ที่มาของความเจริญรุ่งเรืองของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก

วันที่ 17 เดือน 01 ปี 2021

การเอ่ยพาดพิงถึงฟ้าแลบจากทิศตะวันออกทำให้พี่น้องชายหญิงหลายคนในองค์พระผู้เป็นเจ้างุนงงสงสัยว่า  ในขณะที่ชุมชนทางศาสนาโดยรวมกลายเป็นโดดเดี่ยวอ้างว้างและเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่แต่ละนิกายระวังรักษาและสงวนไว้ซึ่งการกล่าวโทษและการขับไล่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุใดที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไม่เพียงจะไม่กลายเป็นโดดเดี่ยวอ้างว้างหรือถดถอยลงเท่านั้น แต่ยังผงาดขึ้นเหมือนกับคลื่นซัดกระเพื่อมแบบหยุดไม่อยู่ โดยกวาดครอบคลุมไปทั่วประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และบัดนี้เพราะเหตุใดที่มันถึงขนาดแผ่ขยายพ้นเขตของประเทศจีนไปยังต่างประเทศและภูมิภาคต่างๆ และกำลังเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลกมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ?  เมื่อเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ ผู้คนทางศาสนาก็ฉงนกันอย่างถ้วนหน้า ในขณะที่แท้จริงแล้วเหตุผลนั้นเรียบง่ายทีเดียว นั่นคือ สิ่งที่นิกายต่างๆ เรียกว่า ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก คือพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดผู้เสด็จกลับมาในยุคสุดท้าย โดยประทับบน “เมฆขาว” ลงมาจากฟ้าสวรรค์ ซึ่งก็คือพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงภาคปฏิบัติ ผู้เสด็จกลับมาเป็นมนุษย์นั่นเอง!  ด้วยเหตุผลนี้ ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าทุกนิกายในโลกต้านทาน โจมตี หรือกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายหรือพระราชกิจของพระองค์ ก็ไม่เคยมีบุคคลหรือกำลังบังคับใดที่จะสามารถขัดขวางหรือปราบปรามสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผลได้เลย  สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ความทรงมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่กองกำลังใดๆ ของซาตานไม่สามารถมีอำนาจเหนือได้

ผู้คนมากมายเชื่อว่าสิ่งใดก็ตามที่บรรดาผู้นำทางศาสนาและฝ่ายปกครองกล่าวโทษย่อมไม่สามารถเป็นหนทางที่แท้จริงได้ แต่มุมมองนี้สอดคล้องกับความจริงหรือ?  จงคิดย้อนกลับไปถึงยุคพระคุณ เมื่อครั้งที่พระเจ้าได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในฐานะองค์พระเยซูเจ้าเพื่อเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ของพระองค์ในยูเดีย  พระองค์ได้ถูกกล่าวโทษ ถูกต้านทาน และถูกข่มเหงโดยบรรดาหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และพวกฟาริสียิว  พวกเขาได้ตัดสินองค์พระเยซูเจ้าเพราะเป็นบุตรของช่างไม้ โดยพยายามที่จะหาข้อกล่าวหาทุกประเภทมาตั้งขึ้นต่อพระองค์ และพูดหมิ่นประมาทว่าพระองค์ขับผีด้วยความช่วยเหลือของราชาปีศาจ  พวกเขาทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อนำองค์พระเยซูเจ้าไปสู่ความตาย  ในท้ายที่สุด พวกเขาสมคมคิดกับโรมเพื่อให้องค์พระเยซูเจ้าถูกจับตัว และพวกเขาได้ตรึงองค์พระเยซูเจ้าผู้เปี่ยมปรานีที่กางเขน  แม้กระทั่งในเรื่องการคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาก็ยังคงกุข่าวลือทุกรูปแบบ ตลอดจนตีกรอบและพูดให้ร้ายยอห์น เปาโล และอัครทูตและสาวกท่านอื่นๆ โดยเรียกพวกท่านเหล่านั้นว่า “ลัทธินาซาเร็ธ” “พวกนอกรีต” และ “พวกลัทธิบูชา”  พวกเขาได้ทำทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อไล่ล่าและข่มเหงบรรดาสาวกขององค์พระเยซูเจ้า  แต่พระปรีชาญาณของพระเจ้าก็ได้เปรียบและสร้างขึ้นเหนือเล่ห์เหลี่ยมของซาตานเสมอ พระราชกิจของพระองค์จะถูกซาตานขัดขวางหรือทำลายได้อย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงใช้การข่มเหงและการขับไล่อันร้ายแรงของศาสนายิวและจักรวรรดิ์โรมันเพื่อผลักดันบรรดาสาวกให้หลบหนีไปยังชาติต่างๆ มากมาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเผยแผ่ความรอดขององค์พระเยซูเจ้าให้กว้างไกลออกไปจนสุดปลายพิภพ  พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย พวกเรามาพิจารณากันว่า  บรรดาผู้นำยิวและรัฐบาลโรมันได้ต้านทานและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้ากับพระราชกิจของพระองค์อย่างป่าเถื่อน  เป็นไปได้หรือไม่ว่านั่นเป็นเพราะองค์พระเยซูเจ้ามิได้ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง?  เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเป็นเพราะองค์พระเยซูเจ้ามิใช่กำลังทรงนำพาหนทางที่แท้จริงมา?  เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเป็นเพราะสิ่งที่บรรดาสาวกและบรรดาอัครทูตขององค์พระเยซูเจ้ากำลังเผยแผ่อยู่นั้นไม่ใช่ความรอดของพระเจ้า?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่บรรดาผู้นำศาสนาและรัฐบาลโรมันละทิ้งและต้านทานนั้นไม่ใช่หนทางของพระเจ้า?  เป็นไปได้หรือไม่ว่าหนทางที่แท้จริงนั้นถูกกำหนดโดยบรรดาผู้นำศาสนาและผู้มีอำนาจทางการเมือง?  พวกเราทั้งหมดต่างตระหนักรู้ว่า หากนี่คือพระราชกิจของพระเจ้า ต่อให้ชุมชนทางศาสนาและโลกทั้งโลกจะต่อต้านมันและละทิ้งมัน พระราชกิจของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกปฏิเสธได้ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ  องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า  “หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างเข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาหาความสว่าง เนื่องจากกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ(ยอห์น 3:19-20)  “ถ้าโลกนี้เกลียดชังพวกท่าน ก็จงรู้ว่าโลกเกลียดชังเราก่อน(ยอห์น 15:18)  “คนในยุคนี้เป็นคนชั่วร้าย(ลูกา 11:29)  ใน 1 ยอห์น 5:19 กล่าวว่า “โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย”  หลังจากที่มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขาก็ตกต่ำจนถึงจุดที่เขารังเกียจและเกลียดชังความจริง และกลายเป็นศัตรูของพระเจ้า  ทั้งโลกถูกซาตานควบคุมโดยสิ้นเชิง และชุมชนศาสนาทั้งหมดได้ถูกพวกฟาริสีหน้าซื่อใจคดและพวกศัตรูของพระคริสต์ควบคุมมานานแล้ว  ทั้งหมดถูกปกครองโดยซาตาน  เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ทรงปรากฏเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่บรรดาผู้นำศาสนาและผู้มีอำนาจเยี่ยงซาตานทั้งหลายจะลุกขึ้นเพื่อกล่าวโทษและต้านทานพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์  เห็นได้ชัดว่า การจะประเมินค่าความจริงด้วยการดูว่าบรรดาผู้นำศาสนาและระบอบปกครองเยี่ยงซาตานกล่าวโทษมันหรือไม่นั้นช่างไม่ถูกต้องและไร้สาระสิ้นดี!

บัดนี้ ในยุคสุดท้าย พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งในประเทศจีน—ซึ่งเป็นป้อมปราการที่ภักดีของอเทวนิยม  รังของพญานาคใหญ่สีแดง—เพื่อดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่เริ่มต้นจากพระนิเวศของพระองค์  พระเจ้าทรงนำความจริงออกมาเพื่อพิพากษาและชำระมวลมนุษย์ให้สะอาด จุดประสงค์คือเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลมืดของซาตานโดยครบบริบูรณ์ และในที่สุด ผู้ที่รอดนั้นพระเจ้าจะทรงนำพามาสู่ราชอาณาจักรของพระองค์และเข้าสู่การหยุดพักด้วยกันกับพระเจ้า  อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการที่ชาวยิวต้านทานองค์พระเยซูเจ้ากำลังถูกประกาศใช้อีกครั้ง  เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจใหม่แห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ ซึ่งตีกลับต่อมโนคติที่หลงผิดของผู้คนจากนิกายต่างๆ พวกเขาก็ไม่ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า  ในทางกลับกัน พวกเขาแพร่กระจายความนอกรีตและความเข้าใจผิดทุกรูปแบบแทน  พวกเขาโจมตีและพูดให้ร้ายพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ โดยกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์ว่าเป็น “ลัทธิบูชาที่ชั่วร้าย” หรือ “การนอกรีต”  พวกเขาไปไกลถึงขั้นสมคบคิดกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเพื่อข่มเหงและจับกุมบรรดาผู้ที่เผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าในยุคสุดท้าย  ความประพฤติของพวกเขาไม่แตกต่างไปจากความประพฤติของชุมชนทางศาสนาของคนยิวที่ครั้งหนึ่งเคยตีกรอบและข่มเหงองค์พระเยซูเจ้ามาแล้ว  ข้อเท็จจริงนี้ได้ลุล่วงไปตามการเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าโดยบริบูรณ์ “เพราะว่าบุตรมนุษย์ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน(ลูกา 17:24-25)  พระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์สองครั้งท่ามกลางมนุษย์เพื่อตรัสและทรงพระราชกิจ เพื่อไถ่มวลมนุษย์และช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และทั้งสองครั้งนั้นก็ได้ทรงทนทุกข์กับการกล่าวโทษ การหมิ่นประมาท และการต้านทานของบรรดาผู้นำศาสนาและระบอบปกครอง ข้อเท็จจริงนี้อย่างเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าหนทางที่แท้จริงนั้นได้ถูกข่มเหงมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว  ยิ่งหนทางเป็นจริงมากขึ้นเท่าใด และยิ่งมันคือการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด หนทางนั้นก็จะยิ่งทนทุกข์กับการปฏิเสธและการกล่าวโทษของบรรดาผู้นำศาสนาและระบอบปกครองเยี่ยงซาตานมากขึ้นเท่านั้น  คนฉลาดสามารถกำหนดพิจารณาได้จากการข่มเหงและการกล่าวโทษที่ไร้หลักการของบรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาและรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีต่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ว่ามันเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ และด้วยเหตุนี้จึงทำการตัดสินใจเลือกอย่างชาญฉลาด

ดังนั้น ในเมื่อฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นหนทางที่แท้จริง เหตุใดมันจึงได้รับการต่อต้านจากบรรดาผู้นำศาสนาเล่า?  มีเหตุผลหลักๆ สำหรับการนี้อยู่สองประการ ได้แก่ 1.) ผู้คนไม่เข้าใจการชี้นำของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาไม่มีความเข้าใจวลีที่ว่า “พระราชกิจของพระเจ้าเคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ”  พวกเขาแค่วัดพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าบนพื้นฐานของความรู้ด้านพระคัมภีร์และมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของพวกเขา และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำในอดีต  หากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขามองเห็น เมื่อนั้นพวกเขาก็จะพิจารณาว่าพระราชกิจใหม่ของพระเจ้านั้น “นอกรีต” หรือ “เป็นลัทธิบูชา”  2.) เพราะธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมวลมนุษย์นั้นคือการรังเกียจและเกลียดชังความจริง  บรรดาผู้นำศาสนาเหล่านี้กลัวการปลีกตัวและการปฏิเสธหลังจากบรรดาผู้เชื่อของพวกเขาได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เข้าใจความจริง และหันกลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการควบคุมโลกศาสนาอย่างถาวรของพวกเขาและคุ้มครองปกป้องสถานะและความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงกล่าวโทษและต้านทานพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างป่าเถื่อน  ดังนั้น เหตุผลที่พระราชกิจใหม่ทั้งหมดของพระองค์เผชิญกับการต่อต้านจากผู้คนนั้นไม่ใช่เพราะข้อผิดพลาดใดๆ ในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า อีกทั้งไม่ใช่เนื่องจากข้อผิดพลาดใดๆ ในหนทางของพระองค์  ในทางกลับกัน นั่นเป็นเพราะผู้คนไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า และเพราะพวกเขารังเกียจและเกลียดชังความจริง  มันคงจะวิปริตและไร้สาระน่าขันหากผู้คนจะตัดสินว่านี่ไม่ใช่หนทางที่แท้จริงแค่เพราะบรรดาผู้นำศาสนาต่อต้านและละทิ้งพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า  มันคงจะเป็นความเสียหายของผู้คนหากพวกเขาสูญเสียความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายอันเป็นผลมาจากการนี้ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ไม่อาจแก้ไขได้และไม่ต้องสงสัยเลย

เช่นนั้นแล้ว พวกเราจะจำแนกความแตกต่างอย่างแท้จริงระหว่างหนทางที่แท้จริงกับหนทางเทียมเท็จอย่างไร?  พระวจนะของพระเจ้าให้หลักการแก่พวกเราซึ่งพวกเราจะสามารถใช้เพื่อจำแนกความแตกต่างได้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องง่าย  เจ้าควรมีมาตรฐานต่างๆ และวัตถุประสงค์หนึ่งในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เจ้าควรรู้จักวิธีที่จะแสวงหาทางอันเที่ยงแท้ วิธีที่จะวัดได้ว่านั่นเป็นทางอันเที่ยงแท้หรือไม่ และนั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าหรือไม่  หลักธรรมพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาทางอันเที่ยงแท้คืออะไร?  เจ้าต้องมองไปที่ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหนทางนี้หรือไม่ ว่าวจนะเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงหรือไม่ ผู้ใดได้รับการเป็นพยานยืนยันให้ และมันสามารถนำสิ่งใดมาให้เจ้าได้  การแยกแยะระหว่างทางอันเที่ยงแท้และทางอันเทียมเท็จนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายแง่มุม ซึ่งสิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดของมันก็คือการบอกได้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ในนั้นหรือไม่  เพราะแก่นแท้ของการเชื่อของผู้คนในพระเจ้าคือการเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า และแม้กระทั่งการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็เป็นเพราะว่าเนื้อหนังนี้เป็นร่างจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าการเชื่อดังกล่าวยังคงเป็นการเชื่อในพระวิญญาณ  มีความแตกต่างหลายประการระหว่างพระวิญญาณและเนื้อหนัง แต่เพราะว่าเนื้อหนังนี้มาจากพระวิญญาณ และเป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่มนุษย์เชื่อจึงยังคงเป็นแก่นแท้ประจำพระองค์ของพระเจ้า  ดังนั้นในการแยกแยะว่ามันเป็นทางอันเที่ยงแท้หรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าต้องมองไปที่ว่ามันมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าต้องมองไปที่ว่ามีความจริงอยู่ในหนทางนั้นหรือไม่  สิ่งที่เรียกกันว่าความจริงนั้นคืออุปนิสัยในการดำเนินชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องมีเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างเขาในปฐมกาล กล่าวคือความเป็นมนุษย์ปกติในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน (รวมถึงสำนึกของมนุษย์ ความเข้าใจเชิงลึก สติปัญญา และความรู้พื้นฐานว่าควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร)  นั่นคือ เจ้าจำเป็นต้องมองไปที่ว่าหนทางนี้สามารถนำผู้คนไปสู่ชีวิตมนุษย์ที่ปกติได้หรือไม่ ว่าความจริงที่กล่าวถึงนั้นวางข้อกำหนดที่อยู่กับความเป็นจริงของความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่ ความจริงนี้ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่ และว่ามันเหมาะสมแก่เวลามากที่สุดหรือไม่  หากมีความจริงอยู่ เช่นนั้นแล้วย่อมสามารถนำผู้คนให้มีประสบการณ์ต่างๆ ที่ปกติและสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที สำนึกรับรู้แบบมนุษย์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นครบบริบูรณ์มากขึ้นทุกที ชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังและชีวิตฝ่ายวิญญาณก็กลายเป็นมีระเบียบมากขึ้นทุกที และอารมณ์ต่างๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นปกติมากขึ้นทุกที  นี่คือหลักธรรมข้อที่สอง  มีหลักธรรมอีกข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือไม่ว่าผู้คนจะมีความรู้เพิ่มขึ้นในเรื่องพระเจ้าหรือไม่  และไม่ว่าการได้รับประสบการณ์กับงานและความจริงดังกล่าวสามารถบันดาลให้เกิดหัวใจที่รักพระเจ้าขึ้นในตัวพวกเขาและนำพาให้พวกเขาเข้าใกล้พระเจ้าได้มากขึ้นทุกทีหรือไม่  ในการนี้ก็สามารถวัดได้ว่าหนทางนี้เป็นทางอันเที่ยงแท้หรือไม่  ที่เป็นรากฐานมากที่สุดก็คือว่าหนทางนี้สมจริงมากกว่าที่จะเหนือธรรมชาติหรือไม่ และว่ามันสามารถจัดเตรียมเพื่อชีวิตของมนุษย์ได้หรือไม่  หากมันสอดคล้องกับหลักธรรมเหล่านี้ ก็จะได้ข้อสรุปว่าทางนี้คือทางอันเที่ยงแท้(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นจึงเป็นผู้ที่ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย)  โดยพื้นฐานแล้วมีสามสิ่งจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่พวกเราควรตระหนักเพื่อสังเกตเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่:

ประการแรก พวกเราต้องดูว่า สิ่งนั้นบรรจุไปด้วยพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญยิ่งยวดหรือไม่  หากมันเป็นหนทางที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วสิ่งนั้นก็คือพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง ซึ่งหมายความว่ามันต้องบรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เหตุผลที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์เป็นเพราะเนื้อหนังนี้คือรูปจำแลงของวิญญาณของพระเจ้า ดังนั้น ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำจึงเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และเป็นการยืนยันถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะฉะนั้น ผู้คนจึงเชื่อในพระองค์และติดตามพระองค์  การนี้เป็นดังเช่นเมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือ ถึงแม้ว่าบนพื้นผิวภายนอกนั้นอาจจะได้ปรากฏว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง แต่มนุษย์ก็มองเห็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์  นี่เป็นเพราะมวลมนุษย์ทั้งหมดสามารถมองเห็นว่าพระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ  พระองค์ทรงสามารถทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ หรือทำให้คนเป็นอัมพาตเดินได้ และรักษาคนเป็นโรคเรื้อนได้  พระองค์ทรงสามารถใช้ขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเพื่อเลี้ยงอาหารผู้คนห้าพันคนได้  พระองค์ทรงสามารถแม้กระทั่งทำให้คนตายแล้วเป็นขึ้น  พระองค์ทรงสามารถมองเห็นลึกลงไปในหัวใจของมนุษย์และเปิดโปงความลับที่มืดที่สุดของพวกเขา  นอกจากนั้น พระองค์ทรงสามารถบอกถึงสิ่งลึกลับทั้งหลายเกี่ยวกับฟ้าสวรรค์ต่อมวลมนุษย์  หลังจากผู้คนได้ติดตามพระองค์แล้ว พวกเขาก็ได้รับสันติสุขและความชื่นชมยินดีในหัวใจของพวกเขา  เหตุผลที่ผู้คนติดตามองค์พระเยซูเจ้าและระลึกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ก็เพราะทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำคือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเราสามารถมองเห็นว่า ตราบเท่าที่มันเป็นหนทางที่แท้จริง มันจะบรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น พวกเราต้องดูให้เห็นก่อนว่ามันบรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่

แง่มุมที่สองที่พวกเราควรให้น้ำหนักเมื่อพิจารณาว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ก็คือการดูว่า มันบรรจุด้วยความจริงหรือไม่ และมันสามารถค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยชีวิตของผู้คนเพื่อทำให้สภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาพัฒนาไปเป็นปกติมากยิ่งขึ้นหรือไม่  พวกเราทุกคนรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต และว่าทุกช่วงระยะใหม่ของพระราชกิจของพระองค์นั้นมีพื้นฐานอยู่บนความจริงที่พระเจ้าได้ทรงนำออกมาให้แก่มนุษย์ ซึ่งบ่งชี้ถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติในยุคใหม่  พระเจ้าทรงทำให้มั่นใจว่ามนุษย์มีเสบียงที่เขาจำเป็นต้องมีสำหรับชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถค่อยๆ ดำรงชีวิตไปตามสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และเพื่อที่เขาจะค่อยๆ กลับไปสู่สภาพเหมือนดั้งเดิมของเมื่อครั้งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์  นี่คือคุณลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนของหนทางที่แท้จริง  มันเป็นเหมือนเช่นเมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้เริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณ  ในเวลานั้น พระองค์ได้ทรงนำออกมาซึ่งความจริงมากมายเพื่อให้ผู้คนนำไปปฏิบัติ และได้ทรงสอนพวกเขาให้รักผู้อื่นเสมือนที่พวกเขารักตัวเอง ให้แบกกางเขน ให้ปฏิเสธตัวเอง และให้อภัยผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง  องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงชักชวนผู้คนให้นมัสการพระเจ้าในจิตวิญญาณและความจริง  ผู้เชื่อที่แท้จริงทุกคนสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในการประพฤติภายนอกของพวกเขาได้โดยผ่านทางคำสอนขององค์พระเยซูเจ้า  พวกเขาสามารถประพฤติตนด้วยความถ่อมใจและความอดทนได้โดยผ่านทางองค์พระเยซูเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงมีสภาพเหมือนบางอย่างของบุคคลปกติ  เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่มันคือหนทางที่แท้จริง ก็จะมีการแสดงออกถึงความจริง  ในทางกลับกัน นี่จะทำให้สภาวะความเป็นมนุษย์และสำนึกรับรู้ของคนเรากลายเป็นปกติมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเขาจะปรากฏเป็นอย่างที่บุคคลจริงคนหนึ่งควรจะเป็นมากยิ่งขึ้น

แง่มุมที่สาม พวกเราต้องพิจารณาในการไตร่ตรองหนทางที่แท้จริงก็คือเพื่อมองว่า หนทางนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นแก่ผู้คนหรือไม่ และมันบันดาลใจให้เกิดความรักต่อพระเจ้าขึ้นในตัวพวกเขาและนำพาพวกเขาเข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้นเสมอหรือไม่  พวกเราทุกคนรู้ว่าในเมื่อมันเป็นหนทางที่แท้จริง มันเป็นพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และว่าพระราชกิจของพระเจ้าย่อมนำออกมาซึ่งพระอุปนิสัยของพระองค์ตลอดจนทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้  เมื่อผู้คนได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาจะมาถึงซึ่งความเข้าใจที่จริงแท้เกี่ยวกับพระเจ้าโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นการสร้างหัวใจที่มีความรักต่อพระเจ้าขึ้นภายในตัวพวกเขา  การนี้เป็นดังเช่นในยุคธรรมบัญญัติ เมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงนำออกมาซึ่งธรรมบัญญัติต่างๆ เพื่อทรงนำชีวิตของผู้คนบนแผ่นดินโลก  จากประสบการณ์ที่พวกเขามีกับพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาระลึกได้ว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงพระองค์เดียว  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาระลึกได้ถึงพระบารมีและพระพิโรธของพระเจ้า และระลึกได้ว่าพระอุปนิสัยของพระองค์ต้องไม่ถูกทำให้ขุ่นเคือง ซึ่งได้สร้างหัวใจที่เคารพพระเจ้าขึ้นภายในตัวพวกเขา  ในยุคพระคุณ พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งเพื่อไถ่มวลมนุษย์  ผู้คนระลึกได้ถึงอุปนิสัยที่มีความรักและเปี่ยมปรานีของพระเจ้าโดยผ่านทางประสบการณ์ของพวกเขาที่มีกับพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า  ผู้คนยังมองเห็นว่าพระเจ้านั้นไม่เพียงแต่ทรงเป็นพระวิญญาณเท่านั้น แต่ยังทรงสามารถใช้รูปร่างแบบมนุษย์ที่ถ่อมใจอีกด้วย และเห็นว่าพระองค์ทรงสามารถแสดงการอัศจรรย์ต่างๆ ทรงรักษาโรค และทรงขับผี…  และพระราชกิจทั้งหมดที่องค์พระเยซูเจ้าทรงทำนี้ได้ทำให้ผู้คนมาถึงความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งดลใจให้เกิดความรักใคร่บูชาต่อพระเจ้าขึ้นภายในหัวใจของผู้คน  เพราะฉะนั้น หากมันเป็นหนทางที่แท้จริง มันจะทำให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้าและดลใจให้เกิดความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า

ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะเคลื่อนไปข้างหน้าเสมอ ตราบเท่าที่มันเป็นพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองและเป็นหนทางที่แท้จริง มันจะมีและแสดงออกถึงคุณลักษณะสามประการที่กล่าวไปข้างต้นอย่างแน่นอน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หนทางที่แท้จริงจะบรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นำออกมาซึ่งความจริง และจะทำให้ผู้คนได้รับความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า และนำพวกเขาเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น หากพวกเราจำแนกความแตกต่างหนทางที่แท้จริงโดยผ่านทางการชั่งน้ำหนักมาตรฐานสามข้อเหล่านี้ พวกเราจะสามารถสังเกตเห็นว่าสิ่งใดแท้จริงและเทียมเท็จ จนพวกเราสามารถก้าวไปกับพระราชกิจปัจจุบันของพระเจ้าอย่างทันท่วงที ได้รับความจริง หนทาง และชีวิต ตลอดจนได้รับพระสัญญาและพระพรอันยิ่งใหญ่ขึ้นของพระเจ้า

ในยุคสุดท้ายนี้ พระเจ้ากำลังทรงแสดงพระราชกิจใหม่อีกครั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกพระวจนะของพระองค์เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้สะอาด  พระราชกิจนี้ทำไปตามแผนของพระองค์และอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นต้องการจริงของผู้คนในยุคสุดท้าย  นี่เป็นพระราชกิจใหม่ที่สูงส่งขึ้น มีพื้นฐานอยู่บนรากฐานแห่งพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า  หากพวกเราแสวงหาและศึกษาอย่างพิถีพิถันด้วยหัวใจที่สงบ พวกเราจะสามารถมองเห็นว่าช่วงระยะนี้ในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าไม่เพียงแค่บรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นยังนำออกมาซึ่งความจริงและสามารถเปิดโอกาสให้พวกเราได้มีความเข้าใจที่จริงแท้ ครอบคลุม และสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้าและทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น  ด้านล่างนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมกันเกี่ยวกับประสบการณ์และความเข้าใจของพวกเราเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย บนพื้นฐานของมาตรฐานทั้งสามเหล่านี้ที่เราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้เพื่อประเมินค่าหนทางที่แท้จริง

ประการแรก หนทางที่แท้จริงบรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาและสถาปนายุคแห่งราชอาณาจักร และได้แสดงพระราชกิจใหม่แห่งการพิพากษาซึ่งเริ่มต้นขึ้นกับพระนิเวศของพระเจ้า ได้นำออกมาซึ่งพระวจนะของพระองค์เพื่อพิพากษาและชำระผู้คนให้สะอาด และได้จัดหาการจัดเตรียมใหม่ๆ สำหรับชีวิตให้แก่มวลมนุษย์แล้ว  ผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อท่ามกลางทุกนิกายได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทีละคนภายใต้พระนามของพระองค์  ไม่สำคัญว่ามนุษย์จะต้านทานเพียงใด หรืออุปสรรคกีดขวางใดได้ปรากฏขึ้น ข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ายังคงผงาดไปข้างหน้าเหมือนคลื่นในมหาสมุทรและเผยแพร่ไปทั่วทั้งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่  ผู้คนทั้งหมดกำลังหลั่งไหลไปยังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในการเฉลิมฉลองที่น่าชื่นชม  ถึงแม้ว่าพวกเราทั้งหมดได้มาจากนิกายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างปรองดองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ไม่มีหมู่เหล่าใดๆ ในที่นี้ และชีวิตในคริสตจักรเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา  บรรดาพี่น้องชายหญิงที่นี่รู้สึกว่าการประชุมของพวกเราไม่เคยพอ และมีเพลงสรรเสริญให้ร้องและชื่นชม และคำอธิษฐานที่ให้ความรู้แจ้งแก่พวกเรา  ทุกครั้งที่พวกเรารวมตัวกัน พวกเราทุกคนสามารถที่จะได้รับการจัดเตรียมใหม่ๆ จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเราสามารถระลึกได้ถึงข้อบกพร่องของพวกเราเอง และพวกเราพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติจากพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อพวกเราเผชิญกับทรรศนะที่แตกต่างกัน พวกเราทุกคนสามารถที่จะละวางทรรศนะของพวกเราเองไว้ก่อนแล้วรับฟังแนวคิดของผู้คนอื่นๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ  เมื่อความเสื่อมทรามถูกตีแผ่ พวกเราสามารถทบทวนและวิเคราะห์ตัวเองบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อพวกเราทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร พวกเราก็มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริงของข้อเท็จจริงและยอมรับการตัดแต่งและการจัดการ และพวกเรายินยอมตามสิทธิอำนาจแห่งความจริงจากพระวจนะของพระเจ้าในคริสตจักร พี่น้องชายหญิงของพวกเรากำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อ สามารถแบกรับภารกิจของพระเจ้าด้วยการอุทิศตน และปล่อยวางความหรรษายินดีทางเนื้อหนังเพื่อพระราชกิจแห่งการเผยแพร่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าด้วยสุดหัวใจของพวกเรา  ไม่ว่าพวกเราจะได้รับการปฏิบัติจากนิกายต่างๆ อย่างไร หรือพวกเราจะถูกปฏิเสธ ถูกข่มเหง ถูกทุบตี หรือถูกสาปแช่งหรือไม่ก็ตาม พวกเราเต็มใจที่จะแบกรับความยากลำบาก และพวกเราทำการประกาศข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายต่อไปเหมือนที่เคยเสมอมาเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  วันนี้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว อุปนิสัยชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปในระดับต่างๆ และผู้คนที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหลายคนได้เขียนบทความและเพลงสรรเสริญต่างๆ ที่บันทึกข้อมูลประสบการณ์จริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้รับมาโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์ของพวกเขาเองกับพระราชกิจของพระเจ้า และอัพโหลดบทความและเพลงสรรเสริญเหล่านั้นบนอินเทอร์เน็ตเพื่อเป็นพยานต่อพระเจ้า ซึ่งเรื่องราวมากมายได้ถูกนำมาปรับเป็นภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างๆ  บทความ เพลง และภาพยนตร์ต่างๆ เป็นพยานถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในอุปนิสัยชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และสิ่งเหล่านั้นเป็นพยานถึงการเข้าใจความจริงและความรู้ที่จริงใจเกี่ยวกับพระเจ้าของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  สิ่งเหล่านั้นเป็นคำพยานของบรรดาผู้ชนะ  จำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของคำพยานเช่นนั้นไม่ใช่ผลของพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าหรอกหรือ?  หากไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ใดจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนั้นได้?  คนเราสามารถมองเห็นสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จากประสบการณ์และคำพยานของพี่น้องชายหญิงของพวกเรา  พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  แต่ถึงกระนั้นสำหรับนิกายต่างๆ ผู้ที่ยังตามไม่ทันพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า บรรดาผู้ที่ประกาศไม่มีคำเทศนา บรรดาผู้เชื่อต่างคิดลบและอ่อนแอ และความเชื่อของพวกเขาเย็นชา  พวกเขาอิจฉาริษยาและเผชิญหน้ากัน ก่อเป็นหมู่เหล่า และในขณะที่พวกเขาอาจกำลังทำงานอย่างเดียวกัน งานนั้นก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อเหตุผลเดียวกัน  นี่เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าชุมชนศาสนาขาดแคลนพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว  เพราะคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บรรจุไปด้วยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงปรากฏว่ามันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวายิ่งนัก ในขณะที่นิกายต่างๆ นั้นเยือกเย็น โดดเดี่ยวอ้างว้าง และได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้ว โดยยืนอยู่ในความขัดแย้งอย่างทนโท่กับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นสิ่งซึ่งชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นหนทางทางที่แท้จริง และซึ่งเป็นหนทางเดิม

ประการที่สอง หนทางที่แท้จริงบรรจุไปด้วยความจริง สามารถบ่งชี้เส้นทางแห่งการปฏิบัติในยุคใหม่ให้แก่ผู้คนได้ และสามารถเปิดโอกาสให้ผู้คนได้รับการจัดเตรียมใหม่ๆ เพื่อชีวิต  อุปนิสัยชีวิตของพวกเขาก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็กลายเป็นปกติมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์นั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงนำออกมาซึ่งความจริงมากมายในด้านต่างๆ หลายด้าน  เหล่านี้รวมถึงความจริงเกี่ยวกับการทำความเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าและความจริงเกี่ยวกับวิธีที่จะปฏิบัติและเข้าสู่ในช่วงระหว่างยุคใหม่ด้วย  ตัวอย่างเช่น เหล่านี้รวมถึง: จุดประสงค์ของการบริหารจัดการของพระเจ้า หลักการเบื้องหลังพระราชกิจของพระองค์ ความจริงภายในพระราชกิจของพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ วิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ นัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ วิธีที่มวลมนุษย์ได้พัฒนาสู่ยุคปัจจุบัน วิธีที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม วิธีที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด บั้นปลายในอนาคตของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร บทอวสานจะเป็นอย่างไรสำหรับผู้คนประเภทต่างๆ บรรดาผู้เชื่อควรจะมีทรรศนะอย่างไร วิธีปฏิบัติหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อของคนเรา วิธีที่จะเป็นบุคคลซื่อสัตย์ มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติอย่างไร วิธีที่จะปรนนิบัติพระเจ้าในหนทางที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ และวิธีที่จะบรรลุถึงการเชื่อฟังและรักพระเจ้าอย่างแท้จริง  การที่พระเจ้าทรงออกความจริงเหล่านี้ออกไปเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ดียิ่งขึ้นอย่างมาก ตลอดจนเปิดโอกาสให้พวกเขามีความเข้าใจธรรมชาติและเนื้อแท้ของพวกเขาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของพวกเขาดียิ่งขึ้นด้วย  นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นเส้นทางที่พวกเขาต้องติดตามเพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาได้อย่างชัดเจน  โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น ในที่สุดผู้คนก็ได้มาถึงความเข้าใจแง่มุมที่ผสมผสานกันของความเชื่อเก่าๆ ของพวกเขา และระลึกได้ว่าถึงแม้พวกเขาจะได้รับการไถ่และพระคุณอันล้นเหลือของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงถวิลหาอุบายเพื่อความหรรษายินดีทางกายและพระพรทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจากพระเจ้าอยู่ลึกๆ และถวิลหาที่จะสัมฤทธิ์โชควาสนาและความฝันต่างๆ ของพวกเขาโดยผ่านทางพระเจ้า  นอกจากนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเร่งรีบทำงานเพื่อพระเจ้า แต่พวกเขาก็กำลังทำงานนั้นเพื่อประโยชน์ของการได้รับพรและได้รับการสวมมงกุฎ  พวกเขาทำการนี้ในนามของชื่อเสียงและผลประโยชน์ส่วนตัว  พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ไม่สำคัญว่าผู้คนจะได้รับพระคุณมากเพียงใดหรือพระพรมากเพียงใดจากพระเจ้า หากสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้เป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาในบางหนทางที่เล็กน้อย พวกเขาก็จะต้านทานและร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้าโดยฉับพลัน  พวกเขาไปไกลถึงขั้นเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าอย่างเปิดเผย หรือแม้กระทั่งทอดทิ้งพระเจ้า  ผู้คนได้สูญเสียจิตสำนึกและความสามารถดั้งเดิมของพวกเขาเพื่อคิดอย่างมีเหตุผลในการทรงปรากฏของพระเจ้ามานานแล้ว  ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนพวกเขาได้สูญเสียความคล้ายคลึงมนุษย์ของพวกเขาไปแล้วโดยสิ้นเชิง  ความจริงต่างๆ ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงนำออกไปนั้นเปิดโอกาสให้ผู้คนมีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของพวกเขาเอง และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขานั้นเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และขาดพร่องในสภาวะความเป็นมนุษย์  ในเวลาเดียวกันนั้น พวกเขาก็ได้มาเข้าใจถึงนัยสำคัญของพระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้าที่ทำขึ้นแก่พวกเขา ตลอดจนเจตนารมณ์ที่มีเมตตารอบคอบของพระเจ้า และความพยายามที่อุตสาหะและราคาที่ทรงจ่ายไปเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด  ด้วยเหตุนี้จิตวิญญาณของผู้คนจึงเริ่มตื่นขึ้นทีละนิดทีละน้อย และจิตสำนึกและความสามารถของพวกเขาที่จะคิดอย่างมีเหตุมีผลนับวันก็เริ่มฟื้นคืนกลับมา  ผู้คนไม่พยายามที่จะสนองความพอใจของเนื้อหนังของพวกเขาเองอีกต่อไป และไม่ทำข้อตกลงกับพระเจ้าอีกต่อไป  ในทางกลับกัน พวกเขาเพียงพยายามที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น และมอบถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขามีแด่พระเจ้า  ในหนทางนี้ ผู้คนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็ค่อยๆ ได้รับสัมพันธภาพที่ปกติกับพระผู้สร้างคืนมาอีกครั้ง  พวกเขากลายเป็นมีความรักต่อพระเจ้ามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นบนอบมากขึ้นและเลื่อมใสมากขึ้น และในที่สุดพวกเขาก็เริ่มดูละม้ายเหมือนที่มนุษย์ควรเป็นมากยิ่งขึ้น  กล่าวสั้นๆ คือ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงให้ความจริงแก่พวกเราซึ่งพวกเราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรลุถึงความรอดในความเชื่อพระเจ้าของพวกเรา  พระองค์ทรงแสดงให้พวกเราเห็นการชี้นำของเส้นทางในยุคใหม่ และพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้พวกเราได้รับการจัดเตรียมที่เป็นจริงมากที่สุดที่พวกเราจำเป็นต้องมีเพื่อชีวิต  ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหนทางของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นคือหนทางที่แท้จริง

ประการที่สาม หนทางที่แท้จริงนี้ให้มนุษย์ได้มีความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและใหม่เกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้มนุษย์สามารถรักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น  พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย หากพวกเจ้าสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยตนเองได้ และมีการติดต่ออย่างแท้จริงกับบรรดาผู้ที่ได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ยากเลยที่จะค้นพบว่าพี่น้องชายหญิงทั้งหลายจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นได้รับความรู้ใหม่และได้รับความเข้าใจที่เหมาะสมยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้าโดยผ่านทางลักษณะที่พวกเขาใช้ในการแสวงหาความจริงของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  ผู้คนเข้าใจอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าโดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และมองเห็นว่าพระอุปนิสัยโดยเนื้อแท้ของพระเจ้าไม่เพียงแค่บรรจุไปด้วยความรักและความปรานีเท่านั้น แต่ยังมีพระบารมีและพระพิโรธด้วยเช่นกัน และพระอุปนิสัยของพระองค์ไม่ยอมผ่อนปรนกับการทำให้ขุ่นเคืองของมวลมนุษย์  โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น ผู้คนมองเห็นว่าพระเจ้ามิได้ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดโดยการแสดงความจริงเพื่อพิพากษาเขาเท่านั้น แต่ยังโดยการจัดการเตรียมการสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทุกประเภทเพื่อเปิดเผยมนุษย์อีกด้วย และในที่สุดทรงใช้ความวิบัติต่างๆ เพื่อถลุงและชำระผู้คนให้บริสุทธิ์  ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้คนยังมองเห็นวิธีที่พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงพวกศัตรูของพระคริสต์ คนทำชั่ว บรรดาผู้ไม่เชื่อในคริสตจักร และวิธีที่พระเจ้าทรงหลอกใช้พญานาคใหญ่สีแดงให้ทำการปรนนิบัติเพื่อทำให้ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรมีความเพียบพร้อมอีกด้วย  ดังนั้น ผู้คนจึงได้รับความรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเกี่ยวกับความทรงมหิทธิฤทธิ์ พระปรีชาญาณ ความมหัศจรรย์และความไม่อาจหยั่งลึกได้ของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเจตนารมณ์ที่กรุณาของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ความรักแท้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ และเนื้อแท้ของพระองค์ที่มีความบริสุทธิ์และความงดงามอีกด้วย  การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ช่วยแก้ไขมโนคติผิดๆ มากมายที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้า และช่วยให้พวกเขาตระหนักว่าพระเจ้ามิได้ทรงเป็นพระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นพระเจ้าของชนชาติทั้งมวลของคนต่างชาติ และพระเจ้าของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวงอีกด้วย  ผู้คนยังเข้าใจอีกด้วยว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่า และไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ใดๆ  ผู้คนมองเห็นในหลายหนทางว่ามีแง่มุมที่ดีงามมากมายเกี่ยวกับพระเจ้า ว่าความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่และสัมพันธ์กับชีวิตจริง ซึ่งหลังจากนั้นความรักแท้ต่อพระเจ้าจึงก่อเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา พวกเขาพึงปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาเพียรพยายามด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงและทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย  จากการนี้ พวกเรารู้ว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายสามารถให้มนุษย์ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นไปได้ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ มันเป็นความเข้าใจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นและครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้น  สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นขณะที่ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าของมนุษย์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น  มีเพียงพระราชกิจของพระเจ้าเองเท่านั้นที่สามารถมีประสิทธิผลนี้ได้ และมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถนำพระอุปนิสัยของพระองค์และทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นออกมาสู่มวลมนุษย์ได้  นี่จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าหนทางของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นคือหนทางที่แท้จริง

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ซึ่งได้รับการต้านทานและการกล่าวโทษจากบรรดาผู้นำทางศาสนานั้น คือองค์พระเยซูเจ้า ผู้ได้เสด็จกลับมาเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้าย เป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองนั่นเอง  เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่านิกายต่างๆ จะต้านทานและโจมตีฟ้าแลบจากทิศตะวันออกอย่างไร และไม่สำคัญว่ารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะกุข่าวลือเพื่อกล่าวโทษและตีกรอบฟ้าแลบจากทิศตะวันออกอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะขัดขวางการแผ่ขยายของพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายได้แม้แต่น้อย  ในระยะเวลาเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว  พระวจนะของพระเจ้าและพระนามของพระเจ้าได้เผยแผ่ไปยังหลายร้อยล้านครัวเรือนแล้ว  ท่ามกลางคณะนิกายต่างๆ นั้น บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและต้องการพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หันกลับมาหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  ผู้คนหลายล้านคนกำลังชื่นชมกับพระวจนะของพระเจ้า กำลังได้รับการพิพากษา การชำระให้สะอาด ความรอด และการทำให้มีความเพียบพร้อมของพระเจ้า และกำลังสรรเสริญกิจการที่น่าอัศจรรย์ต่างๆ ของพระเจ้า  พระเจ้าได้ทรงทำให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ชนะในประเทศจีนแล้ว และได้ทรงรับผู้คนกลุ่มหนึ่งไว้ซึ่งเป็นผู้ที่มีหัวใจเดียวกันและจิตใจเดียวกันกับพระองค์  พระราชกิจของพระเจ้าจะสรุปปิดตัวในไม่ช้านี้ด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ และพระราชกิจนั้นก็เคลื่อนอย่างรวดเร็วจากทิศตะวันออก—ประเทศจีน—ไปยังโลกตะวันตก และคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้สถาปนาสาขาต่างๆ ขึ้นในหลายสิบประเทศแล้ว ซึ่งเป็นการทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วงไปโดยครบบริบูรณ์ ความว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น(มัทธิว 24:27)  เพื่อนร่วมงานฝ่ายวิญญาณทั้งหลายของเรา  จงวางมโนคติที่หลงผิดตามจินตนาการของพวกเจ้าลงโดยเร็วและพยายามที่จะรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าแทน โปรดมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ: พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงรอการกลับมาของพวกเจ้าอยู่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดจึงกล่าวกันว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์

ศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลกสองศาสนา—ศาสนาคริสต์และศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก—ทั้งเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าและยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นการจุติเป็นมน…...

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และองค์พระเยซูเจ้าคือพระเจ้าหนึ่งเดียว

เมื่อมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม พระเจ้าได้ทรงเริ่มแผนการบริหารจัดการของพระองค์เพื่อความรอดของมวลมนุษย์...

เหตุใดพระเจ้าจึงทรงใช้พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคแห่งราชอาณาจักร

ผู้คนจำนวนมากไม่เข้าใจว่า ในเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงได้รับการเรียกขานว่า...

ติดต่อเราผ่าน Messenger