หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (28) ตอนที่สาม
ฏ. การมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน
พวกเรามาดูการสำแดงต่อไปกันเถิด นั่นก็คือ การมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้คนประเภทใดมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน? พวกเจ้าเคยพบเจอคนประเภทนี้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนในคริสตจักรบ้างหรือไม่? ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าใด เพศใด หรือมีอาชีพใดในโลกก็ตาม หากเขาก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่เสมอและทำสิ่งที่ละเมิดกฎและข้อบังคับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการนำผลกระทบที่เป็นลบมาสู่คริสตจักรและก่อให้เกิดอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่องานข่าวประเสริฐ เช่นนั้นแล้ว คริสตจักรก็ควรจัดการคนเหล่านี้อย่างทันท่วงที ก่อนอื่น จงตักเตือนพวกเขา และหากสถานการณ์ร้ายแรงเกินไป ก็จงขับไล่หรือคัดพวกเขาออก เจ้าไม่สามารถแสดงความเกรงใจใดๆ ต่อพวกเขาได้ บรรดาผู้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนนั้นเป็นคนประเภทใด? ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทำธุรกิจหรือดำเนินกิจการโรงงานในโลก บางคนก็คบค้าสมาคมกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจและมักจะทำสิ่งที่ละเมิดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ วันนี้พวกเขาเลี่ยงภาษีหรือจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร วันพรุ่งนี้พวกเขาก็มีส่วนร่วมในการฉ้อโกงและหลอกลวง หรือกระทั่งเข้าไปพัวพันกับคดีความเนื่องจากทำให้คนเสียชีวิต เพราะเรื่องเหล่านี้ พวกเขาจึงได้รับหมายศาลอยู่เป็นประจำ ใช้เวลาวันๆ ไปกับการขึ้นโรงขึ้นศาล และพัวพันกับข้อพิพาทอยู่ตลอดเวลา คนเช่นนี้จะสามารถเชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจได้หรือไม่? เป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีบางคนที่อ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่กลับประพฤติตนในหนทางที่แปลกประหลาดและผิดปกติอย่างยิ่ง วันนี้พวกเขาคุกคามเพศตรงข้าม วันพรุ่งนี้พวกเขาอาจจะล่วงละเมิดทางเพศใครบางคนและถูกแจ้งความ เจ้าจะบอกว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนใช่หรือไม่? (ใช่) แล้วผู้คนเช่นนี้จะสามารถเชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจได้หรือไม่? (ไม่ได้) หลังจากที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว คนเหล่านี้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนก็ยังคงคบค้าสมาคมกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจในสังคมอยู่เสมอ และก่อให้เกิดข้อพิพาทอยู่เนืองๆ เช่น ข้อพิพาทเรื่องอารมณ์ การเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ส่วนบุคคล หรือเนื่องจากเหตุการณ์บางอย่างที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในสัมพันธภาพของพวกเขา หรือเนื่องจากผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบถูกแบ่งโดยไม่เท่าเทียมกัน จึงมีคนคอยหาทางก่อเรื่องเดือดร้อนให้พวกเขาอยู่เสมอ เมื่อพี่น้องชายหญิงไปเยี่ยมบ้านของพวกเขาเป็นครั้งคราว พี่น้องชายหญิงก็อาจพบเจอกับคนที่ไม่น่าไว้วางใจเหล่านี้ แม้กระทั่งตอนที่พวกเขาอยู่ในการชุมนุมหรือทำหน้าที่ของตน บางครั้งคนที่ไม่น่าไว้วางใจเหล่านี้ก็มาปรากฏตัวที่ประตูหรือส่งข้อความมาคุกคาม ดังนั้นใครก็ตามที่อยู่กับผู้คนประเภทนี้ที่มีแนวโน้มจะก่อเรื่องเดือดร้อนก็มีแววว่าจะถูกลากเข้าไปสู่เรื่องเดือดร้อนของพวกเขาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานและชื่อเสียงของคริสตจักรยิ่งมีแววว่าจะถูกคนเหล่านี้ดึงเข้าไปเกี่ยวข้องและทำให้เกิดความเสียหาย จงบอกเราเถิดว่า เป็นการดีหรือไม่ที่คนเช่นนี้จะยังคงอยู่ในคริสตจักร? (ไม่ดี) คนประเภทนี้ต้องถูกคัดออกและถูกจัดการเช่นกัน
นอกจากนั้น ก็มีบางคนที่ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรในสังคม ก็ต้องการที่จะขัดแย้งกับรัฐบาล กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกับกลุ่มสังคมบางกลุ่มและบุคคลสาธารณะบางคนอยู่เสมอ วันนี้พวกเขาเปิดโปงการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล วันพรุ่งนี้พวกเขาก็ฟ้องร้องคนบางกลุ่มหรือบางองค์กร โดยเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย วันมะรืนพวกเขาก็เปิดโปงชีวิตส่วนตัวของบุคคลสาธารณะ จนทำให้มีผู้คนมาตามหาพวกเขา นี่คือการก่อเรื่องเดือดร้อนใช่หรือไม่? (ใช่) แม้กระทั่งหลังจากที่พวกเขามาเชื่อในพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็ยังคงต้องการที่จะข้องเกี่ยวกับเรื่องทางสังคมอยู่ร่ำไป เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจและขุ่นเคือง พวกเขาก็ต้องการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมเพื่อที่จะอวดตัวอยู่เสมอ หรือเขียนข้อคิดเห็นหรือบทความเพื่อตัดสินถูกผิดในเรื่องนั้น ท้ายที่สุดแล้วเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดให้สำเร็จลุล่วงเลย แต่กลับลงเอยด้วยการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวอย่างมากมาย พัวพันกับคดีความและทำให้ชื่อเสียงของตนย่อยยับ อีกทั้งมีคนที่ไม่น่าไว้วางใจในสังคมคอยตามหาพวกเขาอยู่เสมอ โดยต้องการที่จะแก้เผ็ดหรือเอาเรื่องพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด เพื่อหลีกหนีจากชีวิตเช่นนี้และหลีกเลี่ยงความเดือดร้อน พวกเขาจึงซื้อบ้านหลายหลัง โดยอธิบายว่า “เหมือนที่เขาว่ากันว่า ‘กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง’ ในบ้านสามหลังของฉันมีเพียงหลังเดียวที่เป็นที่รับรู้ ไม่มีใครรู้เรื่องบ้านอีกสองหลัง ฉันเก็บบ้านสองหลังนี้ไว้ให้คริสตจักรใช้งานและให้พี่น้องชายหญิงพักอาศัย” เจ้าคิดว่าพี่น้องชายหญิงจะปลอดภัยหรือไม่หากพักอยู่ที่นั่น? (พี่น้องชายหญิงจะไม่ปลอดภัย) คำพูดของพวกเขาล้วนฟังดูดีมาก และพวกเขาก็มีเจตนาที่ดีในการทำเช่นนี้ แต่ด้วยลักษณะนิสัยและข้อบกพร่องของการมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนของพวกเขา ใครเล่าจะกล้าพักที่บ้านของพวกเขา? หากเจ้าพักอยู่ที่นั่น ผู้คนอาจคิดว่าเจ้าเป็นคนในครอบครัวของพวกเขาก็ได้ หากมีใครบางคนกำลังตามหาเพื่อทำร้ายร่างกายพวกเขาแต่ไม่สามารถหาตัวพวกเขาพบ คนเหล่านั้นจะไม่ทำร้ายร่างกายเจ้าแทนหรือ? บางคนมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน เมื่อพวกเขาออกไปขับรถตามปกติและผ่านพื้นที่ห่างไกล พวกเขาก็อาจถูกใครบางคนหยุดรถ จากนั้นคนคนนั้นก็ลากพวกเขาลงจากรถ ทุบตีพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม และเตือนพวกเขาให้ระวังตัว พวกเขารู้ว่านั่นเป็นเพราะพวกเขาล่วงเกินใครบางคนก่อนและหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัวเอง และใครก็ตามที่พวกเขาล่วงเกินนั้นก็ต้องการที่จะทรมานพวกเขา นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับโดยแท้มิใช่หรือ? คนประเภทนี้เป็นประเภทที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน หลังจากที่พวกเขาเริ่มเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าคริสตจักรจะหารือเรื่องใด พวกเขาก็ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่เสมอ พวกเขาต้องการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นและให้ความเห็นบางอย่าง รวมทั้งพยายามที่จะให้ผู้คนรับฟังพวกเขาด้วย หากคริสตจักรไม่นำข้อเสนอแนะของพวกเขาไปใช้ พวกเขาก็จะรู้สึกไม่พอใจและขุ่นเคืองอย่างยิ่ง โดยไม่ตระหนักถึงความสามารถของตนเองเลย ไม่ว่าพวกเขาจะทนทุกข์กับความสูญเสียมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยจดจำหรือได้รับบทเรียนจากความล้มเหลวของตนเลย คนเช่นนี้ก่อเรื่องเดือดร้อนแม้กระทั่งในยามที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า ประการหนึ่งคือ พวกเขาไม่เข้าใจความจริงแต่ยังคงต้องการที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับงานของคริสตจักรอยู่เสมอ โดยพยายามที่จะก้าวก่ายในทุกเรื่อง ซึ่งส่งผลให้พวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร อีกประการหนึ่งคือ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาใช้เวลาอยู่กับพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนใดเป็นเวลานาน พวกเขาก็นำเรื่องเดือดร้อนมาสู่พี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงคนนั้นด้วย คนประเภทนี้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนนั้นเป็นตัวปัญหาอันใหญ่หลวง เจ้าคิดว่าคนที่ก่อเรื่องเดือดร้อนเป็นคนที่ไม่สร้างปัญหาอย่างนั้นหรือ? พวกเขาเป็นคนที่อยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตนใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) พวกเขาไม่ใช่คนที่อยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตนอย่างแน่นอน โดยทั่วไปแล้ว คนที่ใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมมักจะอยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตน ตราบใดที่เรื่องทางสังคมไม่เกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาย่อมไม่เข้าไปข้องเกี่ยวหรือสอบถามถึงเรื่องเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด นี่เรียกว่าการเป็นคนมีเหตุมีผล การเข้าใจกาลเทศะ และการเข้าใจเหตุผลของสิ่งทั้งหลาย สังคมและมวลมนุษย์เช่นนี้ช่างเลวร้ายและซับซ้อนเหลือเกิน ดังที่ผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวว่า “ในยุคที่วุ่นวายและโลกที่โกลาหลนี้ ผู้คนต้องเรียนรู้วิธีปกป้องตนเอง” ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ามักจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องทางสังคมและต้องการที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น แต่นั่นไม่ใช่เส้นทางในชีวิตที่เจ้าควรเดิน การทำสิ่งเหล่านั้นไม่มีคุณค่าและไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต ต่อให้เจ้าสามารถพูดอย่างเป็นธรรมได้ นั่นก็ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรม เหตุใดจึงไม่นับ? เพราะไม่มีความเป็นธรรมในโลกนี้ กระแสนิยมชั่วไม่เปิดโอกาสให้มีความเป็นธรรม หากเจ้าสามารถกล่าวคำพูดที่เป็นธรรมและคำพูดที่ซื่อสัตย์ในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง นั่นย่อมมีคุณค่าและความหมาย แต่หากเจ้ากล่าวคำพูดที่เป็นธรรมและคำพูดที่ซื่อสัตย์ในโลกมนุษย์ที่ชั่ว เสื่อมทราม และโกลาหลนี้ คำพูดเช่นนั้นย่อมเชื้อเชิญความเดือดร้อนและนำอันตรายมาให้อย่างง่ายดาย การกล่าวคำพูดเช่นนั้นเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่งไม่ใช่หรือ? การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าใช้ชีวิตในหนทางที่มีคุณค่าเท่านั้น แต่ยังจะนำความเดือดร้อนไม่รู้จบมาให้เจ้าอีกด้วย ดังนั้น คนฉลาดจึงมองเห็นว่าเรื่องทางสังคมเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำหายนะมาให้ จึงตีตัวออกหากและหลีกเลี่ยงเรื่องทางสังคมดังกล่าว ในขณะที่คนโง่กลับมุ่งหน้าเข้าหาเรื่องเหล่านั้น และนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตนเองอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคน หลังจากฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาไม่กี่วัน เรียนรู้ท่วงท่าที่สะดุดตาไม่กี่ท่าและมีชื่อเสียงขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจากนั้นก็ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจน พวกเขาต้องการที่จะสวมบทบาทเป็นจอมยุทธ์หรือนักดาบ โดยแก้ไขสิ่งผิดให้เป็นถูกไปทั่ว และถึงกับก้าวออกมาเพื่อช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นความอยุติธรรม ผลลัพธ์ก็คือ การทำเช่นนี้นำไปสู่ความเดือดร้อน—พวกเขาไม่ตระหนักว่าสังคมนั้นซับซ้อนเพียงใด จงบอกเราเถิดว่า เมื่อเจ้าก้าวออกมาเพื่อช่วยเหลือ เจ้าจะไม่ลงเอยด้วยการล่วงเกินคนบางคนหรอกหรือ? เจ้าจะทำลายแผนการอันรอบคอบที่บางคนได้วางไว้มิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อเจ้าทำลายแผนการที่คนเหล่านั้นวางไว้อย่างรอบคอบ พวกเขาจะปล่อยให้เจ้าลอยนวลหรือไม่? (ไม่) เจ้าอาจจะบอกว่า “สิ่งที่ฉันกำลังทำเป็นเรื่องที่ยุติธรรม” แต่ต่อให้นี่เป็นเรื่องที่ยุติธรรม นั่นก็จะไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้—โลกนี้ไม่เปิดโอกาสให้เจ้าทำเรื่องที่ยุติธรรม หากเจ้าทำ เจ้าก็จะก่อเรื่องเดือดร้อน คนโง่เขลาไม่เข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาไม่สามารถมองโลกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาคิดอยู่เสมอว่า ในเมื่อพวกเขาเป็นจอมยุทธ์ พวกเขาก็ควรจะก้าวออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในท้ายที่สุด พวกเขากลับไปทำลายแผนการอันรอบคอบของใครบางคน และคนคนนั้นก็หาทางแก้แค้นพวกเขาอย่างไม่ยอมเลิกรา นี่คือวิธีที่พวกเขาก่อให้เกิดความวิบัติ อีกคนหนึ่งก็เริ่มสืบหาชื่อของพวกเขาอย่างลับๆ สืบหาว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ใด สถานการณ์ครอบครัวของพวกเขาเป็นเช่นไร สมาชิกในครอบครัวของพวกเขามีใครบ้าง พวกเขามีอิทธิพลในพื้นที่นั้นหรือไม่ และจะจัดการกับพวกเขาอย่างไรจึงจะได้ผลที่สุด เมื่อพวกเขาเข้าใจทั้งหมดนี้อย่างชัดเจนแล้ว พวกเขาจึงเริ่มลงมือกับ “จอมยุทธ์” คนนั้น ซึ่งชีวิตของเขาก็จะยากลำบากนับจากนั้นเป็นต้นไป คนประเภทนี้มักจะก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่บ่อยครั้ง และไม่ว่าพวกเขาจะทนทุกข์กับความสูญเสียที่ใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยเรียนรู้บทเรียนของตนเลย เมื่อพวกเขาเผชิญกับบางสิ่งที่พวกเขามองว่าไม่ยุติธรรม พวกเขาก็ยังคงต้องการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และก้าวออกมาเพื่อช่วยเหลือ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองเท่านั้น แต่พวกเขายังทำให้ครอบครัวของตนตกอยู่ในอันตรายด้วย และบางครั้งก็ถึงกับลากเพื่อนฝูงหรือเพื่อนร่วมงานที่อยู่รอบข้างเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและเข้ามาในคริสตจักร พี่น้องชายหญิงก็สามารถลงเอยด้วยการถูกพวกเขาทำให้ตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากพวกเขาตกที่นั่งลำบากในสังคมและมีใครบางคนต้องการที่จะตอบโต้พวกเขา และคนคนนั้นรู้ว่าเจ้าเข้าร่วมชุมนุมกับพวกเขา คนคนนั้นก็อาจจะมาหาเจ้าเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ส่วนตัวและครอบครัวของพวกเขา แล้วเจ้าจะบอกคนคนนั้นหรือไม่? หากเจ้าบอก ก็เท่ากับเป็นการทรยศพวกเขา ซึ่งจะนำความเดือดร้อนมาสู่พวกเขา หากเจ้าไม่บอก คนคนนั้นก็อาจจะทรมานเจ้า ในโลกนี้มีคนชั่วมากมายเกินไป และคนชั่วก็ล้วนเป็นคนที่ไร้สำนึก หากมีใครบางคนล่วงเกินพวกเขา พวกเขาก็จะใช้ทุกวิถีทางที่จะแก้แค้น เรื่องเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) ไม่ว่าคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนจะประสบปัญหาประเภทใด นั่นย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนและการรบกวนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่เสมอ และยังสามารถส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักรในระดับต่างๆ ได้อีกด้วย หากใครสักคนก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา พวกเจ้าคิดว่าการสามัคคีธรรมความจริงกับเขาสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้คนประเภทนี้มักจะขาดสำนึกที่ดี แม้กระทั่งในยามที่พวกเขาเผชิญกับเรื่องเดือดร้อน พวกเขาก็ไม่มองว่านั่นเป็นเรื่องเดือดร้อน พวกเขาอาจจะคิดว่าตนมีสำนึกของความยุติธรรมเสียด้วยซ้ำ ในกรณีเช่นนี้ การสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาจึงไร้ประโยชน์เพราะพวกเขาเป็นคนที่มีการทำความเข้าใจที่บิดเบือน และเป็นบุคคลที่ไร้เหตุผล บุคคลที่ไร้เหตุผลไม่ยอมรับความจริงง่ายๆ บางคนอาจกล่าวว่า “พวกเขากำลังเผชิญความลำบากยากเย็นอยู่ พวกเราจะไม่คำนึงถึงพวกเขาได้อย่างไร? พวกเราจะไม่แสดงความสงสารพวกเขาบ้างได้อย่างไร? พวกเราควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรัก” การปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรักก็เป็นเรื่องดี แต่พวกเขาจะสามารถยอมรับความรักดังกล่าวได้หรือไม่? หากพวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อยและยังคงยึดมั่นในทัศนะของตนเองต่อไป การที่เจ้าเฝ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไม่สิ้นสุดนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะควรหรือไม่? (ไม่เหมาะควร) เหตุใดจึงไม่เหมาะควร? (คนประเภทนี้ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ แก่นแท้ของพวกเขาคือแก่นแท้ของผู้ไม่เชื่อ ต่อให้พวกเราสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา นั่นก็จะไม่แก้ปัญหา และพวกเขาก็ยังคงสามารถนำความเดือดร้อนมาสู่คริสตจักรได้มากมาย) แล้วคนประเภทนี้ควรถูกคัดออกหรือไม่? (พวกเขาควรถูกคัดออก)
ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน ในคริสตจักร พวกเขามักจะยุยงพี่น้องชายหญิงให้ทำบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น พวกเขากล่าวว่า “การกระทำนั้นของรัฐบาลและนโยบายที่พวกเขากำหนดขึ้นนั้นไม่สมเหตุสมผล ในฐานะคริสตชน พวกเราต้องปฏิบัติความชอบธรรม พวกเราต้องกล้าพูดและไม่อาจหดหัวเหมือนคนขี้ขลาดได้ พวกเราต้องเดินขบวนไปตามท้องถนนพร้อมป้ายผ้าและประท้วง โดยต่อสู้เพื่อสวัสดิภาพของพี่น้องชายหญิง คริสตจักรของพวกเรา และมวลมนุษยชาติ!” แล้วผลลัพธ์ของการกล่าวเช่นนี้เป็นอย่างไร? ก่อนที่พวกเขาจะได้เดินขบวนด้วยซ้ำ รัฐบาลก็ทราบเรื่องแล้ว และศาลก็ส่งหมายเรียกมา จงบอกเรามาว่า เป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่คริสตจักรมีคนเช่นนี้? (โชคร้าย) บางคนกล่าวว่า “ปรากฏว่าคริสตจักรของพวกเรามีคนที่มีความสามารถเช่นนี้—คนคนนี้มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำ! ดูผู้คนในคริสตจักรของพวกเราสิ พวกเขาทั้งหมดล้วนสงบเสงี่ยมและอยู่ในกรอบ และไม่มีอิทธิพลในสังคม พวกเขาขี้ขลาดและไม่กล้าที่จะรับผิดชอบเรื่องสำคัญใดๆ และพวกเขาก็กลัวมากว่าจะก่อเรื่องเดือดร้อน คนคนนี้แตกต่างออกไป—เขากล้าหาญ มีความคิดลึกซึ้ง และเด็ดขาด นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลในสังคม มีความสามารถ และเมื่อเขาเห็นความอยุติธรรม ก็กล้าที่จะยืนหยัดและก้าวออกมา แม้กระทั่งในยามที่ต้องเผชิญกับคดีความทางกฎหมาย เขาก็ไม่ลนลานหรือกระวนกระวายใจ ความสามารถทางจิตใจของเขาทำให้เขาเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐโดยธรรมชาติ หากคนคนนี้ข้องเกี่ยวกับการเมือง เขาก็จะเป็นผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอย่างน้อย พวกเราไม่ดีพอ ด้วยเหตุนั้น คริสตจักรควรเลือกพวกเขาให้เป็นผู้นำ หากพวกเขานำพวกเรา พวกเราย่อมจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน!” คนโง่เขลาบางคนยกย่องและเทิดทูนบูชาคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนในสังคมเป็นพิเศษ โดยต้องการที่จะเลือกพวกเขาให้เป็นผู้นำคริสตจักรด้วยซ้ำ พวกเจ้าคิดว่าเรื่องนี้เหมาะควรหรือไม่? (ไม่เหมาะควร) เหตุใดจึงไม่เหมาะควร? คริสตจักรไม่ต้องการ “คนที่มีความสามารถ” เช่นนี้หรอกหรือ? (คริสตจักรไม่ต้องการคนเช่นนี้ ผู้นำคริสตจักรต้องนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าร่วมกันในการชุมนุม ไล่ตามเสาะหาความจริง และทำหน้าที่ของตนเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ แม้ว่าจากภายนอกนั้นคนเช่นนี้อาจดูเหมือนมีสิ่งที่เรียกว่าความกล้าหาญ ความคิดลึกซึ้ง และความเด็ดขาด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำงานประเภทนี้ได้และจะนำความเดือดร้อนมาสู่คริสตจักรอย่างไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำคริสตจักร) เราจะบอกเจ้าว่า เป็นความผิดพลาดที่คนประเภทนี้จะยังคงอยู่ในคริสตจักร และจะเป็นความวิบัติมากยิ่งขึ้นหากเลือกคนเช่นนี้ให้เป็นผู้นำ พวกเขาจะนำคริสตจักรไปที่ใด? พวกเขาจะเปลี่ยนคริสตจักรให้กลายเป็นกลุ่มทางศาสนา! นี่เป็นเพราะว่าเมื่อพวกเขาเห็นความอยุติธรรมในสังคม พวกเขาก็จะฟ้องร้องคดีความ เมื่อพวกเขาเห็นคนชั่วรังแกคนจน พวกเขาก็จะต่อสู้เพื่อคนจนเหล่านั้น เมื่อพวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เสื่อมทรามทำร้ายประชาชนอย่างโหดเหี้ยม พวกเขาก็จะต้องการแสดงตนเป็นวีรบุรุษที่ปกป้องความยุติธรรมในนามของสวรรค์ ผลที่ตามมาก็คือ พวกเจ้าทุกคนก็จะค่อยๆ กลายเป็นจอมยุทธ์ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเช่นกัน ในหนทางนี้ พวกเจ้ายังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือ? จากภายนอกนั้น คนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนอาจดูเหมือนมีความสามารถทีเดียว แต่ท้ายที่สุดแล้วเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาทั้งหมดถูกกำจัดออกไปเพราะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เนื่องจากเส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าพวกเขาจะก่อเรื่องเดือดร้อนประเภทใด พวกเขาก็ไม่ได้กำลังเดินอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง และไม่ได้กำลังทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำที่มีความเชื่อมโยงกับคริสตจักร พระราชกิจของพระเจ้า หรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าเลย ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนห่างไกลจากเจตนารมณ์ของพระเจ้าและออกไปจากเส้นทางที่ถูกต้อง ธรรมชาติของการก่อเรื่องเดือดร้อนของพวกเขาก็คือ พวกเขากำลังข้องเกี่ยวและพัวพันกับหมู่มาร พวกเขากำลังถูกหมู่มารรังควาน เพราะฉะนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจึงต้องขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างพระนิเวศของพระเจ้ากับผู้คนเช่นนี้ หากพวกเขาก่อเรื่องเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยปฏิเสธที่จะฟังไม่ว่าใครจะพยายามแนะนำพวกเขา และพวกเขาก็ก่อเรื่องเดือดร้อนโดยไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตน และถึงกับประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิด เช่นนั้นแล้วก็ควรจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาจากไป เจ้าสามารถกล่าวได้ว่า “ดูเรื่องเดือดร้อนทั้งหมดที่คุณได้ก่อขึ้นสิ นั่นเป็นอุปสรรคต่องานของคริสตจักรมากเพียงใด และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนมากมายเพียงใด เหตุใดคุณจึงไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้? ขอบเขตความคิดของคุณนั้นกว้างขวางเกินไป—กว้างพอที่จะครอบคลุมทั้งโลกได้ คนอย่างคุณควรจะออกไปเผชิญโลก คุณควรจะบ่มเพาะตนเองและปกครองประเทศชาติ โดยนำสันติสุขมาสู่โลก คุณเหมาะที่จะคบค้าสมาคมกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เมื่อนั้นเท่านั้นคุณจึงจะสามารถอยู่เหนือสิ่งสามัญและสยายปีกของตนแล้วทะยานขึ้นไปได้ การอยู่กับคนที่เชื่อในพระเจ้าทั้งวัน—นั่นจะไม่เป็นการฉุดรั้งความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของคุณและจำกัดความสามารถของคุณในการสยายปีกและโบยบินหรอกหรือ? ดูพวกเราสิ—ไม่มีใครในพวกเราที่มีความมุ่งมาดปรารถนาอันยิ่งใหญ่ พวกเราเพียงแต่มุ่งความสนใจไปที่การเชื่อในพระเจ้า การอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้นเพื่อที่จะเข้าใจความจริงบางประการ และการทำความชั่วให้น้อยลง แล้วบางทีพวกเราอาจจะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า—นั่นคือเรื่องทั้งหมด พวกเราล้วนเป็นคนที่ถูกผู้คนทางโลกใส่ร้ายและดูหมิ่น ถูกโลกปฏิเสธ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรที่จะคบค้าสมาคมกับคนอย่างพวกเรา คุณจะได้ดีกว่านี้หากคุณกลับไปสู่โลกและเพียรพยายามที่นั่น บางทีคุณอาจจะสัมฤทธิ์ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และทำให้ความทะเยอทะยานของคุณเป็นความจริงขึ้นมา” การเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาจากไปในลักษณะนี้เหมาะควรหรือไม่? นี่เป็นหนทางที่ดีในการแก้ปัญหานี้หรือไม่? (ใช่) นี่คือวิธีที่คริสตจักรควรจัดการกับผู้ไม่เชื่อดังกล่าว การแก้ไขเรื่องนี้ในหนทางนี้ตรงกับหลักธรรมความจริงโดยสมบูรณ์
คนประเภทอื่นใดอีกที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน? มีคนประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของเพศตรงข้ามเป็นพิเศษและมักจะเกี้ยวพาราสีบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจอยู่เสมอ พวกเขาไม่ได้กำลังไล่ตามไขว่คว้าความสัมพันธ์ฉันชู้สาวที่ถูกควร แต่พวกเขากลับรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากและไม่ถูกควรกับเพศตรงข้ามหลายคน เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์เหล่านี้ได้อย่างถูกควร จึงเป็นไปได้ว่าคนที่พวกเขาเกี้ยวพาราสีจะเกิดความหึงหวงหรือถึงกับหาทางแก้แค้นกันและกัน นี่เป็นเรื่องเดือดร้อนสำหรับพวกเขาใช่หรือไม่? (ใช่) นี่ก็เป็นเรื่องเดือดร้อนอันใหญ่หลวงเช่นกัน บางคนอาจจะไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ แต่เรื่องเหล่านี้ก็มักจะนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ชีวิตส่วนตัวและความเชื่อของพวกเขา และสามารถส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยส่วนบุคคลของพวกเขาได้ด้วยซ้ำไป เรื่องเดือดร้อนเหล่านี้คอยติดตามพวกเขาอยู่ร่ำไป และบรรดาผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบ่อยๆ ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องติดร่างแหไปด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลที่เป็นเพศตรงข้ามเหล่านี้อย่างแท้จริง หรือเพียงแต่เกี้ยวพาราสีและใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน พวกเราก็ไม่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว พวกเราสนใจเรื่องอะไร? พวกเราสนใจว่าเรื่องเดือดร้อนที่พวกเขานำมานั้นจะส่งผลกระทบที่เป็นภัยอันตรายต่อพี่น้องชายหญิงหรือคริสตจักรหรือไม่ หากมีผลกระทบ คริสตจักรก็ควรจะก้าวเข้ามาเพื่อแก้ไขและจัดการกับปัญหานั้น โดยแนะนำให้พวกเขาจัดการกับเรื่องเดือดร้อนเหล่านี้อย่างถูกควร ส่วนการที่พวกเขาจะจัดการอย่างไรนั้น พวกเราจะไม่เข้าไปแทรกแซง หากไม่ว่าจะแนะนำพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังคงปฏิเสธที่จะรับฟังและไม่จัดการหรือแก้ไขเรื่องเดือดร้อนเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วก็ควรจะแยกเดี่ยวพวกเขาและตักเตือนว่า “คุณต้องจัดการเรื่องเดือดร้อนส่วนตัวของคุณก่อน เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว คุณก็สามารถกลับมาทำหน้าที่ของคุณได้ หากคุณไม่จัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างถูกควร คุณก็จะยังคงถูกแยกเดี่ยว” แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้เชื่อและอาจจะทำหน้าที่ของตนด้วยซ้ำ—บางทีก็เป็นหน้าที่ที่สำคัญ—แต่เนื่องจากปัญหาที่ร้ายแรงในชีวิตส่วนตัวของพวกเขาและเนื่องจากเรื่องเดือดร้อนที่พวกเขาก่อขึ้นสามารถส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร ผู้นำคริสตจักรจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ เพราะเรื่องเดือดร้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น คนที่พวกเขามีความสัมพันธ์ด้วยอาจจะได้รู้รูปการณ์แวดล้อมบางอย่างของคริสตจักรหรือข้อมูลส่วนตัวของพี่น้องชายหญิงจากพวกเขา หากคนเหล่านั้นนำข้อมูลนี้ไปเปิดเผยต่อบุคคลที่มีเจตนาร้ายหรือพญานาคใหญ่สีแดง ก็จะเป็นอันตรายทั้งต่อคริสตจักรและต่อพี่น้องชายหญิง ด้วยเหตุนั้น สำหรับคริสตจักรแล้ว เรื่องเดือดร้อนหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเกิดจากพวกเขา ดังนั้นคริสตจักรจึงควรให้พวกเขาแก้ไขเรื่องเดือดร้อนส่วนตัวของพวกเขาก่อน หากพวกเขาจัดการกับเรื่องเดือดร้อนเหล่านั้นได้เรียบร้อยแล้ว พระนิเวศของพระเจ้าก็สามารถตัดสินใจที่จะยอมรับพวกเขาอีกครั้งตามรูปการณ์แวดล้อมของพวกเขาได้ แต่ถ้าหากพวกเขายังคงไม่แก้ไขเรื่องเดือดร้อนดังกล่าวและยังคงต้องการที่จะทำหน้าที่ของตน ควรจะทำเช่นไร? (ไม่ควรอนุญาตให้พวกเขาทำหน้าที่ของตน) ในกรณีเช่นนั้น ก็ต้องเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาจากไปหรือคัดพวกเขาออก สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาค้นพบว่ามีคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่ในคริสตจักร พวกเขาก็ควรจะจัดการเรื่องนี้ตามหลักธรรมและจัดการอย่างทันท่วงที พวกเขาไม่ควรรอจนกระทั่งบุคคลเหล่านี้นำอันตรายมาสู่พี่น้องชายหญิงหรือนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่งานของคริสตจักรก่อน แล้วจึงจัดการและแก้ไขเรื่องเดือดร้อนนั้น
บางคนก็ยั่วยุให้เกิดเรื่องเดือดร้อนและเข้าไปทะเลาะวิวาทและชกต่อยบ่อยครั้ง พวกเขามักจะรู้สึกว่าตนเองออกหมัดชกต่อยได้ดี ต้องการที่จะเอาชนะทุกคนในโลกอยู่เสมอ หรือหากพวกเขารู้ศิลปะการต่อสู้ที่พิเศษเล็กน้อย พวกเขาก็ต้องการที่จะใช้ความรุนแรงและใช้กำลังกับผู้อื่นอยู่เสมอ คนประเภทนี้ก็มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนเช่นกันมิใช่หรือ? (ใช่) ยังมีบรรดาผู้ที่ไม่อยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตนไม่ว่าพวกเขาจะไปที่แห่งใดก็ตาม พวกเขาไม่ทำตามกฎเกณฑ์หรือปฏิบัติตามระเบียบสาธารณะและต้องการที่จะทำตัวผิดแผกแตกต่างอยู่เสมอ เวลาที่ขับรถ พวกเขาก็ยืนกรานที่จะฝ่าไฟแดง หรือยืนกรานที่จะเลี้ยวซ้ายในที่ที่ห้ามเลี้ยว และเมื่อถูกตำรวจเรียกให้จอดและปรับ พวกเขาก็ไม่ยอมรับผิดและต้องการที่จะรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้น เจ้าเห็นหรือไม่ว่า พวกเขากล้าที่จะรายงานใครก็ได้ แม้ว่าตำรวจจะปฏิบัติตามกฎหมาย พวกเขาก็ยังคงต้องการที่จะรายงานตำรวจเหล่านั้น—พวกเขาเย้ยกฎหมาย คนปัญญาอ่อนเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนเช่นกันมิใช่หรือ? (ใช่) คนประเภทนี้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนคิดว่าตนมีพระเจ้าให้พึ่งพาเพราะพวกเขาเชื่อในพระองค์ และคริสตจักรก็มีผู้คนจำนวนมากและมีอิทธิพลอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด พวกเขาประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิดในทุกหนแห่งเพื่ออวดความสามารถของตนและเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนนั้นน่าเกรงขามเพียงใด แม้กระทั่งหลังจากที่ประสบกับเรื่องเดือดร้อนทางกฎหมายแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้จักที่จะเปลี่ยนเส้นทาง ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาพูดว่าอย่างไร? “โลกนี้ชั่วอย่างแท้จริง ฉันถูกจับกุมเพียงเพราะการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม โลกนี้ช่างไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง!” พวกเขายังคงปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดพลาดของตน พวกเขายั่วยุและหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัวเอง แต่พวกเขากลับบ่นว่าเรื่องนี้ไม่เป็นธรรมสำหรับพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลอย่างที่สุดมิใช่หรือ? (ใช่) ไม่ว่าโลกจะชั่วและมืดมนเพียงใด การที่พวกเขายั่วยุให้เกิดเรื่องเดือดร้อนก็เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดของพวกเขา พระเจ้าไม่เคยทรงขอให้ใครยั่วยุให้เกิดเรื่องเดือดร้อน และพระองค์ก็ไม่เคยทรงขอให้ใครใช้ธงของการเชื่อในพระเจ้าในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและบังคับใช้ความยุติธรรมในนามของสวรรค์ บางคนกล่าวว่า “กฎหมายทั้งหลายของโลกนี้ไม่ใช่ความจริง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม” แม้ว่ากฎหมายจะไม่ใช่ความจริง พระเจ้าก็ไม่เคยตรัสบอกเจ้าว่าเจ้าสามารถฝ่าฝืนกฎหมายได้ตามอำเภอใจ และพระองค์ก็ไม่เคยตรัสบอกเจ้าว่าเจ้าสามารถฆ่าหรือวางเพลิงได้ พระเจ้าทรงขอให้เจ้าเชื่อฟังกฎหมายและปฏิบัติตามระเบียบสาธารณะในสังคม ให้รู้จักที่จะปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางศีลธรรมและทำตามกฎเกณฑ์ไม่ว่าเจ้าจะไปที่แห่งใด ไม่ให้ยั่วยุ และไม่ให้ก่อเรื่องเดือดร้อน หากเจ้าฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าจะต้องรับผลที่ตามมาด้วยตนเอง—จงอย่าคาดหวังให้พระนิเวศของพระเจ้ารับผิดชอบแทนเจ้า เพราะนี่เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลและเป็นตัวแทนของเจ้าในฐานะปัจเจกบุคคลเท่านั้น พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยสั่งให้เจ้าทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าจะจัดการกับเรื่องต่างๆ ในประเทศใด พระนิเวศของพระเจ้าก็ให้เจ้าตรวจสอบกฎหมายและปรึกษาทนายความ สิ่งใดก็ตามที่ทนายความกล่าวนั้นเหมาะควร นั่นคือสิ่งที่เจ้าควรทำ หากทนายความไม่ได้แนะนำให้เจ้ากระทำการในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง แล้วเจ้ากลับกระทำการอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ทำให้เรื่องต่างๆ ผิดพลาด และฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าย่อมจะต้องรับผลที่ตามมาด้วยตนเอง—จงอย่านำเรื่องเดือดร้อนมาสู่พระนิเวศของพระเจ้า ต่อให้แนวทางที่ทนายความแนะนำไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด เจ้าก็ยังคงต้องทำตามคำแนะนำของทนายความ ตราบใดที่การกระทำนั้นถูกกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อพระนิเวศของพระเจ้า ก็สามารถทำได้ พระนิเวศของพระเจ้าบอกผู้คนเสมอว่าให้ปรึกษาทนายความและจัดการกับเรื่องทั้งหลายตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม บางคนคิดว่า “พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้เป็นของโลก ดังนั้นพวกเราจึงไม่ควรทำตามกระแสนิยมของโลก! กฎหมายไม่ได้เป็นตัวแทนของความจริง—มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง และพระเจ้าทรงสูงสุด พวกเรานบนอบความจริงและพระเจ้าเท่านั้น!” แม้ว่าคำกล่าวนี้จะถูกต้อง แต่เจ้าก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้และต้องจัดการกับปัญหาที่เป็นจริงมากมาย เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่สามารถละเมิดกฎหมาย และเจ้าก็ไม่สามารถละเมิดหลักธรรมความจริงได้ อำนาจสูงสุดของพระเจ้าหมายถึงอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้า ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะเข้าไปข้องเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือกระทำการอย่างเผด็จการในสังคม ทำอะไรก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ และก่อเรื่องเดือดร้อนไปทั่วทุกที่ พระเจ้าไม่เคยทรงส่งเสริมหรือกำหนดให้ใครฝ่าฝืนกฎหมายในการทำสิ่งใด แต่กลับทรงตรัสบอกให้เจ้าทำตามกฎหมายและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม หากเจ้าฝ่าฝืนกฎหมายและถูกลงโทษ เจ้าก็ต้องยอมรับโทษนั้น และเจ้าไม่ควรก่อปัญหาหรือก่อเรื่องเดือดร้อน หากเจ้าก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่เสมอ โดยคิดตลอดเวลาว่าเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าจึงมีพระเจ้าทรงหนุนหลังเจ้า ดังนั้นเจ้าก็เลยไม่เกรงกลัวอะไรเลย เราจะบอกเจ้าว่า เจ้าคิดผิดแล้ว! พระเจ้าไม่ทรงหนุนหลังให้แก่ความไม่เกรงกลัวของเจ้าในการเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง และพระนิเวศของพระเจ้าก็จะไม่ชดใช้ให้ตรรกะเยี่ยงอันธพาลของเจ้า จงอย่าคิดเป็นอันขาดว่าเพียงเพราะว่ามีผู้คนมากมายในพระนิเวศของพระเจ้าและพระนิเวศของพระเจ้ามีอิทธิพลมาก เจ้าจึงสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ หากเจ้าคิดในหนทางนี้ เจ้าก็คิดผิด นี่คือตรรกะของซาตาน พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยกล่าวเช่นนั้น และพระเจ้าก็ไม่เคยตรัสเช่นนั้น พระนิเวศของพระเจ้าไม่ส่งเสริมให้ใครกระทำการในลักษณะนี้ เป็นเรื่องจริงที่ว่าพระนิเวศของพระเจ้ามีผู้คนมากมาย แต่จำนวนผู้คน—ไม่ว่าจะมากหรือน้อย—ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อหนุนหลังใคร ทำให้ใครใจกล้าขึ้น หรือปกป้องใครจากเรื่องเดือดร้อนและทำให้สิ่งต่างๆ ราบรื่น พระเจ้าทรงเลือกผู้คนเพื่อที่พวกเขาอาจจะติดตามพระองค์และทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเป็นไปตามมาตรฐานในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าสามารถต่อต้านโลก ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าพร่ำพูดแนวคิดที่ฟังดูยิ่งใหญ่ในโลก และไม่ใช่เพื่อให้เจ้าสอนบทเรียนให้แก่โลกอย่างแน่นอน การเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่เรื่องของการทวนกระแส ไม่เกี่ยวข้องกับการทวนกระแสหรือการดูหมิ่นโลก ดังนั้น จงอย่าเข้าใจเจตนารมณ์ที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนผิดไป และจงอย่าตีความหรือเข้าใจนัยสำคัญของการเชื่อในพระเจ้าผิดไป จุดประสงค์ของการที่พระเจ้าทรงเลือกผู้คนคืออะไร? (เพื่อให้ผู้คนติดตามพระเจ้า ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง) พระเจ้าทรงเลือกผู้คนเพื่อที่จะได้รับพวกเขา เพื่อที่จะได้รับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง เพื่อที่จะได้รับมนุษย์ที่นมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง เพื่อที่มวลมนุษยชาติใหม่จะถือกำเนิดขึ้น มวลมนุษยชาติที่สามารถนมัสการพระเจ้าได้ จุดประสงค์ของการที่พระเจ้าทรงเลือกผู้คนนั้นไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาต่อต้านโลกนี้หรือมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนจึงควรถูกกันให้ออกห่างจากคริสตจักรและออกห่างจากสถานที่ที่ผู้คนทำหน้าที่ของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น
สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน ไม่ว่าพวกเขาจะก่อเรื่องเดือดร้อนประเภทใด หากนั่นนำความเดือดร้อนมาสู่คริสตจักรและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง ผู้นำและคนทำงานก็ควรจะก้าวเข้ามาแก้ไขเรื่องดังกล่าว ต้องไม่ปล่อยปละละเลยเป็นอันขาด พวกเขาควรจะเข้าใจและจับความเข้าใจในสถานการณ์โดยทันที สืบหาและทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาด้วยตนเอง แล้วจากนั้นก็หาทางแก้ไขที่สมเหตุสมผลและจัดการกับเรื่องเดือดร้อนนั้น เหตุใดจึงต้องจัดการ? ประการหนึ่งคือ เรื่องเดือดร้อนเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร ชีวิตคริสตจักร หรือการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง อีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าบุคคลเหล่านี้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนจะถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนที่มีความสามารถหรือเป็นคนเกียจคร้านและอันธพาล ตราบใดที่พวกเขานำเรื่องเดือดร้อนมา พวกเขาก็ควรจะถูกจัดการอย่างทันท่วงที แล้วควรจะจัดการพวกเขาอย่างไร? นี่ไม่ใช่การจัดการกับเรื่องเดือดร้อน แต่เป็นการจัดการผู้คนที่รับผิดชอบในการนำเรื่องเดือดร้อนมา โดยการชำระพวกเขาออกไปจากคริสตจักร รากเหง้าของเรื่องเดือดร้อนก็จะถูกแก้ไข และด้วยเหตุนั้นประเด็นปัญหานั้นจึงถูกจัดการ เจ้าต้องไม่ใจอ่อนเพียงเพราะบางคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนนั้นดูเหมือนจะมีความสามารถหรือมีพรสวรรค์ในสายตาของเจ้า หากเจ้าใจอ่อนกับพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนที่เลอะเลือนมากอย่างแท้จริงและไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำคริสตจักร และพี่น้องชายหญิงก็ควรจะถอดถอนเจ้าออกจากตำแหน่ง หากเจ้าไม่ปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าและไม่คุ้มครองพี่น้องชายหญิง แต่กลับปกป้องคนชั่วและคนที่ก่อเรื่องเดือดร้อน โดยถึงกับเทิดทูนบูชาพวกเขาจนเกินขอบเขต ปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งแขกผู้มีเกียรติและบุคคลที่มีพรสวรรค์ และคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่มีความสามารถซึ่งหาได้ยากในคริสตจักร จึงใช้พวกเขาทำงานที่สำคัญ และถึงกับทำให้เรื่องเดือดร้อนของพวกเขาบรรเทาเบาบางลง—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เหมาะสมกับบทบาทของผู้นำคริสตจักรโดยสิ้นเชิง เจ้าเป็นคนเลอะเลือนและเป็นผู้นำเทียมเท็จ และเจ้าควรจะถูกปลดและถูกกำจัดออกไป หากผู้นำคริสตจักรไม่ยอมฟังคำแนะนำและยืนกรานที่จะปกป้องคนชั่วบางคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนหรือใช้พวกเขาทำงานสำคัญ พี่น้องชายหญิงก็ไม่เพียงแต่ควรจะปลดผู้นำคนนั้น แต่ยังควรจะจัดการเขาไปพร้อมๆ กันกับคนคนนี้ที่ก่อเรื่องเดือดร้อนและคัดพวกเขาทั้งสองออก เจ้าเทิดทูนบูชาคนที่ก่อเรื่องเดือดร้อนมิใช่หรือ? เขาก็รู้สึกว่าได้รับการคุ้มครองจากเจ้าเช่นกัน และพวกเจ้าก็เข้ากันได้ดีมาก—ถ้าเช่นนั้น ก็เสียใจด้วย พวกเจ้าทั้งสองคนต้องไป พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการใครในพวกเจ้าเลย! หากมีคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนอยู่ในคริสตจักร และผู้นำระดับสูงไม่ทราบเรื่อง ในขณะที่ผู้นำคริสตจักรเป็นคนเลอะเลือนและไม่มีวิจารณญาณ เช่นนั้นแล้วพี่น้องชายหญิงที่เข้าใจความจริงก็ต้องก้าวเข้ามาแก้ไขปัญหา ประการหนึ่งคือ พวกเขาควรจะรายงานเรื่องนั้นต่อผู้นำระดับสูงโดยทันที นอกจากนี้ พวกเขาต้องรวมตัวกับพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ เพื่อสามัคคีธรรมและแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ เมื่อยืนยันได้แล้วว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ ก็ต้องปลดหรือถอดถอนพวกเขา และควรจะเลือกผู้นำคนใหม่—เป็นใครบางคนที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า งานของคริสตจักร และชีวิตคริสตจักรได้ การปฏิบัติในหนทางนี้เหมาะควรหรือไม่? (เหมาะควร) จงชำระผู้นำคริสตจักรคนนี้และคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อนออกไปด้วยกัน พวกเขาเป็นสองคนที่เข้ากันได้อย่างดีเมื่ออยู่ด้วยกันเนื่องจากพวกเขามีคุณสมบัติร่วมกันที่เลวทราม อิจฉาริษยา และเลื่อมใสซึ่งกันและกันมิใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้นก็จงทำให้ความปรารถนาของพวกเขาลุล่วงและปล่อยให้พวกเขากลับไปสู่โลกด้วยกัน—พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการผู้คนอย่างพวกเขา หากพวกเขาอยู่ในคริสตจักร พวกเขาก็จะก่อเรื่องเดือดร้อนและสร้างความเดือดร้อนเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงต่องานของคริสตจักร พวกเขาควรถูกชำระออกไป ไม่ว่าพวกเขาต้องการจะไปที่ใดและต้องการจะก่อเรื่องเดือดร้อนอันใหญ่หลวงเพียงใดก็เป็นเรื่องของพวกเขาเอง ไม่ว่าในกรณีใด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคริสตจักรเลยและจะไม่ทำให้คริสตจักรติดร่างแหไปด้วย นั่นจะเป็นการแก้ปัญหามิใช่หรือ? (ใช่) วิธีแก้ปัญหานี้ดีทีเดียว นั่นเป็นการสรุปสามัคคีธรรมของเราถึงการสำแดงประการที่สิบสอง ซึ่งว่าด้วยเรื่องของคนที่มีแนวโน้มที่จะก่อเรื่องเดือดร้อน
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ