การมีชีวิตย่อมมีคุณค่าเฉพาะเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดีเท่านั้น (ตอนที่สอง)
แม้ว่าผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้า แต่หัวใจของพวกเขายังคงอยู่ในโลกปุถุชน พวกเขาอาจปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่พวกเขาก็ยังคงฝันว่าจะร่ำรวย หัวใจของพวกเขายังคงกระสับกระส่ายและไม่พึงพอใจ และบางครั้งพวกเขาก็ต้องการออกจากพระนิเวศของพระเจ้า แต่พวกเขากลัวว่าพวกเขาจะไม่ได้รับพระพรและจะตกอยู่ในความวิบัติ ดังนั้นทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้คือปฏิบัติหน้าที่ของตนแบบสุกเอาเผากิน บางครั้งพวกเขาอาจเผยแพร่ความคิดลบและพร่ำบ่นเล็กน้อย และแม้ว่าพวกเขายังไม่ได้ทำความชั่วมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงบทบาทเชิงบวก พระเจ้าทรงตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมนี้ของพวกเขาหรือไม่? (ทรงตระหนักรู้) ผู้คนตระหนักรู้หรือไม่? บ่อยครั้งที่ผู้คนมองไม่เห็นพฤติกรรมนี้ พวกเขารู้สึกว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นคนดี ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้น พวกเขาตื่นแต่เช้าและเข้านอนดึก และพวกเขาสามารถสู้ทนความยากลำบากและยอมลำบาก แต่พวกเขาก็แค่รับประสบการณ์ความอ่อนแอไปตามแต่โอกาสและไม่ชอบที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่พระเจ้าทรงรู้ว่าผู้คนเหล่านี้คิดอะไรในหัวใจของพวกเขารวมทั้งวิธีที่พวกเขากระทำการ และพระองค์ก็ทรงมีการจัดการเตรียมการที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลา พระองค์ก็ทรงอำนวยให้ความเจ็บป่วยบังเกิดขึ้นกับพวกเขา และทันทีที่พวกเขาป่วย พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ นี่หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าพวกเขาถูกถอดจากลำดับชั้นของบรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่แย่? (สิ่งที่แย่) พวกเจ้าทุกคนเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี พวกเจ้าไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความทุกข์ลำบาก อาการป่วย หรือความเจ็บปวด และพวกเจ้าก็รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าล่าช้า แต่พวกที่ไม่ต้องการปฏิบัติหน้าที่ของตนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีหากพวกเขาเผชิญหน้ากับความทุกข์ลำบากหรืออาการป่วย และพวกเขาก็คิดว่า “คราวนี้ฉันหาเหตุผลได้แล้ว หาข้อแก้ตัวได้แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ของฉันอีกต่อไป” ในข้อเท็จจริงนั้น นี่เป็นสิ่งที่แย่ กล่าวคือ นี่หมายความว่าพระเจ้าไม่ต้องประสงค์พวกเขาอีกต่อไป ว่าพวกเขาไม่มีความสำคัญอีกต่อไป และนี่คือหนทางของพระเจ้าที่จะชำระพวกเขาออกไป หลังจากที่ถูกชำระออกไปแล้ว ความเจ็บป่วยของพวกเขาอาจหายไปโดยไม่ได้คาดหมาย และทันทีที่พวกเขาดีขึ้น พวกเขาก็จะไปทำงานและหาเงิน ดำรงชีวิตของตนและหาทางที่จะร่ำรวย พระเจ้าไม่ต้องประสงค์บุคคลประเภทนี้—เมื่อพระเจ้าไม่ต้องประสงค์ใครบางคนอีกต่อไป นั่นหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายความว่าบุคคลนี้ไม่มีจุดจบ พวกเขาได้ปลาสนาการไปจากสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว และพวกเขาก็ไม่มีโอกาสใดๆ ที่จะได้รับความรอดอีกต่อไป พระเจ้าได้ทรงเลือกและลิขิตพวกเขาไว้ล่วงหน้า แต่ทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์ตัดสินพระทัยที่จะไม่ช่วยบุคคลประเภทนี้ให้รอด แต่จะถอนรากถอนโคนพวกเขาจากพระนิเวศของพระองค์ บุคคลประเภทนี้จะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า พวกเขาได้สูญเสียโอกาสแห่งความรอดไปแล้วตั้งแต่ชั่วขณะนี้เป็นต้นไป ไม่สำคัญว่าพวกเขาทำสิ่งใดหรือพวกเขาประพฤติตนอย่างไร พระเจ้าไม่ต้องประสงค์พวกเขาอีกต่อไป หากพระเจ้าไม่ต้องประสงค์ใครบางคนอีกต่อไป นั่นใช่ปลายทางของการนั้นหรือไม่? เรื่องราวของบุคคลนี้ยังไม่จบ ก่อนที่พระเจ้าจะทรงเลือกบุคคลหนึ่ง พวกเขาใช้ชีวิตภายใต้อำนาจของซาตาน หลังจากพระเจ้าทรงเลือกพวกเขา พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าและใช้ชีวิตภายใต้การใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้า เมื่อพวกเขาขัดขืนและทรยศพระเจ้า และพระเจ้าทรงตัดพวกเขาทิ้ง พวกเขากลับคืนสู่ที่ใด? (สู่อำนาจของซาตาน) พวกเขากลับคืนสู่การอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานอีกครั้งหนึ่ง นี่มีนัยสำคัญว่าพระเจ้าได้ทรงนำส่งพวกเขากลับไปยังซาตานแล้ว ซึ่งหมายความว่า “เราไม่ต้องการบุคคลนี้ พวกเขาไม่ยอมรับความจริง เรามอบพวกเขาให้เจ้า” แล้วซาตานก็รับเอาตัวพวกเขาไว้ บุคคลนั้นกลับคืนสู่ซาตานและไม่มีโอกาสแห่งความรอดใดๆ อีกต่อไป บุคคลหนึ่งสูญเสียสิ่งใดเมื่อพระเจ้าทรงมอบพวกเขากลับคืนไปยังซาตาน? ผลสืบเนื่องและปลายทางใดจะบังเกิดขึ้นกับพวกเขา? พวกเจ้าควรเข้าใจการนี้อย่างชัดเจน การถูกพระเจ้าทรงกำจัดทิ้งไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่ายเลย และไม่ได้เป็นเพราะการกระทำผิดชั่วขณะของคนคนหนึ่งอย่างแน่นอน ด้วยเหตุที่พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดจนถึงขอบเขตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และไม่ทรงกำจัดพวกเขาทิ้งเลยแม้แต่น้อย เมื่อบุคคลหนึ่งถูกเลือกโดยพระเจ้า บุคคลนั้นได้รับอะไรจากพระองค์? (โอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด) มีอะไรอีกไหม? (พวกเขาได้รับความจริง) ใช่ พวกเขาต้องได้มาซึ่งความจริงเพื่อที่จะได้รับความรอดของพระเจ้าเป็นธรรมดา เมื่อพระเจ้าทรงเลือกคนคนหนึ่งและทรงนำทางพวกเขาจากอำนาจของซาตานเข้าสู่พระนิเวศของพระองค์ ซาตานอาจหาญที่จะแผ่วางให้เห็นภาวะใดๆ สำหรับพระเจ้าหรือไม่? มันไม่อาจหาญที่จะแผ่วางให้เห็นภาวะใดๆ อีกทั้งมันก็ไม่อาจหาญที่จะพูดอะไรเลย หากพระเจ้าตรัสว่า “บุคคลนี้เป็นของเรา เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องพวกเขาอีกต่อไป” เช่นนั้นแล้วซาตานย่อมมอบบุคคลนั้นให้อย่างเชื่อฟัง อาหาร เครื่องแต่งกาย ที่พำนัก การคมนาคม และทุกความเคลื่อนไหวของบุคคลนี้อยู่ภายใต้การใส่พระทัยและสายพระเนตรของพระเจ้า และหากปราศจากการอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานย่อมจะไม่อาจหาญที่จะแตะต้องบุคคลนั้นอีกครั้ง การนี้บอกเป็นนัยถึงสิ่งใด? การนี้หมายความว่าบุคคลผู้นั้นใช้ชีวิตภายใต้การใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ โดยปราศจากทั้งการแทรกแซงและการรุกล้ำจากแรงกดดันภายนอก และว่าความชื่นบาน ความโศกเศร้า และความเจ็บปวดในแต่ละวันของพวกเขาล้วนแต่อยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์จากสายพระเนตรของพระเจ้า และภายใต้การใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระองค์ หากเกิดความวิบัติหรือหายนะ พระเจ้าจะทรงยอมให้บุคคลนั้นหลีกเลี่ยงความวิบัติหรือหายนะนั้น และพวกเขาก็จะไม่เป็นอะไรเลย ในขณะที่ผู้ไม่มีความเชื่อและพวกที่พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกจะมีชะตากรรมอะไรก็ตามที่พวกเขาสมควรได้รับ หากพวกเขาควรตาย พวกเขาก็จะตาย หากพวกเขาควรทนทุกข์กับความวิบัติ พวกเขาก็จะทนทุกข์กับความวิบัติ ไม่มีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงการนี้ได้ และไม่มีบุคคลใดสามารถช่วยคนอื่นได้ เมื่อหายนะซัดกระหน่ำ หายนะต่างๆ บังเกิดขึ้นกับผู้คนมากมาย แต่เป็นอย่างไรหนอความวิบัติเหล่านี้จึงไม่บังเกิดขึ้นกับเจ้า? นี่คือการคุ้มครองของพระเจ้า ทั้งซาตาน บรรดาปีศาจตัวน้อย และบรรดาวิญญาณชั่วไม่อาจหาญที่จะแตะต้องเจ้า เมื่อพวกมันมาอยู่ต่อหน้าเจ้า เป็นราวกับพวกมันถูกปิดกั้นจากพื้นที่หวงห้ามเบื้องหน้าพวกมัน ราวกับพวกมันกำลังเห็นถ้อยคำว่า “อย่าแตะต้องบุคคลนี้” หรือราวกับพวกมันกำลังเหลือบมองกฎแห่งสวรรค์ และพวกมันก็ไม่อาจหาญที่จะแตะต้องเจ้า และเจ้าก็ได้รับการคุ้มครอง เจ้าดำเนินชีวิตที่ดีมากเรื่อยมาในช่วงหลายปีมานี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และเจ้าก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามปกติเรื่อยมา—นี่คือใครบางคนที่ได้รับการคุ้มครองจากพระหัตถ์ของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บุคคลที่เราเพิ่งเอ่ยถึงไปได้รับการคุ้มครองของพระเจ้า พวกเขาทั้งไม่รู้สึกถึงการนั้นและไม่รู้สึกตัวถึงการนั้น พวกเขาพูดว่า “น่าจะเป็นเพราะโชคหรือโชควาสนา ฉันจึงได้ดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขเรื่อยมาตลอดหลายปีมานี้ และซาตานกับพวกปีศาจตัวน้อยเหล่านั้นจึงได้อยู่ห่างออกไปไกลจากฉันเรื่อยมา” บุคคลนี้ไม่ได้พูดว่านี่คือการคุ้มครองของพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่รู้จักการชดใช้คืนให้กับความรักและพระคุณของพระเจ้า พวกเขาไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับทำให้เกิดการขัดขวางและการรบกวน และพวกเขาก็ทำสิ่งที่แย่เพียงเท่านั้น พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องของพวกเขา ทรงพินิจพิเคราะห์การดำรงอยู่ในส่วนในสุดของพวกเขา และทรงให้เวลาและโอกาสเหมาะแก่พวกเขาเป็นเวลาหลายปี แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงไม่กลับใจ ดังนั้นพระเจ้าจึงตรัสว่าบุคคลนี้ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด และในที่สุดก็ตัดสินพระทัยที่จะมอบพวกเขากลับคืนไปยังซาตาน บุคคลนี้เป็นสิ่งที่ไร้ค่า และพระเจ้าก็ไม่ต้องประสงค์พวกเขาอีกต่อไป ใครมีความสุขที่สุดเมื่อพระเจ้าทรงกำจัดบุคคลนี้ทิ้ง? ซาตานมีความสุขที่สุด และพูดว่า “ช่างวิเศษนักที่ได้ปีศาจตัวน้อยมาอีกหนึ่งรายในค่ายของฉัน ผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหนึ่งราย!” บุคคลผู้นั้นที่ซื่อและไม่รู้จักการเกรงกลัวก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของซาตาในหนทางนี้ ซาตานจะทำสิ่งใดกับพวกเขา? (มันจะเหยียบย่ำและทำร้ายพวกเขา) ซาตานเก่งในการทำร้ายผู้คนมากจนกระทั่งบางคนกลายเป็นถูกพวกปีศาจเข้าสิง บางคนเกิดความเจ็บป่วยแปลกๆ และบางคนจู่ๆ ก็ประพฤติตนผิดปกติ เผยให้เห็นรูปลักษณ์เยี่ยงปีศาจของตนราวกับพวกเขาวิกลจริต ซาตานทำร้ายและสวาปามผู้คนในหนทางนี้อยู่บ่อยครั้ง นี่คือธรรมชาติของการกระทำของซาตาน กล่าวคือ มันอาศัยเล่ห์เพทุบายและความชั่ว และใช้วิธีการสารพัดเพื่อยั่วใจผู้คนให้ยอมจำนน เพื่อทำร้ายและสวาปามผู้คนเหล่านั้น วิธีการทำร้ายผู้คนของซาตานถูกจำกัดอยู่กับสิ่งเหล่านี้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ ซาตานไม่เพียงแค่ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามด้วยการทำร้าย พังทลาย และย่ำยีพวกเขาเท่านั้น อย่างที่ผู้คนพูดกัน มันมีวิธีการที่เคลือบแฝงและเลวทรามมากกว่านี้มากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามรับประสบการณ์ด้วยตัวพวกเขาเอง หลังจากผู้คนถูกส่งมอบให้แก่ซาตานแล้ว พวกเขาบางคนจู่ๆ ก็กลับกลายเป็นฉลาดแยบยลและเก่งกาจเป็นพิเศษในการใช้เล่ห์เหลี่ยม ทันใดนั้นเองเส้นทางอาชีพของพวกเขาก็เกิดราบรื่นขึ้นมาอย่างโดดเด่น และพวกเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งและกลายเป็นมั่งคั่ง นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่แย่? (สิ่งที่แย่) นี่เป็นสิ่งที่ดีในสายตาของมนุษย์ แล้วจะพิจารณาว่าสิ่งนั้นว่าเป็นสิ่งที่แย่ได้อย่างไร? (ผู้คนเหล่านี้หลงกลเล่ห์เหลี่ยมของซาตานและพวกเขาจะกลายเป็นถูกแยกจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ) พวกเขาได้เลื่อนตำแหน่งและกลายเป็นมั่งคั่ง และทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีสำหรับพวกเขา ไม่ช้าไม่นานพวกเขาก็กลายเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวย มีเงินทอง สถานะ และชื่อเสียง พวกเขามีชีวิตที่ดีมากและกลับคืนสู่โลกปุถุชนอย่างเต็มตัว พวกเขายังคงสามารถคิดถึงพระเจ้าในเวลานี้ได้หรือ? พวกเขายังคงต้องการเชื่อในพระเจ้าอยู่หรือ? พวกเขายังคงมีพระเจ้าในหัวใจของตนอยู่หรือ? (ไม่) พวกเขาเว้นระยะห่างของตัวเองจากพระเจ้าและหันไปจากหนทางที่แท้จริง และพวกเขาก็ถูกซาตานจองจำโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ใช่สมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นผู้ไม่มีความเชื่อไปแล้ว และพวกเขาก็ถูกทำให้พังทลายอย่างถึงที่สุดในหนทางนั้น ผู้คนเช่นนั้นยังคงสามารถชื่นชมการคุ้มครองของพระเจ้าได้หรือไม่? (พวกเขาไม่สามารถ) พวกเขาอยู่ในภาวะแบบใด โดยที่ใช้ชีวิตในโลกปุถุชนและภายใต้อำนาจของซาตาน? ในทุกๆ วันพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่หรือตาย เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาออกไปข้างนอก พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะเผชิญกับโชคร้ายบ้างหรือไม่ พวกเขาไม่รู้จักทั้งสันติสุขและความปีติยินดี และหัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความไม่สบายใจ และความกลัว พวกเขารู้ว่าผลสืบเนื่องจากการทรยศพระเจ้าคือสิ่งใด ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ในสภาวะของความวิตกกังวลตลอดทั้งวัน และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าความวิบัติจะซัดกระหน่ำพวกเขาเมื่อใด และพวกเขาจะถูกลงโทษเมื่อใด นี่เองคือความรู้สึกในหัวใจของผู้คนเมื่อพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา พวกเขาติดกับดักอยู่ในความมืดมิดโดยไม่มีทางออก ทุกก้าวที่พวกเขาเดินลำบากยากเย็นและชวนขวัญผวาเหลือเกิน และชีวิตของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดยิ่งนัก เจ้าคิดว่าผู้คนเหล่านี้ดำเนินชีวิตอย่างเจ็บปวดเพราะพวกเขากำลังไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ ไล่ตามไขว่คว้าโลกปุถุชน ดำเนินชีวิตที่สะดวกสบาย และเดินตามเส้นทางของผู้ไม่มีความเชื่อหรือไม่? ไม่ นั่นเป็นเพราะทันทีที่พระเจ้าทรงละทิ้งพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ไม่ใส่พระทัยพวกเขาอีกต่อไป เมื่อปราศจากการคุ้มครองและการใส่พระทัยของพระเจ้า พวกเขาก็กลายเป็นผู้คนภายใต้อำนาจของซาตานและพวกเขาก็ตกอยู่ในความมืดมิดโดยพลัน สิ่งแรกที่ผู้คนรู้สึกเมื่อพวกเขาตกอยู่ในความมืดมิดก็คือหัวใจของพวกเขาไม่มีสันติสุขอีกต่อไป และพวกเขาก็ไม่รู้สึกถึงการสถิตของพระเจ้าอีกต่อไป พวกเขารู้สึกว่าโลกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กับดัก การหลอกลวง และภัยอันตราย และว่าชีวิตยากลำบากมากขึ้นไปอีกเสียด้วยซ้ำ สถานะในโลกของพวกเขาจะเป็นอย่างไรนั้นสำคัญหรือ? พวกเขาจะมีความสามารถหรือทรงพลังอย่างไรนั้นสำคัญหรือ? ไม่สำคัญ พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือผู้ที่ถูกพระองค์ทรงกำจัดทิ้งจะลงเอยด้วยจุดจบนี้ ต้องตกนรกทั้งเป็น ซึ่งเจ็บปวดยิ่งนัก ผีที่ยังมีชีวิตทุกจำพวกจะทำร้ายเจ้าทุกวันในที่แห่งนั้น ที่แห่งนั้นไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย นั่นเป็นชีวิตที่แย่กว่าความตาย
เมื่อผู้คนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระเจ้า พวกเขารู้สึกปลอดภัย มีสันติสุข และเปี่ยมความชื่นบาน พวกเขาสามารถดำรงชีวิตเช่นมนุษย์และเข้าร่วมกิจกรรมของความเป็นมนุษย์ที่ปกติทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาเป็นปกติและเป็นอย่างที่ควรเป็น และหัวใจของพวกเขาก็เป็นอิสระและผ่อนคลาย เมื่อผู้คนสูญเสียการใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้า ความรู้สึกเหล่านั้นก็ปลาสนาการไป ดังนั้นพวกเขาจึงตอบสนองต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดรอบๆ ตัวพวกเขาด้วยทักษะ ความสามารถ ความคิด และปรัชญาสำหรับการจัดการทางโลกของตัวเอง และด้วยความใจร้อนของตัวเองเช่นกัน ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดรอบๆ ตัวพวกเขาคืออะไร? สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้คนที่แย่ ผู้คนที่ชั่ว พวกปีศาจใหญ่น้อย และพวกวิญญาณชั่ว ชีวิตของผู้คนจะดีหรือไม่หากพวกเขาอยู่ในสถานที่ของผีโสโครกเช่นนั้นโดยไม่มีการคุ้มครองของพระเจ้า? (ไม่) นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนไม่สามารถชื่นชมวันที่ดีได้แม้เพียงวันเดียวหลังจากผละจากพระเจ้าไป การดำรงชีวิตกลับกลายเป็นลำบากยากเย็นเช่นนั้นจริงๆ สำหรับพวกเขา เมื่อผู้คนใช้ชีวิตภายใต้การใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้จักการทะนุถนอมการนั้นและพวกเขาไม่ถือจริงจังกับการนั้น ทันทีที่พระเจ้าทรงละทิ้งพวกเขา นั่นก็สายเกินไปที่จะเสียใจ และก็นั่นเป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวงจริงๆ! จนเมื่อผู้คนใช้ชีวิตภายใต้การจัดวางเรียบเรียง การใส่พระทัย และการคุ้มครองของพระเจ้าแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถรับประสบการณ์และมีความสุข สันติสุข และความชื่นบานที่แท้จริง ซึ่งก็คือสันติสุขและความชื่นบานที่รู้สึกฝังลึกในหัวใจของคนเราที่มาจากพระเจ้า เมื่อผู้คนสูญเสียการใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้า ความเจ็บปวด ความกังวล ความวิตกกังวล ความไม่สบายใจ และความหวาดหวั่นครั่นคร้ามที่ฝังลึกในหัวใจของพวกเขาก็เริ่มที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ความทุกข์ในหัวใจของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น และเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นไปได้ พวกเขาไม่สามารถหลุดพ้นได้ ทักษะและจุดแข็งของบุคคลหนึ่งจะยอดเยี่ยมได้เพียงใด? เจ้าเผชิญหน้ากับสิ่งใดแต่เพียงผู้เดียวหรือ? เจ้าเผชิญหน้ากับผีโสโครกทุกจำพวก! ภายนอกนั้นพวกเขาดูเหมือนผู้คน กล่าวคือ พวกเขามีรูปทรง รูปสัณฐาน เนื้อหนัง และเลือด แต่ผู้คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของซาตาน และเป็นซาตานกับผีโสโครกทุกจำพวกนั่นเองที่ปั่นหัวผู้คนเหล่านี้ คนคนหนึ่งมีความสามารถได้เพียงใดเมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านี้? พวกเขาไม่กลัวได้หรือไม่? พวกเขาชื่นชมสันติสุขและความชื่นบานได้หรือไม่? ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจมีความสามารถหรือดุดันเพียงใด พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อพวกเขาใช้ชีวิตภายใต้อำนาจของซาตานและในโลกนี้? ทันทีที่พวกเขาอยู่ตามลำพังและสงบสติลงแล้ว พวกเขาก็จะคิดถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวพวกเขารวมทั้งว่าเป็นเรื่องยากเพียงใดที่พวกเขาจะจัดการกับทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาต้องเค้นสมองเพื่อที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ช่างเป็นความทุกข์ยากสาหัสเสียจริงที่พวกเขาจะใช้เรี่ยวแรงและวิธีการของมนุษย์เพื่อเปิดใจยอมรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด! การที่พวกเขาจะใช้ชีวิตยากลำบากแบบนั้นนั่นเอง การที่พวกเขาจะใช้ชีวิตเจ็บปวดแบบนั้นนั่นเอง ผู้คนบางคนพูดว่าบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่ไม่ทนทุกข์กับความเจ็บปวดเช่นนั้น แต่ในข้อเท็จจริงนั้นพวกเขาทนทุกข์มากกว่า ผู้คนธรรมดาสามัญเผชิญหน้ากับวิถีแห่งชีวิตเล็กๆ ในขณะที่บุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่เผชิญหน้ากับวิถีแห่งชีวิตที่ใหญ่กว่าและความทุกข์และการทรมานที่ใหญ่หลวงกว่า พวกเขารู้จักความสุขหรือไม่? (พวกเขาไม่รู้จัก) ดังนั้นทันทีที่ผู้คนสูญเสียการใส่พระทัยและการคุ้มครองของพระเจ้าไปแล้ว และถูกพระองค์ทรงละทิ้งไปแล้ว พวกเขาจะเผชิญหน้ากับชีวิตแบบใด? พวกเขาจะเผชิญหน้ากับผีโสโครกเหล่านั้นทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียวและตามลำพัง—นั่นนำไปสู่ชีวิตที่มิอาจสู้ทนได้! พวกเขาอาจตายเมื่อใดก็ได้เมื่อถูกศัตรูของพวกเขาโจมตีหรืออันเป็นผลจากกลอุบายของพวกเขา และพวกเขาก็ดำเนินชีวิตอย่างเหนื่อยล้า เจ็บปวด และทรมาน ผู้คนบางคนโง่เขลาและคิดว่าการเชื่อในพระเจ้า ไล่ตามเสาะหาความจริงอยู่เป็นนิตย์ และมุ่งความสนใจไปที่การนบนอบพระเจ้าและการรับฟังพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอนั้นไม่น่าสนใจ พวกเขาคิดว่าเป็นผู้คนทางโลกนั่นเองที่เป็นอิสระ และรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าไร้ความหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการเชื่ออีกต่อไป พวกเขาคิดในหนทางนี้อยู่เสมอ แต่วันหนึ่งพวกเขาก็จะเรียนรู้ว่าผลสืบเนื่องของการนี้คืออะไร
ผู้คนชื่นชมสันติสุข ความชื่นบาน พระพร การคุ้มครอง และการเอาพระทัยใส่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ในขณะที่พวกที่ขาดพร่องความเป็นมนุษย์และไม่มีมโนธรรมจะไม่รับประสบการณ์สิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่บุคคลหนึ่งถูกพระเจ้าทรงละทิ้งแล้ว พวกเขาจะรู้สึกว่าความเจ็บปวดจากความมืดมิดลงมายังพวกเขาโดยพลัน และในเวลานั้นพวกเขาจะเข้าใจอย่างสมบูรณ์ว่าการเชื่อในพระเจ้า การปฏิบัติหน้าที่ของตน และใช้ชีวิตในพระนิเวศของพระเจ้าและในการสถิตของพระองค์เคยมีความสุขและเปี่ยมความชื่นบานเพียงใด แต่นั่นก็จะสายเกินไปแล้ว เจ้าอาจพูดว่า “ฉันเสียใจที่ผละจากพระเจ้าไป ฉันเริ่มต้นเชื่อในพระองค์ใหม่ได้ไหม?” พระเจ้าทรงมอบโอกาสเช่นนั้นหรือไม่? (พระเจ้าไม่ทรงทำเช่นนั้น) หากเจ้าไม่ต้องการพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าจะยังคงต้องประสงค์เจ้าได้หรือไม่? เจ้าไม่รักซาตานหรอกหรือ? เจ้ารักซาตานในหัวใจของเจ้า แต่เจ้ายังคงต้องการติดตามพระเจ้าเพื่อได้มาซึ่งพระพรบางอย่าง พระเจ้าจะทรงสามารถยอมรับการนี้ได้หรือ? (พระองค์ไม่ทรงสามารถยอมรับการนี้ได้) นั่นคือวิธีที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นผู้คนต้องมาอยู่ในการสถิตของพระเจ้าบ่อยครั้งเพื่อไตร่ตรองและคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้ให้ดี กล่าวคือ ความสุขที่แท้จริงคืออะไร จะใช้ชีวิตเพื่อที่จะมีความสุข ความชื่นบาน และสันติสุขที่แท้จริงได้อย่างไร และสิ่งใดมีคุณค่าและควรค่ากับการได้รับการทะนุถนอมมากที่สุดในชีวิตของผู้คน สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการไตร่ตรอง ยิ่งเจ้าไตร่ตรองสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมและความจริงมากขึ้นเท่าใด พระเจ้าก็ยิ่งจะทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำเจ้า และทรงยอมให้เจ้าเข้าใจ รู้จัก และมองเห็นมากขึ้นเท่านั้น และเจ้าก็ยิ่งจะกลายเป็นได้รับความรู้แจ้งและได้รับความกระจ่างในแง่มุมของการปฏิบัติและการเข้าสู่ความจริงมากขึ้นเท่านั้น—เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าจะไม่กลายเป็นยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกทีหรอกหรือ? หากเจ้าเกียจคร้านและแข็งขืนอยู่เสมอ รังเกียจและไม่ชอบความจริงอยู่เสมอ หากเจ้าไม่ต้องการมาอยู่ในการสถิตของพระเจ้าเลยและคิดถึงการทำตัวเหลวแหลกและการออกนอกลู่นอกทางจากพระเจ้าอยู่เสมอ และหากเจ้าไม่ยอมรับทั้งการทรงนำของพระองค์ การใส่พระทัยของพระองค์ และการคุ้มครองของพระองค์ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงสามารถฝืนใจเจ้าได้หรือ? หากนี่คือท่าทีของเจ้า พระเจ้าจะไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเจ้าย่อมจะมีความเชื่อเล็กน้อย ยิ่งเจ้าเชื่อนานขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะมีพลังน้อยลงเท่านั้น แล้วเจ้าก็จะพร่ำบ่น เผยแพร่มโนคติอันหลงผิดและความคิดลบของเจ้า และในที่สุดเจ้าก็จะก่อให้เกิดเรื่องเดือดร้อน ทันทีที่เจ้าก่อให้เกิดเรื่องเดือดร้อนและรบกวนงานของคริสตจักรแล้ว พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างใจดีมีเมตตามากอีกต่อไป และการนั้นจะขับไล่เจ้าและเอาตัวเจ้าออกไป และเจ้าย่อมจะมาถึงปลายทางของเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า สำหรับการนี้จะติเตียนใครได้? (ตัวบุคคลนั้นเอง) นี่คือปลายทางที่มาถึงผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ดังที่มีคำกล่าวว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” หากเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้วแต่ยังไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าได้เลือกเส้นทางของโลก และติดตามซาตานแทนที่จะเป็นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะทรงละทิ้งและทอดทิ้งเจ้า พระเจ้าไม่ทรงบังคับผู้คน ความรอดของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ และความจริงและพระชนม์ชีพของพระองค์มอบให้มนุษย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พระองค์ไม่ทรงขอเงินทองจากเจ้าหรือทำข้อตกลงกับเจ้า หากเจ้าไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่ยังพร่ำบ่นกับพระเจ้าและรบกวนงานของคริสตจักรด้วย เจ้าไม่ได้กำลังหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด? พระองค์จะทรงทอดทิ้งเจ้าอย่างแน่นอน และนี่ย่อมจะเป็นการลงทัณฑ์อันสาสมของเจ้า หากเจ้าปฏิเสธความรอดอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเมื่อความรอดนั้นอยู่เฉพาะหน้า และยังคงรู้สึกถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและปรารถนาที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้า นี่ย่อมไม่สมเหตุผลอย่างแท้จริง! หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรกลับไปยังหลุมที่เต็มไปด้วยโคลนของโลกและเอาตัวรอดไปตามอำเภอใจ! พระเจ้าไม่ใส่พระทัยอีกต่อไป และในการนี้จุดจบของเจ้าย่อมจะถูกตัดสิน บางคนพูดว่า “หากผู้คนไม่ต้องการพระเจ้าอีกต่อไป เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาตายไป?” ไม่มีพวกที่คิดเช่นนี้หรอกหรือ? (มีพวกที่คิดเช่นนี้) ผู้คนบางคนโหดร้ายและพูดว่า “หากบุคคลหนึ่งไม่ติดตามพระเจ้า พระเจ้าทรงควรสาปแช่งพวกเขา ลงโทษพวกเขา จากนั้นจึงทำลายพวกเขา!” พวกเจ้าคิดว่านี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ นี่ไม่ใช่พระอุปนิสัยของพระเจ้า) พระเจ้าไม่ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ไม่ทรงบังคับผู้คน ชีวิตของบุคคลหนึ่งจะเป็นเช่นใดนั้น พระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว และพระเจ้าก็ไม่ทรงพระราชกิจอย่างส่งเดช ชะตากรรม บั้นปลาย และจุดจบของบุคคลนั้นได้รับการกำหนดล่วงหน้าโดยพระเจ้า และหากพวกเขาไม่ติดตามพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะยังคงทรงยอมให้พวกเขาใช้ชีวิตในหนทางนั้นตามชะตาลิขิตเดิมของพวกเขาเป็นธรรมดา พระเจ้าจะทรงส่งมอบพวกเขาให้แก่ซาตาน และนั่นจะเป็นปลายทางของการนั้น จุดจบของพวกเขาในท้ายที่สุดแล้วก็จะได้รับการกำหนดโดยพระเจ้าในเวลาที่จุดจบนั้นควรจะได้รับการกำหนดเมื่อสิ้นสุดชีวิตของพวกเขา พระเจ้าจะไม่ทรงทำให้กฎเหล่านี้ทั้งหมดเสียไป ในคำพูดของมนุษย์ พระเจ้าทรงกระทำการในหนทางที่มีเหตุผลเป็นพิเศษ ต่างจากความเคลือบแฝงและความเลวทรามของพวกศัตรูของพระคริสต์ ผู้ที่พูดว่า “หากแกไม่ติดตามข้า ข้าจะฆ่าแก!” นั่นคืออุปนิสัยแบบใด? นั่นคืออุปนิสัยของโจร เป็นอุปนิสัยของวายร้าย ของอันธพาล พระเจ้าไม่ทรงประพฤติพระองค์แบบนี้ พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าไม่ติดตามเรา เช่นนั้นแล้วก็จงกลับคืนสู่ซาตาน และตั้งแต่นี้เป็นต้นไปความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างพวกเราก็จะถูกตัดขาด เจ้าจะไม่ได้ชื่นชมทั้งการคุ้มครองและการใส่ใจของเรา เจ้าจะไม่มีส่วนแบ่งในพระพรนี้ จงใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าชอบ นั่นขึ้นอยู่กับเจ้าที่จะเลือก!” พระเจ้าทรงยอมผ่อนปรนต่อผู้คนและพระองค์ไม่ทรงบังคับพวกเขา ต่างจากซาตาน ผู้ที่ต้องการควบคุมและเกาะติดเจ้าอยู่เสมอ ตลอดกาล ต่อให้นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงทำเช่นนั้น พระเจ้าทรงมีหลักธรรมของพระองค์เองสำหรับการทำสิ่งต่างๆ พระองค์ทรงขอให้ผู้คนติดตามพระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงบังคับพวกเขาเลย ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริง หากเจ้าไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เจ้าย่อมจะไม่มีวันได้มาซึ่งพระพรของพระเจ้า
7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ