ชื่อเสียงและโชคลาภ นำความทุกข์ทรมานมาสู่ฉัน

วันที่ 28 เดือน 01 ปี 2021

โดย Tian Tian, ประเทศจีน

ฤดูใบไม้ผลิปีหนึ่ง ฉันกับคุณหมออาวุโสบางคนออกไปทำอาหารกินนอกสถานที่กันค่ะ ระหว่างทางนั้น มีชาวบ้านท้องถิ่นบางคนจำหมอหวังได้ พวกเขาดูดีใจและปลื้มปริ่มมากๆ พวกเขาให้การต้อนรับเธออย่างอบอุ่น จากนั้นตอนที่เราทำอาหารกันอยู่ เราก็นึกขึ้นได้ว่าของยังไม่ครบ พวกชาวบ้านใจดีอย่างเหลือเชื่อเลยค่ะ พอพวกเขาเห็นว่าเราต้องการอะไร พวกเขาก็จะหยิบยื่นของตัวเองมาให้ สมัยนั้น ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันบางอย่างขาดตลาดและค่อนข้างมีมูลค่า อย่างเช่นนมที่มีไม่มาก หบายคนต้องไปต่อแถวเพื่อซื้อมา แต่คนจากโรงงานนมกลับเอามาให้เราทันทีเลย…ทั้งหมดเป็นเพราะชื่อเสียงของหมอหวังล้วนๆ ฉันเห็นว่าตอนที่หมอหวังยิ้ม ตาของเธอแอบชำเลืองมา และฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาเธอพลางคิดว่า “ผู้คนนี่เคารพนับถือหมอหวังกันจริงๆ! ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนก็มีคนเคารพนับถือ และเธอก็ไม่ต้องกังวลอะไรเลย แค่เธอโผล่หน้าไป อะไรๆ ก็เรียบร้อยได้โดยง่าย แต่กับฉันเอง ฉันเป็นแค่หมอรักษาโรคธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก ฉันไม่สามารถได้รับการปฏิบัติแบบนั้นได้ ทำได้แค่เกาะชายเสื้อเธอไปเท่านั้น” แต่แล้วในความผิดหวังนั้น ฉันก็มองไปที่ผมขาวๆ ของหมอหวังพลางคิดว่า “ฉันยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันศึกษาการแพทย์อย่างเหมาะสมและเรียนรู้จากแพทย์ที่มีประสบการณ์ ไม่ช้าก็เร็วฉันก็สามารถมีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับถือเหมือนพวกเขาได้ ตราบใดที่ฉันยินดีจะทำงานอย่างหนักน่ะ”

ต่อมา หลังความพยายามต่อเนื่องกว่าหนึ่งเดือน ฉันก็ได้ทำหน้าที่ด้วยตัวเอง แถมได้โอกาสฝึกฝนการผ่าตัดด้วยค่ะ แต่นี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น ฉันยังต้องทำงานให้หนักกว่านี้ หลังจากนั้นฉันจึงศึกษาทฤษฎีทางการแพทย์ตลอด ฉันไปเข้าสอบวัดทักษะ รวมถึงไปเรียนเสริมทุกประเภทนอกเวลางาน ถ้าเกิดมีการผ่าตัดฉุกเฉิน ไม่ว่าจะอยู่ในเวลางานหรือไม่ ฉันก็ไม่เคยปล่อยโอกาสในการฝึกผ่าตัดผ่านไปเลยค่ะ บางครั้งฉันมัวแต่วุ่นอยู่กับการผ่าตัดจนหิวขึ้นมามากๆ แต่ฉันก็ไม่สนใจร่างกายตัวเอง เพราะการผ่าตัดมันทำพลาดไม่ได้เด็ดขาด บางครั้งฉันถึงกับต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเต็ม พอเลิกงานฉันก็รู้สึกเหมือนหัวหลุดไปเลย แถมร่างกายก็รู้สึกเหนื่อยล้า ฉันรู้สึกหมดหวังกับการได้พักผ่อน แต่แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ พ่อมักจะบอกฉันอยู่เสมอว่า “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่เจ็บปวด” รวมถึงเรื่องเล่าต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ฉันจึงให้กำลังใจตัวเองให้ไปต่อและบังคับตัวเองให้ทำงานหนักต่อไป ตอนกลางคืน พอกลับถึงบ้านหัวฉันก็จะพุ่งลงหมอนทันที ฉันยืดเส้นยืดสายและผ่อนคลายความเหน็ดล้าและร่างกายที่ปวดระบม พอฉันหลับตาลง อยากจะหลับสักหน่อย ทุกรายละเอียดของการผ่าตัดก็จะแวบเข้ามาในความคิด ฉันกลัวว่าสภาพจิตใจที่โรยราของตัวเองจะทำให้ฉันทำพลาดในการผ่าตัด ฉันจะนึกถึงเพื่อนร่วมงานเก่าคนหนึ่งที่เคยทำงานพลาดเพียงนิดเดียว แต่กลับไม่เคยมีสิทธิ์ทำการผ่าตัดอีกเลย ถ้ามีอะไรผิดพลาด ฉันก็คงไม่มีวันประสบความสำเร็จ แล้วจู่ๆ ฉันก็จะรู้สึกเครียด เหนื่อยล้า หวาดกลัวและเป็นกังวลขึ้นมา ทั้งกายและใจของฉันเหนื่อยล้ามาก บางครั้งพอนึกถึงกำหนดการผ่าตัดที่เลือกเอาไว้สำหรับวันถัดไป ไม่ว่าฉันจะกลับถึงบ้านดึกแค่ไหน ฉันก็จะต้องตรวจสอบและแก้ไข ความรู้ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นอยู่อย่างนั้น เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ทำอะไรผิดพลาด ฉันเหนื่อยมาก แต่ก็จะคอยกระตุ้นตัวเองเอาไว้ ฉันจะได้ทำสำเร็จในสักวันหนึ่ง “ตั้งใจเข้า!  แสงสว่างรอแกอยู่ที่ปลายอุโมงค์นะ!”

หลังจากพากเพียรทำงานหนักกว่าเจ็ดปี ในที่สุดฉันก็ได้เป็นแพทย์ที่มีใบรับรองค่ะ จังหวะนั้น คำพูดที่โดดเด่นที่สุดในความคิดของฉันคือคำว่า ทุกอย่างช่างคุ้มค่าจริงๆ! พออันดับของฉันสูงขึ้น ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อพบฉันก็สูงขึ้นตาม ฉันจะเป็นคนผ่าตัดทุกครั้งที่แพทย์ผู้ได้รับการรับรองสามารถทำได้ และชื่อของฉันก็ได้อยู่ในรายชื่อของหัวหน้าศัลยแพทย์ เงินเดือนและสถานะของฉันสูงขึ้น ขณะที่เพื่อนร่วมงานของฉันยังติดอยู่ข้างหลัง ฉันรู้สึกถึงความสุขที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด โดยเฉพาะเวลาอยู่บนถนนที่พลุกพล่านแล้วมีใครบางคนจำฉันได้ ฉันไม่รู้จักพวกเขา แต่พวกเขารู้จักฉันค่ะ พวกเขาถึงกับชมว่าฉันเป็นศัลยแพทย์ที่เก่ง สายตาที่แสดงถึงความชื่นชมของคนไข้ กับสิ่งที่พวกเขาพูดว่า “ฉันเคยมาพบคุณหมออยู่หนหนึ่ง ไม่นานอาการของฉันก็ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องเสียเงินมากมาย ทั้งๆ ที่ไปรักษากับใครก็ไม่ดีขึ้นเลยมานานแล้ว…” และบางคนก็บอกว่า “ใครต่อใครก็บอกว่าคุณหมอน่ะเก่ง เธอแนะนำให้ฉันมาหาคุณหมอดู แต่ช่วงนี้การได้พบคุณหมอน่ะยากจังเลย…” พอฉันได้ยินอะไรแบบนี้ ฉันก็จะยิ้มจนแก้มปริเลยค่ะ ในใจฉันรู้สึกมีความสุขมาก ผู้คนยังคงจำเรื่องเหล่านี้ได้แม้จะผ่านไปนานแล้ว และขนาดคนอื่นก็ยังมาหาฉันเพราะฉันมีชื่อเสียง จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนภาพลักษณ์ของตัวเองโตขึ้น และตอนนี้ฉันก็รู้ถึงรสชาติแห่งความสำเร็จแล้ว แต่หลังจากความสุขนั้น ฉันก็นึกขึ้นมาว่าตัวเองยังห่างไกลจากการเป็นแพทย์ประจำแค่ไหน ฉันทำได้แค่ผ่าตัดทั่วไปเท่านั้น ถ้าฉันได้เป็นแพทย์ประจำและสามารถทำการผ่าตัดในระดับที่สูงขึ้นได้ คนไข้ก็จะยิ่งนับถือฉันมากกว่านี้ และยิ่งอยากเจอฉันมากกว่านี้ สถานะของฉันในสายตาพวกเขาจะไม่ยิ่งสูงขึ้นเหรอ

หลังจากนั้น ฉันก็เร่งฝีเท้าสู่ชื่อเสียงและโชคลาภค่ะ สามีตำหนิและทะเลาะกับฉันบ่อยมาก บอกว่าฉันใช้เวลากับเขาน้อยลงเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหนื่อยและรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องมากๆ และฉันก็อดไม่ได้ที่จะถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ฉันพยายามแบบนั้นไม่เพื่ออะไรกัน ไม่ใช่เพื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีชีวิตที่ดีเหรอ ฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ ก็เปล่านี่ สามีของฉันต่างหากที่ไม่มีเหตุผล เขาต่างหากที่ไม่ทะเยอทะยาน” ฉันปาดน้ำตาและขอสมัครไปอยู่หน่วยแพทย์ ระดับเทศบาลเพื่อศึกษาต่อ จะได้พัฒนาทักษะทางการแพทย์ของตัวเองและได้เป็นแพทย์ประจำ มันเป็นโอกาสที่หายากมากและฉันก็รักโอกาสนี้มาก แต่ระหว่างการฝึก ฉันก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าตัวเองท้องค่ะ การรู้ว่าตัวเองท้องทำให้ฉันรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ และฉันก็ไม่คิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมีลูกด้วย ฉันผ่านอะไรมามากมายเพื่อให้ได้โอกาสนี้มา ฉันจะยอมแพ้เพราะมีลูกและทำลายโอกาสของตัวเองไม่ได้ แต่แล้วฉันก็นึกถึงลูกขึ้นมา ฉันไม่ได้อยากทำแท้งค่ะ ต่อมา ด้วยความที่ฉันต้องยืนผ่าตัดเป็นเวลานานและทำงานหนักมากเกินไป รวมถึงฉันอดข้าวเพื่อจะทำการผ่าตัดนอกตาราง สุดท้ายฉันก็แท้งค่ะ แต่ฉันก็ไม่เคยหยุดไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและโชคลาภเลยแม้แต่อึดใจเดียว ฉันอยากกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้นหลังจากขูดตัวอ่อนออกไป แต่วันนั้นร่างกายของฉันก็อ่อนแอมาก ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ท้องก็ปวดและแขนขาก็ปวกเปียกไปหมด สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือนอนอยู่บนเตียงและพักผ่อน แต่ฉันก็ไม่ได้คิดถึงลูกที่แท้งไป หรือคิดถึงการดูแลร่างกายตัวเองเลยนะคะ ฉันเอาแต่กังวลว่าเวลาเรียนของฉันจะล่าช้าออกไป และอาจกระทบกับการเรียนจบของฉันได้ ทั้งหมดที่ทำมามันไม่มีค่าเลยเหรอ

หลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยต่อมาอีกเจ็ดปี ในที่สุดฉันก็ได้เป็นแพทย์ประจำอย่างที่ฝันมาตลอดค่ะ คนไข้ทุกคนที่ฉันเคยเจอต่างทักทายฉันเวลาที่พวกเขาเห็นฉัน แถมยังพูดกับคนรอบตัวพวกเขาว่า “หมอเถียนเป็นคนผ่าตัดฉันและช่วยชีวิตฉันไว้” บางคนมาเยี่ยมฉันที่บ้านและเอาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นทุกชนิดมาฝาก บางคนก็เอาของขวัญและบัตรกำนัลสำหรับซื้อของมาให้ฉันเพื่อแสดงความขอบคุณ บางครั้งฉันกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านอาหาร พอพวกเขาเห็นฉัน พวกเขาก็จะแอบออกค่าอาหารให้โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องเลย แม้ว่าทั้งหมดนี้จะทำให้ผู้คนอิจฉา แต่ความสุขของฉันกลับอยู่แค่ชั่วครู่เท่านั้น ไม่มีใครรู้ถึงความยากลำบากและความเจ็บปวดเบื้องหลังความสุขของฉันเลย ในการผ่าตัดนั้น คุณทำพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เพราะผลที่ตามมาคงคาดไม่ถึง และฉันก็กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำพลาดซึ่งมันจะทำลายตัวฉันเอง ฉันระวังตัวมาก ราวกับกำลังเดินอยู่บนคมมีด ฉันอยู่ภายใต้ความเครียดมากเกินไปจนจิตใจรับไม่ไหว สุขภาพของฉันย่ำแย่ และน้ำหนักก็ลดลงไปเหลือแค่สี่สิบกิโล จากการทำงานหนักเกินไปเป็นเวลานาน สุขภาพของฉันก็ทรุดโทรม จนทำให้ฉันทรมานกับอาการนอนไม่หลับ ปวดท้อง และถุงน้ำดีอักเสบ ฉันกินข้าวไม่ลง นอนก็ไม่หลับ ฉันนอนนับแกะทุกคืนและกินยานอนหลับถึงสี่เม็ด แต่มันก็ไม่ได้ผล ในระหว่างวันฉันก็รู้สึกมึนงงและไม่มีเรี่ยวแรง ขาของฉันหนักอึ้งราวกับทำด้วยตะกั่ว มันลำบากอย่างเหลือทนเลยค่ะ ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างขมขื่นและคิดว่า “ฉันมีสถานะและเป็นที่ชื่นชมของคนอื่น แต่ตอนนี้ฉันกลับกินข้าวหรือนอนหลับแบบคนธรรมดาไม่ได้” ฉันถึงขั้นอยากจะโยนงาน โยนทุกอย่างทิ้งและได้นอนหลับแบบดีๆ แต่มันดันกลายเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ สิ่งที่ทำให้มันยิ่งแย่ลงไปอีก คือตอนที่ฉันต้องการการใส่ใจและดูแลมากที่สุด สามีของฉันกลับออกไปดื่มและหาความสุขใส่ตัว ส่วนฉันก็ต้องทนอยู่กับความเศร้าเพียงลำพัง ฉันรู้สึกทุกข์ใจและหมดหวังในคืนที่ได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่แบบนั้น การนอนหลับเป็นเรื่องยาก และฉันก็มักจะฝันอยู่บ่อยๆ ว่าฉันกำลังเงอะงะอยู่ในความมืด มองไม่เห็นว่าตัวเองกำลังมุ่งไปทางไหน หรือทางกลับบ้านอยู่ไหน ฉันรู้สึกหวาดกลัวและฉันก็ดิ้นรน มีครั้งหนึ่งที่ฉันตื่นขึ้นมาและร้องว่า “อ๊า!” เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก ฉันกดเปิดไฟและนั่งอยู่ที่ขอบเตียง พลางนึกถึงความเคารพนับถือจากคนไข้และการยกย่องจากครอบครัว แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเลย พอนึกถึงความพยายามที่ฉันทุ่มเทมาตลอดหลายปี ฉันก็ได้แต่ถามตัวเองว่า “ฉันทำงานหนักมาครึ่งชีวิตเพื่อความก้าวหน้า แต่สุดท้ายแล้ว นอกจากความรุ่งโรจน์ในช่วงสั้นๆ นั้น สิ่งเดียวที่ฉันได้มาคือร่างกายที่เจ็บป่วย สามีที่ทรยศ รวมถึงความทุกข์ทนและความเจ็บปวดที่ไม่มีสิ้นสุด ทำไมถึงเป็นแบบนั้น แล้วคนเราควรใช้ชีวิตยังไงให้มีชีวิตที่คุ้มค่าและมีความหมายล่ะ” ฉันอยากหนีจากความเจ็บปวดนั้นแล้วค่ะ ฉันทั้งไปหาหมอดู ไปหาคำตอบจากคำพูดของคนที่มีชื่อเสียง รวมถึงไปคลุกคลีกับ “พลังงานบวก” ที่ผู้คนต่างแสวงหากันนัก ฉันเข้าไปในโลกออนไลน์เพื่อพยายามหาคำตอบในพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ และคำตอบนั้นก็แก้ปัญหาของฉันไม่ได้เลย ทันทีที่อาการป่วยของฉันกลายเป็นความเจ็บปวดจนเกินทน ตอนที่ฉันมองไม่เห็นความหวังในชีวิต หรือไม่เจอทางไปต่อแล้ว พระคุณแห่งความรอดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็มาหาฉันค่ะ

หลังจากได้เชื่อในพระเจ้า ฉันก็พบคำตอบในพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เพื่อชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และเพื่อชื่นชมกับชีวิต พวกเขาคิดว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติคือต้นทุนอย่างหนึ่งที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตแห่งการแสวงหาความยินดีและความชื่นชมยินดีที่ฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติซึ่งมวลมนุษย์อยากได้มาก ผู้คนจึงมอบร่างกาย จิตใจของพวกเขา ทั้งหมดที่พวกเขามี อนาคตของพวกเขาและโชคชะตาของพวกเขาให้ซาตานอย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาทำเช่นนั้นโดยที่ไม่มีความลังเลแม้แต่ชั่วขณะ ไม่รู้เท่าทันในความจำเป็นที่จะต้องเอาทั้งหมดที่พวกเขาได้มอบไปแล้วกลับคืนมาอยู่เรื่อยไป ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่เมื่อพวกเขาได้หลบภัยในซาตานในลักษณะนี้และกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันแล้ว? แน่นอนว่าไม่ พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด พวกเขาได้จมดิ่งสู่หล่มอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ เมื่อใครสักคนติดหล่มในชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่สว่างไสว สิ่งที่ชอบธรรม หรือบรรดาสิ่งที่สวยงามและดีงามอีกต่อไป นี่เป็นเพราะพลังยั่วยวนที่ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติมีเหนือผู้คนนั้นมากเกินไป พวกมันกลายเป็นสิ่งของสำหรับให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาชั่วชีวิตของพวกเขาและกระทั่งชั่วนิรันดร์โดยไม่มีที่สิ้นสุด นี่ไม่จริงหรอกหรือ?” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าทำให้หัวใจของฉันสว่างขึ้นมาค่ะ ฉันนึกถึงการออกไปทำอาหารกินนอกสถานที่กับหมอหวังได้ ตอนนั้นฉันตั้งใจเอาไว้ ว่าตราบใดที่ฉันมีสถานะและมีทักษะทางการแพทย์ในระดับสูง เมื่อนั้นก็จะมีคนเคารพฉัน ฉันจะได้รับการปฏิบัติที่พิเศษและมีชีวิตที่ราบรื่น ฉันยังยอมรับยาพิษเยี่ยงซาตานมาอีกด้วย อย่างเช่น “มรดกมนุษย์คือภาพสะท้อนชีวิตของเขา” “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ” และ “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” มามากมาย จนการไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภ กลายมาเป็นการไล่ตามเสาะหาและเป็นเป้าหมายในชีวิตของฉัน ฉันทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อให้หน้าที่การงานไปไกลขึ้น หลังจากฉันได้รับการนับถือและการยกย่องจากคนรอบข้าง ฉันก็รู้สึกถึงความสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกถูกผูกติดกับหน้าที่จนต้องเดินต่อไปบนทางที่ผิด ฉันใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปสิบกว่าปีเพื่อไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภ เสียสละทั้งครอบครัวและลูกในท้องของฉัน ฉันทำลายสุขภาพของตัวเองและเหลือเพียงร่างกายที่เจ็บป่วย เป็นเรื่องน่าละอายมากค่ะ ที่หลังการจากเสียสละทั้งหมดนั้นเองฉันถึงคิดได้ว่า “ชื่อเสียงและโชคลาภให้ประโยชน์อะไรกับฉันบ้าง การไล่ตามมันทำให้ฉันทั้งเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ทรมาน และในที่สุดหลังจากได้มันมา ฉันก็ยังทุกข์ทรมานจนเกินจะพูด เห็นได้ชัดว่าสุดท้ายแล้วการไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภก็เป็นเส้นทางที่ผิด” ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่า การต่อสู้เพื่อไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภคือแรงอันชั่วร้าย ที่พันอยู่รอบมนุษย์ราวกับเชือกและทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก มันเหมือนแอกที่ซาตานวางไว้บนตัวของฉัน ซึ่งทำให้ฉันยินดีที่จะทนทุกข์และเสียสละทุกสิ่ง ในที่สุด ซาตานก็ได้ตัวฉันไปในที่ที่มันต้องการ เหมือนกับที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ซาตานใช้ชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติเพื่อควบคุมความคิดของมนุษย์ จนกระทั่งทั้งหมดที่ผู้คนสามารถนึกถึงได้คือชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ทนทุกข์จากความยากลำบากต่างๆ เพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ สู้ทนความอัปยศอดสูเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พลีอุทิศทุกสิ่งที่พวกเขามีเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาจะทำการพิพากษาหรือการตัดสินใจใดๆ เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีนี้ ซาตานผูกมัดผู้คนเข้ากับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่มีทั้งกำลังและความกล้าที่จะขว้างโซ่ตรวนออกไป พวกเขาแบกโซ่ตรวนเหล่านี้ไว้โดยที่ไม่รู้ตัวและเดินไปข้างหน้าต่อไปด้วยความลำบากยากเย็นอันใหญ่หลวง  เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินี้ มนุษย์หลบเลี่ยงพระเจ้าและทรยศพระองค์และกลายเป็นชั่วร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ในหนทางนี้ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงถูกทำลายในท่ามกลางชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติของซาตาน” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  และฉันก็ขอบคุณพระเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจเลยค่ะ ทันทีที่ซาตานต้อนฉันมาจนมุม พระเจ้าก็ไม่ทรงนั่งทอดพระเนตรเฉยๆ พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งความรอดของพระองค์มาหาฉัน ทรงปลอบโยนฉันด้วยพระวจนะ ทรงให้กำลังใจฉัน และทรงช่วยฉันพบกับต้นตอของความเจ็บปวด มีเพียงพระเจ้าที่ทรงรักมนุษย์ที่สุด พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงความจริง เพื่อสอนให้เรามีปัญญาแยกแยะความดีจากความชั่ว แยกสิ่งบวกจากสิ่งลบ ฉันรู้ว่าฉันไปต่อบนเส้นทางที่ผิด ใช้ชีวิตเพื่อไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป ฉันควรบูชาพระผู้สร้างค่ะ หลังจากนั้น ฉันก็ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น รวมถึงสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงในสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ เราจะได้ช่วยเหลือและสนับสนุนอีกฝ่ายได้ โดยไม่ทันรู้ตัว ฉันก็เข้าใจความจริงขึ้นมาบ้าง และเข้าใจในบางเรื่องได้ดีขึ้น จิตใจฉันผ่อนคลายขึ้นมากเลยค่ะ อาการนอนไม่หลับของฉันดีขึ้นอย่างช้าๆ แถมอาการปวดท้องและอาการที่ถุงน้ำดีก็ดีขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์เลยค่ะ ฉันได้รับประสบการณ์ถึงความสุขแห่งอิสรภาพทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

ต่อมา ฉันก็เห็นว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนต่างทำงานเพื่อให้ได้เลื่อนขั้น และคนที่มีทักษะทางวิชาชีพน้อยกว่าฉัน หรือเพื่อนร่วมงานบางคนที่ฉันฝึกสอนมากับมือ ต่างก็ได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์กันหมด ฉันรู้สึกเหมือนพลาดอะไรไปนิดหน่อยค่ะ ฉันคิดว่าถ้าสุขภาพของฉันไม่พังจนถ่วงเวลาฉันไปเป็นสิบปี ถ้าว่ากันตามทักษะความชำนาญแล้ว อย่างน้อยฉันก็คงได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่พอคิดย้อนไปถึงการที่ฉันเคยไล่ตามการเลื่อนขั้น จนร่างกายเจ็บป่วย เจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ฉันก็ตระหนักได้ว่านี่คือหนึ่งในกลอุบายเจ้าเล่ห์ของซาตาน ซาตานใช้ความปรารถนามาเกลี้ยกล่อมให้ฉันเข้าสู่วังวนของชื่อเสียงและผลประโยชน์ ถ้าฉันเริ่มไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์อีก ฉันคงลงเอยด้วยการสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง ประเด็นมันคืออะไรคะ ฉันนึกถึงบางอย่างที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า “เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน? หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?” (มัทธิว 16:26)  และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ตรัสไว้ว่า “ในฐานะใครคนหนึ่งที่ปกติและที่ไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้า การเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อกลายเป็นหนึ่งในประชากรของพระเจ้าคืออนาคตที่แท้จริงของพวกเจ้า และคือชีวิตหนึ่งซึ่งมีคุณค่าและมีนัยสำคัญมากที่สุด ไม่มีผู้ใดได้รับพระพรมากไปกว่าพวกเจ้า  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้?  เนื่องจากพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเนื้อหนัง และพวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อซาตาน แต่วันนี้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรากล่าวว่าชีวิตของพวกเจ้ามีนัยสำคัญมากที่สุด” (“รู้จักพระราชกิจใหม่ล่าสุดของพระเจ้าและติดตามรอยพระบาทของพระองค์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์นี่เองค่ะ ไม่ว่าคนหนึ่งจะมีสถานะสูงส่งแค่ไหน หรือชื่อเสียงของเขาจะเป็นยังไง การไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภก็เป็นเส้นทางที่ผิด และมันคือเส้นทางที่นำไปสู่ความตาย คุณไม่สามารถได้รับพระพรหรือการทรงคุ้มครองของพระเจ้าได้จากการเดินไปบนเส้นทางนี้ มีเพียงการไล่ตามความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง กำจัดความเสื่อมทรามออกจากตัวโดยการได้รับประสบการณ์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าและพยายามรู้จักพระเจ้าเท่านั้น ที่ทำให้คุณได้มีชีวิตที่มีนัยสำคัญและมีคุณค่า และท้ายที่สุดก็ได้รับพระพรของพระเจ้า นี่คืออนาคตแท้จริงหนึ่งเดียวที่มนุษย์พึงมี ถ้าฉันพยายามที่จะตอบสนองผลประโยชน์แห่งเนื้อหนังต่อไป ไม่ใช่แค่พระเจ้าจะไม่ทรงให้พระพรฉันเท่านั้น พระองค์คงจะทรงเกลียดฉันจริงๆ ด้วย นี่คือตัวอย่างในชีวิตจริงของบางคนที่ฉันรู้จักค่ะ ลูกสาวหัวหน้าของฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีหน้าที่การงานดีๆ ทำอยู่เมืองนอก แต่หลังจากต้องแข่งขันอย่างรุนแรงและเครียดเกินเหตุอยู่หลายปี เธอก็เป็นโรคซึมเศร้าและกระโดดตึกฆ่าตัวตาย และลูกชายของเพื่อนฉัน ที่ได้เป็นผู้จัดการตั้งแต่อายุยังน้อยและประสบความสำเร็จ ก็เป็นโรคตับแข็งจากการดื่มเข้าสังคมมากเกินไป เขาตายในเวลาไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ ผมของเพื่อนฉันกลายเป็นสีเทาในชั่วข้ามคืนจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “มนุษย์ตระหนักว่า เงินไม่สามารถซื้อชีวิตได้ ว่าชื่อเสียงไม่สามารถลบความตายได้ ว่าทั้งเงินทองและชื่อเสียงไม่สามารถยืดชีวิตคนเราได้แม้แต่นาที แม้แต่วินาที” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ชื่อเสียงและผลประโยชน์ไม่สามารถกำจัดความทุกข์ทรมานให้มนุษย์และไม่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ มันเพียงแค่ล่อลวงผู้คนกลับสู่ห้วงแห่งความหลังความสุขเพียงชั่ววูบเท่านั้น การได้เข้าใจสิ่งนี้ ทำให้ฉันไม่ถูกรบกวนหรือได้รับผลกระทบจากคนรอบข้างอีกต่อไปค่ะ ฉันยินดีจะใช้เวลาที่มีจำกัดในการแสวงหาความจริงและรู้จักพระเจ้า ใช้ชีวิตตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้าค่ะ

วันหนึ่งฉันได้รับโทรศัพท์จากผู้อำนวยการที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง เขาบอกว่า “ตอนนี้คุณลาออกแล้ว เราเลยวางแผนจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ และเราจะได้คุยกันเรื่องการทำงานร่วมกันตามที่เคยคุยไว้ก่อนหน้านี้ เราอยากเอาใบอนุญาตแพทย์ประจำของคุณมาแขวนที่โรงพยาบาลของเรา เพื่อเป็นการดึงดูดคนไข้เก่าๆ ของคุณ คุณจะมาทำงานกับเรา หรือจะเป็นผู้ที่หุ้นที่นี่ก็ได้แล้วแต่คุณเลยครับ” ตอนที่ฉันได้ยินเรื่องนี้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า “ฉันใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ แล้วฉันได้อะไรกลับมาบ้าง ฉันจะใช้เวลาทั้งชีวิตฝังตัวเองอยู่กับชื่อเสียงและผลประโยชน์จริงๆ เหรอ การละทิ้งความเจ็บปวดแห่งการไล่ตามชื่อเสียงและโชคลาภมันไม่ง่ายเลย ฉันไม่อยากนับแกะตอนกลางคืน หรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลและหวาดกลัวไปทั้งวันอีกแล้ว ฉันได้ลิ้มรสแห่งสันติสุขที่เกิดขึ้นจากการเชื่อในพระเจ้าและเข้าใจความจริงแล้ว ฉันขอคว้าความสุขนี้ไว้ในแน่นๆ ดีกว่า อีกอย่าง ถึงแม้ฉันแค่ต้องแขวนใบอนุญาตของตัวเองไว้ที่โรงพยาบาล ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาฉันก็ต้องเข้าไปอยู่ดี มันจะไม่เป็นการแทรกแซงการทำหน้าที่ของฉันเอาเหรอ” ฉันนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ว่า “ตอนนี้ แต่ละวันที่พวกเจ้าใช้ชีวิตผ่านไปนั้นมีความสำคัญยิ่งยวด และมีความสำคัญสูงสุดต่อบั้นปลายของพวกเจ้าและชะตากรรมของพวกเจ้า  ดังนั้น พวกเจ้าจะต้องทะนุถนอมทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเจ้ามีวันนี้ และหวงแหนความล้ำค่าของแต่ละนาทีที่ผ่านไป  เจ้าต้องใช้เวลามากที่สุดเท่าที่เจ้าสามารถทำได้เพื่อให้ตัวเจ้าได้รับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อที่ว่าเจ้าจะได้ไม่ใช้ชีวิตนี้ไปโดยไร้ค่า” (“เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันโชคดีมากที่ได้พบพระเจ้า มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ พระเจ้านั่นเองที่ทรงทำให้ฉันเข้าใจความหมายของชีวิต และทรงพาฉันออกจากห้วงแห่งความเจ็บปวด ฉันจะกลับไปสู่อ้อมกอดของซาตานอีกได้ยังไง พระราชกิจของพระเจ้าใกล้สิ้นสุดแล้ว และฉันยังไม่ได้รับความจริงเลย ฉันต้องทะนุถนอมทุกวันเอาไว้ และไล่ตามความจริงในเวลาที่ฉันมีจำกัด นั่นคือชีวิตที่สวยงามค่ะ! การได้เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าทำให้ฉันปฏิเสธข้อเสนอของผู้อำนวยการไปค่ะ จังหวะที่วางโทรศัพท์ลง ฉันรู้สึกถึงอิสระยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เลยค่ะ ฉันอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฉันควรเลิกไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ตั้งนานแล้วนะ” มีอีกหลายโรงพยาบาลเข้ามาคุยกับฉันเรื่องทำงานร่วมกัน ฉันปฏิเสธไปหมดเลยค่ะ ตอนนี้ ฉันทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันรู้สึกสบายใจและมีความสุขมากทุกวัน นี่คือสิ่งที่ความเพลิดเพลินทางวัตถุ ชื่อเสียง หรือสถานะให้ไม่ได้ ฉันขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงช่วยฉันให้รอดค่ะ!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง