มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด (ตอนที่สอง)
เหล่าธรรมาจารย์และพวกฟาริสีที่เชื่อในพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัตินั้น แตกต่างจากเหล่าศิษยาภิบาล ผู้อาวุโส บาทหลวง และมุขนายกในสถานนมัสการของคริสเตียนและโบสถ์น้อยของคาทอลิกในยุคสมัยใหม่อย่างไร? กล่าวคือ การเชื่อในพระยาห์เวห์กับการเชื่อในพระเยซูแตกต่างกันอย่างไร? นอกเหนือจากพระนามที่พวกเขาเชื่อกัน ยังมีความแตกต่างอะไรอีก? ผู้คนที่เชื่อในพระยาห์เวห์ยึดถือสิ่งใด? พวกเขามีวิธีการเชื่ออย่างไร? (พวกเขารักษาธรรมบัญญัติและพระบัญญัติ) พวกเขาเข้าใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่? พวกเขาเข้าใจเส้นทางของการแบกกางเขนของตนหรือไม่? (ไม่เข้าใจ) พวกเขารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต? พวกเขามีความคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่? พวกเขารู้สารที่ผู้เชื่อในพระเยซูได้ฟังหรือไม่? (ไม่รู้) ผู้คนที่เชื่อในพระเยซูมองพวกเขาว่าอย่างไร? (พวกเขาล้าหลัง อนุรักษ์นิยม และตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทัน) สิ่งสำคัญคือพวกเขาตามรอยพระราชกิจของพระเจ้าไม่ทัน พระเจ้าตรัสว่าพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา และเมื่อพระองค์เสด็จมาในเนื้อหนัง พระองค์จะถูกเรียกขานว่าพระเยซูคริสต์ พวกเขากลับไม่ยอมรับพระองค์ แต่ต้านทานพระองค์อย่างดื้อรั้น พวกเขาไม่ยอมรับว่าองค์พระเยซูเจ้าคือพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ แล้วพวกเขาก็ตรึงกางเขนพระองค์ พวกเขาล้าหลังและถูกยุคพระคุณกำจัดออกไป พวกเขาไม่รู้สารในยุคพระคุณอย่างเช่น การไถ่ ความรอดของกางเขน และการกลับใจ นั่นคือความแตกต่างไม่ใช่หรือ? (ใช่) แล้วคนที่อยู่ในยุคพระคุณพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง? พวกเขาต่างจากผู้เชื่อในยุคธรรมบัญญัติอย่างไร? พวกเขารู้อะไรมากกว่าบ้าง? ก่อนอื่นเลย เมื่อมองไปที่การอ่านพระคัมภีร์ พวกเขาอ่านพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เมื่อมองไปที่นามของพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อ พวกเขาก็ไม่ได้กล่าวถึงพระเจ้าด้วยนามพระยาห์เวห์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เรียกพระองค์ว่าพระเยซูคริสต์กันเป็นหลัก พวกเขาปฏิบัติสิ่งใด? การสารภาพและการกลับใจ ความอดกลั้นและความอ่อนน้อมถ่อมตน พวกเขาเปี่ยมรัก พวกเขารักษาพระบัญญัติ พวกเขาแบกกางเขนของตน พวกเขาเดินไปบนเส้นทางที่ทุกข์ทนเพราะกางเขนนั้น และพวกเขาตั้งตารอคอยที่จะขึ้นสู่สรวงสวรรค์หลังสิ้นชีวิต พวกเขาแตกต่างจากผู้เชื่อในพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติในหลายแง่ทีเดียว พวกเขาพูดถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการมีพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยเติมเต็มและนำทาง พวกเขากล่าวถึงการอธิษฐาน การกระทำในนามขององค์พระเยซูเจ้า และการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ สิ่งต่างๆ ที่พวกเขากล่าวถึงนั้นแตกต่างจากคนที่อยู่ในยุคธรรมบัญญัติอย่างสิ้นเชิง แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ได้รับบทสรุปจากพระเจ้าเช่นเดียวกับผู้คนที่มีความเชื่อแบบชาวยิว—พวกเขาอยู่ในกลุ่มศาสนาด้วย นี่เป็นเรื่องแบบใด? พวกฟาริสี หัวหน้าปุโรหิต และธรรมาจารย์ชาวยิวในยุคธรรมบัญญัติเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่หันหลังให้กับหนทางของพระองค์และถึงกับตรึงกางเขนพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อของพวกเขาจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า? (ไม่ได้) พระเจ้าทรงระบุไปแล้วว่าพวกเขาคือผู้คนที่มีความเชื่อแบบชาวยิว เป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา ในทำนองเดียวกันพระเจ้าก็ทรงมองผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกวันนี้ว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มทางศาสนา เพราะพระองค์มิได้ทรงยอมรับพวกเขาว่าเป็นสมาชิกของคริสตจักรของพระองค์หรือเป็นผู้เชื่อในพระองค์ เหตุใดพระเจ้าจึงทรงกล่าวโทษโลกทางศาสนาเช่นนั้น? เพราะสมาชิกทุกคนของกลุ่มศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำระดับสูงของนิกายต่างๆ ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทุกคนคือผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่เชื่อในการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ นับประสาอะไรที่จะยอมรับความจริง พวกเขาไม่เคยแสวงหา ถามถึง ตรวจสอบ หรือยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายหรือความจริงที่พระองค์ทรงแสดง แต่กลับมุ่งกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระราชกิจของการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้าในยุคสุดท้าย คนเราย่อมมองเห็นได้ชัดเจนในเรื่องนี้ว่าพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้าเพียงในนาม แต่พระเจ้ามิได้ทรงยอมรับว่าพวกเขาคือผู้เชื่อในพระองค์ พระองค์ตรัสว่าพวกเขาคือคนทำชั่ว สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่มีสิ่งใดที่สัมพันธ์กับพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์แม้แต่น้อย พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อที่อยู่นอกพระวจนะของพระองค์ ถ้าพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างที่พวกเจ้าทำอยู่ในตอนนี้ ย่อมจะมีสักวันที่พวกเจ้าจะลดตัวลงไปเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนาด้วยมิใช่หรือ? การเชื่อในพระเจ้าอยู่ภายในศาสนาไม่สามารถบรรลุความรอดได้—แท้จริงแล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ถ้าพวกเจ้าบอกไม่ได้ว่าทำไม แสดงว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจทั้งความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้กับการเชื่อในพระเจ้าก็คือการลดทอนการเชื่อในพระเจ้าให้กลายเป็นศาสนาและการที่พระเจ้าทรงกำจัดการเชื่อดังกล่าว นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงก็จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน จงบอกเราเถิดว่าเมื่อคริสตจักรค่อยๆ กลายเป็นศาสนาในสายพระเนตรของพระเจ้า และค่อยๆ กลายเป็นนิกายในช่วงเวลาหลายปีนับแต่ก่อตั้งมา ผู้คนในที่นั้นเป็นเป้าหมายสำหรับความรอดจากพระเจ้าหรือไม่? พวกเขาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์หรือไม่? (ไม่ได้เป็น) พวกเขาไม่ได้เป็น ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม ซ้ำพระองค์ยังคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่เคร่งศาสนา คนเหล่านี้เดินอยู่บนทางสายใด? ทางที่พวกเขาเดินคือเส้นทางที่พวกเขาชูป้ายแห่งการเชื่อในพระเจ้าเอาไว้ แต่กลับไม่เคยเดินตามหนทางของพระองค์ เป็นทางที่พวกเขาเชื่อในพระองค์แต่กลับไม่นมัสการพระองค์ และถึงกับทอดทิ้งพระองค์ นี่คือทางที่พวกเขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่กลับต้านทานพระองค์ เชื่อในพระนามของพระเจ้าและในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงในนาม แต่กลับเคารพบูชาซาตานและหมู่มาร ดำเนินงานต่างๆ ของมนุษย์ และสร้างอาณาจักรอิสระของมนุษย์ขึ้นมา นี่คือทางที่พวกเขาเดิน เมื่อมองดูถนนที่พวกเขาเดิน ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือผู้ไม่เชื่อกลุ่มหนึ่ง เป็นพวกศัตรูของพระคริสต์ กลุ่มซาตานและหมู่มารที่ตั้งตนต้านทานพระเจ้าและทำให้พระราชกิจของพระองค์หยุดชะงักอย่างชัดแจ้ง นั่นคือแก่นแท้ของโลกศาสนา กลุ่มคนเช่นนั้นมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์หรือไม่? (ไม่มี) ไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าจะมีจำนวนมากเท่าใด เมื่อวิถีทางแห่งความเชื่อของพวกเขาถูกพระเจ้านิยามว่าเป็นนิกายหรือกลุ่ม เมื่อนั้นพวกเขาก็ถูกพระเจ้านิยามเช่นกันว่าเป็นผู้ที่ไม่อาจช่วยให้รอดได้ เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? กลุ่มที่ปราศจากพระราชกิจหรือการนำทางของพระเจ้า ไม่นบนอบพระองค์หรือนมัสการพระองค์โดยสิ้นเชิง ในนามแล้วพวกเขาอาจเชื่อในพระเจ้า แต่ผู้ที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังกลับเป็นปุโรหิตและผู้อาวุโสในศาสนา แล้วปุโรหิตและผู้อาวุโสของศาสนาก็เป็นเยี่ยงซาตานและหน้าซื่อใจคดอยู่ในแก่นแท้ของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่คนเหล่านี้ติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นเหล่าซาตานและหมู่มาร ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้า แต่ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังถูกมนุษย์บงการ อยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงและอำนาจควบคุมของมนุษย์ ดังนั้น ในสาระสำคัญแล้ว สิ่งที่พวกเขาติดตามและเชื่อฟังจึงเป็นซาตาน หมู่มาร กองกำลังของความชั่วที่ต้านทานพระเจ้า และศัตรูของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงช่วยผู้คนที่เป็นพรรคพวกกันเช่นนี้ให้รอดหรือไม่? (ไม่) ทำไมจึงไม่ทรงช่วย? จะว่าไป คนแบบนี้สามารถกลับใจได้หรือไม่? ไม่ได้ พวกเขาจะไม่กลับใจ พวกเขาดำเนินงานต่างๆ ของมนุษย์และทำกิจการของมนุษย์โดยชูป้ายว่าเป็นความเชื่อในพระเจ้า ซึ่งสวนทางกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าที่เป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ และมีจุดจบสุดท้ายคือพวกเขาย่อมจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงช่วยคนเหล่านี้ให้รอด พวกเขาไม่สามารถกลับใจ และเพราะพวกเขาถูกซาตานคร่าเอาตัวไป พระเจ้าจึงส่งมอบพวกเขาให้กับมัน การที่ความเชื่อในพระเจ้าของคนเราจะได้รับความเห็นชอบจากพระองค์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความยาวนานหลายปีของความเชื่อดังกล่าวหรือไม่? ขึ้นอยู่กับประเภทพิธีกรรมที่คนเราประกอบหรือข้อบังคับที่คนเรายึดถือหรือไม่? พระเจ้าทรงดูที่การปฏิบัติทั้งหลายของมนุษย์หรือไม่? พระองค์ทรงดูที่จำนวนการปฏิบัติหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้วพระองค์ทรงดูที่อะไร? เมื่อพระเจ้าทรงคัดเลือกกลุ่มคนขึ้นมากลุ่มหนึ่ง พระองค์จะใช้อะไรวัดว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือพระองค์จะทรงช่วยพวกเขาให้รอดหรือไม่? นี่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับทางที่พวกเขาเดิน แม้ว่าในยุคพระคุณ พระเจ้าอาจไม่ได้ตรัสบอกความจริงแก่มนุษย์มากเท่าที่พระองค์ทำอยู่ในตอนนี้ และแม้ว่าความจริงที่ตรัสบอกในยุคนั้นจะไม่ชัดเจนเท่ายุคนี้ แต่ในตอนนั้นพระองค์ก็ยังคงทำให้มนุษย์เพียบพร้อมได้ และยังคงมีคนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอด ดังนั้น ถ้าผู้คนในยุคปัจจุบันที่เคยฟังความจริงมาแล้วมากมายและเป็นคนที่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ไม่สามารถเดินตามหนทางของพระองค์หรือออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด จุดจบของพวกเขาจะเป็นอย่างไรในท้ายที่สุด? จุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาจะเหมือนกับจุดจบของผู้เชื่อในศาสนาคริสต์และศาสนายิว—พวกเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น นี่คือพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินคำเทศนามามากเพียงใดหรือเข้าใจความจริงมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ—ถ้าเจ้ายังคงติดตามมนุษย์ ถ้าเจ้ายังคงติดตามซาตาน และเจ้าไม่สามารถเดินตามหนทางของพระเจ้าในท้ายที่สุด ทั้งยังไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้วผู้คนเยี่ยงนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้า ผู้คนในศาสนาอาจจะสามารถประกาศความรู้ในพระคัมภีร์ได้มาก และอาจเข้าใจคำสอนทางฝ่ายวิญญาณอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่สามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้า หรือปฏิบัติตามพระวจนะและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ หรือนมัสการพระองค์อย่างแท้จริง อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว พวกเขาทุกคนจึงเป็นคนหน้าซื่อใจคด ไม่ใช่ผู้คนที่นบนอบพระเจ้าจริง ในสายพระเนตรของพระเจ้า คนเช่นนี้ถูกนิยามว่าเป็นพวกนิกาย เป็นคนของกลุ่มมนุษย์ เป็นพวกพลพรรคของมนุษย์ เป็นที่พักให้ซาตาน โดยรวมแล้วพวกเขาคือพลพรรคของซาตาน เป็นอาณาจักรแห่งศัตรูของพระคริสต์ และพระเจ้าก็ทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขาโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดที่พวกเจ้าต้องทำก็คือไล่ตามเสาะหาความจริง ทางด้านหนึ่ง เวลาทำหน้าที่ของตน พวกเจ้าไม่อาจล่าช้าได้ และอีกด้านหนึ่ง พวกเจ้าต้องเร่งพากเพียรที่จะก้าวไปบนเส้นทางแห่งความรอดภายในเวลาอันสั้น และไม่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง นั่นย่อมจะเป็นเรื่องเลวร้ายยิ่ง! นี่คือโอกาสสุดท้ายอันแสนสั้นของเจ้าในยามที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์ในยุคสุดท้าย ถ้าพระเจ้าทรงพิจารณาคนคนหนึ่งและตรัสว่าเจ้าไม่เคยทำตามหนทางของพระองค์ เจ้าจะไม่มีวันสามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วได้เป็นแน่ และเมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยที่จะละทิ้งเจ้า เมื่อนั้นพระองค์ก็จะไม่ทรงตำหนิหรือบ่มวินัยเจ้าอีกต่อไป ไม่ตัดแต่งเจ้าอีกต่อไป และไม่พิพากษาหรือตีสอนเจ้าอีกต่อไป—พระองค์จะทรงทิ้งเจ้าไปอย่างสิ้นเชิง ถึงตอนนั้นเจ้าจะรู้สึกเป็นอิสระอย่างเต็มที่ จะไม่มีใครเฝ้าสอดส่องดูแลเจ้าอีกต่อไป จะไม่มีใครแทรกแซงว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างไร ไม่มีการตำหนิไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดที่ไม่ดีก็ตาม ระหว่างที่เจ้าทำหน้าที่ ถ้าเจ้าไม่จงรักภักดี หรือเสาะแสวงที่จะตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตนเองเท่านั้น หรือก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร ก็จะไม่มีทั้งการตำหนิและการบ่มวินัย ต่อให้เจ้ามีมโนคติที่หลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ก็จะไม่มีทั้งการตำหนิและการบ่มวินัย ถ้าเจ้าขัดขืนหรือปฏิเสธการตัดแต่ง ถ้าเจ้าตัดสินหรือบ่อนทำลายผู้อื่นลับหลัง หรือชักจูงให้พวกเขามาเป็นพวกเดียวกับเจ้า ก็จะไม่มีทั้งการตำหนิและการบ่มวินัย นี่คือสัญญาณในเรื่องใด? ใช่สัญญาณที่ดีหรือไม่? ไม่มีใครคอยเฝ้าดูเจ้า ไม่มีใครตัดแต่งเจ้า และพระเจ้าก็ไม่ทรงตำหนิเจ้า ทุกสิ่งดูจะเป็นไปตามที่เจ้าต้องการ และเจ้าก็ได้ทำทุกสิ่งตามต้องการ เห็นได้ชัดยิ่งว่านี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี เมื่อพระเจ้าทรงต้องการทิ้งเจ้า เจ้าจะไม่ถูกตำหนิอีกต่อไป เจ้าจะไม่รู้สึกว่าถูกบ่มวินัยอีกต่อไป และจะไม่รู้สึกถึงการพิพากษาและตีสอนอีกแล้ว การที่พระเจ้าทรงทิ้งคนคนหนึ่งแฝงความนัยว่าอย่างไร? แฝงความนัยว่าคนคนนี้ไม่มีจุดจบสุดท้าย พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดไปแล้ว เมื่อพระเจ้าทรงทิ้งใครสักคน ก่อนอื่นพระองค์จะทำให้พวกเขาไม่รู้สึกถึงคำตำหนิ ในแต่ละวันพวกเขาจะนึกกระหยิ่มใจเหลือเกิน นึกว่าตนได้รับพร ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ทำตัวเสื่อมเสีย ทำตามความอยากได้อยากมีในหัวใจของตน ทำทุกสิ่งตามใจอยาก และกระทำการตามใจชอบ ไม่ว่าพวกเขาจะอยากทำเรื่องเหลวไหลอันใดก็ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีการบ่มวินัย และยิ่งไม่มีความรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกว่ามีอะไรไม่ดี คนที่ผละจากการตำหนิและบ่มวินัยของพระเจ้าย่อมเสี่ยงอันตราย พวกเขาจะก้าวไปบนเส้นทางแบบใดต่อไป? พวกเขาเริ่มทำตัวเสื่อมเสีย เหลวไหล ปล่อยตัวปล่อยใจ และทำชั่วไม่หยุด นี่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง ดูภายนอกบางคนเหมือนมีชีวิตที่สะดวกสบายพอตัว ไม่ต้องสนใจอะไร แต่คนที่เข้าใจความจริงย่อมมองออกว่าคนเช่นนั้นมีภัย พระเจ้าไม่ทรงต้องการพวกเขา—พระเจ้าทรงทิ้งพวกเขาไปแล้ว และพวกเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ! ศัตรูของพระคริสต์ในโลกศาสนาใช้เวลาทั้งวันตัดสินพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ ทำเรื่องชั่วมากมายที่ต้านทานพระเจ้า แม้ตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้รับการบ่มวินัยหรือติเตียน แต่นี่ก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงทิ้งพวกเขาไปแล้ว และในที่สุดพวกเขาทุกคนก็จะพบกับการลงโทษครั้งใหญ่ที่จะไม่มีพวกเขาคนใดหนีพ้น จากเรื่องนี้เจ้าสามารถมองเจตนารมณ์และท่าทีของพระเจ้าออกหรือไม่? (มองออก) ถ้าพวกเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงระหว่างที่ติดตามพระเจ้าอยู่ในตอนนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะลงเอยแบบเดียวกันกับพวกเขา จากนั้นพวกเจ้าก็จะมีภัย จุดจบของพวกเจ้าในท้ายที่สุดก็จะเป็นเหมือนพวกเขา นั่นคือสิ่งที่แน่นอน ดังนั้นในตอนนี้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ผู้คนควรทำเพื่อหลีกเลี่ยงการจมดิ่งลงไปถึงจุดที่พระเจ้าทรงผละจากพวกเขาคือสิ่งใด? (พวกเราควรไล่ตามเสาะหาความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างถูกควร) นอกจากลุล่วงหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกควรแล้ว เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อย กิน ดื่ม และใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ ยอมรับการบ่มวินัยและการทรงนำจากพระองค์ และเรียนรู้บทเรียนเรื่องการนบนอบ—เรื่องนี้สำคัญมาก เจ้าต้องสามารถนบนอบสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า และเมื่อเป็นเรื่องที่เจ้าไม่ค่อยสามารถหยั่งรู้ได้ เจ้าก็ต้องอธิษฐานอยู่เนืองๆ พลางแสวงหาความจริงไปด้วย ด้วยการเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถค้นพบหนทางไปต่อข้างหน้า เจ้าต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า จงทำสิ่งที่เจ้าพึงทำด้วยความเอาใจใส่และระมัดระวัง ดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยหัวใจที่นบนอบพระองค์ จงสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์บ่อยๆ และไม่ทำตัวเหลวไหล อย่างน้อยเมื่อเกิดบางสิ่งขึ้นกับเจ้า จงสงบใจเป็นสิ่งแรก จากนั้นก็เร่งอธิษฐาน และด้วยการอธิษฐาน แสวงหา และรอคอย จึงมาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า นี่คือท่าทีที่ยำเกรงพระเจ้ามิใช่หรือ? ถ้าเจ้ายำเกรงและนบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจ สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระองค์และจับเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ เช่นนั้นแล้วด้วยการให้ความร่วมมือและปฏิบัติเช่นนี้ เจ้าก็จะได้รับการคุ้มครอง เจ้าจะไม่ถูกทดลอง และจะไม่ทำสิ่งใดที่ขัดขวางหรือก่อกวนงานของคริสตจักร จงแสวงหาความจริงในเรื่องที่เจ้าไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน อย่าตัดสินหรือกล่าวโทษอย่างมืดบอด เมื่อทำดังนี้ เจ้าจะไม่เป็นที่เกลียดชังของพระเจ้า หรือเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระองค์ ถ้าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เจ้าก็จะกลัวการล่วงเกินพระองค์ และถ้าเกิดมีสิ่งใดมาทดลองเจ้า เจ้าก็จะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยความหวาดหวั่นและพรั่นพรึง โหยหาที่จะนบนอบและทำให้พระองค์พอพระทัยในทุกสิ่ง เฉพาะเมื่อเจ้ามีการปฏิบัติเช่นนี้และสามารถดำเนินชีวิตในสภาวะดังกล่าวได้บ่อยๆ มักจะสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้บ่อยๆ เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถหลบเลี่ยงการทดลองและเรื่องชั่วได้โดยไม่รู้ตัว หากไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า หรือมีหัวใจที่ไม่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ก็จะมีเรื่องชั่วบางอย่างที่เจ้าจะสามารถทำได้ เจ้ามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม และไม่สามารถควบคุมอุปนิสัยนี้ได้ ดังนั้นเจ้าจึงสามารถทำความชั่ว ถ้าเจ้าทำความชั่วชนิดที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนขึ้นมา ผลสืบเนื่องย่อมจะร้ายแรงมิใช่หรือ? อย่างน้อยเจ้าก็จะถูกตัดแต่ง และถ้าสิ่งที่ทำลงไปนั้นร้ายแรง พระเจ้าก็จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์เจ้า และเจ้าก็จะถูกขับไล่ออกไปจากคริสตจักร อย่างไรก็ดี ถ้าเจ้ามีหัวใจที่นบนอบพระเจ้า หัวใจของเจ้าสามารถเงียบสงบอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้บ่อยๆ ถ้าเจ้ายำเกรงและหวาดกลัวพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถอยู่พ้นเรื่องชั่วที่มีอยู่มากมายได้มิใช่หรือ? ถ้าเจ้ายำเกรงพระเจ้าและกล่าวว่า “ฉันหวาดกลัวพระเจ้า ฉันกลัวการล่วงเกินพระองค์ ขัดขวางพระราชกิจของพระองค์ และเสี่ยงที่จะถูกพระองค์เกลียดชัง” นี่ก็คือท่าทีที่ปกติและเป็นสภาวะปกติที่เจ้าควรมีมิใช่หรือ? แล้วสิ่งใดที่จะทำให้เจ้าเกิดความหวาดกลัว? ความหวาดกลัวของเจ้าย่อมจะเกิดจากหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ถ้าเจ้ามีความหวาดกลัวพระเจ้าอยู่ในหัวใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะหลีกและหลบเลี่ยงเรื่องชั่วเมื่อเจ้ามองเห็นมันได้ และด้วยเหตุนั้นเจ้าก็จะได้รับการคุ้มครอง คนที่ไม่มีความหวาดกลัวพระเจ้าในหัวใจจะสามารถยำเกรงพระองค์ได้หรือไม่? พวกเขาจะสามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้คนที่ไม่สามารถยำเกรงพระเจ้าและไม่หวาดกลัวพระองค์คือคนกล้ามิใช่หรือ? จะสามารถยับยั้งคนกล้าได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วในชั่วขณะที่อารมณ์ร้อน คนที่ไม่สามารถยับยั้งได้ย่อมทำสิ่งใดก็ตามที่ตนนึกคิดขึ้นมามิใช่หรือ? ผู้คนทำสิ่งใดเมื่อพวกเขาลงมือตามเจตจำนงของตนเอง ตามความกระเหี้ยนกระหือรือ ตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน? ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นคือเรื่องชั่ว ดังนั้น พวกเจ้าต้องมองให้ชัดว่าการที่มนุษย์หวาดกลัวพระเจ้าอยู่ในหัวใจนั้นเป็นเรื่องดี—เมื่อมีความหวาดกลัวนี้ คนเราก็จะสามารถยำเกรงพระเจ้าได้ เมื่อคนเรามีพระเจ้าในหัวใจของตนและสามารถยำเกรงพระเจ้า เมื่อนั้นพวกเขาก็จะสามารถอยู่พ้นเรื่องชั่ว ผู้คนเช่นนี้ย่อมมีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ