หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4) ตอนที่สี่
ปัจจุบันนี้ งานข่าวประเสริฐในต่างประเทศได้ดำเนินไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกแล้ว บางประเทศมีผู้คนที่สามารถยอมรับความจริงได้ในจำนวนที่มากกว่า ในขณะที่ประชากรบางประเทศมีขีดความสามารถที่ด้อยกว่า และส่งผลให้มีผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้น้อยกว่า บางประเทศขาดเสรีภาพในการเชื่อ ทั้งยังแสดงการไม่ยอมรับอย่างรุนแรงต่อหนทางที่แท้จริงและพระราชกิจของพระเจ้า และมีผู้คนไม่มากนักที่สามารถยอมรับความจริงได้ ยิ่งไปกว่านั้น ประชากรบางประเทศก็ล้าหลังเกินไปและมีขีดความสามารถที่แย่เสียจนไม่อาจเข้าใจความจริงได้ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร และดูเหมือนว่าผู้คนที่นั่นยังคงห่างไกลความจริง ไม่ควรประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่เช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐกลับมองไม่เห็นแก่นแท้ของปัญหา พวกเขาไม่ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่สามารถยอมรับความจริงได้ กลับยืนกรานที่จะเสาะหารายยากๆ พลางเพิกเฉยต่อรายที่ง่ายกว่า พวกเขาไม่ประกาศในสถานที่ซึ่งงานข่าวประเสริฐได้เผยแผ่ออกไปแล้วและง่ายต่อการประกาศ พวกเขากลับยืนกรานที่จะประกาศข่าวประเสริฐในสถานที่ที่ยากจนและล้าหลังเหล่านั้น ประกาศแก่กลุ่มคนที่มีขีดความสามารถต่ำที่สุด ผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ และแก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนาฝังแน่นที่สุดและต่อต้านพระเจ้าอย่างรุนแรงที่สุด นี่ไม่ใช่การเบี่ยงเบนหรอกหรือ? ยกตัวอย่างเช่น ศาสนายูดาห์ และศาสนาของบางเชื้อชาติที่ฝังรากลึก ซึ่งมองว่าศาสนาคริสต์เป็นศัตรูและถึงกับข่มเหงศาสนาคริสต์ สำหรับประเทศและกลุ่มชาติพันธุ์ประเภทนี้ ไม่ควรมีการประกาศข่าวประเสริฐเลย เหตุใดจึงไม่ควร? เพราะการประกาศย่อมไร้ผล แม้ว่าเจ้าจะทุ่มเทกำลังคน ทรัพยากรทางการเงิน และทรัพยากรวัตถุทั้งหมดก็ตาม เวลาสามปี ห้าปี หรือแม้แต่สิบปีก็อาจผ่านไปโดยไม่เห็นผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญใดๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ จะทำอย่างไรได้บ้าง? ในตอนแรกที่ยังไม่รู้อะไรนัก ก็อาจลองดูก่อนได้ แต่เมื่อมองเห็นสภาพการณ์อย่างชัดเจน—ว่าการประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขาด้วยต้นทุนที่สูงมากอาจไม่จำเป็นต้องให้ผลลัพธ์ที่ดีในท้ายที่สุดเสมอไป—เมื่อเป็นเช่นนั้น คนเราก็ต้องเลือกเส้นทางอื่น เส้นทางที่สัมฤทธิ์ผลได้ นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรมองให้ออกไม่ใช่หรือ? (ใช่) แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เข้าใจเรื่องนี้ เมื่อพูดถึงว่าจะเริ่มเผยแผ่ข่าวประเสริฐในต่างประเทศที่ใดก่อน บางคนก็กล่าวว่า “เริ่มที่อิสราเอล เนื่องจากอิสราเอลเป็นฐานที่มั่นสำหรับพระราชกิจสองขั้นตอนแรกของพระเจ้า จึงต้องประกาศที่นั่น ไม่ว่าจะยากเพียงใด พวกเราก็ต้องยืนหยัดที่จะประกาศแก่พวกเขา” อย่างไรก็ตาม หลังจากประกาศมาเป็นเวลานาน ก็ไม่มีผลลัพธ์ที่สำคัญใดๆ เกิดขึ้น นำไปสู่ความผิดหวัง ในเวลาเช่นนี้ผู้นำควรทำอย่างไร? หากเป็นผู้นำที่มีขีดความสามารถและมีภาระ พวกเขาก็จะกล่าวว่า “การประกาศข่าวประเสริฐของพวกเราไม่มีหลักธรรม พวกเราไม่รู้ว่าจะปรับตามสถานการณ์อย่างไร เอาแต่มองสิ่งต่างๆ ตามความคิดฝันของพวกเราเอง—พวกเราไร้เดียงสาเกินไป! ความโง่เขลา ความดื้อรั้น และความไร้สาระของผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคาดคิด พวกเราคิดว่าเพราะพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาหลายพันปีแล้ว พวกเขาจึงควรเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้า แต่พวกเราคิดผิด พวกเขาช่างไร้สาระสิ้นดี! อันที่จริง เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ พระองค์ก็ได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาไปแล้ว การที่พวกเรากลับไปประกาศแก่พวกเขาในตอนนี้ก็จะเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์ นี่จะเป็นการลงแรงที่สูญเปล่าและเป็นการกระทำอย่างโง่เขลา พวกเราเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าผิดไป พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในเรื่องนี้ แล้วพวกเราที่เป็นมนุษย์จะทำได้ด้วยวิธีใดเล่า? พวกเราได้ลองดูแล้ว แต่ไม่ว่าพวกเราจะประกาศอย่างไร พวกเขาก็ไม่ยอมรับหนทางที่แท้จริง พวกเราควรจะยุติเรื่องนี้ไว้ก่อน วางเรื่องของพวกเขาไว้ก่อน และไม่ต้องใส่ใจพวกเขาในเวลานี้ หากมีผู้ที่เต็มใจแสวงหา พวกเราก็จะต้อนรับพวกเขาและเป็นพยานยืนยันแก่พวกเขาถึงพระราชกิจของพระเจ้า หากไม่มีผู้ใดแสวงหา เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่พวกเราจะต้องตามหาพวกเขาในเชิงรุก” นี่คือหลักธรรมของการประกาศข่าวประเสริฐไม่ใช่หรือ? (ใช่) แล้วผู้นำเทียมเท็จจะสามารถยึดมั่นในหลักธรรมได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถต่ำและมองไม่เห็นแก่นแท้ของประเด็นปัญหา พวกเขาจะกล่าวว่า “พระเจ้าได้ตรัสแล้วว่าชาวอิสราเอลคือประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร พวกเราจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขาได้ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม พวกเขาควรจะมาก่อน พวกเราต้องประกาศแก่พวกเขาก่อนที่จะประกาศแก่ผู้คนในประเทศอื่นๆ หากมีการเผยแผ่พระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล นั่นจะเป็นสง่าราศีที่ยิ่งใหญ่เพียงใด! พระเจ้าทรงนำสง่าราศีจากอิสราเอลมาสู่ทิศตะวันออก และพวกเราควรนำสง่าราศีนั้นกลับไปยังอิสราเอลจากทิศตะวันออก และให้พวกเขาได้เห็นว่าพระเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้ว!” นี่ไม่ใช่แค่คำขวัญหรอกหรือ? คำกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่? นี่คือสิ่งที่ผู้ที่ขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณจะกล่าว แล้วผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริงเหล่านั้นเล่า? พวกเขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ ผู้คนที่ประกาศข่าวประเสริฐได้เผชิญกับปัญหานี้มาเป็นเวลานานแล้ว โดยลังเลระหว่างการยอมแพ้กับการประกาศต่อไป ไม่แน่ใจว่าจะปฏิบัติอย่างไร ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ตระหนักเลยว่านี่คือปัญหา เมื่อเห็นผู้คนเหล่านี้กำลังกลัดกลุ้มเพราะไม่มีหนทาง พวกเขาก็กล่าวว่า “มีอะไรให้ต้องกังวลเล่า? พวกเรามีความจริงและคำพยานจากประสบการณ์ ก็แค่ประกาศแก่พวกเขา!” บางคนกล่าวว่า “คุณไม่เข้าใจหรอก การประกาศกับคนเหล่านี้นั้นยากจริงๆ” เมื่อเกิดปัญหาสำคัญขึ้นในงานที่จำเป็นต้องให้ผู้นำแก้ไข ผู้นำเหล่านั้นกลับยังคงเอาแต่ป่าวร้องคำขวัญและกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่า นี่คือพฤติกรรมที่คาดหวังจากผู้นำหรือไม่? เมื่อถูกถามว่าควรประกาศแก่ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐเช่นนี้หรือไม่ พวกเขาก็ตอบว่า “ทุกคนควรได้รับการประกาศ โดยเฉพาะชาวอิสราเอล พวกเขาควรได้รับการประกาศอย่างยิ่ง” พวกเจ้าได้ยินปัญหาใดในคำพูดเหล่านี้บ้างหรือไม่? พวกเขารู้หรือไม่ว่านี่คือการเบี่ยงเบน เป็นข้อบกพร่องในงานข่าวประเสริฐที่พวกเขาจำเป็นต้องจัดการ? พวกไร้ค่าเหล่านี้ไม่รู้และยังคงพูดจาสวยหรูและป่าวร้องคำขวัญอยู่ที่นั่น พวกเขาเป็นเศษสวะที่ไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง! กระนั้นพวกเขาก็ยังคิดว่าตนเองฉลาดหลักแหลม และตนมีขีดความสามารถและเฉลียวฉลาด พวกเขาไม่ตระหนักรู้ด้วยซ้ำว่ามีข้อบกพร่องและความเบี่ยงเบนที่ใหญ่โตเช่นนี้ในงาน แล้วพวกเขาจะไปถึงขั้นเริ่มต้นลงมือแก้ไขได้หรือ? นั่นยิ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ คนที่ประกาศข่าวประเสริฐต่างกังวลเป็นอย่างยิ่ง งานข่าวประเสริฐได้รับผลกระทบ ถูกขัดขวาง และไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น น่าประหลาดใจที่ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่รู้เรื่องความเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นในงาน เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือการเบี่ยงเบนในงาน คนส่วนใหญ่มักจะไม่ใส่ใจ ไม่สังเกตเห็น และยังคงดื้อรั้นยืนหยัดในแนวทางที่ผิดด้วยความมุทะลุต่อไป หากผู้นำและคนทำงานก็ไม่เข้าใจและหยั่งรู้สถานการณ์อย่างทันท่วงทีเช่นกัน เมื่อถึงเวลาที่ปัญหาเริ่มร้ายแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงาน และคนส่วนใหญ่สามารถมองเห็นปัญหานั้นได้ ผู้นำและคนทำงานย่อมตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก นี่เกิดจากการละเลยหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แล้วพวกเขาจะหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาอันร้ายแรงเช่นนี้ได้อย่างไร? ผู้นำและคนทำงานต้องตรวจสอบงานเป็นประจำ และเข้าใจสถานะปัจจุบันและความคืบหน้าของงานอย่างทันท่วงที หากพบว่าประสิทธิภาพของงานไม่สูง พวกเขาก็ต้องดูว่าส่วนใดมีข้อบกพร่องและปัญหา พร้อมไตร่ตรองว่า “ตอนนี้คนเหล่านี้ดูเหมือนจะยุ่ง แต่ทำไมถึงไม่มีประสิทธิภาพที่ชัดเจนเลย? เหมือนอย่างงานของฝ่ายข่าวประเสริฐ มีผู้คนมากมายประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานยืนยันทุกวัน พร้อมกับบางคนที่ร่วมมือในงานนี้ แล้วทำไมแต่ละเดือนจึงได้ผู้คนมาไม่มากนัก? ส่วนใดที่มีปัญหา? ใครเป็นต้นเหตุของปัญหานั้น? การเบี่ยงเบนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? มันเริ่มขึ้นเมื่อใด? ฉันจำเป็นต้องไปแต่ละกลุ่มเพื่อค้นหาว่าตอนนี้ทุกคนกำลังทำอะไรอยู่ ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐในปัจจุบันเป็นอย่างไร และทิศทางของการประกาศข่าวประเสริฐถูกต้องแม่นยำหรือไม่ ฉันต้องค้นหาข้อมูลทั้งหมดนี้” ด้วยการปรึกษา การสามัคคีธรรม และการหารือกัน การเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องในงานก็จะค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อค้นพบปัญหาแล้ว จะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ ปัญหานั้นต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้น ผู้นำประเภทใดจึงจะสามารถตรวจพบปัญหา การเบี่ยงเบน และข้อบกพร่องบางอย่างที่ปรากฏในงานได้? ผู้นำเหล่านี้จำเป็นต้องแบกรับภาระ ขยันหมั่นเพียร และลงรายละเอียดทุกอย่างในงานจำเพาะดังกล่าว ติดตาม ทำความเข้าใจ และตระหนักรู้ทุกส่วน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนทำอะไรอยู่ จำนวนคนเท่าใดเหมาะกับการทำงานไหน ใครเป็นผู้ดูแลบ้าง ขีดความสามารถของคนเหล่านี้เป็นอย่างไร พวกเขาทำงานของตนได้ดีหรือไม่ และประสิทธิภาพของพวกเขาเป็นเช่นไร งานคืบหน้าไปอย่างไร และอื่นๆ—ทั้งหมดนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ นอกจากนี้ ส่วนที่สำคัญที่สุดของงานข่าวประเสริฐก็คือผู้ประกาศข่าวประเสริฐมีความจริงหรือไม่ สามารถสามัคคีธรรมความจริงเรื่องนิมิตได้อย่างชัดเจนเพื่อแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและปัญหาของผู้คนได้หรือไม่ สามารถจัดหาสิ่งที่ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐยังขาดอยู่เพื่อที่จะโน้มน้าวพวกเขาได้อย่างเต็มที่หรือไม่ และสามารถใช้วิธีการสนทนามาสามัคคีธรรมความจริง เพื่อให้ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้ามากขึ้นได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐต้องการเรียนรู้ความจริงเรื่องนัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดในเนื้อหนัง แต่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐบางคนกลับพูดถึงแต่นัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระเจ้าและเรื่องที่ว่ามโนคติอันหลงผิดทางศาสนาคืออะไร นี่ย่อมเป็นปัญหามิใช่หรือ? หากบุคคลหนึ่งเพียงต้องการเรียนรู้ว่าพวกเขาจะได้รับความรอดได้อย่างไรและเนื้อหาของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดคืออะไร นี่ไม่ใช่เวลาที่จะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงแห่งนิมิตที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจสามขั้นตอนของพระเจ้าหรอกหรือ? (ใช่) แต่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนนี้กลับพูดถึงแต่การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และการเปิดโปงของพระองค์ว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนนั้นรวมถึงความโอหัง ความหลอกลวง และความเลวร้าย และหัวข้ออื่นๆ เช่นนี้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า ผู้ประกาศข่าวประเสริฐก็เริ่มพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา เปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ผลก็คือ บุคคลนั้นรู้สึกรังเกียจ ไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการ และปัญหาของพวกเขาที่ต้องได้รับการแก้ไขก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาสูญเสียความสนใจและไม่เต็มใจที่จะตรวจสอบต่อไป นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐหรอกหรือ? ผู้ประกาศข่าวประเสริฐไม่เข้าใจความจริง หรือขาดความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นจึงไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร พูดจาไม่ตรงประเด็น พูดจาน้ำท่วมทุ่ง และไม่แก้ไขปัญหาของผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐเลยแม้แต่น้อย—แล้วพวกเขาจะสามารถได้คนมาด้วยการประกาศข่าวประเสริฐในหนทางนี้ได้อย่างไร?
ผู้นำเทียมเท็จเพิกเฉยต่อทุกปัญหาที่พวกเขาเผชิญในงานของตน ไม่ว่าปัญหาใดๆ จะเกิดขึ้นในงานข่าวประเสริฐ และไม่ว่าคนชั่วจะก่อกวนและส่งผลกระทบต่องานนี้อย่างไร พวกเขาก็ไม่ใส่ใจใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเลย ผู้นำเทียมเท็จทำงานอย่างสับสนมึนงง ไม่ว่าปัจเจกบุคคลคนใดจะมีผลลัพธ์หรือสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงในการทำหน้าที่ของตนหรือไม่ พวกเขาก็ไม่กำกับดูแลหรือตรวจสอบ ปล่อยให้ผู้คนกระทำการอย่างอิสระโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา สิ่งนี้เป็นเหตุให้การเบี่ยงเบนและข้อบกพร่องที่ปรากฏในงานข่าวประเสริฐไม่เคยได้รับการแก้ไข และผู้คนที่แสวงหาหนทางที่แท้จริงจำนวนมากมายเหลือคณานับก็หลุดลอยไปในที่สุด ไม่สามารถนำมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้โดยเร็วที่สุด บางคน หลังจากที่ได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายแล้ว ก็กล่าวว่า “อันที่จริง มีคนประกาศข่าวประเสริฐให้ฉันเมื่อสามปีที่แล้ว ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการยอมรับ หรือว่าฉันเชื่อในการโฆษณาชวนเชื่อในทางลบ แต่คนที่ประกาศให้ฉันนั้นช่างไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี พวกเขาไม่สามารถตอบคำถามที่ฉันถามได้ และพวกเขาก็สามัคคีธรรมไม่ชัดเจนเมื่อฉันแสวงหาความจริง พูดแต่เรื่องไร้สาระ ผลก็คือ ฉันทำได้เพียงจากไปด้วยความผิดหวัง” สามปีต่อมา หลังจากตรวจสอบทางออนไลน์แล้วจึงแสวงหาและสามัคคีธรรมกับเหล่าพี่น้อง ผู้คนเหล่านี้ก็ได้แก้ไขมโนคติอันหลงผิดและความสับสนทั้งหมดในใจของตนทีละอย่าง ยืนยันอย่างเต็มที่ว่านี่คือการทรงปรากฏและการทรงพระราชกิจของพระเจ้า และยอมรับการนี้ นี่คือการที่พวกเขายอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผ่านการแสวงหาและตรวจสอบของตนเอง หากคนที่ประกาศข่าวประเสริฐสามารถสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างชัดเจนและแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและคำถามของพวกเขาได้เมื่อสามปีก่อน พวกเขาก็คงจะยอมรับการนี้เร็วกว่านั้นถึงสามปี การเติบโตในชีวิตต้องล่าช้าไปมากเพียงใดในช่วงสามปีนี้! สิ่งนี้ต้องถือเป็นการละเลยความรับผิดชอบในส่วนของผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่พวกเขาไม่เข้าใจความจริง คนทำงานข่าวประเสริฐบางคนก็เพียงแค่ไม่มุ่งเน้นการสั่งสมความจริง สามารถพูดพ่นได้แต่คำสอนบางอย่างโดยไม่สามารถแก้ไขมโนคติอันหลงผิดหรือประเด็นปัญหาที่แท้จริงของผู้คนได้ ผลก็คือ ผู้คนจำนวนมากไม่ยอมรับข่าวประเสริฐอย่างทันท่วงทีเมื่อพวกเขาได้ยิน ทำให้การเติบโตในชีวิตของพวกเขาล่าช้าไปหลายปี ต้องกล่าวว่าผู้นำที่รับผิดชอบงานข่าวประเสริฐต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนี้เนื่องจากการชี้แนะที่ไม่เพียงพอและการกำกับดูแลที่ไม่ทั่วถึงของพวกเขา หากผู้นำและคนทำงานมีภาระอย่างแท้จริงและสามารถทนทุกข์ได้อีกสักหน่อย ฝึกฝนการสามัคคีธรรมความจริงมากขึ้น และแสดงความจงรักภักดีอีกสักนิด สามัคคีธรรมอย่างชัดเจนในทุกแง่มุมของความจริง เพื่อให้คนทำงานข่าวประเสริฐเหล่านั้นสามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขมโนคติอันหลงผิดและข้อสงสัยของผู้คนได้ เมื่อนั้นผลลัพธ์ของการประกาศข่าวประเสริฐก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้คนที่กำลังตรวจสอบหนทางที่แท้จริงจำนวนมากขึ้นสามารถยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าได้เร็วขึ้นและกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับความรอดของพระองค์ได้เร็วขึ้น งานของคริสตจักรมีอันล่าช้าเพียงเพราะผู้นำเทียมเท็จละเลยความรับผิดชอบของตนอย่างร้ายแรง ไม่ทำงานจริง หรือติดตามและกำกับดูแลงาน และไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา แน่นอนว่านี่ยังเป็นเพราะผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย และไม่เต็มใจที่จะติดตาม ควบคุมดูแล หรือกำกับงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐอีกด้วย—ผลก็คืองานดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และความเบี่ยงเบน ความเหลวไหล และการบุ่มบ่ามกระทำผิดที่มนุษย์สร้างขึ้นจำนวนมากก็ไม่ได้รับการแก้ไขหรือจัดการอย่างทันท่วงที ซึ่งส่งผลร้ายแรงต่อประสิทธิผลของการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ก็ต่อเมื่อปัญหาเหล่านี้ถูกค้นพบโดยเบื้องบนและผู้นำกับคนทำงานได้รับคำสั่งว่าต้องแก้ไข ปัญหาเหล่านี้จึงจะได้รับการแก้ไข ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้เป็นเหมือนคนตาบอด ไม่สามารถค้นพบปัญหาใดๆ ได้ และไม่มีหลักธรรมใดๆ เลยในวิธีการทำงานของพวกเขา กระนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองได้ และยอมรับความผิดของตนก็ต่อเมื่อถูกตัดแต่งโดยเบื้องบนเท่านั้น แล้วใครเล่าจะสามารถรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดจากผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ได้? แม้จะปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งแล้ว ความสูญเสียที่พวกเขาก่อขึ้นจะชดเชยได้อย่างไร? ดังนั้น เมื่อค้นพบว่ามีผู้นำเทียมเท็จที่ไม่สามารถทำงานจริงใดๆ ได้ พวกเขาก็ควรถูกปลดออกโดยทันที ในบางคริสตจักร งานข่าวประเสริฐดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษ และนี่ก็เป็นเพียงเพราะผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง ตลอดจนมีการละเลยและทำผิดพลาดในส่วนของพวกเขามากเกินไปนั่นเอง
อันที่จริง ในงานทุกประเภทที่ผู้นำเทียมเท็จทำนั้น มีประเด็นปัญหา ความเบี่ยงเบน และข้อบกพร่องมากมายที่พวกเขาจำเป็นต้องแก้ไข ปรับปรุง และทำให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่มีสำนึกในภาระ เอาแต่ลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งโดยไม่ทำงานจริง พวกเขาจึงลงเอยด้วยการทำให้งานนั้นยุ่งเหยิงไปหมด ในบางคริสตจักร ผู้คนแตกความสามัคคีกันอยู่ในใจ ต่างคนต่างระแวง ตั้งกำแพง และบ่อนทำลายซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวว่าจะถูกพระนิเวศของพระเจ้ากำจัดออกไป เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ลงมือแก้ไข ไม่ทำงานจริงที่เฉพาะเจาะจงใดๆ เลย งานของคริสตจักรหยุดชะงักงัน แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจแม้แต่น้อย ยังคงเชื่อว่าตนเองได้ทำงานมากมายแล้วและไม่ได้ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถทำงานจัดเตรียมชีวิตได้ ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงตามความจริงได้ พวกเขาทำเพียงงานธุรการเล็กๆ น้อยๆ ที่เบื้องบนมอบหมายและระบุเป็นพิเศษ ราวกับว่างานของพวกเขานั้นทำเพื่อเบื้องบนเท่านั้น ส่วนงานที่เป็นรากฐานของคริสตจักรที่เบื้องบนวางข้อกำหนดเอาไว้ให้เสมอ—เช่น งานให้เสบียงชีวิตและงานบ่มเพาะผู้คน—หรืองานพิเศษบางอย่างที่เบื้องบนเป็นคนกำกับ พวกเขากลับไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรและทำไม่ได้ พวกเขาเพียงแค่มอบหมายงานเหล่านี้ให้ผู้อื่นแล้วก็ถือว่างานของตนเสร็จสิ้น พวกเขาทำมากเท่าที่เบื้องบนสั่ง และลงมือทำบ้างก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นเท่านั้น มิฉะนั้นพวกเขาก็จะไม่กระตือรือร้นและทำอย่างสุกเอาเผากิน—เหล่านี้คือผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จคืออะไร? โดยสรุปก็คือ คนที่ไม่ทำงานจริง คนที่ไม่ทำงานในฐานะผู้นำ แสดงให้เห็นถึงการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรงในงานที่สำคัญและเป็นพื้นฐาน และไม่ลงมือกระทำการใดๆ—นี่คือผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จเอาแต่ยุ่งอยู่กับงานธุรการผิวเผิน โดยเข้าใจผิดว่านี่คือการทำงานจริง และในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเป็นเรื่องงานในฐานะผู้นำและงานสำคัญที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้ พวกเขากลับไม่ทำงานใดๆ ให้ดีเลย นอกจากนี้ ประเด็นปัญหามักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในงานต่างๆ ของคริสตจักรที่จำเป็นต้องให้ผู้นำแก้ไข แต่พวกเขากลับแก้ไขไม่ได้ มักจะใช้ท่าทีหลีกเลี่ยง และเหล่าพี่น้องก็ไม่สามารถพบตัวพวกเขาได้เมื่อต้องการแก้ไขประเด็นปัญหา หากพวกเขาหาผู้นำพบ ผู้นำก็จะหลีกเลี่ยงโดยอ้างว่างานยุ่งเกินไป และขอให้เหล่าพี่น้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเองและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยใช้ท่าทีแบบปัดความรับผิดชอบ สิ่งนี้ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การสะสมของประเด็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมากเกินไป ทำให้ความคืบหน้าในงานทุกอย่างหยุดชะงัก และทำให้งานของคริสตจักรตกอยู่ในภาวะอัมพาต นี่คือผลที่ตามมาของการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยจริงจังหรือขยันหมั่นเพียรในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบหลักของตน ทั้งยังไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ นั่นหมายความว่าผู้นำเทียมเท็จย่อมไม่สามารถทำงานจริงและแก้ไขประเด็นปัญหาใดๆ ได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จถนัดที่สุดก็คือการนำวาจาและคำสอนมาเทศนา ป่าวร้องคำขวัญ และเตือนสติผู้อื่น มุ่งแต่จะสาละวนอยู่กับงานธุรการเท่านั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับงานพื้นฐานของคริสตจักรที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้ เช่น การจัดเตรียมชีวิตและการสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหา พวกเขาไม่รู้วิธีทำ ไม่ฝึกฝนที่จะเรียนรู้วิธีทำ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงใดๆ ได้—เหล่านี้คือผู้นำเทียมเท็จ
ผู้นำเทียมเท็จบางคน เมื่อถูกขอให้ชี้แนะงานข้อเขียน เช่น การเขียนบท การเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ และงานที่เฉพาะเจาะจงอื่นๆ ก็คิดว่าในเมื่อเป็นเพียงการชี้แนะ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว “คุณจาง” พวกเขากล่าว “บทความของคุณไปถึงไหนแล้ว?” “ใกล้เสร็จแล้วครับ” “คุณหลี่ คุณมีปัญหาในการเขียนบทนั้นบ้างไหม?” “มีค่ะ คุณช่วยฉันแก้ปัญหาได้ไหมคะ?” “พวกคุณปรึกษากันเองนะ อธิษฐานให้มากขึ้น” ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ชี้แนะและช่วยเหลือเหล่าพี่น้องเท่านั้น พวกเขายังไม่มุ่งเน้นที่จะทำงานของตนเองให้ดีอีกด้วย เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ และสุขสำราญ ผิวเผินแล้วดูเหมือนว่าพวกเขากำลังตรวจสอบงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้แก้ไขปัญหาใดๆ เลย—พวกเขาเป็นเพียงข้าราชการที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามโดยแท้! เจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในบางประเทศในโลกที่ไม่มีความเชื่อก็เป็นมนุษย์ที่เสื่อมทรามพอๆ กัน แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังเหนือกว่าผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้มากนัก ผู้นำเหล่านี้ขาดสำนึกรับผิดชอบที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมี ตัวอย่างเช่น หลังจากการระบาดของโรคระบาดใหญ่ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มดำเนินมาตรการป้องกัน ในที่สุด ประเทศส่วนใหญ่เหล่านี้ก็เห็นพ้องต้องกันว่าความพยายามในการป้องกันของไต้หวันนั้นได้ผลดี ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลไต้หวันปฏิบัติงานรับมือโรคระบาดของตนได้ตามมาตรฐานสูงสุดและด้วยรายละเอียดที่ครบถ้วนที่สุด สำหรับประเทศในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อ สำหรับเจ้าหน้าที่และนักการเมืองท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม การปฏิบัติงานให้ได้มาตรฐานสูงสุดและด้วยรายละเอียดเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่ชาวยุโรปจำนวนมากเต็มใจที่จะไปเยือนและเรียนรู้จากไต้หวัน จากมุมมองนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลของไต้หวันก็เหนือกว่าเจ้าหน้าที่ของประเทศอื่นๆ มากนัก เพียงเพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของพวกเขาสามารถทำงานที่เป็นรูปธรรมได้และสามารถทุ่มเทใจในการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนได้ ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้มาตรฐาน ผู้นำและคนทำงานบางคนในคริสตจักรสุกเอาเผากินเสมอเมื่อทำหน้าที่ของตน และไม่ว่าพวกเขาจะถูกตัดแต่งอย่างไรก็ไม่ได้ผล เราพบว่าลักษณะนิสัยของผู้นำและคนทำงานเหล่านี้ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำกับลักษณะนิสัยของเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำงานจริงในโลกที่ไม่มีความเชื่อ คนส่วนใหญ่อ้างว่าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา มีความจริงมากมายนักที่จัดเตรียมให้แก่พวกเขา แต่ทัศนคติของพวกเขาต่อการทำหน้าที่กลับเป็นเช่นนี้ ผลก็คือพวกเขาทั้งหมดกลายเป็นผู้นำเทียมเท็จ ผู้ซึ่งด้อยกว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เหนือกว่ามากนัก! อันที่จริงแล้ว ข้อกำหนดของเราต่อผู้คนนั้นไม่สูงเลย เราไม่ได้กำหนดว่าผู้คนต้องเข้าใจความจริงมากมายเพียงใด หรือต้องมีขีดความสามารถสูงเพียงใด มาตรฐานขั้นต่ำคือการกระทำด้วยมโนธรรมและลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน หากไม่มีสิ่งอื่นใด อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ควรดำเนินชีวิตให้สมกับอาหารประจำวันของเจ้าและพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้า นั่นก็เพียงพอแล้ว แต่พระราชกิจของพระเจ้าได้ดำเนินมาจนถึงบัดนี้แล้ว และมีผู้คนมากมายที่สามารถกระทำด้วยมโนธรรมได้หรือไม่? เราเห็นว่าเจ้าหน้าที่บางคนในประเทศประชาธิปไตยพูดและกระทำด้วยความจริงใจ พวกเขาไม่พูดเกินจริงหรือกล่าวทฤษฎีที่สูงส่ง คำพูดของพวกเขาเที่ยงตรงและจริงเป็นพิเศษ และพวกเขาสามารถจัดการทำกิจธุระมากมายได้จริง งานของพวกเขาดีมากทีเดียว สะท้อนถึงความซื่อตรงและความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอย่างแท้จริง เมื่อมองดูผู้นำและคนทำงานส่วนใหญ่ในคริสตจักรในปัจจุบัน ในงานของพวกเขา พวกเขาทำไปตามขั้นตอนและทำอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาไม่ได้สัมฤทธิ์ผลที่ดีมากนัก และพวกเขาไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนอย่างครบถ้วน หลังจากได้เป็นผู้นำ พวกเขาก็กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทางศาสนา พวกเขานั่งอยู่บนตำแหน่งที่สูงส่งและออกคำสั่ง และกลายเป็นข้าราชการที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม พวกเขามุ่งแต่จะลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง ชอบให้ทุกคนติดตามและวนเวียนอยู่รอบตนเอง พวกเขาไม่ค่อยมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับระดับรากหญ้าของคริสตจักรเพื่อแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ในใจของพวกเขา พวกเขากำลังเคลื่อนห่างไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จประเภทนี้ช่างเกินจะเยียวยาโดยสิ้นเชิง! เราได้สามัคคีธรรมความจริงอย่างอุตสาหะเช่นนี้แล้ว แต่ผู้นำและคนทำงานเหล่านี้กลับไม่รับฟัง พวกเขายึดมั่นในแนวคิดที่ผิดพลาดของตนอย่างดื้อรั้น และพวกเขาไม่สะทกสะท้าน ทัศนคติของพวกเขาต่อหน้าที่ของตนยังคงเป็นแบบสุกเอาเผากินเสมอ และพวกเขาไม่มีเจตนาที่จะกลับใจแม้แต่น้อย เราเห็นว่าผู้คนเหล่านี้ปราศจากมโนธรรม ไร้สำนึก ไม่ใช่มนุษย์แต่อย่างใด! จากนั้นเราก็ใคร่ครวญว่า ยังจำเป็นที่จะต้องสามัคคีธรรมซ้ำๆ เกี่ยวกับความจริงเหล่านี้แก่ผู้คนประเภทนี้อีกหรือไม่? เราจำเป็นต้องทำให้การสามัคคีธรรมนั้นเฉพาะเจาะจงมากขนาดนั้นหรือไม่? เราจำเป็นต้องทนทุกข์กับความทุกข์นี้หรือไม่? ถ้อยคำเหล่านี้ฟุ่มเฟือยเกินไปหรือไม่? หลังจากครุ่นคิดสักพัก เราก็ตัดสินใจว่าต้องพูดอยู่ดี เพราะแม้ถ้อยคำเหล่านี้จะไม่มีผลต่อคนที่ไร้มโนธรรมหรือสำนึกแม้แต่น้อย แต่กลับมีประโยชน์ต่อคนที่สามารถยอมรับความจริงและทำหน้าที่ของตนได้อย่างจริงใจแม้จะมีขีดความสามารถด้อยกว่าบ้างก็ตาม ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริงและไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตน แต่ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะเรียนรู้บทเรียน ได้รับแรงบันดาลใจ และค้นพบเส้นทางที่จะปฏิบัติจากถ้อยคำและเรื่องราวเหล่านี้ การเข้าสู่ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อไร้คนเกื้อหนุนและคอยจัดหา ไม่มีการแยกย่อยและอธิบายความจริงแต่ละแง่มุมอย่างชัดแจ้ง ผู้คนย่อมอ่อนแอมาก มักจะพบว่าตนเองอยู่ในสภาวะที่หมดหนทางและงุนงง เป็นสภาวะที่คิดลบและเฉื่อยชา ดังนั้น หลายครั้ง เมื่อเราเห็นผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ เราก็หมดกำลังใจที่จะสามัคคีธรรมแก่พวกเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อเรานึกถึงความทุกข์ที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจและผู้ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดีได้ทนรับ และราคาที่พวกเขาได้จ่ายไป เราก็เปลี่ยนใจ ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากนี้ แม้ว่าจะมีคน 30 ถึง 50 คน—หรืออย่างน้อยที่สุด 8 หรือ 10 คน—ที่สามารถสละตนอย่างจริงใจและจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน และเต็มใจที่จะรับฟังและนบนอบ การพูดถ้อยคำเหล่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว ในตัวเราย่อมจะไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะพูดและสามัคคีธรรมแก่คนที่ไร้มโนธรรมและสำนึก การสนทนากับผู้คนเหล่านี้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไร้ผล พวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่จ่ายราคาในหน้าที่ของตน—พวกเจ้าไม่มีภาระหรือความจงรักภักดี พวกเจ้าเพียงแค่ทำไปตามขั้นตอนในการกระทำของตน และทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่เต็มใจด้วยความหวังว่าจะได้รับพร การฟังถ้อยคำเหล่านี้จึงเป็นความโปรดปรานที่พวกเจ้าไม่สมควรได้รับโดยแท้ พวกเจ้ากำลังอาศัยใบบุญของผู้ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจ ผู้ที่จ่ายราคาอย่างแท้จริง ผู้ที่มีความจงรักภักดีและแบกรับภาระ และผู้ที่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง ถ้อยคำเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้คนเหล่านั้น และพวกเจ้าก็ได้รับความโปรดปรานที่ไม่สมควรได้รับจากการได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หากมองจากมุมมองนี้—กล่าวคือ ทัศนคติของพวกเจ้าส่วนใหญ่คือการทำไปตามขั้นตอนโดยปราศจากความจริงใจใดๆ ทั้งสิ้นในหน้าที่ของตน—เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็ไม่คู่ควรที่จะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่คู่ควร? เพราะแม้ว่าพวกเจ้าจะฟัง มันก็ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพูดมากเพียงใดหรือละเอียดเพียงใด พวกเจ้าก็เพียงแค่ทำไปตามขั้นตอนของการฟัง ไม่ปฏิบัติถ้อยคำเหล่านี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะเข้าใจมากเพียงใดหลังจากได้ฟังแล้วก็ตาม ควรมอบถ้อยคำเหล่านี้แก่ผู้ใด? ใครคู่ควรที่จะได้ฟัง? เฉพาะผู้ที่เต็มใจจ่ายราคา สามารถสละตนอย่างจริงใจ จงรักภักดีต่อหน้าที่และพระบัญชาที่ตนได้รับเท่านั้นที่สมควรได้ฟัง เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาสมควรจะรับฟัง? เพราะเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงเล็กน้อยหลังจากได้ฟังแล้ว พวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ และพวกเขาปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ พวกเขาไม่กลับกลอก ไม่อู้งาน และพวกเขาปฏิบัติต่อความจริงและข้อกำหนดของพระเจ้าด้วยทัศนคติที่จริงใจและปรารถนา สามารถรักและยอมรับความจริงได้ ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาได้ฟังแล้ว ถ้อยคำเหล่านี้ก็มีผลต่อพวกเขาและสัมฤทธิ์ผล
13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ