หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (4) ตอนที่สาม

ผู้นำเทียมเท็จไม่ติดตามหรือให้แนวทางเกี่ยวกับงาน

พวกเราเพิ่งเสวนาถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่ห้าของผู้นำและคนทำงานในแง่มุมนี้คือ “คงไว้ซึ่งการติดตามและความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของงานแต่ละงาน” การเสวนาในแง่มุมนี้ทำให้พวกเราได้เปิดโปงการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงบางประการของผู้นำเทียมเท็จ ตลอดจนความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของพวกเขา คราวนี้พวกเรามาพิจารณาเรื่อง “การคงไว้ซึ่งการติดตามและความเข้าใจเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานแต่ละงาน” กัน แน่นอนว่าความคืบหน้าของงานนั้นค่อนข้างจะเกี่ยวเนื่องกับสถานะของงาน ทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างค่อนข้างใกล้ชิด หากไม่สามารถคงไว้ซึ่งความเข้าใจและติดตามสถานะของงานหนึ่งๆ ได้ คนเราก็จะไม่สามารถคงไว้ซึ่งความเข้าใจและติดตามความคืบหน้าของงานนั้นได้เช่นกัน อาทิเช่น ความคืบหน้าของงานเป็นอย่างไร งานได้ดำเนินไปถึงขั้นตอนใดแล้ว สภาวะของผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นเช่นไร มีอุปสรรคใดๆ ในด้านวิชาชีพหรือไม่ มีส่วนใดของงานที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดของพระนิเวศพระเจ้าหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้สัมฤทธิ์แล้วนั้นเป็นอย่างไร มีผู้ที่ทำงานแต่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญในด้านวิชาชีพของงานนั้นกำลังเรียนรู้อยู่หรือไม่ ใครเป็นผู้จัดให้มีการเรียนรู้ พวกเขากำลังเรียนรู้อะไร เรียนรู้อย่างไร และอื่นๆ—ประเด็นเฉพาะเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความคืบหน้า ตัวอย่างเช่น งานประพันธ์บทเพลงนมัสการก็สำคัญมากมิใช่หรือ? สำหรับบทเพลงนมัสการหนึ่งๆ นั้น ตั้งแต่การคัดเลือกบทตอนที่สำคัญยิ่งในพระวจนะของพระเจ้าในเบื้องต้นไปจนถึงการประพันธ์จนเสร็จสมบูรณ์ มีงานจำเพาะอันใดบ้างที่ต้องดำเนินการในกระบวนการนี้? ประการแรก จำเป็นต้องคัดเลือกบทตอนที่สำคัญยิ่งจากพระวจนะของพระเจ้าที่เหมาะแก่การเป็นบทเพลงนมัสการ และต้องมีความยาวที่เหมาะสมอีกด้วย ขั้นตอนที่สองเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าท่วงทำนองรูปแบบใดจึงจะเหมาะกับบทตอนนั้นๆ เพื่อให้การขับร้องเป็นที่รื่นหูและน่าเพลิดเพลิน จากนั้นก็ต้องค้นหาผู้ที่เหมาะสมมาร้องบทเพลงนมัสการนั้น เหล่านี้คืองานที่เฉพาะเจาะจงมิใช่หรือ? (ใช่) หลังจากมีการประพันธ์บทเพลงนมัสการแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่ไถ่ถามเลยแม้แต่น้อยว่าบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นนั้นได้มาตรฐานหรือมีรูปแบบที่เหมาะสมหรือไม่ เมื่อผู้ประพันธ์สังเกตเห็นว่าไม่มีการกำกับดูแล จึงลงความเห็นว่าผลงานของตนนั้นใช้ได้แล้วและดำเนินการบันทึกเสียง พระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่ทุกคนเฝ้ารอคอยให้กลายเป็นบทเพลงนมัสการ ในที่สุดก็ได้มีการใส่ทำนองและเรียบเรียงเป็นบทเพลงนมัสการ แต่เมื่อขับร้อง คนส่วนใหญ่กลับพบว่าเพลงนั้นยังมีข้อบกพร่องอยู่ เกิดปัญหาอะไรขึ้น? บทเพลงนมัสการที่ประพันธ์ขึ้นนั้นไม่ดีพอ มันถูกบันทึกเสียงทั้งๆ ที่ยังขาดท่วงทำนองและความไพเราะน่าฟัง เมื่อผู้นำเทียมเท็จได้ฟังแล้วก็ถามขึ้นว่า “ใครแต่งเพลงนี้? เหตุใดจึงได้มีการบันทึกเสียง?” กว่าพวกเขาจะถามคำถามนี้ เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือน ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ ผู้นำควรติดตามและทำความเข้าใจความคืบหน้าของงานนี้อย่างทันท่วงทีไม่ใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น การประพันธ์เพลงดำเนินไปอย่างไร? ได้ทำนองพื้นฐานแล้วหรือยัง? มีทำนองหลักหรือไม่? ทำนองหลักและรูปแบบของบทเพลงนมัสการนี้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องได้ช่วยให้การชี้แนะหรือไม่? หลังจากประพันธ์แล้ว บทเพลงนมัสการนี้จะสามารถขับร้องได้อย่างแพร่หลายหรือไม่? จะบังเกิดผลอย่างไร? ท่วงทำนองนี้ถือว่าดีหรือไม่? ผู้นำเทียมเท็จก็มิได้ติดตามเรื่องราวเหล่านี้เลย และพวกเขาก็มีเหตุผลที่ไม่ติดตามว่า “ฉันไม่เข้าใจการประพันธ์บทเพลงนมัสการ ฉันจะติดตามสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้” นี่เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลหรือไม่? (ไม่) นี่ไม่ใช่เหตุผลที่สมเหตุสมผลเลย แล้วคนที่ไม่คุ้นเคยกับการประพันธ์บทเพลงนมัสการจะยังสามารถติดตามงานได้หรือไม่? (ได้) พวกเขาควรติดตามงานอย่างไร? (พวกเขาสามารถร่วมมือกับพี่น้องชายหญิง และตรวจสอบท่วงทำนองโดยอิงตามหลักธรรมเพื่อดูว่าเหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งสามารถติดตามงานนั้นได้อย่างแท้จริง แทนที่จะปัดความรับผิดชอบต่องานนั้น) ลักษณะสำคัญของงานที่ผู้นำเทียมเท็จทำก็คือการเอาแต่พูดเรื่องคำสอนและท่องคำขวัญเหมือนนกแก้วนกขุนทอง หลังจากออกคำสั่งแล้ว พวกเขาก็เพียงปัดความรับผิดชอบในเรื่องนั้น พวกเขาไม่สอบถามถึงความคืบหน้าของงานหลังจากนั้นเลย ไม่สอบถามว่ามีปัญหา ความเบี่ยงเบน หรือความลำบากยากเย็นใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่ พวกเขามองว่างานของตนเสร็จสิ้นทันทีที่มอบหมายงานแล้ว อันที่จริง ในฐานะผู้นำ หลังจากได้จัดการเตรียมงานแล้ว เจ้าต้องติดตามความคืบหน้าของงานด้วย แม้ว่าเจ้าจะไม่คุ้นเคยกับสายงานนั้น—แม้ว่าเจ้าจะไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับงานนั้น—เจ้าก็สามารถหาวิธีที่จะทำงานของเจ้าได้ เจ้าสามารถหาผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผู้ที่เข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้อง มาดำเนินการตรวจสอบและให้คำแนะนำได้ จากคำแนะนำของพวกเขา เจ้าย่อมสามารถระบุหลักการที่เหมาะสมได้ และด้วยเหตุนี้เจ้าก็จะสามารถติดตามงานได้ ไม่ว่าเจ้าจะคุ้นเคยหรือเข้าใจในสายงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็ต้องควบคุมดูแลงานนั้น ติดตามงาน และสอบถามถึงความคืบหน้าของงานอย่างต่อเนื่อง เจ้าต้องรักษาการหยั่งรู้ในเรื่องดังกล่าว นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า เป็นส่วนหนึ่งในงานของเจ้า การไม่ติดตามงาน การไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมเมื่อได้มอบหมายงานไปแล้ว การปัดความรับผิดชอบต่องานนั้น—คือหนทางในการทำสิ่งต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จ การไม่ติดตามงานหรือไม่ให้แนวทางเกี่ยวกับงาน การไม่สอบถามหรือไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และการไม่ทำความเข้าใจความคืบหน้าหรือประสิทธิภาพของงาน—เหล่านี้ก็เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จเช่นกัน

ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง อันเป็นการทำให้ความคืบหน้าของงานล่าช้า

เพราะผู้นำเทียมเท็จไม่เรียนรู้เรื่องความคืบหน้าของงาน และเพราะพวกเขาไม่สามารถระบุชี้—และยิ่งไม่สามารถแก้ไข—ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที นี่มักจะทำให้เกิดความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากผู้คนไม่เข้าใจหลักธรรมของงานบางอย่าง และไม่มีใครเหมาะสมที่จะรับผิดชอบหรือบริหารงานนั้น ผู้ที่ดำเนินงานอยู่จึงมักจะอยู่ในสภาวะที่คิดลบ นิ่งเฉย และรอคอย ซึ่งส่งผลต่อความคืบหน้าของงานอย่างรุนแรง หากผู้นำลุล่วงความรับผิดชอบของตน—หากพวกเขาเข้าไปบริหารงาน ผลักดันงานไปข้างหน้า กำกับดูแลงานนั้น และหาใครบางคนที่เข้าใจสายงานนั้นมาชี้แนะงาน เช่นนั้นแล้วงานก็คงจะก้าวหน้าเร็วขึ้น แทนที่จะประสบกับความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นนี้เองการเข้าใจและหยั่งรู้ถึงสภาวะของงานจึงสำคัญยิ่งสำหรับผู้นำทั้งหลาย แน่นอนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วยที่บรรดาผู้นำจะต้องเข้าใจและหยั่งรู้ว่างานนั้นกำลังก้าวหน้าไปอย่างไร เพราะความคืบหน้าสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของงานและผลลัพธ์ที่งานควรสัมฤทธิ์ ถ้าเหล่าผู้นำและคนทำงานไม่เข้าใจว่างานของคริสตจักรกำลังดำเนินไปอย่างไร และพวกเขาไม่ติดตามหรือกำกับดูแลสิ่งต่างๆ เช่นนั้นแล้วงานของคริสตจักรย่อมไม่แคล้วที่จะคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า นี่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่อยู่นั้นต่ำช้าอย่างยิ่ง ไม่มีสำนึกในภาระ และมักจะคิดลบ นิ่งเฉย และสุกเอาเผากิน ถ้าไม่มีคนที่มีสำนึกในภาระและมีความสามารถในการทำงานมารับผิดชอบงานอย่างเป็นรูปธรรม เรียนรู้เรื่องความคืบหน้าของงานให้ทันท่วงที และชี้แนะ กำกับดูแล บ่มวินัย และตัดแต่งบุคลากรที่ทำหน้าที่ เช่นนั้นแล้วก็แน่นอนว่าประสิทธิผลของงานย่อมจะอยู่ในระดับต่ำมากและผลงานก็จะแย่มาก หากผู้นำและคนทำงานถึงขั้นไม่สามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็โง่เขลาและมืดบอด ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานต้องรีบตรวจสอบ ติดตาม และทำความเข้าใจความคืบหน้าของงาน ตรวจสอบดูว่าผู้คนที่ทำหน้าที่มีปัญหาอะไรที่จำเป็นต้องแก้ไขบ้าง และทำความเข้าใจว่าควรแก้ปัญหาใดเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีขึ้น ทุกเรื่องที่กล่าวมานี้ล้วนสำคัญมาก คนที่ทำหน้าที่ผู้นำต้องชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ การที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี เจ้าต้องไม่เป็นอย่างผู้นำเทียมเท็จที่ทำงานบางอย่างอย่างผิวเผิน แล้วก็คิดว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดีแล้ว พวกผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจและทำงานของตนอย่างมักง่าย พวกเขาไม่มีสำนึกรับผิดชอบ เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไข และไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ พวกเขาก็ทำเพียงผิวเผินเท่านั้นและมีแนวทางต่องานนั้นอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขาเพียงแค่ใช้คำพูดที่ฟังดูสูงส่ง พ่นคำสอนและวาจาที่ว่างเปล่า และทำงานของตนแบบขอไปที โดยทั่วไปแล้ว นี่คือสภาวะของวิธีทำงานของพวกผู้นำเทียมเท็จ แม้เมื่อเปรียบเทียบกับศัตรูของพระคริสต์แล้ว ผู้นำเทียมเท็จจะไม่ได้ทำชั่วอย่างโจ่งแจ้งและไม่ได้จงใจทำชั่ว แต่เมื่อเจ้ามองดูประสิทธิผลในงานของพวกเขา ก็ยุติธรรมแล้วที่จะระบุว่าพวกเขาเป็นคนสุกเอาเผากิน ไม่แบกรับภาระ ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่จงรักภักดีต่อหน้าที่ของตน

เมื่อสักครู่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันแล้วว่าผู้นำเทียมเท็จนั้นไม่ทำงานจริง ทั้งยังขาดความเข้าใจและการหยั่งรู้ในความคืบหน้าของงานแต่ละรายการของคริสตจักร สำหรับปัญหาและความลำบากยากเย็นที่เกิดขึ้นในงานของคริสตจักร ก็เป็นความจริงเช่นกันที่ผู้นำเทียมเท็จเพียงแค่เพิกเฉย หรือไม่ก็พ่นคำสอนออกมาเล็กน้อยและท่องคำขวัญสองสามคำเพื่อกลบเกลื่อนให้พ้นตัวไป ในทุกรายการงาน จะไม่มีใครได้เห็นพวกเขาลงพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยตนเองเพื่อทำความเข้าใจและติดตามงาน จะไม่มีใครเห็นพวกเขาสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาในที่นั้น และยิ่งจะไม่มีใครเห็นพวกเขาชี้นำและกำกับดูแลงานด้วยตนเองในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องและความเบี่ยงเบนในงานนั้น นี่คือการสำแดงที่ชัดเจนที่สุดของพฤติกรรมการทำงานแบบสุกเอาเผากินของผู้นำเทียมเท็จ แม้ว่าผู้นำเทียมเท็จจะไม่ได้เจตนาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเหมือนอย่างพวกศัตรูของพระคริสต์ ทั้งไม่ได้ประกอบการชั่วมากมายและสถาปนาอาณาจักรอิสระของตนเอง แต่พฤติกรรมสุกเอาเผากินนานัปการของพวกเขาก็ก่อให้เกิดอุปสรรคใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักร ส่งผลให้ปัญหาต่างๆ ผุดขึ้นไม่รู้จบและคาราคาซังไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งนี้กระทบต่อความคืบหน้าของงานแต่ละรายการของคริสตจักรอย่างรุนแรง ทั้งยังส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอีกด้วย ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ไม่สมควรถูกกำจัดออกไปหรอกหรือ? ผู้นำเทียมเท็จนั้นไร้ความสามารถในการทำงานจริง ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็มักจะเริ่มต้นอย่างแข็งขันแต่สุดท้ายก็แผ่วปลาย บทบาทที่พวกเขาแสดงเป็นเพียงผู้กล่าวเปิดงาน กล่าวคือ ท่องคำขวัญและเทศนาคำสอน เมื่อมอบหมายงานให้ผู้อื่นและจัดแจงคนรับผิดชอบงานเสร็จแล้ว ภารกิจของพวกเขาก็จบสิ้นลง พวกเขาเปรียบได้กับเครื่องขยายเสียงประกาศตามชนบทในประเทศจีน—บทบาทของพวกเขามีอยู่เพียงเท่านั้น พวกเขาทำเพียงงานเบื้องต้นเล็กน้อย ส่วนงานที่ตามมานั้นกลับไร้เงาของพวกเขาโดยสิ้นเชิง สำหรับคำถามเฉพาะเจาะจงต่างๆ เช่น งานแต่ละรายการดำเนินไปอย่างไร สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่ และบังเกิดผลหรือไม่—พวกเขาไม่เคยรู้คำตอบ พวกเขาไม่เคยลงลึกคลุกคลีกับระดับรากหญ้าและไปยังสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อทำความเข้าใจและหยั่งรู้ถึงความคืบหน้าและรายละเอียดเฉพาะของงานแต่ละรายการเลย ดังนั้น แม้ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ ผู้นำเทียมเท็จอาจไม่ได้เจตนาก่อกวนและขัดขวาง หรือประกอบการชั่วต่างๆ นานา แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาได้ทำให้งานเป็นอัมพาต ทำให้ความคืบหน้าของงานแต่ละรายการของคริสตจักรต้องล่าช้า และส่งผลให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและเข้าสู่ชีวิตได้ เมื่อทำงานเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะสามารถนำพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปสู่หนทางที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไรกัน? สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ได้ทำงานจริงใดๆ เลย พวกเขาล้มเหลวในการติดตามงานที่ตนควรรับผิดชอบ หรือให้การชี้แนะและกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรจะดำเนินไปอย่างปกติ พวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ที่ผู้นำและคนทำงานพึงกระทำ และล้มเหลวในการลุล่วงความจงรักภักดีหรือความรับผิดชอบของตน สิ่งนี้ยืนยันได้ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ได้มีความจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน เอาแต่ทำตัวสุกเอาเผากิน หลอกลวงทั้งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและพระเจ้าพระองค์เอง ส่งผลและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระองค์ นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ไม่ว่าผู้นำเทียมเท็จจะไร้ความสามารถในการทำงานจริงๆ หรือเป็นเพราะพวกเขาหลีกเลี่ยงงานและเจตนาทำอย่างสุกเอาเผากินก็ตาม อย่างไรเสีย ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิงสับสนไปหมด งานแต่ละรายการของคริสตจักรไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ปัญหามากมายที่หมักหมมไว้ก็ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลานาน สิ่งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเผยแผ่งานข่าวประเสริฐเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างใหญ่หลวงอีกด้วย ข้อเท็จจริงเหล่านี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ผู้นำเทียมเท็จไม่เพียงไม่สามารถทำงานจริงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นอุปสรรคต่องานเผยแผ่ข่าวประเสริฐ และกีดขวางการดำเนินงานตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในคริสตจักรอีกด้วย

ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ความคืบหน้าของงานล่าช้าและส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของงานเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักรอีกด้วย คือทำให้สิ้นเปลืองทั้งกำลังคน ทรัพยากรวัตถุ และทรัพยากรทางการเงินไปเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้ ผู้นำเทียมเท็จจึงสมควรชดใช้ค่าเสียหายในเรื่องเงินที่เกิดขึ้น บางคนอาจกล่าวว่า “หากผู้นำและคนทำงานจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการทำงานบกพร่อง เช่นนั้นแล้วก็คงไม่มีใครอยากจะเป็นผู้นำหรือคนทำงานอีก” คนที่ไม่รู้จักรับผิดชอบเช่นนี้ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงานโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ไร้ซึ่งมโนธรรมและสำนึกก็คือคนชั่ว—แล้วถ้าคนชั่วอยากเป็นผู้นำและคนทำงาน นั่นจะไม่สร้างปัญหาหรอกหรือ? ในเมื่อพระนิเวศของพระเจ้ามีงานมากมายที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในเรื่องเงิน จะไม่ทำการคิดคำนวณบัญชีเหล่านี้เลยได้หรือ? ของถวายของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถนำไปผลาญทิ้งและใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายตามใจชอบได้เช่นนั้นหรือ? ผู้นำและคนทำงานมีสิทธิ์อันใดมาผลาญของถวายของพระเจ้า? การก่อให้เกิดความสูญเสียในเรื่องเงินนั้นจำเป็นต้องได้รับการชดใช้อย่างแน่นอน นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ รวมทั้งไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ สมมุติว่ามีงานหนึ่งที่สามารถเสร็จบริบูรณ์ได้ภายในเวลาหนึ่งเดือนด้วยคนหนึ่งคน หากงานนี้ใช้เวลาทำถึงหกเดือน ค่าใช้จ่ายของห้าเดือนที่เหลือจะไม่นับเป็นความสูญเสียหรอกหรือ? เราขอยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐ สมมุติว่าคนคนหนึ่งเต็มใจที่จะสืบค้นหนทางที่แท้จริงและอาจจะยอมรับได้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน แล้วจากนั้นเขาก็จะเข้าสู่คริสตจักรเพื่อรับการให้น้ำและการจัดเตรียมต่อไป และเขาก็อาจจะสร้างรากฐานขึ้นมาได้ภายในเวลาหกเดือน แต่หากคนที่ประกาศข่าวประเสริฐมีท่าทีไม่ใส่ใจและสุกเอาเผากินกับเรื่องนี้ อีกทั้งเหล่าผู้นำและคนทำงานต่างก็ละเลยความรับผิดชอบของพวกเขาเอง จนท้ายที่สุดต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีในการรับคนคนนั้นเอาไว้ เวลาครึ่งปีนี้จะไม่นับเป็นความสูญเสียต่อชีวิตของเขาหรือ? หากเขาเผชิญกับความวิบัติครั้งใหญ่และยังไม่ได้วางรากฐานบนหนทางที่แท้จริง เขาจะตกอยู่ในอันตราย เช่นนั้นแล้ว คนเหล่านั้นย่อมจะทำผิดต่อเขาไม่ใช่หรือ? ความสูญเสียดังกล่าวไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงินทองหรือสิ่งทั้งหลายทางวัตถุ หากความเข้าใจในความจริงของคนคนนี้ถูกหน่วงเอาไว้ถึงครึ่งปี และพวกเขาสร้างรากฐานและเริ่มต้นทำหน้าที่ของตนล่าช้าไปถึงครึ่งปี ผู้ใดจะรับผิดชอบเรื่องนี้เล่า? เหล่าผู้นำและคนทำงานรับผิดชอบเรื่องนี้ได้หรือ? ไม่มีใครแบกรับความรับผิดชอบต่อความล่าช้าในชีวิตของใครบางคนได้ ในเมื่อไม่มีใครแบกรับความรับผิดชอบนี้ได้ แล้วสิ่งที่เหล่าผู้นำและคนทำงานสมควรทำคืออะไร? สี่คำคือ ทุ่มเททั้งหมดที่มี เจ้าทุ่มเททั้งหมดให้กับการทำสิ่งใด? การลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าเอง ทำทุกอย่างที่เจ้าเห็นได้ด้วยสองตาของตน นึกถึงการนั้นอยู่ในใจ และทำให้สัมฤทธิ์ผลด้วยขีดความสามารถของตัวเจ้านั่นเอง นี่คือการทุ่มเททั้งหมด นี่คือการเป็นคนจงรักภักดีและมีความรับผิดชอบ และนี่คือความรับผิดชอบที่เหล่าผู้นำและคนทำงานพึงทำให้ลุล่วง ผู้นำและคนทำงานบางคนไม่ให้ความสำคัญกับการประกาศข่าวประเสริฐอย่างจริงจัง พวกเขาคิดว่า “แกะของพระเจ้าย่อมฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ใครก็ตามที่ตรวจสอบและยอมรับก็ย่อมได้รับพร ส่วนใครที่ไม่ตรวจสอบและไม่ยอมรับก็ย่อมไม่ได้รับพร และสมควรตายในความวิบัติ!” ผู้นำเทียมเท็จไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าแม้แต่น้อย และไม่แบกรับภาระใดๆ ต่องานข่าวประเสริฐ ทั้งยังไม่รับผิดชอบต่อผู้มาใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่คริสตจักร และไม่ให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—พวกเขามุ่งเน้นแต่การลุ่มหลงในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งของตนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีผู้คนที่ตรวจสอบหนทางที่แท้จริงมากมายเพียงใด พวกเขาก็ไม่รู้สึกกังวลใจแม้แต่น้อย กลับมีทัศนคติแบบทำไปวันๆ ประพฤติตนเยี่ยงจักรพรรดิที่สละราชสมบัติหรือข้าราชการที่นั่งกินตำแหน่งไปวันๆ ไม่ว่างานจะสำคัญหรือเร่งด่วนเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยลงพื้นที่ ไม่สอบถามเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของงาน และไม่ติดตามงานเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาเพียงแค่มอบหมายงานแล้วก็ถือว่าจบสิ้นภารกิจของตน และเชื่อว่านี่คือการทำงานแล้ว นี่ไม่ใช่การทำอย่างสุกเอาเผากินหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การหลอกลวงทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างหรอกหรือ? ผู้นำและคนทำงานเช่นนี้จะเหมาะสมที่พระเจ้าทรงใช้ได้อย่างไร? พวกเขาไม่ต่างอะไรกับข้าราชการของพญานาคใหญ่สีแดงเลยมิใช่หรือ? พวกเขาคิดว่า “การเป็นผู้นำหรือคนทำงานก็เหมือนกับการดำรงตำแหน่งของรัฐ และคนเราควรสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งนี้ การเป็นข้าราชการทำให้ฉันมีสิทธิพิเศษนี้ คือไม่ต้องไปปรากฏตัวในทุกเรื่อง ถ้าฉันต้องลงพื้นที่ ติดตามงาน และทำความเข้าใจสถานการณ์ นั่นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ทั้งยังเสียเกียรติอีกด้วย! ฉันไม่ยอมทนเหนื่อยเช่นนั้นเด็ดขาด!” นี่คือวิธีการทำงานของผู้นำเทียมเท็จและคนทำงานเทียมเท็จอย่างแท้จริง เอาแต่สนใจที่จะละโมบความสะดวกสบายและสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งโดยไม่ทำงานจริง ปราศจากมโนธรรมหรือสำนึกโดยสิ้นเชิง ปรสิตเช่นนี้สมควรถูกกำจัดออกไปอย่างแท้จริง และแม้ว่าพวกเขาจะถูกลงโทษ พวกเขาก็สมควรได้รับมัน! ผู้นำและคนทำงานบางคน แม้จะทำงานคริสตจักรมาหลายปี ก็ไม่รู้วิธีประกาศข่าวประเสริฐ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นพยานยืนยัน หากเจ้าสั่งให้พวกเขาสามัคคีธรรมความจริงทั้งปวงเกี่ยวกับนิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้าแก่ผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐ พวกเขาก็ทำไม่ได้ เมื่อถูกถามว่า “เจ้าเคยพยายามที่จะสั่งสมความจริงแห่งนิมิตหรือไม่?” ผู้นำเทียมเท็จก็ครุ่นคิดว่า “เหตุใดฉันจึงควรพยายามเช่นนั้น? ด้วยสถานะที่สูงส่งของฉัน งานนั้นไม่ใช่สำหรับฉัน มีคนอื่นอีกมากมายที่จะทำมัน” จงบอกเราทีว่า พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกใด? พวกเขาทำงานคริสตจักรมาหลายปีแล้ว แต่กลับไม่รู้วิธีประกาศข่าวประเสริฐ และเมื่อถึงเวลาที่จะเป็นพยานยืนยัน พวกเขาก็จำต้องหาผู้ประกาศข่าวประเสริฐมาทำแทน หากในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าไม่สามารถประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานยืนยัน หรือสามัคคีธรรมกับผู้คนเกี่ยวกับความจริงเรื่องนิมิตได้ เจ้าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง? ความรับผิดชอบของเจ้าคืออะไร? เจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบเหล่านั้นแล้วหรือยัง? เจ้าเพียงแค่ถูไถไปจากสิ่งที่มีอยู่แล้วใช่หรือไม่? แล้วสิ่งที่เจ้ามีคืออะไร? ใครอนุญาตให้เจ้าถูไถไปจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว? ผู้ดูแลฝ่ายข่าวประเสริฐบางคนไม่เคยแม้แต่จะเข้าไปนั่งฟังผู้อื่นประกาศข่าวประเสริฐเลยด้วยซ้ำ พวกเขาไม่สนใจที่จะฟัง ขี้เกียจเกินไป พบว่างานนี้ยุ่งยากเกินไป และขาดความอดทน พวกเขาเป็นผู้นำเจ้าไม่รู้หรือ เป็นเจ้าพนักงานไม่น้อยไปกว่านั้น งานที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้พวกเขาไม่ทำ ต้องให้พี่น้องชายหญิงทำแทน ดังนั้น หากในการประกาศข่าวประเสริฐบังเอิญพบคนที่มีขีดความสามารถสูง ผู้ซึ่งจริงจังกับทุกสิ่ง และปรารถนาจะเข้าใจความจริงที่เฉพาะเจาะจงบางประการเกี่ยวกับนิมิต คนทำงานข่าวประเสริฐบางคนสามัคคีธรรมได้ไม่กระจ่างแจ้งนัก จึงขอให้ผู้นำของตนช่วยสามัคคีธรรม ผู้นำเหล่านั้นก็พูดอะไรไม่ออก และถึงกับต้องหาข้ออ้าง โดยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยทำงานนี้ด้วยตนเอง พวกคุณไปทำเถอะ ฉันจะคอยหนุนหลังพวกคุณ หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ฉันจะช่วยพวกคุณแก้ไข ฉันสนับสนุนพวกคุณ ไม่ต้องกังวล มีอะไรต้องกลัวเมื่อพวกเรามีพระเจ้า? เมื่อมีคนแสวงหาหนทางที่แท้จริง พวกคุณก็เป็นพยานยืนยันหรือสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงแห่งนิมิตได้ ฉันรับผิดชอบเพียงการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงแห่งการเข้าสู่ชีวิตเท่านั้น งานแห่งการเป็นพยานคือภาระหนักที่พวกคุณต้องแบกรับ อย่าพึ่งพาฉันเลย” ทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลาสำคัญของการเป็นพยานยืนยันในการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาก็หลบหนีไป พวกเขาทราบดีว่าตนเองขาดความจริง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่พยายามที่จะสั่งสมความจริงนั้น? เมื่อทราบดีว่าตนเองขาดความจริง เหตุใดพวกเขาจึงพยายามแย่งชิงตำแหน่งผู้นำอยู่เสมอ? พวกเขาไม่มีความสามารถใดๆ เลย แต่กลับกล้าที่จะรับตำแหน่งเจ้าพนักงานใดๆ—พวกเขาถึงกับจะรับบทบาทจักรพรรดิหากเจ้าปล่อยให้พวกเขาทำ—พวกเขาช่างหน้าหนาเสียเหลือเกิน! ไม่ว่าจะเป็นผู้นำระดับใด พวกเขาก็ไม่สามารถทำงานจริงได้ แต่กลับกล้าที่จะสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งโดยไม่รู้สึกละอายต่อมโนธรรมแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ใช่คนที่ไร้ยางอายอย่างที่สุดหรอกหรือ? คงเป็นที่เข้าใจได้หากเจ้าถูกขอให้พูดภาษาต่างประเทศแล้วเจ้าทำไม่ได้ แต่การสามัคคีธรรมความจริงแห่งนิมิตและเจตนารมณ์ของพระเจ้าในภาษาแม่ของเจ้านั้นควรจะเป็นไปได้ใช่หรือไม่? ผู้ที่เพิ่งเชื่อมาเพียงสามถึงห้าปีอาจได้รับการยกเว้นที่ไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงได้ แต่บางคนเชื่อในพระเจ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว และก็ยังไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับนิมิตได้—คนเช่นนี้ไม่ใช่คนไร้ค่าหรอกหรือ? พวกเขาไม่ใช่คนไม่เอาไหนหรอกหรือ? เราประหลาดใจที่ได้ยินว่ามีคนเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่กลับไม่รู้วิธีสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับนิมิต พวกเจ้าทุกคนรู้สึกอย่างไรหลังจากได้ยินสิ่งนี้? มันไม่น่าเชื่อเลยใช่หรือไม่? พวกเขาทำงานของตนอย่างไรตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้? เมื่อถูกขอให้ชี้แนะการทำดนตรี พวกเขาก็ไม่รู้วิธีทำ และกล่าวว่าสาขาเฉพาะทางนี้ยากเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ เมื่อถูกขอให้ชี้แนะงานผลิตงานศิลปะ หรืองานผลิตภาพยนตร์ พวกเขาก็อ้างว่างานเหล่านี้ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคระดับสูงเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้ เมื่อถูกขอให้เขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์ พวกเขาก็กล่าวว่าระดับการศึกษาของตนต่ำเกินไปและไม่รู้วิธีเขียน ทั้งยังไม่เคยฝึกฝนมาก่อน หากพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานประเภทนี้ได้ นั่นก็พอให้อภัยได้ แต่งานข่าวประเสริฐนั้นเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของพวกเขาโดยเนื้อแท้ งานที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีนี้—มันไม่ควรจะง่ายสำหรับพวกเขาหรอกหรือ? แง่มุมที่สำคัญที่สุดของการสามัคคีธรรมความจริงเกี่ยวกับนิมิตคือการสามัคคีธรรมความจริงแห่งพระราชกิจสามระยะให้กระจ่างแจ้ง ในตอนแรก ผู้คนยังไม่มีประสบการณ์มากนักและอาจสามัคคีธรรมได้ไม่ดีนัก แต่ด้วยการฝึกฝนเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็สามารถสามัคคีธรรมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพูดได้อย่างมีลำดับขั้น ด้วยภาษาที่ถูกต้องและชัดเจน และมีลีลาการถ่ายทอดที่ดี นี่ไม่ใช่งานเฉพาะทางที่ผู้นำควรเชี่ยวชาญหรอกหรือ? นี่เป็นการบังคับปลาให้อยู่บนบกหรือไม่? (ไม่) แต่ผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้กลับไม่มีความสามารถแม้แต่จะทำงานเล็กน้อยนี้ได้ แล้วพวกเขายังรับใช้ในฐานะผู้นำอยู่อีกหรือ? พวกเขายังคงดำรงตำแหน่งนั้นอยู่เพื่ออะไร? บางคนกล่าวว่า “ฉันเป็นคนที่ความคิดสับสนและไม่ชัดเจน ขาดตรรกะ และฉันก็ไม่เก่งในการพูดถึงความจริงเกี่ยวกับนิมิตนัก” เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าสามารถระบุและแก้ไขข้อบกพร่องและความเบี่ยงเบนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานข่าวประเสริฐได้หรือไม่? หากเจ้าไม่สามารถระบุได้ เจ้าก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขได้เช่นกัน เมื่อผู้นำเทียมเท็จรับผิดชอบงานข่าวประเสริฐ พวกเขาไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการตรวจสอบหรือกำกับดูแลเลย พวกเขาเพียงแค่ปล่อยให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาทำตามอำเภอใจ เพื่อให้ใครก็ได้สามารถทำสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการ และประกาศแก่ใครก็ได้ที่พวกเขาต้องการ—ไม่มีหลักธรรมหรือมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น บางคนทำตามอำเภอใจ ขาดสำนึก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดหลักธรรมในการทำสิ่งต่างๆ และประพฤติมิชอบอย่างไม่ยั้งคิด ผู้นำเทียมเท็จมองไม่เห็นหรือระบุปัญหาเหล่านี้ได้โดยสิ้นเชิง

มีเรื่องเล่าว่าในอเมริกาใต้และแอฟริกา มีคนยากจนบางส่วนถูกนำเข้ามาสู่คอกแกะผ่านงานข่าวประเสริฐ คนเหล่านี้ไม่มีรายได้ที่มั่นคง แม้แต่การหาอาหารให้เพียงพอและการดำรงชีวิตก็ยังเป็นปัญหา แล้วควรทำอย่างไร? มีผู้นำบางคนกล่าวว่า “เป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษยชาติให้รอด และเพื่อให้รอดได้นั้น คนเราต้องมีอาหารกินให้อิ่มท้องเสียก่อนใช่หรือไม่? แล้วพระนิเวศของพระเจ้าไม่ควรให้การบรรเทาทุกข์หรือ? ถ้าพวกเขาเชื่อในพระเจ้า พวกเราก็สามารถแจกจ่ายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขาได้สองสามเล่ม พวกเขาไม่มีคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ แล้วพวกเราควรทำอย่างไรหากพวกเขาขอทำหน้าที่? จงสอบถามดูว่าพวกเขาเต็มใจทำหน้าที่อย่างจริงใจหรือไม่” จากการสอบถาม พบว่าคนเหล่านี้ในปัจจุบันไม่มีเงิน แต่ถ้าพวกเขามีเงินและสามารถกินอิ่มท้องได้ พวกเขาก็เต็มใจที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐและทำหน้าที่ของตน หลังจากเข้าใจสถานการณ์เหล่านี้แล้ว ผู้นำก็เริ่มแจกจ่ายเงินทุนบรรเทาทุกข์ โดยจ่ายให้ทุกเดือน อาหารและที่พักอาศัย แม้กระทั่งค่าอินเทอร์เน็ต และการซื้อโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับคนเหล่านี้ ล้วนจ่ายด้วยเงินของพระนิเวศของพระเจ้าทั้งสิ้น การแจกจ่ายเงินให้คนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การเผยแผ่งานข่าวประเสริฐ แต่เป็นการให้การบรรเทาทุกข์เพื่อความอยู่รอดของพวกเขา สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? (ไม่ ไม่สอดคล้อง) พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎเกณฑ์ว่า เมื่อประกาศข่าวประเสริฐและพบคนยากจนที่ไม่มีหนทางในการดำรงชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับพระราชกิจในขั้นตอนนี้ได้ ก็ควรให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาหรือไม่? มีหลักธรรมเช่นนี้หรือไม่? (ไม่มี) แล้วผู้นำเหล่านี้แจกจ่ายเงินทุนบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาโดยอาศัยหลักธรรมใด? เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้ามีเงิน แต่ไม่มีที่ใช้จ่าย หรือเพราะพวกเขามองว่าคนเหล่านี้น่าสงสารเหลือเกิน หรือเพราะหวังว่าคนเหล่านี้จะช่วยเผยแผ่งานข่าวประเสริฐ? เจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร? พวกเขากำลังพยายามจะบรรลุสิ่งใด? เมื่อถึงคราวที่จะแจกจ่ายโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และค่าครองชีพ พวกเขาก็กระตือรือร้นอย่างยิ่งยวด พวกเขาสนุกกับการทำงานที่ให้ผลประโยชน์แก่ผู้อื่นเช่นนี้ เพราะมันช่วยให้พวกเขาสามารถเอาอกเอาใจคนเหล่านี้และชนะใจพวกเขาได้ และพวกเขาก็ทุ่มเทกับงานประเภทนี้เป็นพิเศษ ค่อยๆ ขยับขยายออกไปเรื่อยๆ และไร้ยางอายแม้แต่น้อย นี่คือการใช้เงินของพระเจ้าเพื่อเอาอกเอาใจผู้คนและซื้อความรักใคร่ของพวกเขา อันที่จริงแล้ว คนยากจนเหล่านี้ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาเพียงแค่พยายามจะทำให้อิ่มท้องและหาหนทางในการดำรงชีวิต คนเช่นนี้ไม่ได้มองหาที่จะได้รับความจริงหรือความรอด พระเจ้าจะทรงช่วยคนเหล่านี้ให้รอดหรือไม่? บางคน แม้จะเต็มใจทำหน้าที่ ก็ไม่ได้ทำอย่างจริงใจ แต่กลับถูกจูงใจด้วยความปรารถนาที่จะได้โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกสบายในชีวิต แต่ผู้นำเทียมเท็จไม่สนใจเรื่องนี้ ตราบใดที่มีคนเต็มใจทำหน้าที่ พวกเขาก็ดูแลคนเหล่านั้น ไม่เพียงแต่ให้เงินสำหรับค่าที่พักและอาหาร แต่ยังซื้อคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้อีกด้วย แต่ปรากฏว่าคนเหล่านี้ทำหน้าที่ของตนโดยไม่บังเกิดผลใดๆ เลย ผู้นำเทียมเท็จไม่ได้กำลังโยนเงินทิ้งไปเปล่าๆ หรอกหรือ? พวกเขาไม่ได้กำลังใช้เงินของพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของตนหรอกหรือ? (ใช่) นี่คืองานที่ผู้นำและคนทำงานควรทำหรือไม่? (ไม่ใช่) คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้นำเทียมเท็จหรอกหรือ? ผู้นำเทียมเท็จชอบเสแสร้งทำดี ทำบุญบังหน้า และแสดงความเมตตาจอมปลอม หากเจ้าต้องการแสดงความเมตตา ก็ไม่เป็นไร แต่จงใช้เงินของเจ้าเองสิ! หากพวกเขาไม่มีเสื้อผ้าใส่ จงถอดเสื้อผ้าของเจ้าเองแล้วมอบให้พวกเขา อย่าใช้ของถวายของพระเจ้า! ของถวายพระเจ้ามีไว้สำหรับงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ไม่ใช่เพื่อแจกจ่ายเป็นสวัสดิการ และแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจน พระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้ และยิ่งไร้ความสามารถที่จะจัดเตรียมความจริงหรือชีวิต พวกเขามุ่งเน้นแต่การใช้ของถวายของพระเจ้าเพื่อแจกจ่ายสวัสดิการเพื่อเอาอกเอาใจผู้คนและรักษาชื่อเสียงกับสถานะของตนเอง พวกเขาคือพวกผลาญสมบัติที่หน้าด้านไร้ยางอายมิใช่หรือ? หากพบผู้นำเทียมเท็จเช่นนี้ จะมีใครสามารถเปิดโปงและหยุดยั้งพวกเขาได้ทันการณ์หรือไม่? ไม่มีใครลุกขึ้นมาหยุดยั้งพวกเขาเลย หากเบื้องบนไม่ค้นพบและหยุดยั้งเสียก่อน การใช้เงินของพระเจ้าเพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้ผู้คนก็จะไม่มีวันจบสิ้น คนยากจนเหล่านั้นยิ่งยื่นมือขอมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องการมากขึ้นไม่หยุดหย่อน พวกเขาละโมบไม่รู้จักพอ ไม่ว่าเจ้าจะให้มากเพียงใดก็ไม่เคยเพียงพอ ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจสามารถละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตนเพื่อทำหน้าที่เพื่อที่จะได้รับความรอด และแม้ว่าพวกเขาจะเผชิญความยากลำบากในชีวิต พวกเขาก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากพระนิเวศของพระเจ้าอยู่ร่ำไป พวกเขาแก้ไขสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ด้วยตนเอง และสำหรับสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้ พวกเขาก็อธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาความเชื่อของตนเพื่อผ่านประสบการณ์ ส่วนคนที่ร้องขอจากพระเจ้าอยู่เสมอ คาดหวังให้พระนิเวศของพระเจ้าจัดหาค่าครองชีพและค้ำจุนพวกเขา ช่างเป็นพวกที่ไร้สำนึกอย่างที่สุด! พวกเขาไม่ต้องการทำหน้าที่ใดๆ แต่กลับปรารถนาที่จะสุขสำราญกับชีวิต รู้แต่เพียงยื่นมือออกไปเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากพระนิเวศของพระเจ้า และถึงกระนั้นก็ไม่เคยเพียงพอ พวกเขาไม่ใช่แก๊งขอทานหรอกหรือ? และผู้นำเทียมเท็จ—เจ้าพวกปัญญาทึบเหล่านี้—ก็เอาแต่แจกจ่ายผลประโยชน์ และทำไม่หยุดหย่อน ประจบสอพลอผู้คนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พวกเขาขอบคุณตน และถึงกับคิดว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จพอใจที่จะทำมากที่สุด แล้วจะมีใครบ้างที่สามารถระบุปัญหาเหล่านี้ได้ ผู้ที่สามารถมองทะลุแก่นแท้ของปัญหาเหล่านี้ได้? ผู้นำส่วนใหญ่ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง คิดว่า “อย่างไรเสีย ฉันก็ไม่ได้รับผิดชอบงานข่าวประเสริฐ เหตุใดฉันจึงควรสนใจเรื่องเหล่านี้? ไม่ใช่เงินของฉันที่ถูกใช้ไป ตราบใดที่เงินในกระเป๋าของฉันยังอยู่ครบถ้วนก็พอแล้ว พวกคุณจะให้ใครก็ได้ตามที่ต้องการ มันเกี่ยวอะไรกับฉัน? อย่างไรเสียเงินนั้นก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าฉันอยู่แล้ว” มีคนที่ไม่รับผิดชอบเช่นนี้อยู่มากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถค้ำจุนงานของพระนิเวศของพระเจ้าได้?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger