พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล: บทที่ 11” | บทตัดตอน 60

วันที่ 22 เดือน 11 ปี 2021

ทุกบุคคลในหมู่มวลมนุษย์ควรยอมรับการพินิจพิเคราะห์แห่งวิญญาณของเรา ควรตรวจดูทุกคำพูดและทุกการกระทำของพวกเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และยิ่งไปกว่านั้น ควรมองดูกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา พวกเจ้ารู้สึกอย่างไร ณ เวลาที่ราชอาณาจักรมาถึงบนแผ่นดินโลก? เมื่อบุตรและประชากรของเราหลั่งไหลมายังบัลลังก์ของเรา เราย่อมเริ่มการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวอย่างเป็นทางการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเราเริ่มงานของเราในสภาวะบุคคลบนแผ่นดินโลก และเมื่อยุคสมัยแห่งการพิพากษาใกล้ถึงบทอวสาน เราย่อมเริ่มเผยวจนะของเราไปทั่วทั้งจักรวาล และเปล่งเสียงแห่งวิญญาณของเราไปทั่วทั้งจักรวาล เราจะชำระล้างผู้คนและสิ่งทั้งมวลท่ามกลางทั้งหมดที่มีอยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกให้สะอาดโดยผ่านทางวจนะของเรา เพื่อให้แผ่นดินไม่โสมมและวิปริตผิดศีลธรรมอีกต่อไป แต่เป็นราชอาณาจักรอันบริสุทธิ์ เราจะฟื้นทุกสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ เพื่อที่ทุกสิ่งจะได้รับการจัดเตรียมเพื่อการใช้งานของเรา เพื่อที่ทุกสิ่งจะไม่มีลมปราณของดินอีกต่อไป และจะไม่แปดเปื้อนไปด้วยรสดินอีกต่อไป บนแผ่นดินโลก มนุษย์ควานหาเป้าหมายและต้นกำเนิดแห่งวจนะของเรา และเฝ้าสังเกตกิจการของเรา กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดเคยรู้ต้นกำเนิดแห่งวจนะของเราอย่างแท้จริง และไม่มีผู้ใดเคยมองเห็นความน่าอัศจรรย์ในกิจการของเราอย่างแท้จริง มีเพียงวันนี้เท่านั้น วันที่เรามาอยู่ท่ามกลางมนุษย์และกล่าววจนะของเราด้วยตัวเอง ที่มนุษย์มีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเรา อันเป็นการขจัดพื้นที่ที่ "เรา" ในความคิดของพวกเขาจับจองไว้ออกไป และสร้างพื้นที่สำหรับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงในจิตสำนึกของพวกเขาขึ้นมาแทน มนุษย์มีมโนคติอันหลงผิดและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้ใดจะไม่อยากเห็นพระเจ้าเล่า? ผู้ใดจะไม่ปรารถนาที่จะได้พบเจอพระเจ้า? กระนั้น สิ่งเดียวที่จับจองพื้นที่ที่แน่ชัดในหัวใจของมนุษย์คือพระเจ้าที่มนุษย์รู้สึกว่าคลุมเครือและเป็นนามธรรม ผู้ใดเล่าจะตระหนักในเรื่องนี้หากเราไม่บอกพวกเขาตรงๆ? ผู้ใดจะเชื่ออย่างแท้จริงด้วยความมั่นใจและไม่มีความสงสัยแม้แต่น้อยว่าเราดำรงอยู่อย่างแท้จริง? มีความแตกต่างอันไพศาลระหว่าง "เรา" ในหัวใจของมนุษย์กับ "เรา" ในความเป็นจริง และไม่มีผู้ใดสามารถระบุความคล้ายคลึงระหว่าง "เรา" ทั้งสองได้ หากเราไม่ได้บังเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์คงจะไม่มีวันรู้จักเรา และต่อให้เขามารู้จักเราแล้ว ความรู้เช่นนั้นจะไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดอยู่ดีหรอกหรือ? ในแต่ละวันเราเดินไปท่ามกลางกระแสที่ไม่หยุดนิ่งของผู้คน และในแต่ละวันเราปฏิบัติงานภายในตัวบุคคลทุกคน เมื่อมนุษย์มองเห็นเราอย่างแท้จริง เขาจะสามารถรู้จักเราในวจนะของเรา และย่อมจะจับความเข้าใจในวิถีทางที่เราใช้พูด รวมทั้งเจตนารมณ์ของเรา

เมื่อราชอาณาจักรมาถึงแผ่นดินโลกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง มีสิ่งใดที่ไม่เงียบเสียง? ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด มีผู้ใดที่ไม่กลัว? เราเดินไปทุกหนแห่งทั่วสากลพิภพ และเราจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเราเอง ในเวลานี้ ใครบ้างไม่รู้ว่ากิจการของเราน่าอัศจรรย์? มือของเราค้ำจุนทุกสรรพสิ่ง กระนั้นเราก็อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งด้วย วันนี้ การปรากฏในรูปมนุษย์ของเราและการที่เรามาอยู่ท่ามกลางมนุษย์ด้วยตัวเราเองไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของความถ่อมใจและความลี้ลับของเราหรอกหรือ? ภายนอกนั้น ผู้คนมากมายชมชอบเราว่าดี และสรรเสริญเราว่างดงาม แต่ผู้ใดบ้างที่รู้จักเราอย่างแท้จริง? วันนี้ เหตุใดเราจึงขอให้พวกเจ้ารู้จักเรา? จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การทำให้พญานาคใหญ่สีแดงอับอายหรอกหรือ? เราไม่ปรารถนาที่จะบังคับให้มนุษย์สรรเสริญเรา แต่ปรารถนาที่จะทำให้เขารู้จักเรา และโดยผ่านทางการนั้นเขาจะได้มารักเรา และดังนั้นจึงสรรเสริญเรา การสรรเสริญเช่นนั้นย่อมควรค่าแก่ชื่อเรียกของมัน และไม่ใช่การพูดเลื่อนลอย มีเพียงการสรรเสริญเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมาถึงบัลลังก์ของเราและทะยานขึ้นไปในชั้นฟ้าทั้งหลายได้ เนื่องจากมนุษย์ถูกซาตานทดลองและทำให้เสื่อมทราม เนื่องจากเขาถูกมโนคติอันหลงผิดและการนึกคิดเข้าถือครอง เราจึงได้บังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวงด้วยตัวเอง เพื่อเปิดโปงมโนคติอันหลงผิดทั้งมวลของมนุษย์ และเพื่อรื้อทำลายการนึกคิดของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ผลก็คือ มนุษย์ไม่เดินอวดตัวไปมาต่อหน้าเราอีกต่อไป และไม่ใช้มโนคติอันหลงผิดของเขาเองมารับใช้เราอีกต่อไป และดังนั้น "เรา" ในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์จึงถูกขจัดไปสิ้น เมื่อราชอาณาจักรมาถึง สิ่งแรกที่เราทำคือการเริ่มงานของช่วงระยะนี้ และเราทำเช่นนั้นท่ามกลางประชากรของเรา ในฐานะประชากรของเราที่เกิดในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง แน่นอนว่าพิษของพญานาคใหญ่สีแดงที่อยู่ภายในตัวเจ้าไม่ได้มีเพียงเล็กน้อยหรือส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น งานของเราในช่วงระยะนี้จึงมุ่งเน้นที่พวกเจ้าเป็นหลัก และนี่คือแง่มุมหนึ่งของนัยสำคัญแห่งการปรากฏในรูปมนุษย์ของเราในประเทศจีน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจับความเข้าใจได้แม้กระทั่งเศษเสี้ยวของวจนะที่เราพูด และเมื่อพวกเขาจับความเข้าใจได้ ความเข้าใจของพวกเขาก็พร่ามัวและสับสนปนเป นี่คือจุดพลิกผันของวิธีการที่เราใช้พูด หากผู้คนทั้งปวงสามารถอ่านวจนะของเราและเข้าใจความหมายของวจนะของเรา เช่นนั้นแล้วผู้ใดท่ามกลางมนุษย์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและไม่ถูกโยนลงไปในแดนคนตายเล่า? เมื่อมนุษย์รู้จักเราและเชื่อฟังเรา นั่นจะเป็นเวลาที่เราหยุดพัก และนั่นจะเป็นเวลาที่มนุษย์สามารถจับความเข้าใจในความหมายของคำพูดของเราได้ วันนี้ วุฒิภาวะของพวกเจ้ามีน้อยเกินไป—มันเล็กน้อยจนเกือบจะน่าเวทนา ไม่ควรค่าแม้แต่จะได้รับการยกชูขึ้น—ยิ่งไม่พักต้องพูดถึงความรู้ที่พวกเจ้ามีเกี่ยวกับเรา

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก

ติดต่อเราผ่าน Messenger