หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (26) ตอนที่สาม
เมื่อพูดถึงประเภทของผู้คนที่ถูกเผยและถูกกำจัดออกไป การสำแดงของการทำชั่วนานัปการของพวกเขา รวมถึงวาจาและถ้อยคำที่มุ่งร้ายซึ่งพวกเขาเผยออกมาในชีวิตประจำวัน ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจน กระนั้นก็ตาม ผู้นำและคนทำงานบางคนกลับไม่สามารถแยกแยะผู้คนที่ชั่วเหล่านี้ว่าแท้จริงแล้วคนชั่วเหล่านี้เป็นใคร หรือมองทะลุถึงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ดูเหมือนผู้นำและคนทำงานเหล่านี้ไม่ตระหนักเลยว่าคนเหล่านี้เป็นคนชั่วและเป็นผู้ไม่เชื่อ ดังนั้นจึงไม่มีแผนการที่จะชำระพวกเขาออกจากคริสตจักร หรือจัดการกับพวกเขาอย่างเหมาะสม นี่เป็นการละเลยความรับผิดชอบของตนในฐานะผู้นำและคนทำงานอย่างร้ายแรง ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้มองเห็นต่อหน้าต่อตาว่าคนที่มีธรรมชาติเยี่ยงปีศาจเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ใดๆ ของพระนิเวศของพระเจ้า ในขณะที่คนเหล่านี้ก่อความวุ่นวาย ก่อกวนและบ่อนทำลายงานของคริสตจักรรวมถึงระเบียบของชีวิตคริสตจักรโดยไม่ยั้งคิด พวกเขาถึงกับปล่อยให้คนเหล่านี้กระทำการอย่างอุกอาจและไม่ระมัดระวัง ประพฤติตนอย่างไม่เคารพกฎระเบียบ และทำลายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าภายใต้ข้ออ้างในการทำหน้าที่ของตน การทำลายผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าครอบคลุมหลายสิ่งหลายอย่าง อาทิ การทำลายเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า ทำลายอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ของพระนิเวศของพระเจ้า แม้แต่การผลาญของถวายตามใจชอบ เป็นต้น สิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือพวกเขาปล่อยให้ความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติต่างๆ แพร่หลายตามอำเภอใจ เป็นเหตุให้เกิดการก่อกวนจนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างสงบสุข เป็นการก่อกวนจนคนที่อ่อนแอและคิดลบละทิ้งหน้าที่ของตนและสูญเสียความเชื่อในการติดตามพระเจ้า คนชั่วเหล่านี้ทำสิ่งเลวร้ายทั้งหมดนี้ พวกเขากระทำความชั่วทั้งหมดนี้ที่เป็นการก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร แถมยังสร้างความเสียหายแก่พี่น้องชายหญิง แต่ผู้นำและคนทำงานกลับแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด พวกเขาบางคนถึงกับกล่าวว่า “ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย ไม่เคยมีใครบอกฉัน!” พวกสัตว์เดรัจฉานและปีศาจกลุ่มนั้นได้ก่อความหายนะมากมาย ก่อให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายในคริสตจักร แต่ผู้นำและคนทำงานกลับไม่รู้และไม่ตระหนักในเรื่องนี้เลย! พวกเขาต่ำช้าไม่ใช่หรือ? หัวใจของพวกเขาอยู่ที่ใด? พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่? พวกเขาก็แค่พูดจาไร้สาระเท่านั้นไม่ใช่หรือ? พวกเขากำลังละเลยงานที่ถูกที่ควรของตนอยู่ไม่ใช่หรือ? แต่ละวันที่ผู้นำเทียมเท็จเหล่านั้นทำงานก็คืออีกหนึ่งวันที่คนชั่วสารพัดประเภทก่อกวนคริสตจักรอย่างไม่ยั้งคิดและทำร้ายประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นั่นเป็นเพราะพวกผู้นำเทียมเท็จไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน กลุ่มสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นจึงปล่อยเวลาให้หมดวันด้วยการอยู่เฉยๆ ไม่ทำหน้าที่หรือทำตามกฎเกณฑ์ใดๆ เกาะพระนิเวศของพระเจ้ากิน เพลิดเพลินกับผลประโยชน์ทางวัตถุและสวัสดิการอันหลากหลายในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเสรี—พวกเขาถึงกับจงใจก่อกวนงานของคริสตจักร ทำให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ในพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย นี่คือวิธีปฏิบัติตนของพวกเขา แต่พวกเขากลับยังคงคาดหวังที่จะใช้ชีวิตสบายๆ และทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ตนพอใจในพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่ให้ใครมารบกวนหรือยั่วยุพวกเขา นี่เป็นประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงยิ่ง แต่ผู้นำและคนทำงานกลับเพิกเฉย ไม่ยอมแก้ไขเรื่องนี้แม้เมื่อมีคนมารายงานแล้วก็ตาม—พวกเขาคือขยะที่ไม่ทำงานจริงจังไม่ใช่หรือ? นี่คือการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรงไม่ใช่หรือ? (ใช่) บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่ได้แก้ปัญหานั้นเพราะฉันยุ่งกับงานอื่นอยู่ ฉันยังไม่มีเวลาทำเลยจริงๆ!” คำพูดเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่? หากเจ้าไม่แก้ปัญหาที่ร้ายแรงเช่นนี้แล้วเจ้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับอะไร? เรื่องที่เจ้ายุ่งอยู่นั้นมีคุณค่าหรือไม่? เจ้าสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานของตนหรือไม่? ไม่ว่าเจ้าจะยุ่งกับงานมากแค่ไหน ก็ควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาก่อนไม่ใช่หรือ? การเข้าใจและจัดการกับผู้คนหลากหลายประเภทที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีก็คือความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงาน หากเจ้าวางปัญหาที่แท้จริงเอาไว้แล้วไปยุ่งกับเรื่องอื่น เจ้ากำลังทำงานที่แท้จริงอยู่หรือไม่? หากเจ้าพบประเด็นปัญหาหรือใครบางคนมารายงานประเด็นปัญหาหนึ่งต่อเจ้า เจ้าควรวางงานในมือลงแล้วรีบไปที่สถานที่เกิดเหตุทันที พร้อมดูว่าต้นกำเนิดของปัญหานั้นคืออะไร หากเป็นคนชั่วสักคนที่ก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร เจ้าก็ควรชำระคนชั่วคนนี้ออกไปเสียก่อน หลังจากนั้น การแก้ปัญหาอื่นๆ ก็จะง่ายดาย หากเจ้าพบปัญหาและไม่จัดการแก้ไข โดยอ้างว่าเจ้ายุ่งเกินไป ในความเป็นจริงเจ้าก็แค่กำลังวิ่งวุ่นเหมือนหนูติดจั่นไม่ใช่หรือ? เจ้ายุ่งอยู่กับอะไรนักหนากันแน่? นั่นคืองานที่แท้จริงหรือไม่? เจ้าสามารถอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างได้หรือไม่? เหตุผลกับข้อแก้ตัวทั้งหลายของเจ้าฟังขึ้นหรือไม่? เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติต่อการแก้ปัญหาเหมือนไม่มีความสำคัญเลย? เหตุใดเจ้าจึงไม่แก้ปัญหาอย่างทันท่วงที? เหตุใดเจ้าจึงหาข้อแก้ตัวและหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ด้วยการกล่าวว่า เจ้ายุ่งเกินไปที่จะดูแลเรื่องเหล่านี้? นี่คือการไม่รับผิดชอบไม่ใช่หรือ? ในฐานะผู้นำในคริสตจักร การไม่จัดลำดับความสำคัญให้กับการแก้ปัญหาเป็นอันดับแรก การทำตัวยุ่งอยู่กับเรื่องสัพเพเหระต่างๆ การไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งยวด การไม่สามารถแยกแยะความสำคัญกับความเร่งด่วนในงานและไม่สามารถเข้าใจประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งได้—สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงขีดความสามารถที่อ่อนด้อยเป็นอย่างยิ่ง และคนเช่นนั้นคือคนเลอะเลือน ไม่ว่าเจ้าได้เป็นผู้นำมากี่ปีแล้วก็ตาม เจ้าก็ไม่สามารถปฏิบัติงานของคริสตจักรให้ดีได้ เจ้าควรยอมรับผิดชอบและลาออกเสีย หากผู้นำมีขีดความสามารถที่อ่อนด้อยเกินไป การฝึกฝนใดๆ ย่อมไร้ประโยชน์ พวกเขาจะไม่สามารถทำงานใดให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน—พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จที่ต้องถูกปลดและถูกโยกย้าย เมื่อผู้นำเทียมเท็จทำงาน ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร? หากพูดอย่างเป็นกลางแล้ว ทุกสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จทำล้วนนำมาซึ่งความสูญเสียต่อคริสตจักรในหลากหลายแง่มุม ประการหนึ่งก็คือ ไม่ได้ทำงานที่เป็นสาระสำคัญของคริสตจักรให้ดี ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิผลของงานต่างๆ นานาในคริสตจักร พร้อมกันนั้น ก็ยังทำร้ายและส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด นั่นยังส่งผลต่อการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร ผลสืบเนื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริงทั้งสิ้น หากผู้นำและคนทำงานอื่นๆ สามารถทำงานจริงบางอย่างได้อย่างแข็งขัน โดยเร่งความเร็วและลดระยะเวลาในการแก้ปัญหาลง ความสูญเสียต่างๆ นานาที่ผู้นำเทียมเท็จก่อให้เกิดกับพระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะบรรเทาลงบ้างไม่ใช่หรือ? อย่างน้อยที่สุด ความสูญเสียเหล่านั้นย่อมลดลงได้ ต่อให้พระนิเวศของพระเจ้าไม่เรียกร้องให้เจ้าจัดการกับปัญหาทั้งหลายทันทีที่เกิดปัญหาขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด เมื่อมีการรายงานปัญหา เจ้าก็ควรเริ่มจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นในทันที กล่าวคือ สอบถามสถานการณ์จากพี่น้องชายหญิง รวมทั้งหารือและสามัคคีธรรมกับผู้นำและคนทำงานอื่นๆ ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร หากประเด็นปัญหานี้ร้ายแรงและเจ้าไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร เจ้าก็ควรรายงานประเด็นปัญหานี้ขึ้นไปทันทีและแสวงหาหนทางแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานทุกคนควรสัมฤทธิ์ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ แม้ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ก็ไม่รายงานขึ้นไป พวกเขากลัวการรายงานขึ้นไปเป็นอย่างมาก เพราะเกรงจะเป็นการแพร่งพรายการไร้ความสามารถ ขีดความสามารถที่อ่อนด้อยจนเกินไป และการไม่สามารถทำงานจริงของตนเอง พวกเขากังวลว่าจะถูกปลด กระนั้น พวกเขากลับไม่คิดริเริ่มที่จะทำงาน พวกเขาหัวทึบและด้านชา แถมกระทำการอย่างเชื่องช้า เนื่องจากไม่มีเส้นทางในการแก้ปัญหา พวกเขาจึงได้แต่ทำแบบมั่วซั่วจนนำไปสู่การสะสมปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขมากมายเกินไป ดังนั้น จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คนชั่ว ถึงตอนนี้ เมื่อเห็นว่าผู้นำเทียมเท็จเป็นคนไม่เอาไหน คนชั่วและพวกที่มีความทะเยอทะยานเหล่านั้นย่อมฉวยโอกาสกระทำความชั่วตามอำเภอใจโดยไม่ยั้งคิด ผลักให้คริสตจักรตกอยู่ในความวุ่นวายและไร้ระเบียบ ทำให้งานหยุดชะงักทุกด้าน ถึงแม้เหล่าผู้นำเทียมเท็จควรแบกรับความรับผิดชอบหลัก แต่ผู้นำและคนทำงานอื่นๆ ก็ไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนเช่นกัน นี่คือการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรงของผู้นำและคนทำงานไม่ใช่หรือ? ในความเป็นจริง ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อกวนที่เกิดจากคนชั่วและผู้ไม่เชื่อ หากผู้นำและคนทำงานไม่สามารถระบุต้นตอของปัญหาเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที ไม่สามารถหาตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหา และมองหาเหตุผลจากที่อื่นอยู่ร่ำไป เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถึงรากถึงโคน และปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภายภาคหน้า หากจับตัวพวกที่ก่อปัญหาหรือผู้ที่สร้างปัญหาอยู่เบื้องหลังมารับผิดชอบโดยตรงได้ วิธีรับมือกับปัญหาเช่นนี้จึงจะมีประสิทธิผลมากที่สุด อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ไม่เชื่อและคนชั่วเหล่านั้นจะไม่กล้าอาละวาดและเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรสัมฤทธิ์ไม่ใช่หรือ? (ใช่) กล่าวอย่างแน่ชัดได้ว่าสาเหตุหลักที่ปัญหาของคริสตจักรเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีนั้นก็เพราะการไร้ความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน หรือเพราะผู้นำเทียมเท็จขาดความเป็นจริงความจริงและไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ หากผู้นำและคนทำงานไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในคริสตจักรได้ พวกเขาย่อมไม่สามารถปฏิบัติงานตามตำแหน่งของตนได้อย่างแน่นอน ในที่นี้มีสถานการณ์และเหตุผลหลากหลายประการที่ต้องทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งคือ หากผู้นำและคนทำงานเป็นมือใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ พวกเขาก็ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างอดทน นำไปสู่การแก้ปัญหา รวมทั้งเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างและจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงในกระบวนการแก้ปัญหา พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้การแก้ปัญหาในหนทางนี้ หากผู้นำและคนทำงานไม่ใช่ผู้คนที่ถูกต้อง ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิงและใช้มุมมองกับวิธีการแก้ไขปัญหาของผู้ไม่มีความเชื่อแทน เช่นนี้ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง ผู้คนเช่นนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำและคนทำงานและควรถูกปลดรวมทั้งถูกกำจัดออกไปทันที จากนั้นควรให้มีการเลือกสรรใหม่เพื่อเลือกผู้นำและคนทำงานที่เหมาะสม แนวทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างหมดจด การเป็นผู้นำคริสตจักรไม่ใช่งานง่ายๆ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางปัญหาที่รับมือไม่ได้ อย่างไรก็ดี หากคนเรามีสำนึก เมื่อเผชิญกับปัญหาทั้งหลายที่ตนแก้ไม่ได้ ก็ไม่ควรซ่อนเร้นหรือปิดบังและเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านั้น แต่ควรปรึกษากับคนหลายๆ คนที่เข้าใจความจริงเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข ซึ่งอาจจะแก้ไขปัญหาได้ร้อยละเจ็ดสิบถึงแปดสิบ อย่างน้อยที่สุดก็ป้องกันไม่ให้เกิดประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นได้เป็นการชั่วคราว นี่คือเส้นทางที่สามารถปฏิบัติได้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหลายได้จริง เช่นนั้นคนเราก็ควรแสวงหาหนทางแก้ไขจากเบื้องบน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด หากเจ้าปิดบังปัญหาและไม่รายงานปัญหาเหล่านั้นเพราะเกรงเสียหน้าหรือเกรงเบื้องบนจะตัดแต่งเจ้าที่เจ้าไร้ความสามารถ นี่คือการนิ่งเฉยโดยสิ้นเชิง หากเจ้าปฏิบัติตนเหมือนคนโง่เขลาทึ่มทื่อสมองทึบ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นี่ย่อมจะทำให้เรื่องต่างๆ ล่าช้าออกไป สถานการณ์เช่นนี้เปิดโอกาสให้กับคนชั่วกับพวกศัตรูของพระคริสต์ เอื้ออำนวยให้พวกนั้นฉวยโอกาสจากความโกลาหลเพื่อกระทำการได้โดยง่าย เหตุใดจึงกล่าวว่าพวกเขาฉวยโอกาสจากความโกลาหลเพื่อกระทำการ? เพราะพวกเขากำลังรอโอกาสนี้อยู่นั่นเอง เมื่อผู้นำและคนทำงานไม่สามารถรับมือกับปัญหาใดๆ ได้ และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกำลังรู้สึกวิตกกังวล ไม่สบายใจ และได้สูญเสียความไว้วางใจในตัวผู้นำและคนทำงานไปแล้ว คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ย่อมกำลังหาทางฉกฉวยประโยชน์จากช่องว่างนี้ คนพวกนั้นคิดว่าคริสตจักรอยู่ในสภาวะไร้ผู้นำหรือไร้การบริหารจัดการ พวกเขาอยากใช้โอกาสนี้อวดความสามารถของตนเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรยอมรับนับถือตน เกื้อหนุนตน และเชื่อว่าตนมีขีดความสามารถที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำและคนทำงานทั้งหลาย พวกเขามีความสามารถที่ดีกว่าในการแก้ปัญหาและนำไปสู่ทางออก รวมทั้งสามารถพลิกสถานการณ์ท่ามกลางความวุ่นวายได้ดีกว่า นี่คือสิ่งที่คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ต้องการทำมากที่สุดไม่ใช่หรือ? ในเวลานี้ เมื่อผู้นำและคนทำงานอับจนหนทาง เมื่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ลุกขึ้นมาแก้ปัญหา ถึงขนาดนำไปสู่ทางออก ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะเชื่อใคร? โดยธรรมชาติแล้ว ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมจะเชื่อคนชั่วและกองกำลังของศัตรูของพระคริสต์ การนี้แสดงถึงสิ่งใด? แสดงให้เห็นว่าผู้นำและคนทำงานไร้ประโยชน์และไม่อาจทำสิ่งใดให้สำเร็จได้เลย และล้มเหลวในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง ผู้คนเช่นนั้นยังคู่ควรที่จะเป็นผู้นำและคนทำงานหรือ? แม้ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ พวกเขาล้วนมีพรสวรรค์ในระดับที่แตกต่างกันและค่อนข้างมีไหวพริบในเรื่องภายนอกมากกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองคือข้อได้เปรียบของพวกเขาและเป็นวิธีที่พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด แต่หากพวกเขากลายเป็นผู้นำและคนทำงานขึ้นมา พวกเขาจะสามารถใช้ความจริงแก้ปัญหาของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้จริงหรือ? พวกเขาสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจความจริง และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้จริงหรือ? ไม่ได้อย่างแน่นอน แม้พวกเขามีพรสวรรค์บางอย่างและพูดจาคล่องแคล่ว แต่พวกเขาก็ปราศจากความเป็นจริงความจริงโดยสิ้นเชิง พวกเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำและคนทำงานของคริสตจักรหรือไม่? ไม่เลย! นี่คือสิ่งที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรต้องไม่มีวันถูกคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดหรือหลอกลวงเป็นอันขาด ผู้ไม่เชื่อ คนชั่ว และศัตรูของพระคริสต์ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย และไม่มีความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย เช่นนั้นจงบอกเราทีว่า พวกเขาสามารถพูดสิ่งที่มีมโนธรรมและสำนึก เช่น “แม้ตอนนี้คริสตจักรไม่มีใครรับผิดชอบดูแล พวกเราก็ต้องปฏิบัติตนตามความคิดริเริ่มของตนเอง ข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้าไม่สามารถละเมิดได้ และหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ พวกเราพึงทำสิ่งที่พวกเราควรทำ ทุกคนพึงยึดมั่นหน้าที่ที่ตนควรทำ ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบของตน และไม่ขัดขวางความเป็นระเบียบ” หรือไม่? พวกเขาพูดสิ่งเช่นนี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) ไม่ได้อย่างแน่นอน! ผู้ไม่เชื่อและผู้คนที่ชั่วเหล่านี้จะลงมือทำสิ่งใดบ้าง? เมื่อไม่มีการเฝ้าระวังและการกำกับดูแล พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะทำหน้าที่ของตน หมกมุ่นอยู่กับการกิน การดื่ม การเล่น และความสนุกสนาน มีส่วนร่วมในการพูดจาเรื่อยเปื่อยไร้สาระ หยอกล้อ และถึงขั้นเกี้ยวพาราสีกัน บางคนใช้เวลาทั้งคืนไปกับการดูวีดิทัศน์ของโลกที่ไม่มีความเชื่อ จากนั้นก็ใช้การนอนดึกเพราะทำหน้าที่ของตนเป็นข้ออ้างในการอู้งานและนอนหลับอย่างเกินพอดี เหล่านี้คือการปฏิบัติตนของผู้คนที่ชั่วซึ่งมีธรรมชาติของมาร เมื่อพวกเขากระทำความชั่วเหล่านี้ พวกเขารู้สึกผิดบ้างหรือไม่? พวกเขาจะมีมโนธรรมขึ้นมาทันทีและริเริ่มที่จะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของมนุษย์บางประการ และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้า คริสตจักร และพี่น้องชายหญิงบ้างหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน เมื่อใครบางคนกำลังเฝ้าดู พวกเขาก็ทำงานบางอย่างโดยไม่เต็มใจนักเพื่อให้ตนดูดีและเพียงเพื่อแลกกับอาหารพอประทังชีวิต นี่คือสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ นอกเหนือจากนี้ ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่มีคุณสมบัติที่ดีเลยแม้แต่ประการเดียว ดังนั้น การที่ผู้คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้ามีประโยชน์อันใดหรือไม่? ไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ผู้คนดังกล่าวเป็นส่วนเกินและต้องถูกชำระออกไป
เจ้าจะประเมินได้อย่างไรว่าใครบางคนรักความจริงหรือไม่? เราขอยกตัวอย่างหนึ่งเพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจ คนบางคนมีส่วนร่วมในวิชาชีพหนึ่ง และยิ่งพวกเขาเรียนรู้มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้น ยิ่งพวกเขาเข้าใจมากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในวิชาชีพนั้นและไม่เต็มใจที่จะละทิ้งวิชาชีพนั้น นี่เป็นการสำแดงประเภทใด? นี่หมายความว่าพวกเขาชอบวิชาชีพนี้อย่างแท้จริงใช่หรือไม่? (ใช่) ไม่ว่าพวกเขาจะสู้ทนกับความยากลำบากเพียงใด ไม่ว่าจะจ่ายราคาเท่าใด ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเทความพยายามมากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงอยู่ในวิชาชีพนี้ต่อไปโดยไม่เสียใจและไม่ท้อถอยเลย นี่คือความรักอย่างแท้จริง เป็นความชื่นชอบอย่างจริงใจและลึกซึ้ง สมมติว่ามีใครบางคนอ้างว่าตนชอบงานอย่างหนึ่งแต่ไม่เต็มใจที่จะสู้ทนความยากลำบากหรือจ่ายราคาระหว่างขั้นตอนของการเรียนรู้ทักษะเชิงวิชาชีพ และเมื่อมีปัญหามากมายเกิดขึ้นในงาน พวกเขากลับไม่แสวงหาทางแก้ไข เกรงว่าจะเดือดร้อน และถึงกับรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมในวิชาชีพนี้เป็นความยุ่งยากหรือเป็นภาระอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนวิชาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย และเมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์ทางวัตถุที่วิชาชีพนี้สามารถนำมาให้ คนคนนี้จึงมีส่วนร่วมอย่างเสียไม่ได้ แต่จะไม่มีวันกลายเป็นคนที่โดดเด่นในวิชาชีพนี้ได้เลย แล้วพวกเขาชอบวิชาชีพนี้อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่ชอบอย่างเห็นได้ชัด มีคนอีกประเภทหนึ่งคือ คนที่แสดงออกทางวาจาว่าชื่นชอบวิชาชีพบางอย่างและลงมือทำ แต่ไม่ยอมสู้ทนความยากลำบากหรือจ่ายราคาเพื่อเรียนรู้ทักษะเชิงวิชาชีพให้ดีแต่อย่างใด พวกเขาอาจถึงขั้นเกิดความรังเกียจหรือความสะอิดสะเอียนต่อวิชาชีพนั้นในระหว่างขั้นตอนของการเรียนรู้ จนกลายเป็นไม่เต็มใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความสะอิดสะเอียนของพวกเขาไปถึงระดับหนึ่ง พวกเขาก็สับเปลี่ยนอาชีพ และหลังจากนั้นก็ไม่เต็มใจที่จะเอ่ยถึงกระบวนการ เรื่องราว หรือสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่พวกเขามีส่วนร่วมในวิชาชีพนั้น ผู้คนดังกล่าวชอบวิชาชีพนี้อย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่ชอบวิชาชีพนี้ สามารถทิ้งวิชาชีพนี้ได้โดยง่าย และสามารถชิงชังจนถึงขั้นเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งนั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ชอบวิชาชีพนี้จริงๆ เหตุผลที่พวกเขาสามารถละทิ้งอาชีพนี้ได้ก็คือ หลังจากที่ลงทุนทั้งเวลา พละกำลัง และราคาไปอย่างมากมาย วิชาชีพนี้ก็ไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งอย่างที่พวกเขาปรารถนา หรือเพลิดเพลินกับการตอบแทนทางวัตถุที่ดี พวกเขาจึงเริ่มรังเกียจและสาปแช่งวิชาชีพนี้อยู่ในหัวใจ ถึงขนาดห้ามคนอื่นไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้ โดยตนเองก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป และถึงขั้นรู้สึกอับอายที่เคยมีส่วนร่วมในวิชาชีพนี้มาก่อน และเคยถือว่าวิชาชีพนี้คือความใฝ่ฝันของพวกเขาและเป็นเป้าหมายสูงสุดในการไล่ตามไขว่คว้าในชีวิต เมื่อพิจารณาถึงระดับที่พวกเขาสามารถรังเกียจวิชาชีพนี้ การแสดงออกถึงความชื่นชอบวิชาชีพนี้ของพวกเขาในตอนแรกนั้นแท้จริงหรือไม่? (ไม่) มีคนเพียงประเภทเดียวเท่านั้นที่รักวิชาชีพนี้อย่างแท้จริง—ไม่ว่าวิชาชีพนั้นจะมอบชีวิตทางวัตถุที่ดีหรือผลประโยชน์ที่มากมายแก่พวกเขาหรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความลำบากยากเย็นมากมายเพียงใดหรือสู้ทนความทุกข์ในวิชาชีพนี้มากมายเพียงใด พวกเขาก็สามารถยืนหยัดในวิชาชีพนี้ไปจนสุดทาง นี่คือความชื่นชอบที่แท้จริง สิ่งเดียวกันนี้นำมาใช้กับการที่คนคนหนึ่งรักความจริงหรือไม่ หากเจ้ารักสิ่งที่เป็นบวกอย่างแท้จริง โดยคืบหน้าจากการรักสิ่งที่เป็นบวกไปสู่การรักความจริง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าเผชิญกับสถานการณ์ใด เจ้าก็จะยืนกรานที่จะแสวงหาและไล่ตามเสาะหาความจริง โดยไม่เปลี่ยนเป้าหมายชีวิตของเจ้า หากเจ้าสามารถละทิ้งการเชื่อในพระเจ้าและละทิ้งเส้นทางแห่งความรอดได้อย่างง่ายดาย นี่ย่อมไม่ใช่การรักความจริงอย่างแท้จริง ส่วนบรรดาผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแต่ก็ไม่ละทิ้งเช่นกัน พวกเขาบากบั่นด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้นคือ พวกเขาคิดว่าตราบใดที่มีความหวังเล็กๆ น้อยๆ สำหรับจุดจบและบั้นปลายที่ดี อนาคตที่ดี ก็ควรค่าที่จะเสี่ยง และพวกเขาควรบากบั่นไปจนถึงปลายทาง พวกเขาเชื่อว่าความบากบั่นนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่บังเอิญว่าความวิบัติกำลังก่อตัวขึ้นและไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว ดังนั้นพวกเขาคงต้องอยู่ที่นี่และลองเสี่ยงโชคดู ในหัวใจของผู้คนดังกล่าวมีความรักให้กับความจริงแม้สักนิดหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่มีเลย เมื่อพวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้าในตอนแรก ผู้คนเหล่านี้ก็พูดถึงการเกลียดชังโลก เกลียดซาตาน เกลียดสิ่งที่เป็นลบ รักสิ่งที่เป็นบวก และถวิลหาความสว่างเช่นกัน แต่เมื่อก้าวเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าและเข้ามาในคริสตจักรแล้ว พฤติกรรมของพวกเขาเป็นอย่างไร? เมื่อพวกเขาพบว่าตนเป็นคนลงแรง เมื่อพวกเขาตระหนักว่าการปฏิบัติตน พฤติกรรม และธรรมชาติของพวกเขาไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า พวกเขามีท่าทีอย่างไร? พวกเขาแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมประเภทใด? สามารถกล่าวได้ว่า เมื่อพวกเขารับรู้ รู้สึก หรือคิดว่าพวกเขาไม่เป็นที่โปรดปรานในพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป และพวกเขากำลังจะถูกกำจัด บางคนก็เลือกที่จะจากไป ส่วนคนอื่นแม้จะอยู่ในคริสตจักรอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็ปล่อยตัวเองให้อยู่ในความสิ้นหวัง และถูกบังคับให้จากไปในที่สุด ผู้คนเช่นนั้นไม่รักความจริงเลยสักนิด เมื่อความอยากได้พรของพวกเขาถูกทำลาย พวกเขาก็สามารถทรยศพระเจ้าและหันหลังให้กับพระองค์ การสำแดงนานัปการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงท่าทีของผู้คนประเภทต่างๆ ที่มีต่อความจริง
IV. จุดจบที่แตกต่างกันของผู้คนทั้งสามประเภทนี้
เมื่อครู่พวกเราสามัคคีธรรมถึงลักษณะนิสัยของผู้คนสามประเภท ได้แก่ คนลงแรง ลูกจ้าง และประชากรของพระเจ้า จากลักษณะนิสัยของพวกเขา เป็นที่ประจักษ์ว่าจุดจบสุดท้ายของพวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมหรือภาวะที่เป็นจริง แต่โดยการไล่ตามเสาะหาและแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา แน่นอนว่า หากพูดในแง่ของข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าคือผู้ที่ทรงกำหนดชะตากรรมของผู้คน แต่พระเจ้าทรงกำหนดสิ่งเหล่านี้บนพื้นฐานที่ว่าผู้คนรักความจริงหรือไม่ และพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ คนลงแรงก็อ้างตัวว่ารักความจริงและสิ่งที่เป็นบวกเช่นกัน แต่ในท้ายที่สุด เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้า ข้อเรียกร้องอันเกินควรที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และการทรยศพระเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง นี่เป็นเพราะว่า ในระหว่างช่วงเวลาแห่งพระราชกิจของพระเจ้า ในขั้นตอนของการติดตามพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตน พวกเขาจะไม่มีวันแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้เลย สาเหตุรากเหง้าของการที่พวกเขาไม่สามารถจัดการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ก็คือการที่พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเป็นหลัก แม้พวกเขามีความปรารถนาที่จะนบนอบพระเจ้า แต่สิ่งที่พวกเขาสำแดงอย่างแท้จริงมีเพียงความสามารถในการละทิ้งและความเต็มใจที่จะจ่ายราคา โดยไม่เคยแสวงหาหลักธรรมความจริงหรือหนทางแห่งการนบนอบพระเจ้าเลย ผลลัพธ์สุดท้ายคือ แม้พวกเขาจะทุ่มเทความพยายามอย่างมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขายังคงสามารถทรยศพระเจ้าและกล่าวแสดงมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเกี่ยวกับพระองค์ รวมทั้งข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอย่างไม่สมเหตุผลต่อหน้าผู้คนอื่นๆ และซาตาน เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง พวกเขาก็ยังคงถือว่าตนเอง “มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง มีความสามารถที่จะละทิ้งและสู้ทนกับความยากลำบาก และสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน” และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกสงบสุข ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาได้เดินบนเส้นทางของคนลงแรงอยู่เป็นนิจ โดยไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงเลย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีอัตลักษณ์ของคนลงแรงอยู่ตลอดเวลา สำหรับผู้คนอีกประเภทหนึ่งคือลูกจ้าง พวกเราจะไม่เสวนาถึงคนประเภทนี้ ยังมีอีกประเภทหนึ่งคือประชากรของพระเจ้าที่พวกเราเพิ่งจะเอ่ยถึง ตลอดช่วงเวลาของการติดตามพระเจ้า พวกเขาสละตนเองเพื่อพระองค์เช่นเดียวกับคนลงแรง อุทิศเวลาและพละกำลังของตน แม้กระทั่งวัยหนุ่มสาวของพวกเขา และสู้ทนความทุกข์รวมทั้งจ่ายราคามากมาย นี่ก็เหมือนกับคนลงแรง แล้วสิ่งที่แตกต่างกันคืออะไร? สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลง มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และข้อเรียกร้องอันเกินควรที่พวกเขามีต่อพระเจ้าย่อมจะได้รับการแก้ไขแล้ว การสำแดง สภาวะ และการเผยความเสื่อมทรามที่เป็นการต่อต้านพระเจ้าอย่างชัดเจนภายในอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาย่อมจะถูกทิ้งไปแล้ว ส่วนสิ่งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็จะสลายไปเมื่อพวกเขาค่อยๆ เข้าใจความจริงผ่านประสบการณ์ แม้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาจะยังไม่ได้ถูกทิ้งไปโดยสิ้นเชิง แต่อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว โดยส่วนใหญ่ พวกเขาจะสามารถปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงที่พวกเขาเข้าใจ และการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่ใช่ความจริงที่ว่าพวกเขาจะไม่เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนในทุกสภาพแวดล้อม แต่คนเหล่านี้จะเป็นไปตามข้อกำหนดพื้นฐานประการหนึ่งที่ว่า พวกเขาจะเป็นไปตามข้อกำหนดของพระเจ้าที่ให้พวกเขาเป็นคนซื่อสัตย์ พวกเขาจะเป็นคนซื่อสัตย์โดยพื้นฐาน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้คนเหล่านี้เผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา หรือกระทำผิด หรือเก็บงำมโนคติอันหลงผิดและการกบฏต่อพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด พวกเขาก็จะมีท่าทีของการกลับใจ และมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าพระเจ้าทรงกระทำการเฉพาะใด และไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายอย่างไร ไม่ว่าพระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำสิ่งใดในภายภาคหน้า ไม่ว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมชะตากรรมของมวลมนุษย์อย่างไร และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดไว้ให้อย่างไร พวกเขาก็ล้วนจะมีหัวใจที่นบนอบและท่าทีของการนบนอบ ปราศจากทางเลือกส่วนตัว และปราศจากแผนการและจุดประสงค์ส่วนตน ด้วยการสำแดงนานัปการที่เป็นบวกเหล่านี้ พวกเขาย่อมจะกลายเป็นคนประเภทที่พระเจ้าต้องประสงค์ไปแล้ว เป็นผู้ที่เดินตามหนทางของพระเจ้า นั่นคือยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว แม้พวกเขาจะยังคงห่างไกลจากมาตรฐานที่แท้จริง—นั่นคือ “ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเป็นคนที่เพียบพร้อม”—ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ เมื่อบททดสอบของพระเจ้ามาถึงพวกเขา พวกเขาจะสามารถแสวงหาและนบนอบ ซึ่งก็เพียงพอแล้ว พวกเขาจะไม่มีการพร่ำบ่นใดๆ พวกเขาจะเพียงแค่รอคอยและนบนอบเท่านั้น แม้สถานการณ์ปัจจุบันของพวกเจ้าอาจจะยังคงห่างไกลจากผลลัพธ์ดังกล่าว และสำหรับบางคนแล้ว นั่นอาจจะดูห่างไกลมากและเกินเอื้อม หากพวกเจ้าสามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักธรรมและเป็นรากฐานแห่งการมีชีวิตอยู่ของพวกเจ้า เช่นนั้นจงเชื่อเถิดว่าสักวันหนึ่ง เจ้าหรือพวกเจ้าทุกคนจะไม่ห่างไกลจากการกลายเป็นประชากรที่แท้จริงของพระเจ้าและเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักอีกต่อไป—เชื่อว่าวันนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับการเผยพระวจนะในเวลานี้หรือเป็นสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า ผลสุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันทั้งสองกรณี แต่เป็นข้อเท็จจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นและลุล่วง แล้วข้อเท็จจริงนี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงในผู้ใด จะได้รับการทำให้ลุล่วงในผู้คนประเภทใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าแท้จริงแล้วพวกเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ว่าเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริงจนถึงระดับที่เจ้าสามารถไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริงได้ หรือเจ้าแค่มีความรักในความจริงเล็กน้อยแต่ไม่สามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้โดยสมบูรณ์ ผลลัพธ์สุดท้ายจะมอบคำตอบให้กับเจ้า เอาละ พวกเราจะจบสามัคคีธรรมหัวข้อนี้ไว้ตรงนี้
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ