล่านี้คือคำพูดของมนุษย์ ทั้งนี้ คำพูดเหล่านี้ต้องไม่ถูกยกระดับขึ้นไปสู่ความสูงของความจริง แม้ว่าจริงๆ แล้วส่วนหนึ่งของคำพูดเหล่านี้ก็คล้อยตามความจริง ส่วนไหนของคำพูดเหล่านี้หรือที่คล้อยตามความจริง? การที่ผู้คนได้รับการอวยพรหรือทนทุกข์จากความทุกข์ยากหรือไม่นั้นล้วนแต่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า นั่นล้วนแต่อยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า นี่คือความจริง นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์เชื่อใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เหตุใดหรือพวกเขาจึงไม่เชื่อการนี้ เหตุใดหรือพวกเขาจึงไม่ยอมรับรู้การนี้? ในฐานะผู้เชื่อในพระเจ้า พวกศัตรูของพระคริสต์ปรารถนาที่จะได้รับการอวยพร และที่จะหลีกเลี่ยงความทุกข์ยาก เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่ได้รับการอวยพร ที่ได้รับประโยชน์ ที่ได้รับพระคุณ ที่ได้รับผลกำไรยิ่งใหญ่ และที่ได้รับสิ่งชูใจทางวัตถุมากขึ้น การปฏิบัติทางวัตถุที่ดีขึ้น พวกเขาย่อมเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำการนี้ ทั้งนี้ หากไม่แล้ว เหล่านี้ย่อมไม่ใช่การกระทำของพระเจ้า ความนัยก็คือ ‘หากพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระองค์ย่อมทรงสามารถอวยพรผู้คนได้เท่านั้น ทั้งนี้ พระองค์ไม่ทรงสามารถทำโทษพวกเขาด้วยความวิบัติหรือความทุกข์ได้ เมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะมีคุณค่าและเหตุผลต่อผู้คนที่เชื่อในพระองค์ หลังจากติดตามพระองค์แล้ว หากผู้คนยังคงถูกรุมเร้าโดยความทุกข์ยาก หากพวกเขายังคงทนทุกข์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดหรือพวกเขาจึงควรเชื่อในพระองค์?’ พวกเขาไม่ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ว่าพระเจ้าทรงบัญชาทุกอย่าง แล้วเหตุใดเล่าพวกเขาจึงไม่ยอมรับการนี้? เพราะพวกศัตรูของพระคริสต์กลัวความทุกข์ยาก พวกเขาต้องการเพียงแค่ได้ประโยชน์ ได้รับความโปรดปราน ได้รับการอวยพรเท่านั้น ทั้งนี้ พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะยอมรับอธิปไตยหรือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า แต่ปรารถนาที่จะรับประโยชน์จากพระเจ้าเท่านั้น นี่คือมุมมองอันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นของพวกเขา(“บทความเสริม สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมฟังพระวจนะของพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) เหล่ามนุษย์ที่เสื่อมทรามล้วนดำรงชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม—นี่คือผลสรุปรวบยอดของธรรมชาติแบบมนุษย์ ผู้คนเชื่อในพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง พวกเขาทอดทิ้งสิ่งทั้งหลาย สละตัวเองเพื่อพระองค์ และสัตย์ซื่อต่อพระองค์ แต่พวกเขาก็ยังคงทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง โดยสรุป ทุกอย่างล้วนทำไปเพื่อจุดประสงค์ของการได้รับพระพรให้ตัวเอง ในสังคมนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การเชื่อในพระเจ้าก็ทำไปเพื่อที่จะได้รับพระพรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งการได้รับพระพรนี่เอง ผู้คนจึงละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและสามารถทานทนต่อความทุกข์มากมายได้ กล่าวคือ ทั้งหมดนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงธรรมชาติอันเสื่อมทรามของมนุษย์(“ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะเปิดเผยมุมมองของศัตรูของพระคริสต์ต่อพระพรและความโชคร้าย พวกเขาไล่ตามพระพรในความเชื่อของพวกเขา และคิดว่าพวกเขาควรได้รับพระพรเพราะความเชื่อของตัวเอง ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น พวกเขาก็คิดว่าการเชื่อนั้นไร้ความหมาย และอาจถึงกับทรยศพระเจ้าและไปจากพระองค์เมื่อไรก็ได้ ฉันตระหนักว่าฉันมีมุมมองต่อความเชื่อแบบเดียวกัน ฉันคิดว่าในเมื่อฉันพลีอุทิศขนาดนั้น พระเจ้าก็ควรทรงอวยพรฉันและครอบครัวของฉันด้วยสันติสุขและสุขภาพที่ดี ดังนั้นไม่ว่าเป็นความเจ็บป่วยของฉันหรือสามี ฉันก็โทษและเข้าใจพระเจ้าผิด ฉันถึงกับเรียกร้องจากพระองค์อย่างไร้เหตุผล ต้องการให้พระองค์ทรงรักษาไวรัสของฉันและมะเร็งของสามี ทันที่พระเจ้าทรงทำบางอย่างที่ฉันไม่ชอบ ฉันก็ไม่อยากทุ่มเทให้หน้าที่ของตัวเองอีกต่อไป ฉันตระหนักว่ามุมมองต่อความเชื่อของฉันเหลวไหลแค่ไหน ความจริงก็คือพระเจ้าไม่เคยตรัสว่าสิ่งไม่ดีจะไม่เกิดขึ้นกับเหล่าผู้เชื่อ พระองค์ทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง การเกิด การตาย ความเจ็บป่วย และสุขภาพทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ ไม่เว้นแม้แต่กับเหล่าผู้เชื่อ เราไม่เพียงได้รับพระพรจากพระเจ้า แต่เคราะห์ร้ายด้วย การทำหน้าที่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ และไม่เกี่ยวว่าจะได้รับพระพรหรือไม่ ฉันกลับถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักจนสิ่งอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” และ “อย่ากระดิกแม้แต่นิ้วเดียวหากไม่ได้รางวัล” เป็นพิษเยี่ยงซาตานที่เราใช้ชีวิตตาม ฉันเพียงแค่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองตลอดเวลา เห็นพระเจ้าเป็นอะไรให้ฉันใช้งาน ฉันต้องการกรรโชกพระพรจากพระเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับความทุกข์และงานหนักของฉัน เมื่อพระเจ้าทำบางอย่างที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ส่วนตัวของฉัน ฉันเต็มไปด้วยคำตำหนิและความเข้าใจผิดต่อพระองค์ และถึงกับใช้เหตุผลกับพระองค์และต่อต้านพระองค์ ฉันมันเป็นผู้เชื่อแบบไหนกัน? ฉันเป็นผู้ปราศจากความเชื่อ คนเห็นแก่ตัว เสื่อม และต่ำช้า! ฉันรู้สึกกลัวมากเมื่อตระหนักเรื่องนี้ ฉันเห็นว่าฉันไม่ได้มุ่งเน้นที่การไล่ตามความจริงในความเชื่อ แต่แค่ไล่ตามพระคุณและพระพร ฉันอยู่บนเส้นทางต่อต้านพระเจ้า ฉันไม่เคยได้รับความจริงโดยทางนั้น และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉันก็คงไม่เปลี่ยน สุดท้ายฉันคงถูกกำจัดทิ้ง! แล้วฉันก็เห็นจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์นั้นเพื่อพิพากษาฉันและเปิดโปงฉัน ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเปิดโปงฉันแบบนั้น ฉันก็คงไม่เห็นความเสื่อมทรามและความเชื่อที่ด่างพร้อยของตัวเอง ไม่มีทางที่ฉันจะถูกชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงได้ ฉันขอบคุณพระเจ้าจากหัวใจสำหรับความรอดของพระองค์

มีอีกบทตอนหนึ่งที่ฉันอ่านหลังจากนั้น ในย่อหน้าที่ห้าของ “บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง” “เจ้าอาจคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นเกี่ยวกับความทุกข์ หรือการทำสิ่งทั้งหลายในทุกลักษณะเพื่อพระองค์ เจ้าอาจคิดว่าจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือเพื่อที่เนื้อหนังของเจ้าอาจอยู่ในสันติสุข หรือเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเจ้าดำเนินไปอย่างราบรื่น หรือเพื่อที่เจ้าอาจรู้สึกชูใจและสบายใจในทุกสรรพสิ่ง อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์เหล่านี้ไม่มีจุดประสงค์ใดเลยที่ผู้คนควรแนบไปกับการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา หากเจ้าเชื่อเพราะจุดประสงค์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้วมุมมองของเจ้าก็ไม่ถูกต้อง และมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม การกระทำของพระเจ้า อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระปรีชาญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และความน่าอัศจรรย์กับความมิอาจหยั่งลึกได้ของพระองค์ ทั้งหมดเป็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนควรจะเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจนี้ เจ้าควรใช้มันเพื่อปลดปล่อยหัวใจของเจ้าให้เป็นอิสระจากข้อเรียกร้อง ความหวัง และมโนคติที่หลงผิดส่วนตัวทั้งหมด โดยการกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไปเท่านั้น เจ้าจึงสามารถประจวบพ้องกับสภาพเงื่อนไขที่พระเจ้าทรงเรียกร้องได้ และโดยการทำสิ่งนี้เท่านั้นนั่นเอง เจ้าจึงสามารถมีชีวิตและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ จุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าคือการทำให้พระองค์พึงพอพระทัยและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ เพื่อที่การกระทำและพระสิริของพระองค์อาจได้รับการสำแดงโดยผ่านทางผู้คนที่ไม่ควรค่ากลุ่มนี้ นี่คือมุมมองที่ถูกต้องสำหรับการเชื่อในพระเจ้า และนี่ก็เป็นเป้าหมายที่เจ้าควรแสวงหาอีกด้วย(พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะแสดงให้ฉันเห็นว่าฉันควรไล่ตามเสาะหาอะไร ฉันไม่ควรไล่ตามพระพรหรือผลประโยชน์ใดๆ ในความเชื่อของฉัน แต่ฉันควรพยายามรู้จักและทำให้พระเจ้าพอพระทัย เป็นเหมือนโยบโดยปราศจากข้อเรียกร้องและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า โยบเชื่อว่าทุกอย่างที่เขามีได้รับมาจากพระเจ้า ดังนั้นไม่ว่าพระเจ้าทรงมอบให้หรือยึดคืนไป ไม่ว่าเขามีพระพรหรือเคราะห์ร้าย เขาก็เชื่อฟังพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขและสรรเสริญความชอบธรรมของพระองค์ ดังนั้นเมื่อซาตานทดสอบโยบ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาถูกขโมยไป ลูกๆ ของเขาตาย เขามีฝีหนองแตกลามไปทั่ว และนั่งอยู่ในกองขี้เถ้าเอากระเบื้องขูดร่างกายของเขา เขาไม่เคยพร่ำบ่นเรื่องพระเจ้า แต่ยังคงสรรเสริญพระนามพระองค์ ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำอะไร โยบก็ยืนอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระองค์ ดังนั้นความเชื่อของโยบจึงคู่ควรกับการสรรเสริญของพระเจ้า ความเข้าใจนี้ให้เส้นทางปฏิบัติแก่ฉัน ไม่ว่าสามีของฉันจะดีขึ้นหรือไม่ ฉันก็ต้องนบนอบต่อพระเจ้าโดยไม่พร่ำบ่น

ต่อมาฉันอ่านพระวจนะนี้ “พระเจ้าได้ทรงวางแผนแหล่งกำเนิด การถือกำเนิด อายุขัย อวสานของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดของพระเจ้า ตลอดจนภารกิจของชีวิตของพวกเขาและบทบาทที่พวกเขาแสดงในมวลมนุษย์ทั้งปวงไว้แล้วอย่างครบถ้วน ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ นี่คือสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง การถือกำเนิดของสิ่งทรงสร้างทุกๆ สิ่ง ระยะเวลานานเพียงใดที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ ภารกิจของชีวิตของพวกเขา—ธรรมบัญญัติเหล่านี้ทั้งหมด ทุกๆ ธรรมบัญญัติเหล่านี้ ทรงลิขิตโดยพระเจ้า ดังที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตวงโคจรของทุกเทห์ฟากฟ้า ทั้งนี้ วงโคจรไหนที่เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้ติดตาม เป็นเวลากี่ปี วิธีที่เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้โคจร เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้ติดตามธรรมบัญญัติใด—การนี้ล้วนแต่ทรงลิขิตโดยพระเจ้านานมาแล้ว โดยไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลาหลายพัน หลายหมื่นปี การนี้ทรงลิขิตโดยพระเจ้า และการนี้คือสิทธิอำนาจของพระองค์(“เพียงโดยการแสวงหาความจริงเท่านั้น คนเราจึงสามารถรู้จักกิจการของพระเจ้าได้” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) ฉันเห็นจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าโชคชะตา อายุขัย และจุดจบของเราทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงลิขิตเวลาตายของเรา และไม่มีใครหลีกหนีไปได้ ก่อนเวลานั้นมาถึง ถึงเราจะเป็นมะเร็ง เราก็ยังจะไม่ตาย นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าซึ่งไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ การเข้าใจเรื่องนั้นช่วยให้ฉันผ่อนคลายลงเล็กน้อย ฉันรู้ว่าสุขภาพของสามีอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และฉันทำได้แค่เชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมและทำหน้าที่ของตัวเอง เขารับเคมีบำบัดพักใหญ่ที่โรงพยาบาล น่าประหลาดใจที่ไม่มีเซลล์มะเร็งในเลือดของเขา สิ่งบ่งชี้ทั้งหมดเป็นปกติ เนื้องอกครึ่งหนึ่งก็หายไปด้วย หมอพูดว่าเคสแบบนี้หายากมาก เราควบคุมมะเร็งได้อยู่หมัด ลูกชายเราพูดว่าพ่อของเพื่อนร่วมห้องก็เป็นมะเร็งแบบเดียวกัน เขารับคีโมครั้งหนึ่งแต่ทนไม่ไหว แล้วก็ตายในไม่กี่เดือน พอได้ยินแบบนี้แล้ว ฉันก็ขอบคุณพระเจ้าอย่างมาก สิ่งที่ทำให้ฉันสุขใจที่สุด ก็คือสามีฉันเป็นผู้เชื่อเพียงในนามมาตลอด ไล่ตามเงินอยู่เสมอ แต่หลังจากเป็นมะเร็ง เขาก็ได้รับความเข้าใจถึงความทรงมหิทธิฤทธิ์และอธิปไตยของพระเจ้า จากนั้นเขาก็แบ่งปันคำพยานกิจการของพระเจ้ากับญาติมิตร ฉันเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงแค่ไหน การผ่านทั้งหมดนี้ ในตอนนั้นมันเจ็บปวดจริงๆ แต่ฉันได้เรียนรู้บทเรียนและรู้จักตัวเอง และแก้ไขการไล่ตามความเชื่อของฉันให้ถูกต้อง นี่คือความรักและพระพรของพระเจ้า! ฉันนึกถึงเพลงสรรเสริญแห่งพระวจนะ “เจ้าควรแสวงหาที่จะมีความรักสำหรับพระเจ้า” “วันนี้ เพื่อเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงชีวิตจริง เจ้าต้องย่างเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้อง หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ควรแสวงหาเพียงพรเท่านั้น แต่ควรพยายามรักพระเจ้าและรู้จักพระเจ้า เจ้าสามารถดื่มและกินพระวจนะของพระเจ้า พัฒนาความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า และมีความรักที่แท้จริงในพระเจ้า ซึ่งมาจากภายในสุดของหัวใจของเจ้าโดยผ่านทางความรู้แจ้งของพระองค์ โดยผ่านทางการแสวงหาแต่ละอย่างของเจ้าเอง กล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความรักเพื่อพระเจ้าของเจ้าเป็นจริงแท้ที่สุด และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายหรือขัดขวางความรักที่เจ้ามีให้กับพระองค์ได้ ในเวลานี้เองเจ้าจะอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องในความเชื่อของเจ้าในพระเจ้า นี่พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นของพระเจ้า เพราะหัวใจของเจ้าอยู่ในการทรงครองของพระเจ้าอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถครอบครองเจ้าได้(ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การเรียนรู้ที่จะเป็นพยานที่ดีขึ้น

โดย หม้อหราน, ประเทศจีน เมื่อมิถุนายนปีก่อน ฉันถูกเลือกเป็นมัคนายกให้น้ำ ได้ดูแลการให้น้ำผู้ที่เพิ่งยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้าย ฉันคิดว่า...

เป็นอิสระจากแอกแห่งสถานะ

โดย วลาเดีย, ฝรั่งเศส ปีที่แล้ว พี่ลอร่า ผู้นำคริสตจักรของเรา ถูกแทนที่เพราะพี่เขาไม่ได้ทำงานอะไรที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเลย...

การไม่ได้เป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” อีกต่อไปแล้วช่างเป็นอิสระเหลือเกิน

โดย จาง เว่ย, ประเทศจีน ฉันเคยเป็นรองหัวหน้าศัลยกรรมกระดูกของโรงบาล ฉันทุ่มเทกับงานเต็มที่อยู่สี่สิบปี สั่งสมประสบการณ์ทางคลินิกไม่น้อย...

ติดต่อเราผ่าน Messenger