เรียนรู้วิธีที่จะแยกแยะหนทางเทียมเท็จจากหนทางที่แท้จริง การกลับมาอยู่ร่วมกันกับพระเจ้าของฉัน (ส่วนที่ 2)

วันที่ 06 เดือน 03 ปี 2021

ใน Xinkao, สหรัฐอเมริกา

วิธีที่จะกำหนดพิจารณาหนทางที่แท้จริง (2)

พี่น้องชายหลิวยังทำการสามัคคีธรรมของเขาต่อไป โดยพูดว่า “หลักธรรมที่สองในการกำหนดพิจารณาหนทางที่แท้จริงก็คือ การดูว่าหนทางนี้มีความจริงหรือไม่ หากหนทางนี้มีความจริง หนทางนี้ควรจะมีความสามารถที่จะชี้นำผู้คนไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยมโนธรรม เหตุผล และสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เหมือนกับตอนที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงส่งหนทางแห่งการกลับใจใหม่ โดยทรงเตือนสติพวกเราให้รักพระเจ้าด้วยหัวใจทั้งหมดของพวกเรา และทรงสอนพวกเราให้อดทน อดกลั้นในการมีปฏิสัมพันธ์ของพวกเรากับผู้อื่น รักผู้อื่นดังที่พวกเรารักตัวเอง และยกโทษให้ผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง ฯลฯ พวกเราปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า และทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสละตัวพวกเราเองและเดินทางไปทั่วเพื่อพระเจ้า ที่มากไปกว่านั้นก็คือ พวกเรามีความรักและความอดทนสำหรับเพื่อนมนุษย์ของพวกเรามากขึ้นทุกที และทำความประพฤติดีมากมาย ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงส่งความจริงทั้งหมดซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเราเป็นอิสระจากบาปและบรรลุความบริสุทธิ์ โดยทรงต่อยอดจากพระราชกิจแห่งการไถ่ พระวจนะเหล่านี้เปิดโปงความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงของความเสื่อมทรามโดยซาตานของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้เปิดโปงวิธีที่มนุษย์ได้เป็นกบฏและต้านทานพระเจ้า วิธีที่เขาแปรการเชื่อในพระเจ้าของเขาไปเป็นการแลกเปลี่ยนรูปแบบหนึ่ง วิธีที่ผู้คนกระทำการรู้เห็นเป็นใจและเล่ห์กล และวิธีที่พวกเขาฆ่ากันเองอย่างเลือดเย็น ฯลฯ ในเวลาเดียวกัน พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แสดงให้พวกเราเห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเรา ตัวอย่างเช่น พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้พวกเราเห็นวิธีที่จะใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพวกเรา วิธีที่จะเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ วิธีที่จะรับใช้พระเจ้า จงรักภักดีต่อพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ ฯลฯ เมื่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเราได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้า และเริ่มที่จะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของความเสื่อมทรามของพวกเขาและแหล่งกำเนิดการต้านทานพระเจ้าของพวกเขา เมื่อพวกเขาเห็นว่า พวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแทบจะไม่อาจได้รับการไถ่ได้ ขาดพร่องรูปลักษณ์ของบุคคลจริง และเริ่มที่จะเกลียดชังและเป็นกบฏต่ออุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาเอง และมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับที่แตกต่างกัน บทความเกี่ยวกับคำพยานของประสบการณ์ชีวิตซึ่งเขียนขึ้นโดยบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา ล้วนแต่ได้ถูกโพสต์บนเว็บไซต์ของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นทรัพยากรสำหรับใครก็ตามที่กำลังสืบค้นและแสวงหาหนทางที่แท้จริง ประสบการณ์บางอย่างของบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา ถึงขั้นได้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ในฐานะคำพยานต่อความรักและความรอดของพระเจ้า จากประสบการณ์ของบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา พวกเราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พระวจนะซึ่งทรงเปล่งโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือชีวิต ความจริง และหนทาง และสามารถเปลี่ยนแปลงมวลมนุษย์ ชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้

“ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ผมยังได้นำความรู้ความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างมาจากประสบการณ์ของผมเองด้วยเช่นกัน ในอดีต บ่อยครั้งที่ผมมองข้อเท็จจริงที่ว่า ผมได้เป็นผู้เชื่อมาเป็นเวลาหลายปีและมีความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ในปริมาณพอสมควร เป็นข้อได้เปรียบที่ผมมีเหนือผู้อื่น ผมคิดเสมอว่า ผมดีกว่าคนอื่นทุกคน ในขณะที่ทำงานที่คริสตจักร ผมไม่เคยพิจารณาความคิดเห็นและคำแนะนำจากบรรดาพี่น้องชายหญิงของผมเลยจริงๆ ผมแค่คิดว่าแนวคิดของผมถูกต้อง และดังนั้น ผมจึงปฏิบัติตนตามแนวคิดเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวบ่อยๆ ที่บ้านก็ไม่แตกต่าง กล่าวคือ หากครอบครัวของผมไม่เชื่อฟังผม ผมก็จะระเบิดโทสะออกมา ด้วยความคิดว่าตนชอบธรรมเสมออันไร้เหตุผลของผม เมื่อใดก็ตามที่ผมตระหนักว่าผมกำลังใช้ชีวิตอย่างเต็มไปด้วยบาป ผมจะเปี่ยมไปด้วยความสำนึกผิด แต่ทันทีที่ความตระหนักนั้นผ่านไป ผมก็จะกลับไปสู่หนทางดั้งเดิมของผม ผมรู้สึกถูกทรมาน แต่ไม่สามารถมองเห็นทางออกได้ หลังจากยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และโดยผ่านทางการที่ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมมาตระหนักว่าผมกำลังใช้ชีวิตตามหลักธรรมเยี่ยงซาตาน ‘ทั่วทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลก เราเท่านั้นที่ครองราชย์สูงสุด’ ธรรมชาติของผมโอหังอย่างลำพอง—ผมโอ้อวดความเป็นอาวุโสของผมเหนือผู้อื่นบ่อยๆ และคิดเสมอว่าผมเข้าใจมากกว่าใครคนอื่น และดังนั้นแล้ว ทุกคนจึงควรฟังผม ในขณะที่ผมไม่เคยยอมรับคำแนะนำอันใดของพวกเขาเลย ผมเพียงแค่ข่มปรามและทำความเสียหายแก่บรรดาเพื่อนพี่น้องชายหญิงของผมและครอบครัวของผมเท่านั้น และได้สูญเสียมโนธรรมและเหตุผลซึ่งกำหนดจากสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติแล้วโดยสิ้นเชิง การนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อื่นรำคาญเท่านั้น มันยังดึงความเดียดฉันท์ของพระเจ้าเข้ามาด้วยเช่นกัน ทันทีที่ผมตระหนักทั้งหมดนี้ ผมเริ่มที่จะดูหมิ่นตัวผมเอง และไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตโดยธรรมชาติอันโอหังของผมอีกต่อไป แต่แสวงหาเส้นทางของการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้า ผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า ‘จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ จงใช้ความแข็งแกร่งของผู้อื่นมาชดเชยความขาดตกบกพร่องของตัวเจ้าเอง จงเฝ้าดูว่าผู้อื่นใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และจงมองเห็นว่าชีวิต การกระทำ และวาทะของพวกเขาควรค่าแก่การเอาอย่างหรือไม่’ (“บทที่ 22” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้มอบทิศทางให้หัวใจที่เอาแต่ใจของผม บัดนี้ เมื่อร่วมมือกับบรรดาพี่น้องชายหญิงในการลุล่วงหน้าที่ของพวกเรา ผมจะอธิษฐานต่อพระเจ้า ละวางความคิดของผมเองลงไว้ก่อนโดยรู้สึกตัว ฟังความคิดเห็นของผู้คนอื่นๆ อย่างขะมักเขม้น และซึมซับจุดแข็งของผู้อื่น ที่บ้าน ผมยังปฏิบัติการละวางความคิดและการพิจารณาส่วนตัวลงไว้ก่อนด้วยเช่นกัน ผมหยุดพูดกับครอบครัวของผมอย่างวางอำนาจเหลือเกิน และเข้ากับทุกคนได้ดี เมื่อภรรยาของผมเห็นว่า ผมได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากเพียงใด หลังจากวางความเชื่อของผมไว้ในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เธอก็ยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยเช่นกัน ผมรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านบวกที่ผมได้ทำ ล้วนเป็นผลลัพธ์จากพระราชกิจของพระเจ้า และผมรู้สึกว่า พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือความจริง สามารถแปลงสภาพอุปนิสัยที่ถูกทำให้เสื่อมทรามของพวกเรา และปล่อยให้พวกเราใช้ชีวิตด้วยรูปลักษณ์มนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกทีได้”

เมื่อได้ฟังประสบการณ์ของพี่น้องชายหลิว ฉันรู้สึกถึงสำนึกอันลึกซึ้งถึงความชัดเจนแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่น้องชายหลิว การสามัคคีธรรมของคุณได้ช่วยให้ฉันตระหนักว่า หนทางที่แท้จริงจะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเปิดโอกาสให้ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเราลึกซึ้งยิ่งขึ้นทุกทีและสถานการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเราดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนทางที่แท้จริงบรรจุความจริง—ความจริงทำให้พวกเราทำบาปถี่น้อยลงทุกที และเปิดโอกาสให้พวกเราใช้ชีวิตด้วยรูปลักษณ์มนุษย์มากขึ้นทุกที แม้ว่าฉันยังไม่ได้อ่านคำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรดาพี่น้องชายหญิงของคุณในคริสตจักร แต่จากการสามัคคีธรรมที่คุณเพิ่งให้นั้น ฉันสามารถเห็นได้แล้วว่า พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงผู้คนได้จริงๆ ฉันเต็มใจที่จะสืบค้นต่อไป!”

วิธีที่จะกำหนดพิจารณาหนทางที่แท้จริง (3)

เมื่อพี่น้องชายหลิวได้ยินดังนี้ เขาผงกศีรษะอย่างตื่นเต้นแล้วพูดว่า “หลักธรรมที่สามในการกำหนดพิจารณาหนทางที่แท้จริงก็คือ การดูว่าหนทางนี้สามารถหรือไม่ ที่จะทำให้ผู้คนมีความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกทีเกี่ยวกับพระเจ้าและเกี่ยวกับการทำให้สัมพันธภาพกับพระเจ้าของผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น นี่คือวิธีที่ผู้ติดตามขององค์พระเยซูเจ้า มีความสามารถที่จะสังเกตความกรุณาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติได้โดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์ ได้รับการดลใจอย่างลึกซึ้งโดยความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ตระหนักว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่ของมวลมนุษย์ และด้วยเหตุนี้จึงเต็มใจที่จะทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์และเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายได้ทรงส่งความจริงแล้ว ซึ่งขยายความเจตนารมณ์และข้อเรียกร้องทั้งหลายสำหรับมวลมนุษย์ของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงเรียกร้องให้มนุษย์ซื่อสัตย์ ให้เขายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และให้เขาแสวงหาความจริงและเป็นธรรม ในเวลาเดียวกัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังได้ทรงขยายความพระอุปนิสัยของพระเจ้าเพื่อพวกเราแล้วด้วยเช่นกัน โดยทรงเปิดโอกาสให้พวกเรารู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ความกรุณาและความรักของพระองค์ และเนื้อแท้อันบริสุทธิ์ของพระองค์ จากพระวจนะของพระเจ้า พวกเราเข้าใจความชื่นบานและความโศกเศร้าของพระเจ้า บุคคลประเภทใดที่พระเจ้าทรงรักและบุคคลประเภทใดที่พระองค์ทรงเกลียดชัง และพวกเราเห็นว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่เพียงแต่เปี่ยมรักและเปี่ยมกรุณาเพียงใดเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมบารมี เปี่ยมพิโรธ ชอบธรรม และมิอาจล่วงละเมิดได้ด้วยเช่นกัน การนี้บีบมนุษย์ให้ยอมเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงและชื่นชมบูชาพระเจ้าในหัวใจของเขา บัดนี้ บรรดาพี่น้องชายหญิงมากมายของพวกเรากำลังประสบกับความทุกข์ยากใหญ่หลวง แต่พวกเขาคงจะเสี่ยงชีวิตของพวกเขาอย่างมีความสุขเพื่อติดตามพระเจ้า สละเพื่อพระเจ้า และเป็นคำพยานอันได้รับชัยชนะ การนี้ล้วนแต่เป็นเพราะพวกเขาได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าแล้ว และได้บรรลุผลลัพธ์บางอย่างแล้วซึ่งมากับความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อได้พูดทั้งหมดนี้แล้ว บัดนี้ฉันวางใจว่า พวกเราล้วนแต่สามารถที่จะตัดสินได้ว่า พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือหนทางที่แท้จริงหรือไม่?”

สาเหตุที่บรรดาบาทหลวงกล่าวโทษหนทางที่แท้จริง

ฉันก้มศีรษะแล้วคิดกับตัวเองว่า “พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ให้คำอธิบายอย่างชัดเจนมากจริงๆ เกี่ยวกับวิธีที่จะจำแนกความต่างระหว่างหนทางเทียมเท็จกับหนทางที่แท้จริง ในอดีต ฉันรู้เพียงแค่ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อการไถ่มนุษยชาติ และรู้ว่าพระราชกิจของพระองค์คือหนทางที่แท้จริง หลังจากชื่นชมของประทานจากพระคุณของพระเจ้าและเลิกเล่นพนัน ฉันมีสำนึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ลุ่มลึกขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ฉันไม่รู้วิธีที่จะจำแนกความต่างระหว่างหนทางที่แท้จริงกับหนทางเทียมเท็จเลย มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่ในที่สุดแล้วฉันได้เข้าใจ โดยผ่านทางการสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ดูเหมือนว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จริงๆ แล้วก็คือความจริง!” เมื่อได้มาสู่ข้อสรุปปิดตัวนี้ ฉันจึงพูดอย่างตื่นเต้นว่า “โดยผ่านทางการสามัคคีธรรมนี้ ตามที่ปรากฏ ฉันได้มาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือหนทางที่แท้จริง และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จริงๆ แล้วทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงมีคำถามอยู่คำถามหนึ่ง นั่นก็คือ คุณพูดว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกลับมา ดังนั้นแล้ว เหตุใดจึงเป็นว่า บรรดาบาทหลวงไม่อนุญาตให้พวกเราสืบค้นหนทางของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และถึงขั้นกล่าวโทษพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์?”

พี่น้องชายหลิวผงกศีรษะแล้วพูดว่า “หากพวกเราเข้าใจเหตุผลเป็นแก่นสาร ว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า ก็คงจะไม่ยากลำบากที่จะขบคิดให้ออกว่า เหตุใดพวกฟาริสีจะกันคุณไม่ให้สืบค้นหนทางของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พี่น้องหญิง พวกเราลองมาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อีกบทตอนหนึ่งกันเถิด” ขณะที่เขาพูดเช่นนี้ เขาเปิดหนังสือพระวจนะของพระเจ้าแล้วส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ฉัน ฉันอ่าน ความว่า “พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ต้นตอว่าทำไมพวกฟาริสีจึงต่อต้านพระเยซูหรือไม่? พวกเจ้าปรารถนาที่จะรู้ธาตุแท้ของพวกฟาริสีหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา ทว่าไม่ได้แสวงหาชีวิตความจริง และดังนั้น แม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนทางแห่งชีวิต และไม่รู้ว่าหนทางแห่งความจริงคืออะไร พวกเจ้าพูดว่า ผู้คนที่โง่เขลา ดื้อรั้น และไม่รู้เท่าทันเช่นนั้นได้รับพระพรของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถมองเห็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร? พวกเขาต่อต้านพระเยซูเพราะพวกเขาไม่รู้ทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะพวกเขาไม่รู้หนทางแห่งความจริงที่พระเยซูตรัส และยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่เข้าใจพระเมสสิยาห์ และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยพบเห็นพระเมสสิยาห์และไม่เคยได้ร่วมเคียงกับพระเมสสิยาห์ พวกเขาทำผิดพลาดที่ยึดติดอย่างสูญเปล่ากับพระนามของพระเมสสิยาห์ ในขณะที่ต่อต้านเนื้อแท้ของพระเมสสิยาห์ในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ โดยธาตุแท้แล้ว พวกฟาริสีเหล่านี้ดื้อรั้น โอหัง และไม่เชื่อฟังความจริง หลักการของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าคือ ไม่สำคัญว่าการประกาศของพระองค์จะลุ่มลึกเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระองค์จะสูงส่งเพียงใดก็ตาม พระองค์ทรงไม่ใช่พระคริสต์หากพระองค์ไม่ได้รับการขนานพระนามว่าพระเมสสิยาห์ ทรรศนะเหล่านี้ไม่ได้โง่เขลาและไร้สาระน่าขันหรอกหรือ?” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

หลังจากฉันอ่านจบ พี่น้องชายหลิวพูดว่า “จากการเปิดโปงพวกฟาริสีของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเราสามารถเห็นได้ว่า พวกฟาริสีโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอเป็นพิเศษ และพวกเขามีธรรมชาติที่เกลียดชังความจริง ในเวลานั้น องค์พระเยซูเจ้ากำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ โดยทรงส่งหนทางแห่งการกลับใจใหม่ ทรงรักษาคนป่วย ทรงสลัดทิ้งบรรดาวิญญาณชั่ว และถึงขั้นทรงแสดงปาฏิหาริย์มากมาย ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง จะสามารถเห็นได้จากพระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์แห่งคำเผยวจนะ และด้วยเหตุนี้จึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะติดตามพระองค์ พวกฟาริสีเห็นอย่างชัดเจนว่า พระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้ามีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ แต่พวกเขาไม่ยอมรับในการที่จะแสวงหาและสืบค้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะอุปนิสัยอันโอหังอย่างลำพองของพวกเขา พวกเขาเกาะติดปรัชญาและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเอง และเชื่อว่าเมื่อพระเมสสิยาห์เสด็จมา พระองค์จะทรงอุบัติจากพระราชวังพร้อมด้วยพระกิริยาท่าทางอันทรงอำนาจและการทรงสถิตอันภูมิฐานอย่างแน่นอน พวกเขาเชื่อว่า พระองค์จะทรงนำทางพวกเขาในการโค่นล้มรัฐบาลโรมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์ประสูติในครอบครัวของช่างไม้ ทรงมีลักษณะภายนอกทั่วไป และแน่นอนว่าไม่ได้ทรงนำทางพวกฟาริสีในการโค่นล้มรัฐบาลโรมัน ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงสอนผู้คนให้เป็นคนที่ยอมรับ อดทน และรักศัตรูของพวกเขา ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกฟาริสีจึงกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า โดยพูดว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงแค่มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทันทีที่พวกฟาริสีสังเกตเห็นว่า ผู้ติดตามของพระเยซูกำลังมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น พวกเขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดให้กับการเผยแผ่คำโกหก ซึ่งเป็นการทำให้องค์พระเยซูเจ้าทรงเสียชื่อเสียงและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า เพื่อปกป้องสถานภาพและรายได้ของพวกเขาเอง ในที่สุด พวกเขาก็ตรึงองค์พระเยซูเจ้าที่กางเขน และทนทุกข์จากการลงโทษของพระเจ้า

“ณ ตอนนี้ ผู้นำมากมายในโลกศาสนากำลังแสดงบทบาทของพวกฟาริสีอีกครั้ง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงปรากฏ และได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์เรื่อยมาเป็นเวลาเกือบสามสิบปีแล้วตอนนี้ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ถูกเปล่งโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ตนานมาแล้ว และทันทีที่บรรดาผู้ที่รักความจริง และโหยหาและแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า ได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ พวกเขามาแสวงหา สืบค้น และยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าในที่สุด ดังนั้นแล้ว เหตุใดจึงเป็นว่าบาทหลวงเหล่านี้ไม่สืบค้น แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับทำทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้ ในการที่จะเผยแผ่คำโกหกไปทั่ว ทำให้พระเจ้าทรงเสียชื่อเสียง กล่าวโทษและต้านทานพระเจ้าผู้ทรงกลับมา? เป็นไปได้จริงๆ หรือว่าพวกเขากำลังลองพยายามที่จะอารักขาบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขา และวิตกกังวลว่าพวกเขาจะถูกหนทางเทียมเท็จหลอกลวง? อันที่จริงแล้ว นี่ก็เป็นแค่การให้เหตุผลเทียมเท็จซึ่งพวกเขาใช้เพื่อหลอกลวงบรรดาผู้เชื่อและทำให้บรรดาผู้เชื่อติดกับดัก หากพวกเขารับหน้าที่ความรับผิดชอบจริงๆ ต่อชีวิตของบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขา ทันทีที่พวกเขาได้ยินว่าพระเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว พวกเขาคงจะนำหนทางในการแสวงหาและการสืบค้น และคงจะสามัคคีธรรมกับบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเขาว่าด้วยความจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกแยะหนทางเทียมเท็จกับหนทางที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาได้ทำ ในทางตรงกันข้าม บรรดาบาทหลวงโอหังและทะนงอย่างลำพอง โดยเกาะติดปรัชญาและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองอย่างดื้อดึง เกาะติดพระวจนะในพระคัมภีร์ และถึงขั้นคิดว่า การกล่าวอ้างอันใดว่าพระเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว ต้องเป็นความเทียมเท็จ—พวกเขาแทบจะไม่แสวงหาความจริงเลยแม้แต่น้อย ที่มากไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาหวาดกลัวว่า หลังจากบรรดาพี่น้องชายหญิงได้ยินพระวจนะซึ่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงเปล่ง และยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า ก็จะไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ที่จะติดตามและสักการะบูชาพวกเขาและบริจาคเงิน พวกเขาเลือกที่จะยอมสูญเสียชีวิตของบรรดาพี่น้องชายหญิงนับไม่ถ้วน แทนที่จะล้มเลิกสถานภาพและการดำรงชีพของพวกเขาเอง การนี้เปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ซึ่งเกลียดชังความจริงของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง หากพวกเราล้มเหลวที่จะระลึกได้ถึงธรรมชาติและเนื้อแท้อันต้านทานพระเจ้าและเกลียดชังความจริงของบาทหลวงเหล่านี้ และถึงขั้นติดตามพวกเขาในการไม่ยอมรับและกล่าวโทษหนทางที่แท้จริง เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่าพวกเราย่อมจะติดตามพวกเขาบนถนนแห่งการต้านทานพระเจ้าในขณะที่เชื่อในพระเจ้า และในท้ายที่สุดแล้วจะพบกับความย่อยยับ!”

หลังจากได้ยินการสามัคคีธรรมของพี่น้องชายหลิว ฉันได้เข้าใจสาเหตุรากเหง้าของการต้านทานพระเจ้าและการกล่าวโทษพระเจ้าของพวกฟาริสี ฉันยังได้เห็นอีกเช่นกันว่า เหตุผลที่บรรดาบาทหลวงไม่ปล่อยให้พวกเราไปฟังคำเทศนาในคริสตจักรอื่นๆ และถึงขั้นกล่าวโทษพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า เป็นเพราะพวกเขากลัวว่า หากผู้เชื่อทั้งหมดต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้า ก็จะไม่มีผู้ใดเหลืออยู่ที่จะอารักขาพวกเขาและสนับสนุนพวกเขาในทางการเงิน เช่นนั้นแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยที่บรรดาบาทหลวงยืนกรานเหลือเกินในการประกาศเกี่ยวกับการบริจาค และใช้ทุกวิธีการที่เป็นไปได้ในการบังคับพวกเราให้บริจาค บรรดาบาทหลวงกังวลสนใจเกี่ยวกับสถานภาพและความอุดมด้วยโภคทรัพย์ของพวกเขาเองเท่านั้น และยอมสูญเสียชีวิตของพวกคนที่อยู่ในเขตวัดด้วยความลังเลเล็กน้อย พวกเขาแตกต่างไปจากพวกฟาริสีบ้างไหม? คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์ ซึ่งได้ทำให้ฉันสามารถหยั่งรู้บางสิ่งเกี่ยวกับเนื้อแท้อันเกลียดชังความจริงของบรรดาบาทหลวง

ออกจากคริสตจักรและต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้าอย่างเต็มไปด้วยความชื่นบาน

หลังจากการพบปะกันครั้งนั้น เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีเวลา ฉันจะพบปะกันเพื่อสามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับบรรดาพี่น้องชายหญิงของฉัน และดูภาพยนตร์ข่าวประเสริฐของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ครั้งหนึ่ง ฉันได้เข้าร่วมการพบปะกันของบรรดาพี่น้องชายหญิง ซึ่งแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาเกี่ยวกับการต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนและบรรดาบาทหลวงได้หลอกลวงครอบครัวของเธอ และได้เบนความสนใจเธอและกันไม่ให้เธอยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้า ในที่สุดเธอได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะคำโกหกจากความจริงโดยผ่านทางการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ซึ่งได้มอบความเชื่อมากขึ้นแก่เธอในการที่จะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ประสบการณ์ของพี่น้องหญิงคนนี้สร้างแรงบันดาลใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับฉัน ฉันคิดว่า “เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งกีดขวางและสิ่งเบนความสนใจทั้งหมดนี้ พี่น้องหญิงคนนี้ยังคงมีความสามารถที่จะเข้มแข็งอยู่ในความเชื่อของเธอและติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ เธอมีความสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้โดยผ่านทางพลังอำนาจ ซึ่งประทานให้ไว้ในตัวเธอโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพอย่างแท้จริง!” ต่อมา ฉันได้ดูวิดีโอเพิ่มอีกหลายเรื่อง ซึ่งแสดงรายละเอียดประสบการณ์ของบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ได้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับกุมและข่มเหง ฉันประหลาดใจที่ได้เห็นว่า แม้ในยามที่เผชิญหน้ากับความทรมานและความโหดร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บรรดาพี่น้องชายหญิงเหล่านี้มีความสามารถที่จะยึดมั่นในพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ใช้พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เพื่อเอาชนะความโหดร้ายและความทรมาน และยืนหยัดในคำพยานของพวกเขาได้ การนี้ได้มอบสำนึกที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทุกทีถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หลังการแสวงหาและการสืบค้นช่วงเวลาหนึ่ง ฉันได้ยืนยันโดยปราศจากคำถามว่า พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือหนทางที่แท้จริง และคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือคริสตจักรซึ่งพระเจ้าได้ทรงกลับมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้ายอยู่ในนั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันได้เข้าสู่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว และได้กลายเป็นสมาชิกของครอบครัวของพระเจ้าแล้ว ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทุกวัน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่รู้สึกถึงความเบิกบานจากการทรงสถิตของพระเจ้า และชื่นชมความรู้สึกถึงสันติสุขและความปลอดภัยนั้น ซึ่งได้มาถึงเมื่อฉันได้วางความเชื่อของฉันในพระเจ้าและได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก คำขอบคุณจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ความเชื่อในพระคัมภีร์เหมือนกับความเชื่อในพระเจ้าหรือไม่?

โดย Danchun, สหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว วิถีทางดั้งเดิมของผู้คนเกี่ยวกับการเชื่อนั้น...