ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง (ตอนที่ห้า)

การยกย่องและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเป็นการสำแดงหลักของพวกศัตรูของพระคริสต์ และการระบุลักษณะแก่นแท้ของพวกเขาตามการสำแดงนี้ก็เหมาะสมและเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง—ไม่ใช่การระบุลักษณะที่ว่างเปล่า ด้วยการมองวาระซ่อนเร้น ความทะเยอทะยาน การเผยแก่นแท้ของพวกเขา รวมทั้งจุดมุ่งหมายที่ดำเนินต่อเนื่องในการกระทำของพวกเขา คนเราย่อมสามารถเห็นได้ว่าการยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองคือการสำแดงอันเป็นลักษณะเฉพาะของพวกศัตรูของพระคริสต์ มีพวกศัตรูของพระคริสต์คนใดบ้างหรือไม่ที่ไม่เคยยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง? (ไม่มี) เหตุใดจึงไม่มี? เพราะความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาเหลือคณานับยิ่งนัก และพวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ว่าพวกเขาใช้ชีวิตท่ามกลางกลุ่มคนใด หากไม่มีใครยกย่องและเคารพบูชาพวกเขา พวกเขาย่อมรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่าหรือความหมาย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงกระหายร้อนรนที่จะยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตน พวกเขาใช้ชีวิตเพื่อเป็นเลิศกว่าผู้อื่น และต้องการให้ผู้คนเคารพบูชาและติดตามพวกเขา และต่อให้คนเหล่านั้นเป็นดังเช่นแมลงวันที่น่ารำคาญและน่ารังเกียจหรือแก๊งขอทาน พวกเขาก็ไม่ถือสา ตราบที่มีคนที่เคารพบูชาและติดตามพวกเขา เช่นนั้นพวกเขาย่อมรู้สึกผ่อนคลาย หากพวกเขาสามารถได้รับเสียงปรบมืออันบ้าคลั่งจากแฟนๆ ดังเช่นที่นักร้องที่มีชื่อเสียงได้รับ เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะรู้สึกมีความสุขมากๆ พวกเขาชอบการได้ชื่นชมสิ่งนี้—นี่คือธรรมชาติของพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าผู้คนประเภทใดติดตามหรือเคารพบูชาพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์ชอบผู้คนเหล่านั้นทั้งหมด ต่อให้คนที่ติดตามพวกเขาเป็นผู้ที่ต่ำช้าและน่ารังเกียจที่สุด ต่อให้คนเหล่านั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตราบที่คนเหล่านั้นยกย่องพวกเขาและตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากที่จะได้สถานะของพวกเขา เช่นนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่ถือสา แล้วพวกศัตรูของพระคริสต์สามารถหยุดยั้งตัวเองไม่ให้ยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองรวมทั้งไม่โอ้อวดทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาไปได้หรือไม่? (ไม่ได้) นี่คือแก่นแท้ของพวกเขา จงบอกเราที บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงคือคนประเภทใด? ในบรรดามวลมนุษย์ มีคนประเภทหนึ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์จะคัดสรรและช่วยให้รอด และคนเหล่านี้ก็มีมโนธรรม สำนึก และความละอายแก่ใจอย่างขั้นต่ำที่สุด บรรดาผู้ที่ดีกว่านี้เล็กน้อยสามารถรักความจริง รักสิ่งที่เป็นบวก และรักความเที่ยงธรรมและความชอบธรรมของพระเจ้า พวกเขาสามารถเกลียดชังความเลวร้าย พวกเขารู้สึกแค้นเคืองเมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมหรือเลวร้าย และต่อให้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้เลย พวกเขาก็ยังคงเกลียดชังสิ่งเหล่านี้—คนเหล่านี้เป็นขั้นต่ำที่สุดที่พระเจ้าต้องประสงค์ ส่วนพวกที่ไม่มีความเป็นมนุษย์และแก่นแท้นี้ พระเจ้าไม่ต้องประสงค์พวกเขา ไม่สำคัญว่าพวกเขาพูดถึงความดีงามของพระเจ้ามากเพียงใดหรือพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงใด ตัวอย่างเช่น ชาวฟาริสีในศาสนายกย่องพระเจ้าและเป็นพยานให้พระเจ้าด้วยทฤษฎีว่างเปล่าและคำพูดผิวเผินเก่าๆ เดิมๆ และพวกเขาก็ไม่เบื่อที่จะพูดสิ่งเหล่านี้แม้หลังจากผ่านไปสองพันปีแล้ว ตอนนี้พระเจ้ากำลังทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นความจริงเหล่านี้ได้ พวกเขาเพิกเฉยต่อความจริงเหล่านี้ และบางคนถึงขั้นกล่าวโทษและหมิ่นประมาทความจริงเหล่านี้ เรื่องนี้เผยพวกเขาออกมาอย่างสิ้นเชิง และพระเจ้าก็ทรงระบุไว้นานแล้วว่าพวกเขาเป็นฟาริสีหน้าซื่อใจคด เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มของซาตานกันทุกคน พระเจ้าทรงระบุเอาไว้ว่าพวกเขาล้วนเป็นปีศาจและเหล่าซาตาน เป็นสุกรและสุนัข เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์มาถึงยังกลุ่มคนเช่นนี้และเห็นว่ามีน้อยคนนักในบรรดาคนกลุ่มเช่นนี้ที่สามารถเข้าใจความจริง ไม่มีพวกเขาคนใดมีวิจารณญาณหรือความสามารถพิเศษใดๆ พวกเขาก็เร่งรีบในการฉวยประโยชน์ที่จะโอ้อวดจากโอกาสนี้ บางคนอวดตัวว่าครั้งหนึ่งตนได้รับการยอมรับให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับโลกสองแห่งในเวลาเดียวกัน และในท้ายที่สุดก็ไม่ได้ไปเพราะพวกเขามาเชื่อในพระเจ้าและยอมรับพระบัญชาของพระองค์ หลังจากได้ยินพวกเขาพูดเช่นนี้ บางคนเริ่มที่จะเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูงส่งมาก หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง และหากสิ่งทั้งหลายที่เจ้ารักและโลกทัศน์ของเจ้าเป็นอย่างเดียวกับสิ่งทั้งหลายและโลกทัศน์ของผู้คนทางโลก เจ้าจะเคารพบูชาคนเช่นนี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์พูดสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ เจ้าจะถูกพวกเขาหลอกและชักพาให้หลงผิด พวกศัตรูของพระคริสต์แอบยกย่องตัวเองอย่างนี้ และคนโง่เขลาเหล่านั้นที่ไม่มีวิจารณญาณก็ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด พวกศัตรูของพระคริสต์ลงเอยด้วยการรู้สึกมีความสุขมาก คิดว่าไม่มีใครที่อยู่ภายใต้พวกเขาปกติธรรมดา ในเมื่อในข้อเท็จจริงแล้วคนเหล่านั้นล้วนเป็นแค่คนเลอะเลือนและคนไม่เอาไหนกลุ่มหนึ่ง พวกที่ไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงล้วนถูกพวกซาตานและพวกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดได้ทั้งนั้น เมื่อพวกเขาได้ยินพวกซาตานและพวกศัตรูของพระคริสต์พูด พวกเขารู้สึกว่านั่นตรงกับความคิดและรสนิยมของตนเองจริงๆ ดังนั้นพวกเขาจึงชื่นชมการรับฟังสิ่งนั้น พวกเขาไม่สามารถใช้การคิดปกติทำการตัดสินเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขากำลังรับฟัง และพวกเขาก็จะไม่พบคนที่เข้าใจความจริงที่จะช่วยให้พวกเขาแยกแยะสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ ตราบที่พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังรับฟังอยู่นั้นฟังดูมีเหตุผล พวกเขาย่อมจะเต็มใจที่จะยอมรับสิ่งนั้น และดังนั้นพวกเขาจึงถูกชักพาให้หลงผิดโดยไม่ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ หากบรรดาผู้ที่มีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณได้ยินพวกศัตรูของพระคริสต์พูด พวกเขาจะรู้ว่าคนเหล่านั้นกำลังพยายามที่จะชักพาผู้อื่นให้หลงผิดและพวกเขาจะปฏิเสธคนเหล่านั้น คนเลอะเลือนเหล่านั้นที่ขาดพร่องวิจารณญาณจะเชื่อว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มีการเรียนรู้ มีขีดความสามารถดี และมีจุดหมายปลายทางในอนาคต พวกเขาจะมองสิ่งทั้งหลายอย่างนี้ และจะถูกปรากฏการณ์บางอย่างที่ผิวเผินชักพาให้หลงผิด พวกเขาจะไม่รู้ว่าหลักธรรมความจริงคืออะไร และพวกเขาจะออกไปติดตามพวกซาตาน คนเช่นนี้ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดการทำลายล้างของตนเองเนื่องจากความโง่เขลาและการไม่รู้ความของตนหรอกหรือ? เป็นอย่างนี้นี่เอง หากเจ้ามีวิจารณญาณเกี่ยวกับการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ซึ่งยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองอยู่เนืองนิจ หรือหนทางต่างๆ ของพวกเขาในการทำเช่นนั้น และเจ้าก็สามารถตัดสินจุดประสงค์และวาระซ่อนเร้นเบื้องหลังคำพูดของพวกเขาได้ เช่นนั้นย่อมจะเป็นเรื่องง่ายที่เจ้าจะมองแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ออก และเมื่อนั้นเจ้าย่อมจะสามารถปฏิเสธและสาปแช่งพวกเขาได้ทันที และไม่ได้เห็นพวกเขาอีกเลย เหตุใดเจ้าจึงจะทำเช่นนี้? เพราะเวลาที่เจ้าเห็นพวกศัตรูของพระคริสต์พูดและกระทำการ เจ้าย่อมจะรังเกียจและเกลียดชังพวกเขา เจ้าจะรู้สึกขยะแขยงราวกับเจ้ากำลังมองดูแมลงวัน และจะจำเป็นต้องขับพวกเขาออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นทันทีที่เจ้ามีวิจารณญาณเกี่ยวกับการกระทำและพฤติกรรมของพวกศัตรูของพระคริสต์ เจ้าควรเปิดโปงพวกเขาทันทีเพื่อให้ผู้อื่นสามารถแยกแยะพวกเขาได้ จากนั้นจึงขับไล่พวกเขาออกจากคริสตจักรตามหลักธรรม พวกเจ้ากล้าที่จะทำเช่นนี้หรือไม่? หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถทำเช่นนี้ได้ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของพวกเขาเติบโตขึ้นแล้ว และพวกเขาย่อมสามารถแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและพิทักษ์งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริงและมีวิจารณญาณ พวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะไม่มีฐานที่มั่นในคริสตจักรหรือในพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใด ตราบที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีโอกาสเหมาะ พวกเขาย่อมจะโอ้อวดและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง และตราบที่มีผู้คนที่เคารพบูชาพวกเขาและมองพวกเขาด้วยสายตาที่เลื่อมใส อิจฉา และเคารพ พวกเขาย่อมจะมีความสุข—พวกเขาไม่ใส่ใจว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร พวกเขามีมาตรฐานที่พวกเขากำหนดจากพวกที่ติดตาม เคารพบูชา และยกย่องบูชาพวกเขาหรือไม่? (ไม่มี) ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพวกปัญญาอ่อน ผู้ที่วิกลจริต คนชั่ว หรือผู้ไม่เชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาเป็นคนประเภทใด รวมถึงกระทั่งคนที่ควรถูกคัดออกและกำจัดออกไป ตราบที่คนเหล่านั้นสามารถติดตาม เคารพบูชา และยกย่องพวกเขา เช่นนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมยอมรับคนเหล่านั้น พวกศัตรูของพระคริสต์ชอบคนเหล่านั้นมาก และชักจูงคนเหล่านั้นให้มาอยู่ข้างเดียวกับพวกเขาและคุ้มครองคนเหล่านั้น พวกศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงว่าคนเหล่านั้นเป็นแกะของพวกเขา เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพวกเขา และพวกเขาไม่อนุญาตให้คนอื่นโยกย้ายคนเหล่านั้น เปิดโปงคนเหล่านั้น หรือจัดการกับคนเหล่านั้น ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะประจบประแจงและเอาอกเอาใจพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างไร ไม่ว่าพวกเขาจะพูดสิ่งที่น่าคลื่นเหียนและน่าผะอืดผะอมแบบใด พวกศัตรูของพระคริสต์จะพึงพอใจกับทั้งหมดนั้น ตราบที่คนเหล่านั้นประจบสอพลอพวกเขา ทั้งหมดนั้นย่อมดีอยู่แล้วสำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกศัตรูของพระคริสต์พูดและทำก็เพื่อให้คนอื่นเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูงส่ง ชอบพวกเขา และติดตามพวกเขา และไม่ว่าคนที่ติดตามพวกเขาทำสิ่งที่แย่มากแค่ไหน พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่ตรวจสอบคนเหล่านั้น และพวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่ถือสาไม่ว่าความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมเคลือบแฝงและมุ่งร้ายเพียงใด ตราบที่คนเหล่านั้นติดตามและเคารพบูชาพวกเขา พวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะชอบคนเหล่านั้น และตราบที่คนเหล่านั้นสามารถรักษาอำนาจและสถานะของพวกศัตรูของพระคริสต์ไว้ได้ รวมทั้งไม่ขัดแย้งหรือต่อต้านพวกเขา เช่นนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมจะรู้สึกพึงพอใจเหลือเกิน—พวกศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างนี้นี่เอง ในทางตรงกันข้าม พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่เปิดโปงพวกเขาและขัดขวางไม่ให้พวกเขายกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองอยู่เสมอ รวมทั้งผู้ที่ดูถูกเหยียดหยามพวกเขาจากการที่ทำเช่นนั้น ตลอดจนบรรดาผู้ที่สามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาซึ่งสามารถมองแก่นแท้ของปัญหาของพวกเขาออกและมีวิจารณญาณอันจริงแท้เกี่ยวกับพวกเขา? พวกเขาโกรธขึ้นมาจากความละอายแก่ใจในทันที และพวกเขาก็เฝ้าระวัง กีดกัน และโจมตีคนเหล่านั้น ในที่สุดก็พยายามทำทุกทางที่จะโดดเดี่ยวคนที่สามารถดูออกและต่อต้านพวกเขา อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการที่พวกเขาทำเช่นนี้? เป็นเพราะเมื่อพวกเขายกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง พวกเขาคิดเสมอว่าคนเหล่านั้นเป็นสิ่งบาดตาและหนามในเนื้อ และคนเหล่านั้นจะแยกแยะและปฏิเสธพวกเขา เปิดโปงพวกเขา รวมทั้งพังทลายสิ่งที่ดีที่พวกเขาได้เริ่มทำ ชั่วขณะที่ได้เห็นคนเหล่านั้น ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกศัตรูของพระคริสต์จะรู้สึกไม่สบายใจและต้องการที่จะจัดการกับคนเหล่านั้นอยู่เสมอ คิดว่าตราบที่พวกเขาสามารถจัดการกับคนเหล่านั้นได้ เช่นนั้นเวลาที่พวกเขายกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองอีก ย่อมจะไม่มีใครเปิดโปงหรือขัดขวางพวกเขา และพวกเขาย่อมจะสามารถทำความชั่วได้อย่างไม่ยับยั้งชั่งใจ นี่คือหลักการซึ่งพวกศัตรูของพระคริสต์ใช้ในการกระทำการ ไม่ว่าคนประเภทใดจะประจบสอพลอ สรรเสริญ หรือยกย่องพวกเขา ไม่ว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดจะตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม ต่อให้พวกเขาโกหก พวกศัตรูของพระคริสต์ก็จะเต็มใจที่จะยอมรับคำโกหกเหล่านั้น พวกศัตรูของพระคริสต์จะเพลิดเพลินกับการรับฟังพวกเขา และพวกศัตรูของพระคริสต์จะชอบคนเหล่านั้นจากก้นบึ้งของหัวใจของตน พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใส่ใจว่าคนเหล่านั้นมีปัญหาใด และต่อให้พวกเขาค้นพบประเด็นปัญหาเกี่ยวกับคนเหล่านั้น พวกเขาก็จะปกปิดและปิดบังประเด็นปัญหาดังกล่าว และไม่ปริปากถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวแม้แต่คำเดียว ตราบที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีคนเหล่านั้นอยู่เคียงข้างพวกเขา ติดตามและประจบสอพลอพวกเขา พวกเขาย่อมจะพึงพอใจกับการประจบสอพลอนั้น พวกศัตรูของพระคริสต์ทำสิ่งทั้งหลายอย่างนี้นี่เอง พวกเจ้าสามารถทำสิ่งเหล่านี้ที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำได้หรือไม่? ตัวอย่างเช่น สมมติว่าพวกเจ้าเป็นผู้นำและคนทำงานในคริสตจักร เป็นคนที่มีสถานะและจุดยืนท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากพี่น้องชายหญิงจะเคารพนับถือเจ้าอย่างสูงส่ง ประจบสอพลอเจ้า ประจบประแจงเจ้า และสรรเสริญเจ้าอยู่เนืองนิจ โดยพูดว่าเจ้าเทศนาได้ดี เจ้าดูดี และสำหรับพวกเขาแล้วเจ้าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด เจ้าจะรู้สึกอย่างไร? เจ้าจะสามารถหยั่งรู้เจตนาเบื้องหลังคำพูดของพวกเขาได้หรือไม่? เจ้าจะสามารถปฏิเสธและหลบเลี่ยงคนเช่นนี้ได้หรือไม่? หากไม่แล้ว เช่นนั้นเจ้าย่อมตกอยู่ในอันตราย เจ้ารู้อย่างชัดเจนว่าเจ้าไม่ได้ดูดีขนาดนั้น เจ้าไม่สามารถสามัคคีธรรมความเป็นจริงความจริงได้ แต่กระนั้นเจ้ากลับยังคงรู้สึกมีความสุขเมื่อเจ้าได้ยินผู้คนประจบสอพลอเจ้าอย่างนี้ อีกทั้งต้องการเข้าใกล้และส่งเสริมคนเช่นนี้อยู่เสมอ นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้ากำลังตกที่นั่งลำบากหรอกหรือ? นี่หมายความว่าเจ้ากำลังตกที่นั่งลำบาก

เมื่อผู้นำและคนทำงานกำลังทำงาน บางครั้งพวกเขาได้รับการให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาย่อมสามารถพูดถึงประสบการณ์ที่แท้จริงบางอย่าง และโดยธรรมชาติแล้วพวกเขาย่อมจะมีผู้คนเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูงส่งและเคารพบูชาพวกเขา โดยธรรมชาติแล้วย่อมจะมีผู้คนติดตามพวกเขา แยกจากพวกเขาไม่ออกดังเช่นเงาตามตัว—ในคราวต่างๆ ที่เป็นเช่นนี้ พวกเขาควรจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร? ทุกคนมีความชื่นชอบของตัวเอง ทุกคนหลงตัวเอง หากผู้คนได้ยินใครบางคนพูดถึงพวกเขาโดยเห็นพ้องด้วยและประจบสอพลอ พวกเขาจะพึงพอใจกับการนี้อย่างยิ่ง นี่เป็นสิ่งที่เป็นปกติที่จะรู้สึกและไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาส่งเสริมใครบางคนที่สามารถสรรเสริญเยินยอพวกเขามากเกินจนขอบเขตและประจบสอพลอพวกเขา อีกทั้งพวกเขานำคนเช่นนี้ไปใช้ในงานที่สำคัญบางอย่าง เช่นนั้นนั่นย่อมเป็นอันตราย นี่เป็นเพราะคนที่ชอบประจบสอพลอและสรรเสริญเยินยอผู้อื่นมากเกินขอบเขตล้วนกลิ้งกลอกและหลอกลวงเหลือเกิน และพวกเขาก็ไม่ซื่อสัตย์และไม่จริงใจ ทันทีที่คนเช่นนี้ได้รับสถานะ พวกเขาย่อมไม่มีประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรหรืองานของคริสตจักร คนเหล่านี้ฉลาดแกมโกง และพวกเขาสามารถทำให้สิ่งต่างๆ ยุ่งเหยิงได้มากที่สุด คนเหล่านั้นที่ค่อนข้างเที่ยงธรรมไม่สรรเสริญเยินยอผู้อื่นมากเกินขอบเขตเป็นอันขาด ต่อให้ในหัวใจของพวกเขานั้นพวกเขาเห็นชอบกับเจ้า พวกเขาก็จะไม่พูดออกมาดังๆ และหากพวกเขาค้นพบว่าเจ้ามีข้อตำหนิหรือเจ้าทำบางสิ่งที่ผิด เช่นนั้นพวกเขาก็จะชี้ให้เจ้าเห็นเรื่องนั้น อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ชอบคนที่ซื่อตรงเปิดเผย และเมื่อใครบางคนชี้ให้เห็นถึงข้อตำหนิของพวกเขาหรือตำหนิพวกเขา พวกเขาก็จะกดขี่และกีดกันคนคนนั้น และจะถึงขั้นฉวยเอาประโยชน์จากข้อตำหนิและข้อบกพร่องของคนคนนั้นมาตัดสินและกล่าวโทษคนเหล่านั้นอยู่เป็นนิตย์ ด้วยการทำเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังกดขี่และทำร้ายคนดีหรอกหรือ? การทำสิ่งทั้งหลายเช่นนี้และการข่มเหงคนดีเช่นนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจมากที่สุด การข่มเหงคนดีเป็นสิ่งชั่วช้าที่จะทำ! และหากใครบางคนข่มเหงคนดีมากมายมหาศาล เช่นนั้นพวกเขาย่อมเป็นมาร ผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรมและด้วยความรัก และพวกเขาก็ควรรับมือกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้ามีคนที่ประจบสอพลอและประจบประแจงเจ้า วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเจ้า เจ้าต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้อง ช่วยเหลือพวกเขาด้วยความรัก และให้พวกเขาปฏิบัติงานที่ถูกควรของพวกเขาอีกทั้งไม่ประจบสอพลอผู้คนดังเช่นผู้ไม่มีความเชื่อทำ ระบุตำแหน่งและมุมมองของเจ้าอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขารู้สึกอัปยศอดสูและละอายแก่ใจเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ทำเช่นนั้นอีก หากเจ้าสามารถยึดมั่นในหลักธรรมและปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม พวกตัวตลกที่น่าเหยียดหยามและมีธรรมชาติของซาตานนี้ย่อมจะรู้สึกละอายแก่ใจมิใช่หรือ? นี่ย่อมจะทำให้ซาตานรู้สึกละอายแก่ใจ และย่อมจะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย พวกที่ชอบประจบสอพลอผู้อื่นเชื่อว่าผู้นำและคนทำงานล้วนรักคนที่ประจบสอพลอพวกเขา และเมื่อใดก็ตามที่มีใครกล่าวสิ่งใดที่ประจบสอพลอหรือประจบประแจงกับพวกเขา ความถือดีและความอยากได้สถานะของพวกเขาก็จะพอใจอย่างยิ่ง คนที่รักความจริงไม่ชอบเรื่องทั้งหมดนี้ และพวกเขารังเกียจเรื่องทั้งหมดนี้มากๆ และขยะแขยงเรื่องทั้งหมดนี้ มีเพียงผู้นำเทียมเท็จเท่านั้นที่ชื่นชอบการถูกประจบสอพลอ พระนิเวศของพระเจ้าอาจไม่สรรเสริญหรือปรบมือให้พวกเขา แต่หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นสรรเสริญและปรบมือให้พวกเขา พวกเขาย่อมรู้สึกพอใจมากและพวกเขาก็พึงพอใจกับเรื่องนี้อย่างมาก และในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ได้รับความชูใจจากเรื่องนี้อยู่บ้าง ศัตรูของพระคริสต์ชื่นชมการถูกประจบสอพลอมากขึ้นไปอีก และสิ่งที่พวกเขาพึงพอใจมากที่สุดก็คือเวลาที่ผู้คนเช่นนี้เข้าใกล้พวกเขาและวนเวียนอยู่กับพวกเขา นี่ไม่เป็นปัญหาหรอกหรือ? ศัตรูของพระคริสต์เป็นเช่นนี้นี่เอง พวกเขาชอบการมีผู้คนสรรเสริญและปรบมือให้พวกเขา เคารพบูชาและติดตามพวกเขา ในขณะที่บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและผู้ที่ค่อนข้างเที่ยงธรรมไม่ชอบอะไรเช่นนี้เลย เจ้าต้องเข้าใกล้คนที่สามารถพูดกับเจ้าตามความจริง การมีคนเช่นนี้อยู่เคียงข้างเจ้าเป็นข้อดีอย่างยิ่งกับเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีคนดีอยู่รอบๆ ตัวเจ้าดังเช่นบรรดาผู้ที่มีความกล้าที่จะตำหนิเจ้าและเปิดโปงเจ้าเวลาที่พวกเขาค้นพบปัญหาเกี่ยวกับเจ้านั้น สามารถป้องกันไม่ให้เจ้าออกนอกลู่นอกทางไป พวกเขาไม่สนใจว่าสถานะของเจ้าคืออะไร และชั่วขณะที่พวกเขาค้นพบว่าเจ้าทำบางสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักธรรมความจริง พวกเขาก็จะตำหนิและเปิดโปงเจ้าหากจำเป็น มีเพียงคนเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นคนที่เที่ยงธรรม คนที่มีสำนึกถึงความยุติธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะเปิดโปงและตำหนิเจ้าว่าอย่างไร ก็ล้วนเป็นการช่วยเหลือเจ้า และล้วนเป็นเรื่องของการกำกับดูแลเจ้าและผลักดันเจ้าไปข้างหน้า เจ้าต้องเข้าใกล้คนเช่นนี้ เมื่อมีคนเช่นนี้คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย เจ้าย่อมจะปลอดภัยขึ้นมาก—นี่เองคือการมีการคุ้มครองจากพระเจ้า การมีคนที่เข้าใจความจริงและค้ำจุนหลักธรรมเคียงข้างเจ้าทุกวันคอยกำกับดูแลเจ้านั้นเป็นประโยชน์มากต่อการที่เจ้าทำหน้าที่และงานของเจ้าให้ดี แน่นอนที่สุดว่าเจ้าต้องไม่มีคนกลิ้งกลอกและหลอกลวงเหล่านี้ซึ่งเลียแข้งเลียขาเจ้าและประจบสอพลอเจ้าเป็นผู้ช่วยของเจ้า การมีคนเช่นนี้ติดอยู่กับเจ้าเป็นเหมือนการมีแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็นบนตัวเจ้า เจ้าจะได้สัมผัสแบคทีเรียและไวรัสมากมายเหลือเกิน! คนเช่นนี้หมิ่นเหม่ที่จะก่อกวนเจ้าและส่งผลต่องานของเจ้า พวกเขาสามารถเป็นเหตุให้เจ้าตกไปอยู่ในการทดลองและออกนอกลู่นอกทางไป และพวกเขาก็สามารถนำความวิบัติและหายนะมาสู่เจ้า เจ้าต้องอยู่ห่างจากพวกเขา ยิ่งห่างยิ่งดี และหากเจ้าสามารถแยกแยะได้ว่าพวกเขามีแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อและให้พวกเขาถูกเอาตัวออกไปจากคริสตจักร เช่นนั้นก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ทันทีที่คนที่เที่ยงธรรมซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงมองเห็นว่าเจ้ามีปัญหา พวกเขาจะบอกความจริงกับเจ้าไม่ว่าสถานะของเจ้าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร และต่อให้เจ้าจะปลดพวกเขาก็ตาม พวกเขาจะไม่มีวันพยายามปิดบังความจริงดังกล่าวหรือเลี่ยงที่จะพูดความจริง การมีคนเช่นนี้จำนวนมากขึ้นรอบๆ ตัวเจ้ายังเป็นประโยชน์มากอีกด้วย! เมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่ขัดกับหลักธรรม พวกเขาจะเปิดโปงเจ้า แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของเจ้า และชี้ให้เห็นปัญหาและความผิดของเจ้าอย่างจริงใจเปิดเผยและซื่อสัตย์ พวกเขาจะไม่พยายามช่วยเจ้ารักษาหน้า และพวกเขาไม่แม้แต่จะให้โอกาสแก่เจ้าในการหลีกเลี่ยงความน่าอับอายต่อหน้าคนมากมาย เจ้าควรปฏิบัติต่อคนเช่นนี้อย่างไร? เจ้าควรระรานพวกเขาหรือเข้าใกล้พวกเขา? (เข้าใกล้พวกเขา) ถูกต้อง เจ้าควรเปิดหัวใจของเจ้าและสามัคคีธรรมกับพวกเขาโดยกล่าวว่า “ประเด็นปัญหานั้นที่ฉันมีซึ่งคุณได้ชี้ให้ฉันเห็นนั้นถูกต้อง ในเวลานั้นฉันเต็มไปด้วยความถือดีและความคิดเกี่ยวกับสถานะ ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นผู้นำมาเป็นเวลาหลายต่อหลายปี กระนั้นไม่เพียงแต่คุณไม่พยายามช่วยฉันรักษาหน้าเท่านั้น แต่คุณยังชี้ให้เห็นปัญหาของฉันต่อหน้าคนมากมายเหลือเกิน ดังนั้นฉันจึงไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันทำไปนั้นแท้จริงแล้วไม่ตรงกับหลักธรรมและความจริง และฉันก็ไม่ควรทำเช่นนั้นเลย การมีตำแหน่งผู้นำมีนัยสำคัญอะไร? นี่ไม่ใช่หน้าที่ของฉันเท่านั้นหรอกหรือ? พวกเราล้วนกำลังทำหน้าที่ของพวกเราและพวกเราก็ล้วนมีสถานะเท่าเทียมกัน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือฉันแบกรับภาระความรับผิดชอบมากกว่าเล็กน้อย ทั้งหมดก็เท่านั้นเอง หากคุณค้นพบปัญหาใดๆ ในอนาคต เช่นนั้นก็จงพูดสิ่งที่คุณควรที่จะพูด แล้วระหว่างพวกเราก็จะไม่มีความขุ่นแค้นฝังใจส่วนบุคคลใดๆ หากพวกเราแตกต่างกันในการจับใจความเกี่ยวกับความจริง เช่นนั้นพวกเราก็สามารถสามัคคีธรรมร่วมกันได้ ในพระนิเวศของพระเจ้าและเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าความจริง พวกเราควรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่เหินห่างกัน” นี่คือท่าทีของการปฏิบัติและการรักความจริง เจ้าควรทำอย่างไรหากเจ้าปรารถนาจะทิ้งระยะห่างจากเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์? เจ้าควรริเริ่มที่จะเข้าใกล้คนที่รักความจริง คนที่เที่ยงธรรม เข้าใกล้คนที่สามารถชี้ให้เจ้าเห็นประเด็นปัญหาทั้งหลาย ผู้ที่สามารถพูดตามความจริงและตำหนิเจ้าในยามที่ค้นพบปัญหาของเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สามารถตัดแต่งเจ้าในยามที่พวกเขาค้นพบปัญหาของเจ้า—นี่คือคนที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้ามากที่สุด และเจ้าก็ควรทะนุถนอมพวกเขา หากเจ้ากีดกันและกำจัดคนดีเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมจะสูญเสียการคุ้มครองจากพระเจ้า และความวิบัติก็จะค่อยๆ มาสู่เจ้า ด้วยการเข้าใกล้คนดีและคนที่เข้าใจความจริง เจ้าย่อมจะมีสันติสุขและความชื่นบานยินดี และเจ้าย่อมจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความวิบัติได้ ด้วยการเข้าใกล้คนสามานย์ คนที่ไร้ยางอาย และคนที่ประจบสอพลอเจ้า เจ้าย่อมจะตกอยู่ในอันตราย ไม่เพียงแต่เจ้าจะถูกลวงและหลอกให้หลงกลอย่างง่ายดายเท่านั้น แต่ความวิบัติยังอาจมาถึงเจ้าได้ตลอดเวลาอีกด้วย เจ้าต้องรู้ว่าคนประเภทใดสามารถทำให้เจ้าได้รับประโยชน์มากที่สุด—นั่นก็คือบรรดาผู้ที่เตือนเจ้าเมื่อเจ้าทำบางสิ่งที่ผิด หรือเมื่อเจ้ายกชูและเป็นพยานถึงตนเองและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด ที่สามารถทำให้เจ้าได้รับประโยชน์มากที่สุด การเข้าใกล้คนเช่นนี้คือเส้นทางเดินที่ถูกต้อง พวกเจ้าสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่? หากใครบางคนกล่าวบางสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อความมีหน้ามีตาของเจ้าและเจ้าใช้ชีวิตที่เหลือของเจ้าไปกับการขุ่นเคืองพวกเขาโดยกล่าวว่า “เหตุใดคุณจึงเปิดโปงฉัน? ฉันไม่เคยปฏิบัติไม่ดีต่อคุณ เหตุใดคุณจึงต้องทำสิ่งทั้งหลายให้ลำบากยากเย็นสำหรับฉันอยู่เสมอ?” และเจ้าก็มีความขุ่นแค้นฝังใจในหัวใจของเจ้า ความแตกร้าวเปิดกว้างขึ้น และเจ้าคิดอยู่เสมอว่า “ฉันเป็นผู้นำ ฉันมีอัตลักษณ์และสถานะนี้ และฉันจะไม่อนุญาตให้คุณพูดอย่างนั้น” เช่นนั้นนี่คือการสำแดงประเภทใด? นี่ไม่ใช่การยอมรับความจริงและเป็นการตั้งตนเป็นปรปักษ์กับผู้อื่น นี่คือการไม่รับรู้เหตุผลอยู่ในที นี่ไม่ใช่ความคิดเกี่ยวกับสถานะของเจ้าที่ก่อความเดือดร้อนหรอกหรือ? นี่แสดงให้เห็นว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าร้ายแรงเกินไป พวกที่เก็บงำความคิดเกี่ยวกับสถานะเอาไว้อยู่เสมอคือคนที่มีอุปนิสัยที่ร้ายแรงของศัตรูของพระคริสต์ หากพวกเขาก็กระทำชั่วเช่นกัน เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะถูกเผยออกมาและกำจัดออกไปอย่างรวดเร็วมาก การที่ผู้คนปฏิเสธและไม่ยอมรับความจริงเป็นอันตรายมาก! การมีความอยากที่จะแย่งชิงสถานะและอยากลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งอยู่เสมอคือสัญญาณอันตราย เมื่อหัวใจของคนเราถูกสถานะตีกรอบอยู่เสมอ คนเรายังสามารถปฏิบัติความจริงและรับมือกับสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้หรือไม่? หากคนเราไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติและกระทำการเพื่อประโยชน์แห่งชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะเสมอ รวมทั้งใช้อำนาจของตนในการทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นพวกเขาไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ที่ชัดเจนซึ่งแสดงธาตุแท้ของพวกเขาหรอกหรือ?

การสำแดงดังเช่นการยกย่องและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเป็นการสำแดงทั่วไปที่พบมากที่สุดของพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่ว่าจะในชีวิตประจำวันหรือในหนทางที่พวกเขาใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและจัดการสิ่งต่างๆ หรือไม่ว่าจะในชีวิตคริสตจักร การสำแดงเหล่านี้สามารถเห็นได้เสมอ เพราะการสำแดงเหล่านี้เป็นการเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตัวอย่างเช่น ความจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีที่คนเราจัดการกับหน้าที่ของตน วิธีที่คนเราปฏิบัติต่อผู้อื่น รวมทั้งวิธีที่คนเราแยกแยะผู้อื่นคือความจริงทั้งหลายที่พวกเราได้กินความครอบคลุมมาในสามัคคีธรรม เป็นเพราะพวกเจ้ารู้จักการสำแดงที่เป็นรูปธรรมถึงสิ่งเหล่านี้ในชีวิตปกติธรรมดาของพวกเจ้าแต่พวกเจ้าไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใช่หรือไม่? หรือเป็นเพราะพวกเจ้ายังไม่ได้เริ่มการเข้าสู่บนพื้นฐานของปัญหาที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้? หากพวกเจ้าไม่เริ่มต้นด้วยอุปนิสัย หรือบางครั้งพวกเจ้าแสดงการสำแดงเหล่านี้แต่ไม่รู้ว่าการสำแดงเหล่านี้คือปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยหรือไม่ และดังนั้นพวกเจ้าจึงเพิกเฉยการสำแดงเหล่านี้ เช่นนั้นพวกเจ้าย่อมไม่ใกล้เคียงกับการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยเลย หากเจ้าไม่สามารถตระหนักได้ว่าการสำแดงเหล่านี้ก็คือการที่เจ้ายกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง หากเจ้าไม่รู้ว่าการสำแดงเหล่านี้ถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าควบคุม และเจ้าพิจารณาว่าการสำแดงเหล่านี้เป็นบุคลิกลักษณะประเภทหนึ่งหรือเป็นวิธีการที่มีมาแต่กำเนิดในการคิดอ่านหรือในการทำสิ่งทั้งหลาย อีกทั้งไม่ให้ความสำคัญกับการสำแดงเหล่านี้มากนัก และเจ้าก็ไม่พิจารณาว่าการสำแดงเหล่านี้เป็นการเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้อันเสื่อมทรามของเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมจะพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่มีความเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผู้คนสามารถตระหนักได้ว่าเกี่ยวข้องกับอุปนิสัย ไม่ว่าจะเป็นหนทางในการทำสิ่งทั้งหลายหรือสภาวะที่พวกเขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมภายนอกหรือการพูดและคำกล่าวของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความคิดและทัศนะหรือความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับบางเรื่อง ตราบที่สิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับแก่นนิสัย เช่นนั้นพวกเขาก็ควรคำนึงถึงสิ่งนั้นว่าเป็นการเป็นรูปธรรมหรือการเผยให้เห็นแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์เสมอ และในหนทางนี้ความเข้าใจของพวกเขาจะไม่ถูกขยายให้กว้างขึ้นหรอกหรือ? พวกเขาไม่ควรแค่ทำความเข้าใจเรื่องใหญ่ๆ เช่นว่าคนเราขัดขืนพระเจ้า ไม่รักความจริง ละโมบสถานะ หรือคนเราชักพาผู้คนให้หลงผิดด้วยสิ่งทั้งหลายที่ตนพูด แต่กลับควรทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น แนวคิดและเจตนาที่เฉพาะเจาะจง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น การโต้แย้งหรือคำกล่าว รวมกันแล้วเราเพิ่งกล่าวถึงหกสิ่ง ซึ่งในบรรดาสิ่งเหล่านี้ก็คือความคิดและทัศนะ ตลอดจนความเข้าใจของคนเราเกี่ยวกับบางเรื่อง ความคิดและทัศนะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในจิตสำนึกและความคิดของคนเรา ความเข้าใจเป็นสิ่งที่ได้รับการตระหนักรู้แล้วและเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสร้างเป็นคำพูดและคำกล่าวที่เป็นรูปธรรมได้ จากนั้นก็มีพฤติกรรมและภาษา นี่รวมกันแล้วเป็นสี่สิ่ง นอกจากนี้ก็ยังมีคำกล่าวและข้อโต้แย้ง คำกล่าวและข้อโต้แย้งย่อมขัดแย้งกับสิ่งใด? (เจตนาและแนวคิด) แนวคิดค่อนข้างเป็นสิ่งที่คลุมเครือซึ่งเกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดโดยไม่รู้ตัว แนวคิดยังไม่ได้ถูกนิยามว่าถูกหรือผิด เจ้าก็แค่นึกถึงแนวคิด และแนวคิดก็ยังไม่ได้เป็นรูปร่างขึ้นภายในใจเจ้า ในขณะที่การโต้แย้งที่พูดออกมานั้นเป็นรูปร่างขึ้นแล้ว รวมกันแล้วก็มีสามกลุ่มและหกสิ่ง จงพิจารณาว่าหกสิ่งนี้เป็นเส้นทางสู่การชำแหละแก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าและการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจงเริ่มการรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเจ้าเองจากหกสิ่งนี้ และในหนทางนี้พวกเจ้าจะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

พวกเจ้าต้องการเวลาบ้างหรือไม่หลังจากรับฟังสามัคคีธรรมในวันนี้เพื่อย่อยสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินไปแล้ว? เมื่อพวกเจ้าชุมนุมร่วมกัน พวกเจ้าสามารถสามัคคีธรรมความสว่างบางส่วนหรือทำการเปรียบเทียบกับตัวเองบนรากฐานนี้ได้หรือไม่? นี่คือกุญแจสำคัญ และนี่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเจ้าที่สุด เมื่อพวกเจ้าชุมนุมร่วมกัน พวกเจ้าจำเป็นต้องสามัคคีธรรม แลกเปลี่ยนแนวคิด และเสวนาประสบการณ์และการตระหนักรู้ของพวกเจ้า—นี่มีประสิทธิผลมากที่สุด ก่อนหน้านี้พวกเราใช้คำว่า “ไตร่ตรอง” อยู่เสมอ ในภาษาพูด พวกเรากล่าวว่า “ครุ่นคิด” นี่หมายถึงการอ่านให้มากขึ้น อ่านอธิษฐานให้มากขึ้น คิดให้มากขึ้น และแสวงหาให้มากขึ้น พิจารณาสิ่งที่เจ้าเข้าใจในเวลานั้น ตลอดจนสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจและคำนึงถึงว่าเป็นคำสอน ประเด็นสำคัญ ประเด็นซึ่งทุกคนได้เข้าใจผิดไป และประเด็นซึ่งเจ้ายังไม่ได้เข้าใจ อีกทั้งมุ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในสามัคคีธรรม—นี่คือความหมายของคำว่า “คิดทบทวน” ในหนทางนี้ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับรายละเอียดของความจริงเหล่านี้ ความแตกต่างนานาประการระหว่างความจริงทั้งหลาย รวมทั้งคำนิยามของความจริงแต่ละประการจะกลายเป็นชัดเจนและถูกต้องแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเจ้าคิดว่าความจริงนานาประการที่พวกเจ้าเข้าใจและนำไปปฏิบัติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลายเป็นกำกวมมากขึ้นหรือชัดเจนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน? (ชัดเจนมากขึ้น) และตลอดหลายปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ใดบ้างหรือไม่ในเส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า แนวทางที่พวกเจ้าใช้ประพฤติปฏิบัติตน รวมทั้งเจตนา แรงจูงใจ และแรงกระตุ้นแต่เดิมเบื้องหลังการทำหน้าที่ของพวกเจ้า? (หลังจากก้าวผ่านการสั่งสอนและการบ่มวินัยจากพระเจ้ามาบ้าง รวมทั้งการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหมือนมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้ว) ที่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงแล้วนั้นถูกต้อง และนี่คือสิ่งที่ควรที่จะเกิดขึ้น บางคนไม่แยแสตลอดเรื่อยมาและไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยหลังจากรับฟังคำเทศนามามากมายแล้ว พวกเขาไม่ได้รับการดลใจในหัวใจส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของพวกเขา กล่าวคือ ไม่มีการชุมนุมหรือสามัคคีธรรมใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางซึ่งพวกเขากำลังไปได้—พวกเขาด้านชาและปัญญาทึบมาก! ตอนนี้เส้นทางสู่การสัมฤทธิ์ความรอดควรเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และบรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ก็มองเห็นหนทางซึ่งพระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ให้รอดรวมทั้งจุดประสงค์ของพระองค์ในการทำเช่นนั้นอย่างชัดเจนและกระจ่างแจ้ง หลังจากเชื่อในพระเจ้าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ หากเจ้ายังคงไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไรรวมทั้งพระองค์ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์จากความเสื่อมทรามอย่างไร เช่นนั้นนั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงแต่อย่างใดและไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าแม้แต่น้อย คนเช่นนี้ล้วนเลอะเลือนในความเชื่อของตนมิใช่หรือ?

20 มีนาคม ค.ศ. 2019

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger