ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไป (ตอนที่หนึ่ง)

พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า เพราะมวลมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเกินไป และผู้คนก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า แต่ปฏิบัติในฐานะคนคนหนึ่ง การที่ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอนั้นเป็นปัญหาอย่างไร? และการที่พวกเขามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่เสมอนั้นเป็นปัญหาอย่างไร? สิ่งใดกันที่ถูกบรรจุอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์? เราได้ค้นพบว่า ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดกับพวกเขา หรือไม่ว่าพวกเขาจัดการกับสิ่งใด ผู้คนก็เอาแต่คุ้มครองผลประโยชน์ของตัวเองและกังวลกับเนื้อหนังของตัวเอง และพวกเขาก็มองหาเหตุผลหรือข้ออ้างเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ พวกเขาไม่ได้แสวงหาหรือยอมรับความจริงเลยสักนิด และทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็เป็นไปเพื่อปกป้องเนื้อหนังของตนและเป็นการวางแผนเพื่อโอกาสอันดีของตนในภายหน้า พวกเขาล้วนวอนขอพระคุณจากพระเจ้า อยากได้รับผลประโยชน์ใดก็ตามที่ตนทำได้ เหตุใดผู้คนจึงสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากมายนัก? เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนมีความโลภโดยธรรมชาติ ถึงกระนั้นเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็ยังไม่มีเหตุผลใดๆ เลย ทุกสิ่งที่ผู้คนทำ—ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่กำลังอธิษฐาน หรือสามัคคีธรรม หรือเทศนาสั่งสอน—ทั้งในการไล่ตามเสาะหา ในความนึกคิด และในความใฝ่ฝันของพวกเขา เหล่านี้ล้วนเป็นการเรียกร้องต่อพระเจ้า และเป็นการพยายามวอนขอสิ่งทั้งหลายจากพระองค์ ทั้งหมดนี้ผู้คนทำไปด้วยหวังว่าจะได้รับบางสิ่งจากพระเจ้า บางคนบอกว่า “นี่คือธรรมชาติของมนุษย์” ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว! นอกจากนี้ การที่ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไปและมีความปรารถนาอันฟุ้งเฟ้อมากเกินไป ก็พิสูจน์ว่าผู้คนขาดมโนธรรมและเหตุผลอย่างแท้จริง พวกเขาล้วนเรียกร้องและวอนขอสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือพยายามโต้แย้งและหาข้ออ้างให้ตัวเอง ทำเรื่องทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเอง สามารถเห็นได้จากหลายสิ่งว่า สิ่งที่ผู้คนทำนั้นไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง อันเป็นข้อพิสูจน์ที่สมบูรณ์ถึงตรรกะเยี่ยงซาตานที่ว่า “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” ได้กลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไปเสียแล้ว การที่ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกินไปแสดงให้เห็นปัญหาอะไร? มันแสดงให้เห็นว่า ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนถึงจุดหนึ่งแล้ว และกับความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติกับพระองค์ในฐานะพระเจ้าเลยสักนิด บางคนกล่าวว่า “หากพวกเราไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าเยี่ยงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพวกเรายังคงเชื่อในพระองค์อยู่? หากพวกเราไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า พวกเราจะยังติดตามพระองค์จนถึงตอนนี้หรือ? พวกเราจะทนกับความทุกข์ทั้งมวลนี้ได้หรือ?” หากมองผิวเผินดูเหมือนเจ้าเชื่อในพระเจ้า และสามารถติดตามพระองค์ได้ กระนั้น ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระองค์ และทัศนะที่เจ้ามีต่อหลายสิ่ง เจ้าไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าเยี่ยงพระผู้สร้างเลยสักนิด หากเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าเยี่ยงพระเจ้า หากเจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรมีจุดยืนในฐานะสิ่งทรงสร้าง และเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะสร้างข้อเรียกร้องใดๆ ต่อพระเจ้า หรือมีความปรารถนาฟุ้งเฟ้อใดๆ เจ้าจะสามารถมีความนบนอบที่แท้จริงในหัวใจแทน และเจ้าจะสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์โดยสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์และนบนอบพระราชกิจทั้งมวลของพระองค์ได้

เมื่อเริ่มมีพยานแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ผู้คนล้วนบ่นว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ไม่ได้ให้ความรู้แจ้งแก่พวกเราก่อนที่พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อว่าพวกเราจะเตรียมใจตัวเองไว้ได้ หากพวกเราได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว พวกเราคงสามารถยอมรับพระองค์ได้ แทนที่จะกบฏและขัดขืน พระองค์ไม่ได้ทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์หรอกหรือ? พวกเราขัดขืนและกบฏต่อพระองค์ เพราะพวกเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ต้องทำตาม พระองค์ทรงทำบางอย่างเพื่อหยุดไม่ให้เราขัดขืนและให้เราผ่านไปอย่างราบรื่นไม่ได้หรือ?” ผู้คนไม่ได้คิดแบบนี้หรอกหรือ? หลายคนยังตั้งเงื่อนไขอีกด้วย โดยบอกว่า “พวกเราทำอะไรกับความเป็นกบฏและการขัดขืนของตัวเองไม่ได้หรอก การทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้า เข้ากันไม่ได้กับมโนคติอันหลงผิดของพวกเรามากเกินไป หากการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้ามีร่างสูงกว่านี้อีกนิด หรือมีรูปลักษณ์โดดเด่น หรือรุ่มรวยความรู้ หรือพูดจาฉะฉาน หรือสามารถปรากฏกายได้ตามต้องการและแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ หรือหากพระเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจเมื่อทรงปรากฏในรูปมนุษย์โดยสอดคล้องกับความคิดฝันของผู้คนมากกว่านี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็คงไม่ขัดขืนพระเจ้า” หลายคนสร้างข้อเรียกร้องเหล่านี้ในตอนนั้น แต่พระเจ้าไม่ทรงทำให้สอดคล้องกับความคิดฝันหรือมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ กลับกัน พระองค์ทรงตอบโต้กลับและทำให้ขัดแย้งสิ้นเชิงกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ การนี้พิสูจน์สิ่งใด? การนี้พิสูจน์ว่ามโนคติและข้อเรียกร้องของมนุษย์นั้น ก่อปัญหาอย่างไร้เหตุผล บางคนกลายเป็นผู้นำคริสตจักรแต่ไม่ได้ทำกิจจริงอันใดเลย และเพียงแต่ง่วนกับการงานภายนอก เมื่อเราตัดแต่งคนเหล่านี้ เพียงเอ่ยตำหนิไม่กี่คำ พวกเขาก็เศร้าอยู่ภายใน ร่ำไห้ขมขื่นและกลายเป็นคนคิดลบ พวกเขาพูดกับตัวเองว่า “พระเจ้าไม่ได้เปี่ยมด้วยพระกรุณาและความรักหรอกหรือ? ฉันทนทุกข์มากมายนัก ทำไมพระองค์ไม่ทรงตรัสพระวจนะน่าฟังสักหน่อยเพื่อชูใจฉัน? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงอวยพรแก่ฉันแม้สักคำ?” ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าด้วยวิธีนี้ และเต็มไปด้วยเหตุผลในการชำระตนเองให้ชอบธรรม บางคนรู้สึกว่าตัวเองมีทุนเพราะได้เผยแผ่ข่าวประเสริฐแก่คนอื่นมากมายจนสำเร็จ ดังนั้นเมื่อทำบางอย่างผิดและถูกตัดแต่ง พวกเขาก็โต้แย้งว่า “ฉันเผยแผ่ข่าวประเสริฐแก่ผู้คนมากมายจนสำเร็จโดยไม่ได้บำเหน็จอะไร และตอนนี้ฉันกลับถูกตัดแต่งเยี่ยงนี้ ฉันทนทุกข์มามากนัก และเมื่อถึงปลายทาง ฉันก็ยังถูกตัดแต่ง ทำไมพระเจ้าถึงไม่สนพระทัยความรู้สึกฉัน?” ผู้คนที่คิดเช่นนี้มีความจริงในหัวใจหรือไม่? ข้อเรียกร้องเหล่านี้สมเหตุผลหรือไม่? หากเราชูใจบางคนหลังตัดแต่งพวกเขาแล้ว พวกเขาคงคิดว่า “พระเจ้าทรงดีเหลือเกิน ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพระองค์จะทรงชูใจฉัน” แต่แล้ว หากเราตัดแต่งคนอื่น และคนนั้นเสียใจเป็นพิเศษ แล้วเราไม่ได้ชูใจเขา คนคนนั้นคงคิดว่า “ทำไมพระเจ้าทรงชูใจคนอื่นหลังตัดแต่งพวกเขา แต่ไม่ทรงชูใจฉันล่ะ? พระเจ้าไม่ทรงเป็นธรรมกับฉัน” และเขาก็จะมีมโนคติอันหลงผิดในหัวใจ ผู้คนมีข้อเรียกร้อง ความคิดฝัน และความปรารถนาอันไม่สมเหตุผลมากมายในหัวใจ ซึ่งจะระเบิดออกมาในบางเวลาที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ทั้งนี้เพราะไม่มีความคิด แนวคิด หรือข้อเรียกร้องใดเลยที่มนุษย์เปิดเผยออกมาจะเข้ากันได้กับพระเจ้า และธรรมชาติของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยสิ่งเยี่ยงซาตาน ทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อตัวเอง เขาเห็นแก่ตัวและโลภ เขามีความปรารถนาฟุ้งเฟ้อมากเกินไป และเขาก็โสมมเกินไปและถูกทำให้เสื่อมทรามล้ำลึกเกินไป

ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ปัญหาของเรื่องนี้คืออะไร? บางคนจะอธิษฐานต่อพระเจ้าเมื่อพวกเขาชื่นชมกับผลจากการชูใจ โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงคุ้มครองข้าพระองค์ โปรดทรงให้ข้าพระองค์ได้ใช้ชีวิตในสภาวะเช่นนี้ตลอดเวลา” ผู้คนยังมีข้อเรียกร้องเวลาที่ตัวเองไม่เป็นสุขหรือระทดท้อ โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า เหตุใดพระองค์ไม่ทรงแสดงความกรุณาแก่ข้าพระองค์? เหตุใดพระองค์ไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์? เหตุใดสิ่งต่างๆ จึงดีนักสำหรับคนอื่น แต่แย่นักสำหรับข้าพระองค์?” เมื่อประสบความทุกข์ยาก ผู้คนเรียกร้องแน่นหนักให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของพวกเขา เมื่อสิ่งต่างๆ ไปได้ดี ข้อเรียกร้องของผู้คนก็ยิ่งล้นเกิน เมื่อผู้คนได้บางสิ่งมา พวกเขาก็ยิ่งต้องการมากขึ้น และเมื่อพวกเขาไม่ได้ พวกเขาก็อยากได้ใจจะขาด ผู้คนอยากได้ในสิ่งใดเล่า? พวกเขาอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ รวมถึงสิ่งที่ผลประโยชน์ฝ่ายเนื้อหนังของเขาประสงค์ ดังนั้นจึงไม่มีข้อเรียกร้องใดของมนุษย์ที่ชอบธรรมและสมควรได้ ครั้นเรามอบเสื้อผ้าหรือเครื่องอุปโภคทั้งหลายแก่ครอบครัวยากจนสองสามครอบครัว บางคนก็กลับไม่เป็นสุขที่ได้เห็น พวกเขาคิดว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงดูแลพวกนั้นอยู่เสมอแต่ไม่ทรงดูแลฉัน? พระเจ้าไม่ทรงเป็นธรรมเลย!” คนอื่นไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ในตอนนั้น และคิดว่า “นับว่าเป็นพระคุณของพระเจ้าแล้วที่ฉันสามารถเดินบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระองค์และไปตามเส้นทางนั้นอย่างปลอดภัยจนถึงตอนนี้ ฉันไม่ควรไล่ตามเสาะหาสิ่งที่เป็นวัตถุเหล่านั้น” แต่หลังตรึกตรองในภายหลัง พวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจ เมื่อรู้สึกว่าไม่อาจเอาชนะความรู้สึกนั้นได้ พวกเขาอธิษฐาน และหยุดใคร่ครวญได้ชั่วคราว แต่สิ่งเหล่านั้นยังอยู่ในหัวใจของพวกเขา—ไม่ว่าจะจัดความสำคัญอย่างไร หัวใจพวกเขาก็ยังไม่สู้ดี และพวกเขาก็คิดกับตัวเองว่า “ความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหนเล่า? เหตุใดฉันจึงมองไม่เห็น? พระเจ้าไม่ทรงจัดการเรื่องภายนอกเหล่านี้ให้เป็นธรรมหรือสมเหตุผล ดังนั้นแล้ว ความชอบธรรมของพระองค์สำแดงขึ้นที่ไหนเล่า?” จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนจิตใจและความคิด “ความชอบธรรมไม่เหมือนกับความเป็นธรรมหรือความสมเหตุผล และไม่ควรเอามาปะปนกัน” แต่พวกเขาก็ยังไม่พอใจและไม่อาจปล่อยวางเรื่องนี้ได้ ผู้คนห่วงกังวลยิ่งกับผลประโยชน์ทางวัตถุเล็กๆ น้อยๆ คงดียิ่งนักหากพวกเขาห่วงเรื่องความจริงได้เท่ากัน อย่างไรเสีย การสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าในหัวใจอยู่เป็นนิจก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของคนเรา และคนที่ไม่รักความจริง ก็ล้วนแต่รักประโยชน์ทางวัตถุ สรุปแล้ว ข้อเรียกร้องและการวางแผนทั้งมวลของผู้คน—เรียกร้องสารพัดสิ่งจากพระเจ้า วางแผนลับตรงนั้นทีตรงนี้ที—เข้ากันไม่ได้กับความจริง และขัดแย้งกับพระประสงค์และเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงรักสิ่งเหล่านี้เลย ล้วนเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดและชิงชัง ข้อเรียกร้องที่ผู้คนสร้างต่อพระเจ้า ทุกสิ่งที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา และเส้นทางที่พวกเขาเดิน ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับความจริง บางคนคิดว่า “ฉันทำงานให้คริสตจักรมาหลายปีดีดักแล้ว หากฉันป่วย พระเจ้าก็ควรทรงรักษาและอวยพรฉัน” โดยเฉพาะคนที่เชื่อในพระเจ้ามานาน ก็ยิ่งเรียกร้องจากพระองค์มากขึ้น คนที่เพิ่งเชื่อมาไม่นานรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร แต่ผ่านไปสักพัก พวกเขาจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองควรได้รับ ผู้คนก็เป็นเช่นนี้เอง นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ และไม่มีข้อยกเว้นเลยสักคน บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเกิน เพราะฉันเป็นสิ่งทรงสร้าง และฉันไม่คู่ควรกับการทูลขอสิ่งใดจากพระองค์” อย่าเพิ่งรีบร้อนเอ่ยเช่นนั้น เวลาจะเปิดเผยทุกสิ่ง ในที่สุด ธรรมชาติและเจตนารมณ์ของมนุษย์จะถูกเปิดโปงและระเบิดออกมาเข้าสักวัน ผู้คนไม่สร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า เพราะพวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นหรือไม่ใช่เวลาที่สมควร หรือเพราะพวกเขาสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามามากมายแล้ว กระนั้น พวกเขาแค่เพียงไม่รู้ว่านี่เองก็คือข้อเรียกร้องหนึ่ง กล่าวสั้นๆ ก็คือ ผู้คนมีธรรมชาติแบบนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่เผยมันออกมา หากสภาวการณ์ถูกต้องหรือสบโอกาส มันย่อมถูกเปิดเผยโดยธรรมชาติ เหตุใดจึงสามัคคีธรรมกันเรื่องนี้ในวันนี้? ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่ามีอะไรในธรรมชาติของตน อย่าคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าสักสองสามปี หรือทำงานให้คริสตจักรสักสองสามวันนั้น หมายความว่าเจ้าได้สละตน อุทิศตน หรือทุกข์ทนมากมายแล้วเพื่อพระองค์ และสมควรได้บางสิ่งมา เช่น ความชื่นบานกับสิ่งที่เป็นวัตถุ การบำรุงฝ่ายร่างกาย หรือการที่ผู้อื่นเคารพและให้คุณค่ามากขึ้น หรือว่าให้พระเจ้าตรัสกับเจ้าอย่างอ่อนโยน หรือใส่พระทัยเจ้ามากกว่านี้ หรือให้ตรัสถามบ่อยครั้งว่าเจ้ากินดีมีเสื้อผ้าอาภรณ์พร้อมหรือไม่ ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวผู้คนโดยไม่รู้ตัวเมื่อพวกเขาสละตนเพื่อพระเจ้ามาเป็นเวลานาน และพวกเขามาคิดว่าตนเองคู่ควรกับการเรียกร้องอะไรบางอย่างจากพระองค์ ในยามที่พวกเขาสละตนเพื่อพระเจ้ามาเพียงไม่นาน พวกเขาคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ และไม่กล้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาย่อมจะคิดว่าตนเองมีต้นทุน และข้อเรียกร้องของพวกเขาจะเริ่มเผยตัว อีกทั้งธรรมชาติของพวกเขาในแง่มุมเหล่านี้ก็จะถูกเปิดโปง ผู้คนเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? เหตุใดผู้คนจึงไม่ไตร่ตรองว่าการสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? เจ้าคู่ควรกับสิ่งเหล่านี้หรือ? พระเจ้าเคยทรงให้คำมั่นในสิ่งเหล่านั้นแก่เจ้าหรือ? หากบางสิ่งไม่ได้เป็นของเจ้า ทว่าเจ้ากลับเรียกร้องในสิ่งนั้นอย่างหัวชนฝา นี่ก็ย่อมขัดต่อความจริง อีกทั้งกำเนิดมาจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเจ้าโดยแท้ แรกเริ่มนั้นหัวหน้าทูตสวรรค์ปฏิบัติตนอย่างไร? มันได้รับตำแหน่งที่สูงเกินไป ได้รับมากมายเกินไป มันจึงคิดว่าตนเองสมควรได้รับสิ่งใดก็ตามที่ปรารถนา และสิ่งใดก็ตามที่ได้รับมา จนในที่สุดก็ไปถึงจุดที่มันกล่าวว่า “ฉันต้องการที่จะยืนหยัดทัดเทียมพระเจ้า!” นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้าอย่างมีข้อเรียกร้องมากเกินไป มีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่เกินไป หากพวกเขาไม่ตรวจสอบตนเองและไม่อาจตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหานี้ เช่นนั้นแล้ว วันหนึ่งพวกเขาย่อมจะกล่าวว่า “พระองค์ทรงหลีกทางเถิด ข้าพระองค์พอจะเป็นพระเจ้าด้วยตัวเองได้แล้ว” หรือ “พระเจ้า ข้าพระองค์จะสวมใส่สิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงสวมใส่ กินสิ่งใดก็ตามที่พระองค์เสวย” ผู้คนที่ไปถึงจุดนี้กำลังปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะมนุษย์แล้ว แม้ว่าผู้คนจะยอมรับทางวาจาว่าพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์คือพระเจ้าพระองค์เอง ทว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงคำพูดผิวเผิน ในความเป็นจริงนั้นหัวใจของพวกเขาไม่ได้มีความนบนอบหรือความยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย บางคนถึงกับต้องการที่จะเป็นพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ และหากความมักใหญ่ใฝ่สูงกับความอยากได้อยากมีของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นจนถึงระดับนี้ เช่นนั้นก็ย่อมจะเป็นปัญหา มีแววว่าจะเกิดหายนะขึ้นกับพวกเขา และต่อให้พวกเขาถูกขับออกจากคริสตจักร พระเจ้าก็จะยังทรงลงโทษพวกเขา

ผู้เชื่อในพระเจ้าควรปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้า และมีเพียงการทำเช่นนี้ที่พวกเขาย่อมเชื่อในพระเจ้าโดยแท้จริง พวกเขาไม่ควรรับรู้แต่สถานะของพระเจ้า แต่ควรมีความเข้าใจที่แท้จริงและมีความยำเกรงต่อแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้า และนบนอบโดยสมบูรณ์ ต่อไปนี้คือสองหนทางในการปฏิบัติสิ่งนี้ หนทางแรก ในยามที่ปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า จงรักษาความกตัญญูและท่าทีที่ซื่อสัตย์ที่มีอยู่ในตัว ปราศจากมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดฝันใดๆ และมีหัวใจที่นบนอบ หนทางที่สองคือนำเจตนาเบื้องหลังทุกคำที่เจ้าพูด ทุกคำถามที่เจ้าถาม และทุกสิ่งที่เจ้าทำมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อตรวจสอบเจตนาเหล่านั้นและอธิษฐาน มีเพียงการรู้วิธีปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงและรากฐานในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ หากเจ้าไม่แสวงหาความจริง เจ้าจะไม่เพียงไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เท่านั้น แต่เจ้าจะสะสมมโนคติอันหลงผิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนั่นนำมาซึ่งปัญหา เมื่อเจ้ามองพระเจ้าเป็นบุคคลหนึ่ง เช่นนั้นพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็คือพระเจ้าที่คลุมเครือบนสวรรค์ เจ้าจะได้ปฏิเสธการทรงปรากฏในรูปมนุษย์โดยสิ้นเชิง และในหัวใจเจ้าจะไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตอีกต่อไป คราวนี้เจ้าจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์และร่วงลงสู่ความมืด ยิ่งเจ้าสร้างความชอบธรรมในตนเองมากเท่าไร เจ้าจะยิ่งสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า และจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งเจ้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้ามากเท่าไร นั่นยิ่งพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้ปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าเลย หากเจ้าซ่อนเร้นข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอยู่ในหัวใจเสมอ เช่นนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เจ้าก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อตนเองเยี่ยงพระเจ้า และเป็นคำพยานให้แก่ตนเองในยามที่ทำงานในคริสตจักร จนถึงกับกล่าวว่า “พระเจ้าก็ทรงเป็นคำพยานแก่พระองค์เองไม่ใช่หรือ? ทำไมฉันถึงทำบ้างไม่ได้?” เพราะเจ้าไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจึงจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ และเจ้าจะไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า น้ำเสียงของเจ้าจะเปลี่ยนไป อุปนิสัยของเจ้าจะกลายเป็นโอหัง และสุดท้ายเจ้าจะมายกย่องและเป็นพยานให้แก่ตนเองทีละน้อย นี่คือกระบวนการในการปฏิเสธของมนุษย์ และเกิดขึ้นจากการที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยแท้ ทุกคนที่เดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ย่อมยกย่องและเป็นคำพยานแก่ตนเอง เลื่อนขั้นให้ตนเองและอวดตนในทุกโอกาส อีกทั้งไม่สนใจพระเจ้าเลย พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ที่เรากำลังพูดถึงอยู่หรือไม่? ผู้คนมากมายดึงดันที่จะเป็นพยานยืนยันแก่พวกเขาเอง พูดเกี่ยวกับการที่พวกเขาทนทุกข์เช่นนั้นเช่นนี้ วิธีที่พวกเขาทำงาน วิธีที่พระเจ้าทรงให้ค่าพวกเขาและไว้วางพระทัยมอบหมายงานเช่นนั้นแก่พวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเป็นก็คือจงใจใช้น้ำเสียงที่เจาะจงเวลาพูด อีกทั้งส่งผลต่อกิริยาบางอย่าง กระทั่งในท้ายที่สุดบางคนอาจจะเริ่มคิดว่าตนเองคือพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงทอดทิ้งพวกที่ไปถึงจุดนั้นนานแล้ว และระหว่างที่พวกเขายังไม่ได้ถูกขับออกและเอาออกไป อีกทั้งยังคงอยู่เพื่อทำงานปรนนิบัติแทน ชะตากรรมของพวกเขาก็ย่อมถูกตัดสินเด็ดขาดแล้ว และแค่รอคอยการลงโทษของตนเองเท่านั้น สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วในบางที่ ผู้เชื่อใหม่คนหนึ่งเห็นว่าพี่น้องหญิงคนหนึ่งพูดและแสดงออกอย่างค่อนข้างมีเกียรติ และเข้าใจผิดว่าเธอคือพระเจ้า เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน ผู้เชื่อใหม่คนนี้ก็กอดขาเธอแน่นและร่ำร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า! อย่าไปเลย! ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์ จะคิดถึง พระองค์!” พี่น้องหญิงคนนี้รู้ชัดเจนว่าตนเองไม่ใช่พระเจ้า แต่เธอกลับไม่ปฏิเสธเรื่องนี้และไม่แก้ไขความเข้าใจผิด บุคคลเช่นนี้มีเหตุผลหรือไม่? (พวกเขาไม่มีเหตุผล) เธอไม่มีเหตุผลเลย ทั้งยังไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง! ใครบางคนสับสนและไม่รู้ความ และปฏิบัติต่อใครคนหนึ่งแบบนั้นเยี่ยงพระเจ้า—นี่ย่อมเป็นสิ่งที่เลวร้ายโดยแท้จริง! และการกอดขาของเธอแล้วร่ำไห้ก็เป็นสิ่งที่แสนไม่รู้ความอันเกินจะแก้! หากเจ้าสามารถปฏิบัติต่อมนุษย์ผู้เสื่อมทรามซึ่งเป็นของซาตานราวกับเป็นพระเจ้าได้ เช่นนั้นเจ้ากำลังเชื่อในพระเจ้าในหนทางใด? นั่นเป็นการเชื่อในซาตานมิใช่หรือ? คนบางคนต้องสับสนมากเพียงไรถึงปฏิบัติต่อบุคคลหนึ่งราวกับเป็นพระเจ้า? หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่สามารถยอมรับหรือไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เจ้าย่อมมีแนวโน้มที่จะถูกผู้อื่นชักพาให้หลงผิด และเจ้าก็หมิ่นเหม่ที่จะทำสิ่งที่โง่เขลาและหลงผิดได้ ผู้คนที่โง่เขลาและไม่รู้ความตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง พวกเขาสามารถทำเรื่องโง่เง่าได้ทุกประเภท

ผู้คนสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเช่นนี้ตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเองอยู่เสมอ เจ้าขอให้พระเจ้าทรงช่วยเจ้าให้รอด ทรงกรุณาเจ้า ทรงรักเจ้า ทรงแสดงพระคุณแก่เจ้า—ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นไปตามแนวคิดของเจ้า ในการทำเช่นนั้น เจ้ากำลังใช้แนวคิดและวิธีการของตนเองในการสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า และทำให้พระเจ้าทรงเชื่อฟังเจ้า ปัญหาของเรื่องนี้คืออะไร? นี่คือการเชื่อในพระเจ้าหรือ? สิ่งที่เจ้าเชื่อคือตัวเจ้าเอง พระเจ้าไม่ทรงอยู่ในหัวใจของเจ้า และไม่ทรงมีความจริงประการใดให้ตรัสถึง คนบางคนซื้อรองเท้าให้เราหนึ่งคู่ด้วยน้ำใจไมตรี แต่รองเท้าคู่นั้นไม่พอดี เราจึงต้องการคืนกลับไปให้พวกเขา แต่แล้วเราก็คิดว่าหากเราคืนรองเท้าคู่นั้นไปเขาอาจจะเข้าใจผิด ดังนั้นเราจึงยกรองเท้าคู่นี้ให้อีกคนหนึ่งสวมใส่ เมื่อคนคนนั้นรู้เข้า เขาก็ไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ และพูดว่า “พระองค์รู้หรือไม่ว่าข้าพระองค์ใช้ความพยายามและเงินทองมากแค่ไหน และเดินทางไปไกลแค่ไหนเพื่อซื้อรองเท้าคู่นั้นมา? พระองค์ทรงยกรองเท้าคู่นี้ให้ผู้อื่นง่ายดายเหลือเกิน พระองค์คิดว่าข้าพระองค์หาเงินก้อนนั้นมาได้ง่ายๆ งั้นหรือ? หากพระองค์ไม่ต้องการใส่ก็คืนข้าพระองค์มา—พระองค์ทรงยกรองเท้าคู่นั้นให้ผู้อื่นได้อย่างไร?” เราตอบไปว่า “เราไม่ได้มีบัญชาให้เจ้าซื้อรองเท้าคู่นั้นให้เรา เจ้าซื้อมามอบให้เราแต่เราใส่ได้ไม่พอดี เราจึงยกให้คนอื่นใส่ เรื่องนั้นเป็นปัญหาหรือ? หากเรามอบรองเท้ากลับคืนไปให้เจ้า เจ้าจะไม่กลายเป็นคิดลบและอ่อนแอ และเข้าใจเราผิดหรอกหรือ? เราทำการจัดการเตรียมการอย่างสมเหตุสมผลไม่ได้หรือ?” การที่ผู้คนปฏิบัติต่อเราเช่นนี้นั้นเหมาะสมหรือไม่? ดูเหมือนว่าผู้คนยังคงมีเจตนาและข้อเรียกร้องแม้ในยามที่พวกเขาถวายบางอย่างให้แก่พระเจ้า นี่คือคนที่เข้าใจความจริงงั้นหรือ? เมื่อเจ้ามอบอะไรบางอย่างแก่พระเจ้า สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของเจ้าอีกต่อไป ทว่าเป็นของพระองค์ พระเจ้าทรงสามารถทำอะไรกับสิ่งนั้นก็ได้ตามที่พระองค์ทรงต้องการ และไม่ว่าพระองค์ทรงจัดการอย่างไร นั่นก็เป็นธุระของพระองค์ ผู้คนควรมีเหตุผลอยู่บ้าง เรียนรู้ที่จะนบนอบ และไม่แทรกแซงกิจการของพระเจ้าอยู่ร่ำไป การโต้เถียงพระเจ้าอยู่เป็นนิจนั้นมีเหตุผลใดหรือไม่? เมื่อผู้คนซื้อสิ่งต่างๆ ให้เรา พวกเขาดูเปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรีและความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เรียกร้องให้เราต้องโปรดปรานสิ่งที่พวกเขาซื้อให้ และพร่ำบ่นหากเราไม่ทำเช่นนั้น มากไปกว่านั้นคือ หากเราไม่ใช้สิ่งเหล่านั้น พวกเขาก็ย่อมไม่พอใจ ผู้คนสร้างข้อจำกัดว่าเราสามารถยกสิ่งเหล่านั้นให้แก่ผู้ใดได้บ้าง อีกทั้งไม่อนุญาตให้เราทำเช่นนั้นหรือเช่นนี้ ผู้คนพินิจพิเคราะห์และใคร่ครวญเรื่องพระเจ้าอยู่เช่นนี้ตลอดทั้งวัน คิดว่า “ทำไมพระเจ้าจึงไม่สามารถสนองความปรารถนาของมนุษย์ได้?” ผู้คนขาดพร่องเหตุผลโดยสิ้นเชิง พวกเขาช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! เราพบว่าผู้คนล้วนกล่าวว่า “ฉันต้องรักพระเจ้าให้ดี และตอบแทนความรักของพระองค์” แต่ในหัวใจของพวกเขาไม่มีความเข้าใจแม้แต่น้อยว่าการรักพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร หัวใจของผู้คนเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา เช่นนั้นแล้วจะมีความรักได้อย่างไร? หากผู้คนเสื่อมทรามอย่างหนักจนพวกเขาไม่มีเหตุผลของคนปกติด้วยซ้ำ การพูดถึงการรักและนบนอบพระเจ้าก็เป็นเพียงคำพูดว่างเปล่ามิใช่หรือ? สิ่งเดียวที่มีอยู่ในตัวผู้คนคือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน ความขุ่นข้องหมองใจ ความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อ และข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลของพวกเขา ในตัวพวกเขาไม่มีความรักหรือการนบนอบอยู่เลย สำหรับผู้คนแล้ว ความรักเป็นเพียงเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหา เป็นเพียงข้อพึงประสงค์จากพระเจ้า ในหมู่พวกเขามีกี่คนที่สัมฤทธิ์สิ่งนี้? มีกี่คนที่มีคำพยานประสบการณ์ที่แท้จริง?

ตอนนี้ที่พวกเจ้าทุกคนต่างเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า ในยามที่เจ้าสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้านั้น เจ้าควรทบทวนตนเองอย่างไร? ข้อเรียกร้องของเจ้าเป็นไปตามความจริงหรือไม่? เจ้าควรมีท่าทีเช่นไรต่อพระเจ้า? เจ้าเคยใคร่ครวญคำถามเหล่านี้บ้างหรือไม่? บางคนกลายเป็นโอหังหลังจากนำคริสตจักรอยู่สองสามแห่ง คิดว่าหากไม่มีพวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่สามารถอยู่ได้ ทั้งยังคิดว่าพวกเขาสมควรได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ผู้คนมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และยิ่งใครบางคนมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าของพวกเขาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น ยิ่งใครบางคนเข้าใจคำสอนมากเท่าไร ข้อเรียกร้องของพวกเขาก็ยิ่งซ่อนเร้นและคิดคดทรยศมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาอาจไม่พูดออกมาเสียงดัง แต่ข้อเรียกร้องเหล่านั้นย่อมซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขา ผู้อื่นอาจไม่พบข้อเรียกร้องเหล่านั้นได้โดยง่าย แต่ใครจะรู้ว่าการพร่ำบ่นและการต้านทานในตัวบุคคลหนึ่งจะระเบิดออกมาเมื่อไร? นั่นย่อมจะหมายถึงปัญหามากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มที่จะล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า เหตุใดยิ่งบุคคลหนึ่งเป็นผู้นำหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกศาสนา บุคคลนั้นก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นศัตรูของพระคริสต์ซึ่งตกอยู่ในอันตราย? ยิ่งใครคนหนึ่งมีตำแหน่งสูงมากเพียงใด ความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเขาก็ยิ่งหนักหนามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งใครคนหนึ่งเข้าใจคำสอนมากเพียงไร อุปนิสัยของพวกเขาก็ยิ่งโอหังมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น การเชื่อในพระเจ้าแต่ไล่ตามไขว่คว้าสถานะแทนที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงจึงเป็นเรื่องที่อันตราย พระเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมาย อีกทั้งได้ทรงเผยและทรงกำจัดพวกที่ไม่รักความจริงทุกคนออกไปจากพระนิเวศของพระองค์ นับประสาอะไรกับพวกที่อยู่ในแวดวงศาสนา พวกเจ้าเห็นถึงความจำเป็นของการที่พระเจ้าทรงพิพากษาและทรงตีสอนผู้คนหรือไม่? เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงและมีการเข้าสู่ชีวิตอย่างแท้จริง พวกเขาจะมองเห็นความเป็นจริงของความเสื่อมทรามของตนเอง และรู้สึกว่าการที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมจะอันตราย ขณะนี้ผู้คนไม่เข้าใจธรรมชาติของตนเองเลย และต่อให้พวกเขามีความเข้าใจที่ผิวเผินอยู่เล็กน้อย นั่นก็เป็นเพียงการเข้าใจคำสอน และพวกเขายังไม่ได้รับความจริง ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงไม่คิดว่าตนเองอยู่ในอันตราย และไม่รู้จักที่จะหวาดกลัวหรือกังวลเรื่องของตนเอง ผู้เชื่อใหม่บางคนกล้าพูดและทำสิ่งใดก็ได้ แต่บรรดาผู้ที่ผ่านประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนมาแล้วย่อมต่างออกไป พวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้าง และต่อให้พวกเขาซุกซ่อนมโนคติอันหลงผิดบางอย่างเอาไว้ พวกเขาก็ไม่กล้าพูดออกมา และรีบอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ล่วงเกินพระองค์ไปเสียแล้ว…” ผู้เชื่อใหม่บางคนกล้าโพล่งคำพูดหมิ่นประมาทออกมาโดยไม่คิดเสียด้วยซ้ำ กล่าวว่า “พระเจ้าทรงทนทุกข์หรือ? ทนทุกข์อะไรกัน? การได้รับประทานอาหารและแต่งตัวอย่างดี มีผู้คนดูแลรับรองไปทุกที่—นั่นไม่ใช่การทนทุกข์! แต่ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนั้น ฉันเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า ไม่ใช่บุคคล” พวกเขากล้าที่จะไม่ยอมรับการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ผู้คนเหล่านี้มีความอวดดีดังที่ว่า พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเลย พวกเขาไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น พวกเขากล้าที่จะพูดอะไรก็ได้ ทั้งยังล้วนซ่อนเร้นธรรมชาติเยี่ยงปีศาจและสัตว์ร้ายเอาไว้ หากเบื้องบนมีความประทับใจหรือความคิดเห็นที่ค่อนข้างดีเกี่ยวกับใครบางคน ก็ย่อมมีคนบางคนกล่าวว่า “นี่คือบุคคลที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบในคริสตจักร เป็นคนที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในพระนิเวศของพระเจ้า” บุคคลจำพวกนี้เข้าใจความจริงหรือไม่? ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย วิธีที่พวกเขามองดูสิ่งทั้งหลายได้เปิดโปงอย่างหมดเปลือกว่าทุกสิ่งในหัวใจของพวกเขายังคงเป็นของทางโลก นี่คือมุมมองและความรู้สึกทางโลกโดยแท้จริง การเชื่อในพระเจ้าและการอ่านพระวจนะของพระองค์สามารถส่งผลใดต่อผู้คนเหล่านี้ได้หรือไม่? พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลย และวิธีมองดูสิ่งทั้งหลายของพวกเขาก็เหมือนกับของผู้ไม่มีความเชื่อ อันที่จริงพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger