พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติต่อความจริงและพระเจ้า (บทตัดตอน 6)
ในยุคสุดท้าย พระผู้สร้างได้ดำรัสพระวจนะทั้งหมดนี้และทรงเผยตัวผู้คนทุกประเภทให้เป็นที่ประจักษ์ ในยามนี้ ผู้คนทุกประเภทได้เผชิญกับความจริง หนทางที่แท้จริง และพระดำรัสของพระผู้สร้าง และสรรพเสียงและทัศนะทุกชนิดก็ถูกเปิดเผย ซึ่งบางความคิดและบางทัศนะก็เอนเอียงไปในทางที่บิดเบี้ยว บ้างก็เอนเอียงไปทางคนที่โอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ บ้างก็หัวโบราณ ยึดติดกับวัฒนธรรมตามประเพณี และเน่าเฟะ หลายคนก็โง่เขลาและไม่รู้เรื่องรู้ราว นอกจากนั้นยังถึงกับมีบางคนที่เกลียดและตั้งตนเป็นอริกับความจริง ไล่กัดคนอื่นราวกับสุนัขบ้า ทั้งยังตัดสินและกล่าวโทษความจริง รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกอย่างไม่สนใจใยดีและไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อนอีกด้วย พวกเขาตัดสินและกล่าวโทษอย่างมัวเมาสิ่งใดก็ตามที่เป็นบวกและการแสดงความจริง และไม่พยายามที่จะแยกแยะว่าสิ่งนั้นถูกต้องหรือผิด หรือสิ่งนั้นมีความจริงอยู่หรือไม่ คนพวกนี้เป็นดั่งเช่นพวกสัตว์และพวกมาร เมื่อเหล่ามนุษย์เผชิญหน้ากับความจริงและหนทางที่แท้จริง พวกเขาย่อมมีทัศนะต่างๆ มากมายที่เผยและเปิดโปงความอัปลักษณ์เยี่ยงซาตานออกมาซึ่งก็คือ ความใจแคบ ดึงดัน ดื้อแพ่ง และโอหังของพวกเขา พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะมีวิจารณญาณและขยายความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของตนเองจากการนี้โดยแสวงหาความจริงบางอย่างไปพลางเช่นกัน หากสิ่งเหล่านี้เผยออกมาในตัวผู้ที่ไม่เชื่อ และคนที่ยังไม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย แล้วพวกเจ้าก็แสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นเสียเองหรือไม่? บางครั้งหนทางที่พวกเจ้าแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นนั้นแตกต่างกันออกไป และหนทางที่พวกเจ้าพูดถึงสิ่งเหล่านี้ก็แตกต่างกันออกไปเช่นกัน แต่อันที่จริงพวกเจ้าก็แสดงอุปนิสัยเดียวกันกับพวกผู้ไม่มีความเชื่อ นั่นคล้ายกับเวลาที่บางคนยอมรับองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาก็เชื่อว่าทุกคนภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ไม่ยอมรับองค์พระเยซูเจ้านั้นด้อยกว่า พวกเขาเชื่ออย่างนั้นเพราะพวกเขาได้ยอมรับความรอดแห่งกางเขนขององค์พระเยซูเจ้าแล้ว พวกเขาจึงเป็นบุคคลที่เหนือกว่า และพวกเขาก็ดูถูกทุกคน นี่เป็นอุปนิสัยประเภทใดหรือ? พวกเขาขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึก พวกเขาใจแคบเกินไป และพวกเขาก็โอหังอย่างสุดขั้วและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ พวกเขามองเห็นว่าผู้อื่นกำลังเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่พวกเขากลับมองไม่เห็นว่าตนเองก็กำลังเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบเดียวกันด้วย ดังนั้นพวกเจ้าแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นหรือไม่? พวกเจ้าทำแน่นอน เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนนั้นล้วนเหมือนกันไม่มีผิด และนั่นเป็นเพียงเพราะพระราชกิจและความรอดของพระเจ้า ความจำเป็นแห่งพระราชกิจของพระองค์ หรือการที่พระองค์ทรงลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าบุคคลทุกประเภทมีแก่นแท้ธรรมชาติ การไล่ตามเสาะหา และความโหยหาที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง บางคนไม่มีหัวใจหรือวิญญาณ พวกเขาจึงเป็นดั่งคนตายและสัตว์ร้ายที่ไม่เข้าใจความเชื่อ ผู้คนเหล่านี้เป็นพวกต่ำช้าที่สุดในมวลมนุษย์ทั้งปวงและไม่สามารถนับเป็นมนุษย์ได้เลย บรรดาผู้ที่ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าย่อมมีความเข้าใจในความจริงที่มากกว่า ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและความเข้าใจในพระเจ้าของพวกเขาก็ดีกว่า ทฤษฎีและทัศนะของพวกเขาก็อยู่ในระดับที่สูงกว่า ก็เหมือนกับการที่บรรดาผู้ที่เชื่อในศาสนาคริสต์มีความเข้าใจในพระเจ้าและความรู้เกี่ยวกับการทรงสร้างและพระราชกิจของพระผู้สร้างมากกว่าพวกผู้เชื่อในพระยาห์เวห์แบบยึดปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ บรรดาผู้ที่ยอมรับช่วงระยะที่สามของพระราชกิจย่อมมีความเข้าใจในพระเจ้ามากกว่าพวกผู้เชื่อในศาสนาคริสต์ เนื่องจากแต่ละช่วงระยะในพระราชกิจของพระเจ้านั้นสูงส่งกว่าช่วงระยะสุดท้ายแน่นอนว่านั่นจึงตามด้วยการที่ความเข้าใจของผู้คนก็กลายเป็นมากขึ้นทุกทีอย่างแน่นอนเช่นกัน แต่หากเจ้ามองการนี้ในอีกหนทางหนึ่ง แก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเจ้าเผยให้เห็นหลังจากที่เจ้ายอมรับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจก็เป็นแบบเดียวกับแก่นแท้ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกคนในศาสนาเผยให้เห็นนั่นเอง ความแตกต่างเพียงประการเดียวก็คือว่าพวกเจ้าได้ยอมรับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจแล้ว ได้ฟังบทเทศน์ไปมากมายแล้ว ได้เข้าใจความจริงมากมายแล้ว ได้รับความเข้าใจในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว และได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริงบ้างแล้วโดยการยอมรับและปฏิบัติความจริง ดังนั้นเมื่อพวกเจ้ามองพฤติกรรมที่พวกคนในศาสนาแสดงออกมาอีกครั้ง พวกเจ้าจึงคิดว่าพวกเขาเสื่อมทรามกว่าพวกเจ้า แต่ในข้อเท็จจริง หากพวกเจ้าถูกจับไปวางข้างกับพวกเขา พวกเจ้าก็จะเห็นว่าท่าทีของผู้คนที่มีต่อพระเจ้าและความจริงนั้นเหมือนกัน พวกเจ้าทุกคนล้วนแต่กระทำไปตามมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และความชอบส่วนตัวของพวกเจ้าเองทั้งสิ้น และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าก็เหมือนกัน หากพวกเขาได้ยอมรับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ ได้ฟังบทเทศน์เหล่านี้ และได้เข้าใจความจริงเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว พวกเขาก็คงไม่ต่างไปจากพวกเจ้าเท่าไร พวกเจ้ามองเห็นอะไรได้จากเรื่องนี้หรือ? พวกเจ้ามองเห็นได้ว่าความจริงนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของผู้คน ว่าพระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสและ บทเทศน์เหล่านี้ที่พระองค์ทรงประกาศนั้นคือความรอดสำหรับมนุษยชนทั้งปวง และเป็นสิ่งที่มนุษยชนทั้งปวงจำเป็นต้องมี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หมายเพียงสนองความพึงพอใจให้ผู้คนเฉพาะกลุ่มหนึ่ง เฉพาะชาติพันธุ์หนึ่ง เฉพาะหมวดหมู่หนึ่ง หรือเฉพาะสีผิวหนึ่งเท่านั้น มนุษยชนทั้งปวงได้ถูกทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานและมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอยู่ก่อนแล้ว ในแง่ของแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขานั้นไม่มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่เลย ก็แค่ว่าพวกเขาเติบโตมาในสีผิว ชาติพันธุ์ และสิ่งแวดล้อมกับระบบทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน หรือไม่ก็มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในด้านวัฒนธรรมตามประเพณีของพวกเขา ภูมิหลัง และการศึกษาที่พวกเขาได้รับ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่รูปลักษณ์ภายนอก—มนุษยชนทั้งปวงได้ถูกทำให้เสื่อมทรามด้วยฝีมือของซาตานตนเดียว และแก่นแท้ธรรมชาติอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็เป็นแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสและพระราชกิจนี้ที่พระองค์ทรงทำไม่ใช่มุ่งเป้าไปที่ผู้คนเฉพาะจากชาติพันธุ์ใดหรือประเทศใดเท่านั้น แต่มุ่งเป้าไปที่มนุษยชนทั้งปวงเสียมากกว่า แม้ในยามที่มีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรมและภูมิหลังทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน หรือความแตกต่างในด้านการศึกษาที่พวกเขาได้รับมาก็ตาม ในสายพระเนตรของพระเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็เหมือนกันไม่มีผิด ดังนั้น แม้พระราชกิจระยะหนึ่งของพระองค์จะเพิ่งเสร็จสิ้นไปในที่แห่งหนึ่งก่อน ในฐานะต้นแบบที่จะใช้เผยแผ่พระราชกิจของพระองค์ในที่แห่งอื่น แต่ก็สามารถใช้ได้กับมนุษยชนทั้งปวง สามารถช่วยมนุษยชนทั้งปวงให้รอดและจัดเตรียมให้กับพวกเขาได้ บางคนพูดว่า “ชาวยุโรปและผู้คนจากประเทศอื่นไม่ใช่พงศ์พันธุ์ของพญานาคใหญ่สีแดง ดังนั้นที่พระเจ้าตรัสว่ามนุษยชนทั้งปวงช่างเสื่อมทรามดิ่งลึกนั้นย่อมไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?” คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ คำพูดเหล่านี้ไม่ถูกต้อง มนุษยชนทั้งปวงมีแก่นแท้ธรรมชาติที่เหมือนกันจากการถูกทำให้เสื่อมทรามไปแล้วโดยซาตาน) นั่นถูกต้อง—“พงศ์พันธุ์ของพญานาคใหญ่สีแดง” เป็นเพียงชื่อหนึ่งสำหรับผู้คนชาติพันธุ์เดียว ไม่ใช่หมายความว่าผู้คนที่มีชื่อนี้กับผู้คนที่ไม่มีชื่อนี้มีแก่นแท้ที่ต่างกัน ในข้อเท็จจริงแล้ว แก่นแท้ของพวกเขายังคงเหมือนกัน มนุษยชนทั้งปวงนั้นตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของคนชั่ว พวกเขาทุกคนล้วนแต่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และแก่นแท้ธรรมชาติอันเสื่อมทรามของพวกเขาก็เหมือนกันไม่มีผิด ในยามนี้ เมื่อชาวจีนได้ยินพระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัส พวกเขาก็กบฏและขัดขืน เพราะพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน สิ่งเหล่านี้เองคือสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมาให้เห็น เมื่อพระวจนะเหล่านี้ถูกพูดซ้ำไปถึงผู้คนในอีกชาติพันธุ์ พวกเขาก็แสดงความคิดฝัน มโนคติอันหลงผิด ความเป็นกบฏ ความโอหัง ความคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ และแม้กระทั่งการขัดขืนออกมาเช่นกัน—นั่นคือสิ่งเดียวกันไม่มีผิด มนุษยชนทั้งปวง ไม่ว่าชาติพันธุ์และภูมิหลังทางวัฒนธรรมเป็นอย่างไร ต่างก็ไม่แสดงออกมาให้เห็นซึ่งสิ่งอื่นใดนอกจากพฤติธรรมของเหล่ามนุษย์ผู้เสื่อมทรามที่พระเจ้าทรงเปิดโปง
อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษยชนทั้งปวง พวกเขาทุกคนเป็นเหมือนกัน มีความคล้ายคลึงมากกว่าความแตกต่าง รวมถึงไม่มีข้อแตกต่างเด่นชัดที่เห็นได้ชัดเจน พระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสและความจริงที่พระองค์ทรงแสดงไม่เพียงช่วยชาติพันธุ์เดียว ประเทศเดียว หรือผู้คนกลุ่มเดียวให้รอดเท่านั้น—พระเจ้าทรงช่วยมนุษยชนทั้งปวงให้รอด เรื่องนี้แสดงให้พวกเจ้าเห็นสิ่งใด? มีใครในเผ่าพันธุ์มนุษย์บ้างที่ไม่เคยก้าวผ่านกับการทำให้เสื่อมทรามของซาตาน และมาจากหมวดหมู่หรือชนชั้นของผู้คนที่แตกต่างออกไป? มีใครบ้างที่ไม่ใช่วัตถุแห่งอธิปไตยของพระเจ้า (ไม่มี) ความหมายของคำเหล่านี้ที่เราพูดคืออะไร? พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือมนุษยชนทั้งปวง และมนุษยชนทั้งปวงก็ถูกสร้างโดยพระเจ้าพระองค์เดียว ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ใด เป็นมนุษย์ชนิดใด หรือมีสมรรถภาพเพียงไร พวกเขาทุกคนต่างก็ถูกสร้างโดยพระเจ้าเหมือนกันทั้งสิ้น ในสายตามนุษย์ บางคนแตกต่างจากคนอื่นและเหนือกว่า แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ทุกคนเหมือนกันหมด มนุษย์ทุกคนเหมือนกันในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเจ้าเห็นสิ่งนี้จากที่ไหนหรือ? ความแตกต่างของสีผิวและภาษาเป็นเพียงการปรากฏภายนอก แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนนั้นเหมือนกัน นี่คือความจริงของเรื่องนี้ เมื่อเผชิญกับมนุษย์คนใดก็ตามที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน พระวจนะของพระเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้ พระวจนะของพระเจ้ามุ่งเป้าไปยังอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนและสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษยชนทั้งปวงได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าทุกพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง ว่าพระวจนะสามารถจัดเตรียมให้มนุษยชน ชำระมนุษยชนให้สะอาด และช่วยมนุษยชนให้รอด นี่มิอาจปฏิเสธได้ ในยามนี้ พระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงในยุคสุดท้ายได้แพร่กระจายไปทั่วทุกประเทศและกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกแล้ว—นี่คือข้อเท็จจริง! และที่ผ่านมาปฏิกิริยาของมนุษย์เป็นอย่างไร? (มีปฏิกิริยามาแล้วทุกชนิด) และปฏิกิริยาทุกชนิดนี้บ่งชี้หรือสะท้อนอะไรเกี่ยวกับแก่นแท้ของมนุษย์ ปฏิกิริยาเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเหมือนกัน ปฏิกิริยาของพวกเขาเหมือนกับปฏิกิริยาของพวกฟาริสีและพวกยิวเมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจ พวกเขาจงเกลียดจงชังความจริง เต็มไปด้วยความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อพระองค์ยังปรากฏอยู่ภายใต้ความคิดฝันที่ลวงตาและมโนคติอันหลงผิด มนุษยชนทั้งปวงไม่รู้จักพระเจ้าและขัดขืนพระองค์ ทันทีที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ปฏิกิริยาแรกของพวกเขา หรือสิ่งที่อยู่ในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาซึ่งพวกเขาย่อมเผยออกมาเป็นปกติ ก็คือการขัดขืนและตั้งตนเป็นอริกับพระเจ้า นี่คือบางสิ่งที่พวกเขาทุกคนมีร่วมกัน ทุกเสียงและทุกทัศนะในเชิงลบของพวกเขายามที่เผชิญกับความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นเกิดจากแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษยชนอันเสื่อมทราม และเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มนี้ มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเป็นแบบเดียวกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้าที่เหล่าหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมีเมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จถึงที่นั่น พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย พวกคนในศาสนาได้แบกกางเขนมานานถึงสองพันปี แต่พวกเขากลับยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อผู้คนไม่เคยได้รับความจริง นี่จึงเป็นสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาแสดงออกมาโดยธรรมชาติซึ่งเกิดจากตัวของพวกเขาเองมาแต่กำเนิด และนี่คือท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ดังนั้น หากบุคคลหนึ่งเชื่อในพระเจ้าแต่กลับไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาแก้ไขได้หรือไม่? (ไม่ได้) ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมานานเท่าไร พวกเขาก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้เลยหากพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เมื่อสองพันปีที่แล้ว พวกฟาริสีได้ขัดขืนและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้าอย่างเกรี้ยวกราด แล้วได้ตอกตรึงพระองค์ติดกับกางเขน ในยามนี้ เหล่าศิษยาภิบาล ผู้อาวุโส ปิตาจารย์ และมุขนายกในโลกศาสนาเองก็ยังคงขัดขืนและกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์อย่างเกรี้ยวกราดเหมือนอย่างที่พวกฟาริสีเคยทำ หากคนคนหนึ่งต้องไปอยู่ท่ามกลางคนพวกนั้นและต้องเป็นพยานยืนยันว่าพระเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์ คนคนนั้นก็อาจถูกจับตัวและทำร้ายจนเสียชีวิตได้ และหากพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ต้องเสด็จยังสถานที่นมัสการของศาสนาหลักแต่ละศาสนาเพื่อทรงประกาศ พวกเขาก็คงยังตอกตรึงพระองค์เข้ากับกางเขนหรือไม่ก็ส่งต่อพระองค์ให้พวกคนที่มีอำนาจอย่างแน่นอน พวกเขาคงไม่ยอมใจดีกับพระองค์อย่างแน่นอน เพราะแก่นแท้ธรรมชาติของเหล่ามนุษย์ผู้เสื่อมทรามนั้นเหมือนกันทั้งหมด พวกเจ้ามีปฏิกิริยาอะไรอยู่ข้างในหรือเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้? พวกเจ้าคิดว่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีแต่กลับไม่เคยแสวงหาความจริงเลยแม้แต่น้อยค่อนข้างน่ากลัวหรือไม่? (ค่อนข้าง) นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวเหลือเกิน! การถือพระคัมภีร์และกางเขน การพึ่งพาธรรมบัญญัติ การสวมเสื้อผ้าของพวกฟาริสีหรือเสื้อคลุมของพวกปุโรหิต และการขัดขืนและกล่าวโทษพระเจ้าในวิหารอย่างโจ่งแจ้ง—ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายที่พวกผู้เชื่อในพระเจ้าทำตอนกลางวันแสกๆ หรอกหรือ? ผู้ที่กล่าวโทษและขัดขืนพระเจ้านั้นอยู่ที่ไหน คนเราไม่จำเป็นต้องคิดไปไกล ใครก็ตามท่ามกลางผู้เชื่อของพระเจ้าที่ไม่ยอมรับความจริงและรังเกียจความจริงถือเป็นผู้ขัดขืนพระเจ้า เป็นศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง และเป็นฟาริสีคนหนึ่งนั่นเอง
หากผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่สามารถได้รับความจริง พวกเขาก็จะไม่มีวันได้รู้จักพระเจ้า เมื่อผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขาก็จะยังคงเป็นอริกับพระองค์เสมอ และเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะเข้ากันได้กับพระองค์ ไม่ว่าจากมุมของตนเองนั้น หัวใจของเจ้าอยากที่จะรักพระเจ้าและไม่ปรารถนาที่จะขัดขืนพระองค์มากเท่าไร นั่นก็เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ที่จะมีเพียงความอยาก หรือต้องการหักห้ามใจตนเอง เพราะนี่คือเรื่องที่เป็นไปโดยควบคุมไม่ได้ซึ่งถูกกำหนดโดยธรรมชาติของผู้คน ดังนั้นเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาเพื่อเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีความจริง ไล่ตามเสาะหาการปฏิบัติความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทั้งหลาย และสัมฤทธิ์ความเข้ากันได้กับพระเจ้า นี่คือเส้นทางที่ถูก พวกเจ้าต้องจำให้ขึ้นใจว่าส่วนที่สำคัญที่สุดของการที่เชื่อในพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าต้องจับความเข้าใจว่าความสัมพันธ์กับชีวิตจริงในแง่มุมใดบ้างที่พวกเจ้าควรเริ่มต้นเมื่อกำลังไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นเดียวกับการจับความเข้าใจในสิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องทำ วิธีเข้าหาหน้าที่ของพวกเจ้า วิธีเข้าถึงบุคคลทุกชนิดรอบตัวพวกเจ้า วิธีเข้าหาเรื่องทั้งหลายและสิ่งทั้งหลายในทุกประเภท ทัศนะใดที่พวกเจ้าควรนำมาปรับใช้ขณะกำลังเข้าหาสิ่งเหล่านี้ และการเข้าถึงแบบไหนที่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงทั้งหลาย หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงหรือไม่เข้าใจหลักธรรมความจริง และเพียงแต่สามารถทำตามข้อบังคับและให้นิยามสิ่งทั้งหลายไปตามข้อบังคับเหล่านั้น รวมถึงไปตามหลักตรรกะ มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝัน เช่นนั้นแล้วหนทางในการปฏิบัติของเจ้าก็ผิด และแค่พิสูจน์ว่าในการที่เจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานปีนั้น เจ้าเพียงแต่ทำตามข้อบังคับที่เป็นตัวอักษร แต่กลับไม่ได้เข้าใจความจริงและไม่มีความเป็นจริงอยู่เลย การทำตามข้อบังคับและการดำรงชีวิตไปตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันนั้นเป็นเรื่องที่น่าอ่อนระโหยและลำบากตรากตรำสำหรับเจ้า แต่ทั้งหมดกลับเป็นความพยายามที่สูญเปล่า และพระเจ้าก็จะไม่ทรงให้ความเห็นชอบในตัวเจ้าแม้แต่น้อย ก็สมน้ำหน้าแล้วที่เจ้าต้องอ่อนระโหยเช่นนี้! หากเจ้ามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและการจับใจความที่ผ่องแผ้วในยามที่เจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือฟังบทเทศน์ทั้งหลายและสามัคคีธรรม จากนั้นยิ่งเจ้าได้รับประสบการณ์มากเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจและได้รับมากเท่านั้น และสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเข้าใจก็จะสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสอดคล้องกับความจริงทุกประการ แล้วก็เจ้าจะได้รับความจริงและชีวิต หากสิ่งทั้งหลายที่เจ้าได้รับและได้เข้าใจหลังจากเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปียังคงเป็นเรื่องคำสอนและข้อบังคับ ยังคงเป็นเรื่องมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน และเป็นกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ผูกมัดตัวเจ้าเอาไว้ เช่นนั้นเจ้าก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเสียแล้ว นี่พิสูจน์ว่าเจ้าไม่เคยได้รับความจริงเลย และไม่มีชีวิต ไม่ว่าเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามานานกี่ปี และไม่ว่าเจ้าสามารถประกาศพระวจนะหรือคำสอนได้กี่คำ เจ้าก็เป็นคนที่ไร้สาระและเลอะเลือนอยู่ดี แม้การพูดเช่นนั้นอาจฟังดูไม่ดี แต่นั่นคือข้อเท็จจริง มีผู้คนมากมายที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี แต่กลับไม่เห็นว่าความจริงและพระคริสต์ทรงเป็นผู้ถือครองอำนาจในพระนิเวศของพระเจ้า และว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง ผู้คนแบบนี้ไม่มีความเข้าใจในเรื่องใดเลย และดีพอกันกับตาบอด บางคนเห็นพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนผู้คน ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อม แต่กลับทรงกำจัดคนอื่นออกไปมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงสงสัยในความรักของพระเจ้าหรือแม้แต่ความชอบธรรมของพระองค์ ผู้คนแบบนี้มีความสามารถในการจับใจความหรือไม่? พวกเขามีความเข้าใจบ้างหรือไม่? นั่นก็เป็นธรรมแล้วที่พูดว่าพวกเขาเป็นผู้คนไร้สาระที่ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้เลย คนไร้สาระมองสิ่งทั้งหลายในมุมที่วิปริตเสมอ มีเพียงบรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงเท่านั้นที่สามารถมีทัศนะต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องแม่นยำและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ