หลักธรรมที่คนเราควรใช้นำทางการประพฤติตน (ตอนที่สอง)

อะไรคือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนของพวกเจ้า? เจ้าควรประพฤติตนให้สอดคล้องกับฐานะของเจ้า หาที่ที่เหมาะสมกับตัวเจ้า แล้วทำหน้าที่ที่เจ้าควรทำให้ดี นี่เท่านั้นคือใครบางคนที่มีเหตุผล ตัวอย่างเช่น มีผู้คนที่สันทัดในทักษะงานบางอย่างและมีความเข้าใจในหลักธรรม พวกเขาก็ควรแบกรับความรับผิดชอบนั้นและทำการตรวจสอบขั้นสุดท้ายในส่วนนั้น มีผู้คนที่สามารถจัดเตรียมแนวคิดและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่นและช่วยเหลือพวกเขาให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีขึ้น—เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ควรจัดเตรียมแนวคิด หากเจ้าสามารถค้นหาที่ทางอันเหมาะควรสำหรับตัวเจ้าพบและทำงานในความปรองดองกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า เจ้าก็กำลังทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง—นี่คือความหมายของการประพฤติตนอย่างสอดคล้องกับฐานะของเจ้า เดิมทีนั้น เจ้าอาจจะสามารถเพียงจัดเตรียมแนวคิดบางอย่างเท่านั้น แต่หากเจ้าพยายามที่จะนำเสนอสิ่งอื่น และเจ้าลงเอยด้วยการพยายามหนักมากเพื่อที่จะทำเช่นนั้น ทว่ายังคงไม่สามารถ และแล้วเมื่อผู้อื่นจัดเตรียมสิ่งเหล่านั้น เจ้าก็รู้สึกไม่สะดวกใจและไม่ปรารถนาที่จะฟัง และหัวใจของเจ้าเจ็บปวดและรู้สึกว่าถูกจำกัดควบคุม เจ้าตำหนิพระเจ้าและกล่าวว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม—เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือความมักใหญ่ใฝ่สูง อุปนิสัยใดก่อให้เกิดความมักใหญ่ใฝ่สูงในตัวคนคนหนึ่ง? อุปนิสัยที่โอหังก่อให้เกิดความมักใหญ่ใฝ่สูง แน่นอนว่าสภาวะเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นในตัวพวกเจ้าได้ทุกเวลา และหากพวกเจ้าไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสภาวะเหล่านี้ ไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในแง่นี้ได้ เช่นนั้นแล้ว คุณสมบัติและความหมดจดที่พวกเจ้าใช้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าก็จะอยู่ในระดับที่ต่ำ และผลที่ได้ก็จะไม่ดีนักอีกด้วย นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้เป็นที่น่าพอใจ และย่อมหมายความว่าพระเจ้าไม่ได้รับพระสิริจากพวกเจ้า พระเจ้าได้ประทานจุดแข็งและพรสวรรค์ที่แตกต่างกันแก่ทุกคน ผู้คนบางคนมีจุดแข็งในสองหรือสามสาขาวิชา บ้างก็มีจุดแข็งในสาขาวิชาหนึ่ง และบ้างก็ไม่มีจุดแข็งเลย—หากพวกเจ้ามีท่าทีต่อเรื่องเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็มีเหตุผล คนที่มีเหตุผลย่อมจะสามารถหาที่ทางของตนพบ ประพฤติตนได้อย่างสอดคล้องกับฐานะของพวกเขา และทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดี ผู้ที่ไม่เคยหาที่ทางของตนเองพบคือผู้ที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่เสมอ ในหัวใจของพวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสถานะและผลประโยชน์ตลอดเวลา พวกเขาไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากขึ้น พวกเขาจึงพยายามกอบโกยให้มากเท่าที่จะมากได้ พวกเขาหวังที่จะสนองความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อของตนอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่าหากพวกเขามีพรสวรรค์และขีดความสามารถที่ดี พวกเขาก็ควรได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้ามากขึ้น และการมีความอยากอันฟุ้งเฟ้ออยู่บ้างก็ไม่ใช่ข้อผิดพลาด คนประเภทนี้มีเหตุผลหรือไม่? การมีความอยากอันฟุ้งเฟ้ออยู่เสมอเป็นเรื่องที่ไร้ยางอายมิใช่หรือ? ผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลย่อมรู้สึกได้ว่านี่เป็นเรื่องที่ไร้ยางอาย ผู้คนที่เข้าใจความจริงจะไม่ทำเรื่องที่โง่เขลาเหล่านี้ หากเจ้าหวังที่จะทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงด้วยความจงรักภักดีเพื่อตอบแทนความรักของพระเจ้า นี่ย่อมไม่ใช่ความอยากอันฟุ้งเฟ้อ นี่สอดคล้องกับมโนธรรมและเหตุผลแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่ทำให้พระเจ้าทรงโสมนัส หากเจ้าปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีอย่างแท้จริง ก่อนอื่น เจ้าต้องค้นหาสถานที่ที่ใช่ของเจ้าให้พบ และจากนั้นจึงทำสิ่งที่เจ้าสามารถ ด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า ด้วยจิตใจทั้งหมดของเจ้า ด้วยกำลังทั้งหมดของเจ้า และจงทำอย่างดีที่สุด นี่ย่อมถึงมาตรฐาน และการปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นมีความหมดจดอยู่ระดับหนึ่ง นี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงควรทำ เริ่มแรกเจ้าต้องเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงคือสิ่งใด กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาไม่ใช่ยอดมนุษย์ แต่เป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลกอย่างติดดิน พวกเขาไม่ได้เหนือธรรมดาเลย และไม่ได้พิเศษอะไรแม้แต่น้อย แต่เป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป หากเจ้าปรารถนาที่จะเลิศกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ ปรารถนาที่จะมีอันดับเหนือผู้อื่น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมถูกอุปนิสัยอันโอหังของซาตานควบคุมไว้ และเป็นความหลงผิดที่เกิดจากความมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้า ในข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าไม่อาจสัมฤทธิ์การนี้ และย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะทำเช่นนี้ พระเจ้าไม่ได้ประทานความสามารถพิเศษหรือทักษะแบบนั้นแก่เจ้า และพระองค์ก็ไม่ได้ประทานแก่นแท้แบบนั้นแก่เจ้า จงอย่าลืมว่าเจ้าคือสมาชิกธรรมดาๆ คนหนึ่งของมวลมนุษย์ ไม่แตกต่างจากผู้อื่นในทางใดเลย เพียงแค่ว่ารูปลักษณ์ของเจ้า ครอบครัว และพื้นเพการกำเนิดของเจ้าอาจแตกต่าง และอาจมีความแตกต่างบางอย่างในจุดแข็งและพรสวรรค์ของเจ้า แต่จงอย่าลืมดังนี้ว่า ไม่ว่าเจ้าจะไม่เหมือนใครสักเพียงใดก็เป็นเพียงในหนทางเล็กน้อยเหล่านี้เท่านั้น และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับของผู้อื่น ทัศนคติที่เจ้าควรมีและหลักธรรมที่เจ้าต้องยึดตามในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าก็ตรงกันกับของผู้อื่น ผู้คนต่างกันเพียงในจุดแข็งและพรสวรรค์ของพวกเขาเท่านั้น ในคริสตจักร บางคนเล่นกีตาร์ได้ บางคนสีซอเอ้อร์หูได้ และบางคนก็ตีกลองได้ หากเจ้าสนใจทักษะเหล่านี้อยู่บ้าง เจ้าย่อมสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทักษะเฉพาะทางหรือเทคโนโลยีแขนงใดก็ตาม ตราบใดที่เจ้าเพลิดเพลินกับการเรียนรู้และมีความชำนาญ เจ้าก็สามารถเรียนรู้ได้ เมื่อเรียนรู้ทักษะใหม่แล้ว เจ้าย่อมสามารถใช้ทักษะนั้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพิ่มอีกอย่างได้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คนพอใจเท่านั้น แต่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยด้วย การเพิ่มพูนทักษะและมีส่วนช่วยในงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากขึ้นเป็นพรอย่างที่สุดแล้ว การที่คนเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในขณะที่อายุยังน้อยและมีความจำดีนั้นไม่ใช่เรื่องผิด การนี้มีแต่ประโยชน์และไร้ซึ่งความเสียหาย เป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่และต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า การมุ่งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมกับทำหน้าที่ของตนไปด้วยหมายความว่าคนคนนั้นขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบ พวกเขาดีกว่าผู้คนที่ไม่มุ่งมั่นตั้งใจในงานของตนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากเจ้าได้เรียนรู้บางสิ่งมาระยะหนึ่งและยังคงไม่เข้าใจ นี่ย่อมบ่งชี้ว่าเจ้าไร้ซึ่งขีดความสามารถในด้านนั้น เหมือนบางคนที่เต้นเก่ง แต่ร้องเพี้ยนหรือเสียงไม่เพราะ นี่เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนเราควรมีท่าทีที่ถูกต้องกับสถานการณ์เช่นนั้น หากเจ้าสามารถเต้นได้ เช่นนั้นก็จงเต้นให้ดี หากเจ้ามีหัวใจที่สรรเสริญพระเจ้า ต่อให้เจ้าร้องเพี้ยน พระเจ้าก็ไม่ทรงถือสา ตราบใดที่เจ้ามีความปีติยินดีอยู่ในหัวใจ นั่นย่อมเพียงพอแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะมีจุดแข็งส่วนตัวในด้านใด นี่ย่อมดีหากเจ้าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ จงทำหน้าที่ที่เจ้าควรทำอย่างเอาจริงเอาจัง นั่นคือความหมายของการปฏิบัติตนตามฐานะของเจ้า

ขออย่าให้บุคคลใดคิดว่าตัวพวกเขาเองนั้นสมบูรณ์แบบ โดดเด่น ประเสริฐ หรือแตกต่างจากผู้อื่นอย่างชัดแจ้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากอุปนิสัยที่โอหังและความไม่รู้เท่าทันของมนุษย์ การคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่เคยสามารถยอมรับข้อบกพร่องของพวกเขา ไม่เคยสามารถเผชิญหน้าความผิดพลาดและความล้มเหลวของพวกเขา—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่ยอมให้ข้อดีของผู้อื่นล้ำหน้าหรือเหนือกว่าของพวกเขาเอง—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่ยอมให้ผู้อื่นเหนือกว่าหรือดีกว่าพวกเขา—นี่เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง การไม่ยอมให้ผู้อื่นมีความคิด ข้อเสนอแนะ และทัศนะที่ดีกว่าพวกเขา และเมื่อพวกเขาค้นพบว่าผู้อื่นเก่งกว่าพวกเขา ก็กลายเป็นคิดลบ ไม่ปรารถนาที่จะพูดจา รู้สึกคับแค้นใจและหม่นหมอง และกลายเป็นอารมณ์ไม่ดี—ทั้งหมดนี้เกิดจากอุปนิสัยอันโอหัง อุปนิสัยอันโอหังสามารถทำให้เจ้าปกป้องความมีหน้ามีตาของเจ้า ไม่สามารถยอมรับการแก้ไขจากผู้อื่น ไม่สามารถเผชิญหน้าข้อบกพร่องของเจ้า และไม่สามารถยอมรับความล้มเหลวและความผิดพลาดของเจ้าเอง ที่มากกว่านั้นก็คือเมื่อใครบางคนดีกว่าเจ้า นั่นก็สามารถทำให้ความเกลียดและความอิจฉาริษยาผุดขึ้นมาในหัวใจของเจ้า และเจ้าสามารถรู้สึกว่าถูกจำกัดควบคุมจนถึงขั้นที่เจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำหน้าที่ของเจ้า และกลายเป็นสุกเอาเผากินในการปฏิบัติหน้าที่ อุปนิสัยที่โอหังสามารถทำให้พฤติกรรมและวิธีปฏิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวเจ้า หากพวกเจ้าสามารถขุดลึกลงไปในรายละเอียดทั้งหมดนี้ สัมฤทธิ์ความก้าวหน้า และมีความเข้าใจในรายละเอียดดังกล่าวทีละเล็กทีละน้อย และแล้วหากพวกเจ้าสามารถค่อยๆ ขัดขืนความคิดเหล่านี้ ขัดขืนมโนคติอันหลงผิด ทัศนะ และแม้แต่พฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ และไม่ถูกสิ่งเหล่านี้จำกัดควบคุม และหากในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถหาที่ทางที่เหมาะสมกับตัวพวกเจ้าพบ และกระทำการอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม และปฏิบัติหน้าที่ที่พวกเจ้าสามารถและควรปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปพวกเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าได้ดีขึ้น นี่ก็คือการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หากเจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ เจ้าย่อมจะดูมีสภาพเสมือนมนุษย์ และผู้คนก็จะพูดว่า “บุคคลเหล่านี้ประพฤติตนสอดคล้องกับฐานะของพวกเขา และพวกเขากำลังทำหน้าที่ของพวกเขาในหนทางที่มั่นคง พวกเขาไม่วางใจในความเป็นธรรมชาติ ความหัวร้อน หรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาในการทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง พวกเขากระทำการด้วยความยับยั้งชั่งใจ พวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขารักความจริง และพฤติกรรมกับการแสดงออกของพวกเขาก็เผยว่าพวกเขาได้ขัดขืนเนื้อหนังและการเลือกชอบทั้งหลายของพวกเขาเองไปแล้ว” การประพฤติตนเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน! ในวาระที่ผู้อื่นกล่าวถึงข้อบกพร่องทั้งหลายของเจ้าขึ้นมา เจ้าไม่เพียงสามารถยอมรับได้ แต่ยังมองโลกในแง่ดี เผชิญหน้าข้อบกพร่องและข้อด้อยของเจ้าด้วยความสุขุม สภาวะจิตใจของเจ้าปกติมาก อิสระจากความสุดโต่งทั้งหลาย อิสระจากความหัวร้อน นี่คือการมีสภาพเสมือนมนุษย์มิใช่หรือ? มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีเหตุผล

ในเวลาที่ผู้คนเสแสร้งแกล้งทำอยู่เสมอ ปกปิดความผิดให้ตัวเองอยู่เสมอ วางท่าอยู่เสมอเพื่อให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาสูงส่ง และไม่สามารถมองเห็นความผิดหรือข้อบกพร่องของพวกเขาได้ ในเวลาที่พวกเขาพยายามอยู่เสมอที่จะนำเสนอด้านที่ดีที่สุดของพวกเขาต่อผู้คนนั้น นี่คืออุปนิสัยชนิดใด? นี่คือความโอหัง ความจอมปลอม ความหน้าซื่อใจคด นี่คืออุปนิสัยของซาตาน เป็นสิ่งที่เลว จงดูสมาชิกของระบอบซาตานเอาเถิดว่า ไม่ว่าพวกเขาจะต่อสู้ พิพาทบาดหมาง หรือฆ่ากันในความมืดมากมายเพียงใด ก็ไม่ยอมให้ใครรายงานหรือเปิดโปงพวกเขา พวกเขากลัวว่าผู้คนจะมองเห็นโฉมหน้าเยี่ยงปีศาจของตน และพวกเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อปิดบังการนั้นไว้ ในที่สาธารณะ พวกเขาทำสุดความสามารถที่จะล้างความผิดให้ตัวเอง โดยพูดว่าพวกเขารักประชาชนมากเพียงใด พวกเขายิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ และไม่มีทางผิดพลาดเพียงใด นี่คือธรรมชาติของซาตาน ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดในธรรมชาติของซาตานคือเล่ห์เพทุบายและการหลอกลวง แล้วอะไรเล่าคือจุดมุ่งหมายของเล่ห์เพทุบายและการหลอกลวงนี้? การตบตาผู้คน การหยุดพวกเขาไม่ให้เห็นแก่นแท้และตัวตนที่แท้จริงของมัน และด้วยเหตุนี้จึงสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการทำให้การปกครองของมันยืนยาวขึ้น ผู้คนธรรมดาอาจขาดพร่องอำนาจและสถานะดังกล่าว แต่พวกเขาก็ปรารถนาเช่นกันที่จะทำให้ผู้อื่นมีทัศนะที่เป็นคุณต่อตัวพวกเขา และปรารถนาที่จะให้ผู้คนมีการประเมินคุณค่าสูงเกี่ยวกับพวกเขา และยกชูสถานะของพวกเขาในหัวใจของคนเหล่านั้นให้สูง นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม และหากผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมไม่สามารถตระหนักรู้เรื่องนี้ได้ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นสิ่งที่ตระหนักรู้ได้ยากที่สุดเหนือทุกสิ่ง การตระหนักรู้ข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องของตนเองนั้นง่าย แต่การตระหนักรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเจ้าเองไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้คนที่ไม่รู้จักตนเองย่อมไม่ยอมพูดถึงสภาวะอันเสื่อมทรามของพวกเขา—พวกเขาคิดเสมอว่าตนเองใช้ได้ และเมื่อไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็เริ่มอวดตนว่า “ตลอดหลายปีที่เชื่อมา ฉันก้าวผ่านการข่มเหงมามากเหลือเกิน และทนทุกข์กับความยากลำบากมามากนัก พวกคุณรู้ไหมว่าฉันฝ่าฟันทั้งหมดนั้นมาได้อย่างไร?” นี่ใช่อุปนิสัยอันโอหังหรือไม่? มีแรงจูงใจอันใดอยู่เบื้องหลังการแสดงออกของพวกเขา? (เพื่อให้ผู้คนยกย่องพวกเขา) สิ่งใดคือเหตุจูงใจให้พวกเขาทำให้ผู้อื่นมายกย่องตนเอง? (เพื่อให้มีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเหล่านั้น) เมื่อเจ้ามีสถานะในความรู้สึกนึกคิดของใครบางคน เมื่อนั้นเวลาพวกเขาอยู่กับเจ้า พวกเขาย่อมมีสัมมาคารวะกับเจ้า และพูดคุยกับเจ้าด้วยความสุภาพเป็นพิเศษ พวกเขาเทิดทูนเจ้าอยู่เสมอ พวกเขายอมให้เจ้าเสมอในทุกสิ่ง พวกเขาหลีกทางให้เจ้า อีกทั้งประจบประแจงและเชื่อฟังเจ้า พวกเขามาหาเจ้าและให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่อง เจ้าย่อมรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีในการนี้—เจ้ารู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าและดีกว่าใคร ทุกคนชอบความรู้สึกนี้ นี่คือความรู้สึกของการมีสถานะในหัวใจของใครบางคน ผู้คนปรารถนาที่จะดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้ นี่คือสาเหตุที่ผู้คนแข่งขันกันเพื่อสถานะ และต่างปรารถนาที่จะมีสถานะในหัวใจของผู้อื่น ได้รับการยกย่องและบูชาจากผู้อื่น หากพวกเขาไม่รู้สึกถึงความชื่นชมยินดีจากทั้งหมดนี้ พวกเขาย่อมจะไม่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าไร้สถานะในความรู้สึกนึกคิดของใครบางคน พวกเขาย่อมจะมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าอย่างทัดเทียม ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างผู้ที่เสมอกัน พวกเขาจะโต้แย้งเจ้าเมื่อจำเป็น พวกเขาจะไม่สุภาพนอบน้อมหรือเคารพนับถือเจ้า และอาจผละจากไปโดยที่เจ้ายังไม่ทันพูดจบด้วยซ้ำ เจ้าจะรู้สึกหัวเสียหรือไม่? เจ้าย่อมไม่ชอบใจเมื่อผู้คนปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้ เจ้าชอบให้พวกเขาประจบประแจงเจ้า เทิดทูนเจ้า และบูชาเจ้าทุกขณะ เจ้าชอบใจเมื่อตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ทุกอย่างหมุนรอบตัวเจ้า และทุกคนฟังเจ้า เทิดทูนเจ้า นบนอบแนวทางของเจ้า นี่คือความอยากปกครองในฐานะกษัตริย์ ความอยากมีอำนาจมิใช่หรือ? การไล่ตามไขว่คว้าและการได้ครอบครองสถานะคอยขับเคลื่อนคำพูดและการกระทำของเจ้า เจ้าย่อมขับเคี่ยว ฉกฉวย และแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อการนั้น เป้าหมายของเจ้าคือเพื่อยึดตำแหน่ง และทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรฟังเจ้า เกื้อหนุนเจ้า และบูชาเจ้า เมื่อเจ้าได้ครอบครองตำแหน่งนั้นแล้ว เมื่อนั้นเจ้าย่อมมีอำนาจ และสามารถสุขสำราญกับผลประโยชน์จากสถานะ ความเลื่อมใสจากผู้อื่น และข้อได้เปรียบทั้งปวงที่มาพร้อมกับตำแหน่งนั้นได้ ผู้คนอำพรางตนอยู่เสมอ อวดตนต่อหน้าผู้อื่น สร้างภาพ เสแสร้งแกล้งทำ และเสริมแต่งตนเองเพื่อทำให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาเพียบพร้อม จุดมุ่งหมายในการนี้ของพวกเขาคือเพื่อให้ได้รับสถานะ พวกเขาจะได้สุขสำราญกับผลประโยชน์แห่งสถานะเหล่านี้ หากเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ก็จงคิดให้ถี่ถ้วนเถิดว่า เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ผู้คนยกย่องเจ้าอยู่เสมอ? เจ้าอยากให้พวกเขาเทิดทูนและบูชาเจ้า เพื่อที่ในท้ายที่สุดเจ้าจะได้สามารถมีอำนาจและสุขสำราญกับผลประโยชน์แห่งสถานะเหล่านี้ได้ สถานะที่เจ้าแสวงหามาอย่างสุดกำลังนั้นจะนำผลประโยชน์มากมายมาให้เจ้า และผลประโยชน์เหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้อื่นริษยาและอยากมีอยากได้อย่างแน่นอน เมื่อผู้คนได้ลิ้มรสผลประโยชน์อันมากมายที่สถานะมีให้ พวกเขาก็ย่อมมัวเมา และหลงระเริงไปกับชีวิตอันหรูหรานั้น ผู้คนคิดว่ามีเพียงชีวิตเช่นนี้เท่านั้นที่ไม่หมดไปอย่างสูญเปล่า มนุษยชาติที่เสื่อมทรามสุขใจกับการหลงระเริงในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งหนึ่งๆ และเริ่มชื่นชมยินดีกับผลประโยชน์ทั้งหลายที่มากับตำแหน่งนั้น พวกเขาจะใฝ่หาความหรรษาที่เปี่ยมบาปเหล่านี้อย่างไม่หยุดหย่อน จนถึงจุดที่ไม่ยอมปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ โดยแก่นแท้แล้ว การไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและสถานะถูกขับเคลื่อนโดยแรงปรารถนาที่จะเกษมสำราญกับผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับตำแหน่งบางอย่าง ปกครองในฐานะกษัตริย์ ควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร มีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่ง รวมถึงก่อตั้งอาณาจักรอิสระที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยผลประโยชน์ที่มาจากสถานะของพวกเขา และหลงระเริงไปกับความหรรษาอันเปี่ยมบาป ซาตานใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อหลอกลวงผู้คน ล่อลวงพวกเขา และทำให้พวกเขากลายเป็นคนโง่เขลา โดยสร้างภาพจำอันเทียมเท็จให้พวกเขา ซาตานถึงกับใช้การข่มขู่และคุกคามเพื่อทำให้ผู้คนเลื่อมใสและกลัวมัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้พวกเขานบนอบและบูชามัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ซาตานพอใจ ทั้งยังเป็นเป้าหมายของมันในการแข่งขันกับพระเจ้าเพื่อเอาชนะใจผู้คนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อพวกเจ้าต่อสู้เพื่อสถานะและความมีหน้ามีตาท่ามกลางคนอื่นๆ เจ้ากำลังต่อสู้เพื่อสิ่งใด? เพื่อชื่อเสียงจริงหรือ? ไม่ใช่เลย อันที่จริงเจ้ากำลังต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ที่ชื่อเสียงนั้นนำมาให้ หากเจ้าอยากสุขสำราญกับผลประโยชน์เหล่านั้นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะต้องต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านั้น แต่หากเจ้าไม่ให้ค่ากับผลประโยชน์เหล่านั้นและพูดว่า “ผู้คนจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไรก็ไม่สำคัญ ฉันเป็นเพียงคนธรรมดา ฉันไม่คู่ควรกับการให้ใครทำดีด้วยแบบนั้น และฉันก็ไม่อยากบูชาตัวบุคคล พระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ฉันควรนมัสการและยำเกรงอย่างแท้จริง มีเพียงพระองค์ที่เป็นพระเจ้าของฉันและองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ไม่ว่าใครจะดีปานใด มีความสามารถยอดเยี่ยมเพียงใด มีพรสวรรค์มากมายเพียงไหน หรือไม่ว่าภาพลักษณ์ของพวกเขาจะดีเลิศหรือเพียบพร้อมอย่างไร พวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ที่ฉันจะเคารพ เพราะพวกเขาไม่ใช่ความจริง พวกเขาไม่ใช่พระผู้สร้าง ไม่ใช่พระผู้ช่วยให้รอด และพวกเขาก็ไม่สามารถจัดวางเรียบเรียงหรือมีอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมนุษย์ได้ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ฉันจะบูชา ไม่มีมนุษย์คนใดสมควรให้ฉันบูชา” นี่สอดคล้องกับความจริงมิใช่หรือ? กลับกัน หากเจ้าไม่บูชาผู้อื่น แล้วเจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรเมื่อพวกเขาเริ่มบูชาเจ้า? เจ้าต้องหาวิธีหยุดยั้งพวกเขาไม่ให้ทำเช่นนั้น และช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความคิดเช่นนั้น เจ้าต้องหาวิธีแสดงโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าให้พวกเขาเห็น และปล่อยให้พวกเขามองเห็นความอัปลักษณ์และธรรมชาติที่แท้จริงของเจ้า กุญแจสำคัญคือการทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ไม่ว่าเจ้าจะมีขีดความสามารถดีเพียงใด ได้รับการศึกษาสูงปานไหน มีความรู้มากเพียงไร หรือไม่ว่าเจ้าจะฉลาดเฉลียวขนาดไหน เจ้าก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดา เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ใครจะมาเลื่อมใสหรือบูชา สำคัญที่สุดคือเจ้าต้องตั้งมั่นในตำแหน่งของตนเอง และไม่ถอนตัวหลังจากทำผิดพลาดหรือทำให้ตนเองอับอาย หากหลังจากที่ทำผิดพลาดหรือทำให้ตนเองอับอาย ไม่เพียงแต่เจ้าไม่สามารถยอมรับรู้เรื่องนั้นเท่านั้น ทว่าเจ้ายังใช้การหลอกลวงมาปกปิดหรือทำให้เหตุการณ์ดูดีขึ้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ทำให้ข้อผิดพลาดของตนเองเลวร้ายลงไปอีกและทำให้ตัวเจ้าดูน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิม ความมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้าจะยิ่งเป็นที่ประจักษ์ มนุษย์ที่เสื่อมทรามเก่งเรื่องการอำพรางตน ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดหรือเผยความเสื่อมทรามอันใดออกมา พวกเขาก็ต้องอำพรางตนอยู่เสมอ หากเกิดเรื่องผิดพลาดหรือพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาก็อยากที่จะโยนความผิดให้ผู้อื่น พวกเขาอยากได้ความดีความชอบจากการทำเรื่องที่ดีไว้กับตัว และให้ผู้อื่นรับผิดในเรื่องไม่ดี ในชีวิตจริงมีการอำพรางเช่นนี้อยู่มากมิใช่หรือ? มีอยู่มากเกินไป เป็นการทำผิดพลาดหรือการอำพรางตนที่เชื่อมโยงกับอุปนิสัย? การอำพรางเป็นเรื่องของอุปนิสัย เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันโอหัง ความเลว และความหลอกลวง พระเจ้าทรงเกลียดชังการอำพรางเป็นพิเศษ อันที่จริงเมื่อเจ้าอำพรางตนเอง ทุกคนต่างเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้านึกว่าผู้อื่นมองไม่เห็น ทั้งยังพยายามโต้แย้งและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองอย่างสุดความสามารถด้วยการพยายามที่จะรักษาหน้าและทำให้ทุกคนคิดว่าเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด นี่เป็นเรื่องที่โง่เขลามิใช่หรือ? ผู้อื่นคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? พวกเขารู้สึกอย่างไร? ย่อมเอือมระอาและชิงชัง หากว่าเมื่อทำผิดพลาด เจ้าสามารถจัดการกับความผิดพลาดนั้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถเปิดโอกาสให้ทุกคนพูดถึงความผิดพลาดดังกล่าวได้ ยอมให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นและใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ และเจ้าสามารถเปิดใจและชำแหละความผิดพลาดได้ ข้อคิดเห็นที่ทุกคนมีเกี่ยวกับเจ้าจะเป็นเช่นไร? พวกเขาจะพูดว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เพราะเจ้าเปิดใจให้พระเจ้า ด้วยการกระทำและพฤติกรรมของเจ้า พวกเขาจะสามารถมองเห็นหัวใจของเจ้า แต่หากเจ้าพยายามอำพรางตัวเจ้าเองและหลอกลวงทุกคน ผู้คนก็จะมองข้ามตัวเจ้า และพูดว่าเจ้าเป็นคนเขลาและคนที่ขาดปัญญา หากเจ้าไม่พยายามเสแสร้งแกล้งทำหรือสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง หากเจ้ายอมรับความผิดพลาดของเจ้าได้ ทุกคนย่อมจะพูดว่าเจ้าซื่อสัตย์และมีปัญญา แล้วอะไรเล่าทำให้เจ้ามีปัญญา? ทุกคนทำความผิดพลาด ทุกคนมีข้อผิดพลาดและข้อตำหนิ และอันที่จริงแล้ว ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเดียวกัน จงอย่าคิดว่าตัวเจ้าเองสูงศักดิ์ เพียบพร้อม และใจดีกว่าผู้อื่น นั่นเป็นการไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด ทันทีที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและแก่นแท้และโฉมหน้าที่แท้จริงของความเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นที่ชัดเจนสำหรับเจ้า เจ้าย่อมจะไม่พยายามปิดบังความผิดพลาดของตัวเอง และเจ้าจะไม่ถือสาความผิดพลาดของผู้อื่น—เจ้าจะเผชิญหน้าทั้งสองกรณีนี้ได้อย่างถูกต้อง เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและไม่ทำสิ่งที่โง่เขลา ซึ่งจะทำให้เจ้ามีปัญญา พวกที่ไม่มีปัญญาย่อมเป็นคนที่โง่เขลา พวกเขาย่อมวนเวียนอยู่กับความผิดพลาดเล็กน้อยของพวกเขาอยู่เสมอ พลางทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่หลังฉาก เห็นแล้วชวนให้ขยะแขยง ในข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นั้นเห็นได้ชัดในทันทีทันใดสำหรับผู้คนอื่นๆ แต่กระนั้นเจ้าก็ยังคงเล่นละครอย่างไม่รู้จักอาย สำหรับผู้อื่นแล้ว นี่ดูเหมือนการแสดงตลก นี่ย่อมโง่เขลามิใช่หรือ? นี่โง่เขลาจริงๆ ผู้คนที่โง่เขลาย่อมไม่มีปัญญาแม้แต่น้อย ไม่สำคัญว่าพวกเขาได้ยินคำเทศนามากมายเพียงใด พวกเขายังคงไม่เข้าใจความจริงหรือมองสิ่งอันใดในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ พวกเขาไม่ยอมเลิกทำตัวหยิ่งยโส นึกว่าพวกเขานั้นแตกต่างจากทุกคนและน่าเคารพกว่า นี่คือความโอหังและความคิดว่าตนเองชอบธรรมเสมอ นี่คือความโง่เขลา คนเขลาย่อมไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณใช่หรือไม่? เรื่องใดที่เจ้าเขลาและไม่มีปัญญา นั่นก็คือเรื่องที่เจ้าไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และไม่สามารถเข้าใจความจริงได้โดยง่าย นี่คือความเป็นจริงของเรื่องนี้

การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน คนเราต้องหมั่นทบทวนและตรวจสอบตนเองในทุกเรื่อง พวกเขาต้องตรวจสอบการกระทำและพฤติกรรมของตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า พยายามเข้าใจตนเอง และค้นหาเส้นทางปฏิบัติความจริงให้พบ นี่คือหนทางในการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การทบทวนและขุดค้นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เผยตัวออกมาในชีวิตประจำวัน ชำแหละและใช้วิจารณญาณตามความเข้าใจที่คนเรามีเกี่ยวกับความจริง และค่อยๆ ตีฝ่าไปนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้คนเราสามารถปฏิบัติความจริงและทำให้ทุกการกระทำของตนสอดคล้องกับความจริงได้ ด้วยการไล่ตามเสาะหา การปฏิบัติ และการทำความเข้าใจตนเองดังกล่าว การเผยความเสื่อมทรามเหล่านี้จึงเริ่มเบาบางลง และมีหวังที่อุปนิสัยของคนเราจะเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นี่คือเส้นทาง การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเราเป็นเรื่องของการเติบโตในชีวิตของตน คนเราต้องเข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริง มีเพียงการปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้ หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามยังคงเผยตัวออกมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เผยออกมาในทุกคำพูดและการกระทำด้วยซ้ำ นั่นย่อมหมายความว่าอุปนิสัยของคนเรายังไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามก็ควรถูกชำแหละและสำรวจอย่างจริงจัง คนเราควรแสวงหาความจริงเพื่อเปิดเผยและแก้ไขรากเหง้าซึ่งเป็นต้นเหตุของอุปนิสัยอันเสื่อมทราม นี่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเจ้าพบเส้นทางนี้แล้ว ก็ย่อมมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า เหล่านี้มิใช่เรื่องที่ไร้ความหมาย สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง กุญแจสำคัญอยู่ที่ว่าผู้คนสามารถปฏิบัติตนตามความเป็นจริงความจริงอย่างสุดใจและแข็งขันได้หรือไม่ และพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้หรือไม่ ตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติความจริงได้ พวกเขาก็เริ่มที่จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งไปได้ทีละน้อย แล้วจากนั้น พวกเขาก็จะสามารถปฏิบัติตนตามข้อกำหนดของพระเจ้าได้—หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าพวกเขาสามารถประพฤติตนตามฐานะของตนได้ การพบที่ทางของตนเอง ตั้งมั่นในบทบาทของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และกลายเป็นผู้ที่นมัสการและนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง ย่อมจะทำให้พวกเขาได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า

20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger