หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (25) ตอนที่หนึ่ง

ประการที่สิบสี่: แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็คัดออกหรือขับไล่ (ภาคที่สี่)

มาตรฐานและหลักสำหรับการแยกแยะคนชั่วนานาประเภท

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสี่ของผู้นำและคนทำงานกันต่อ นั่นคือ “แยกแยะผู้คนที่ชั่วและศัตรูของพระคริสต์ทุกรูปแบบได้อย่างทันท่วงที แล้วจากนั้นก็คัดออกหรือขับไล่” เมื่อไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงแง่มุมหลากหลายที่ผู้นำและคนทำงานควรแยกแยะ รวมไปถึงความจริงประการสำคัญที่พวกเขาควรเข้าใจขณะทำงานนี้ กล่าวคือ พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงวิธีแยกแยะคนชั่วทุกรูปแบบ คนชั่วทุกรูปแบบนั้นถูกนิยามไว้ว่าอย่างไร? พวกเขาคือบรรดาผู้ที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยการแอบอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า แต่กลับไม่ยอมรับความจริง ทั้งยังก่อกวนงานของคริสตจักรอีกด้วย ผู้คนเช่นนั้นล้วนถูกจัดอยู่ในจำพวกคนชั่ว พวกเขาคือคนที่คริสตจักรควรคัดออกหรือขับไล่ กล่าวคือ พวกที่ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในคริสตจักรนั่นเอง พวกเราจำแนกและชำแหละคนชั่วทุกรูปแบบผ่านหลักเกณฑ์หลักสามข้อ หลักเกณฑ์สามข้อนี้มีอะไรบ้าง? ข้อแรกคือจุดประสงค์ของการเชื่อในพระเจ้าของคนเรา ข้อที่สองคือความเป็นมนุษย์ของคนเรา—ชำแหละความเป็นมนุษย์ของคนเราเพื่อแยกแยะและดูให้แน่ชัดว่าพวกเขาอยู่ในหมู่คนที่คริสตจักรควรคัดออกหรือไม่ หลักเกณฑ์ข้อที่สามคืออะไร? (ท่าทีที่คนเรามีต่อหน้าที่ของตน) หลักเกณฑ์ข้อที่สามคือท่าทีที่คนเรามีต่อหน้าที่ของตน หลักเกณฑ์ข้อแรกได้มีการสามัคคีธรรมไปแล้วก่อนหน้านี้ ส่วนหลักเกณฑ์ข้อที่สอง—ความเป็นมนุษย์ของคนเรา—ก็สามัคคีธรรมไปแล้วสองประเด็น ประเด็นแรกคืออะไร? (ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ) แล้วประเด็นที่สองเล่า? (การชอบเอาเปรียบ) จากเนื้อหาของสองประเด็นนี้ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการสำแดงของคนชั่ว แต่อ้างอิงตามการสำแดงโดยละเอียดที่เราได้สามัคคีธรรมไปก่อนหน้านี้ ผู้คนสองประเภทนี้เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีโดยไร้ซึ่งการกลับใจที่แท้จริง การสำแดงนานาประการของพวกเขาได้ก่อให้เกิดการรบกวนและการทำลายชีวิตคริสตจักร รบกวนและทำลายการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร จากการสำแดงของพวกเขา และอ้างอิงตามแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ผู้คนสองประเภทนี้ควรจัดอยู่ในจำพวกคนชั่ว ผู้นำคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรแยกแยะและระบุลักษณะของพวกเขา และคัดพวกเขาออกให้ทันการ เช่นนี้เหมาะสมใช่หรือไม่? (ใช่) เหมาะสมอย่างยิ่ง พฤติกรรมของผู้คนสองประเภทนี้ในคริสตจักรส่งผลกระทบที่เป็นลบอย่างมาก พวกเขาไม่สนใจในความจริงแต่อย่างใด และพวกเขาก็ไม่นบนอบพระราชกิจของพระเจ้าเลย ในหมู่พี่น้องชายหญิง สิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตนั้นดูไม่ต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อเลย พวกเขามักจะโกหกและคดโกงผู้อื่น ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินและไม่มีสำนึกรับผิดชอบแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะถูกตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างร้ายแรงอีกด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาอยู่ในหมู่คนที่คริสตจักรควรคัดออกหรือขับไล่ และการระบุว่าพวกเขาเป็นคนชั่ว รวมถึงจัดให้พวกเขาอยู่ในหมู่ผู้คนเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมโดยแท้จริง—การทำเช่นนั้นไม่ได้เกินไปเลย สำหรับประเภทแรก ผู้ที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จ ปัญหาของพวกเขาไม่ได้เรียบง่ายอย่างการพูดถึงสิ่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก หรือการมีอุปสรรคด้านการสื่อสารกับผู้อื่น เป็นต้น แต่ปัญหากลับอยู่ที่อุปนิสัยของพวกเขา ในระดับที่ลึกลงไป ปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยของพวกเขาคือปัญหาในเรื่องแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ในระดับที่ผิวเผินขึ้นมาอีก นี่คือปัญหาเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพวกเขา กล่าวคือ ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเลวทรามและน่ารังเกียจอย่างถึงที่สุด จนทำให้พวกเขาไม่มีทางปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเป็นปกติได้เลย พวกเขาไม่เพียงไร้ซึ่งการสำแดงอันเป็นบวกอย่างการจัดเตรียม การช่วยเหลือ หรือการรักผู้อื่นเท่านั้น แต่การกระทำและพฤติกรรมของพวกเขายังได้แต่รบกวน ทำลาย และทำให้พินาศอีกด้วย หากบางคนทำให้การบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จเป็นนิสัย และทำเช่นนี้อยู่เสมอไม่ว่าอย่างเปิดเผยหรืออย่างลับๆ จนก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นลบอย่างร้ายแรงต่องานของคริสตจักรและต่อพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นพวกเขาก็อยู่ในบรรดาผู้ที่คริสตจักรควรคัดออก อีกประเภทหนึ่งคือพวกชอบเอาเปรียบ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดพวกเขาก็เสาะแสวงที่จะได้ประโยชน์อยู่เสมอ จับจ้องที่ผลประโยชน์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่มุ่งเน้นการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และไม่มุ่งเน้นการทำหน้าที่ของตนให้ดีหรือลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาไม่มุ่งเน้นที่การปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นปกติกับพี่น้องชายหญิง ไม่มุ่งเน้นที่การดึงจุดแข็งของผู้อื่นมาชดเชยข้อบกพร่องของตนและสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปกติ หรือใช้ชีวิตคริสตจักรที่เป็นปกติ พวกเขาไม่ได้มุ่งเน้นสิ่งเหล่านี้เลย—พวกเขาเพียงมายังคริสตจักรและอยู่ท่ามกลางพี่น้องชายหญิงเพื่อเอาเปรียบเท่านั้น ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในคริสตจักร และตราบใดที่พี่น้องชายหญิงยังติดต่อพูดคุยกับพวกเขา พี่น้องชายหญิงย่อมจะรู้สึกไม่สบายใจ พี่น้องชายหญิงไม่เพียงรู้สึกรังเกียจการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาเท่านั้น แต่โดยหลักแล้ว พวกเขาจะรู้สึกว่าถูกแทรกแซงและถูกบีบคั้นอยู่ในหัวใจบ่อยครั้งจนถึงระดับที่มีนัยสำคัญ คำว่า “ระดับที่มีนัยสำคัญ” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าในสถานการณ์จริง เมื่อเผชิญกับการคุกคามจากผู้ไม่เชื่อหรือคนชั่ว บางคนย่อมรู้สึกถูกบีบคั้นจากความรู้สึกของตนและไม่อาจหลุดพ้นได้ ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่กล้าพูดออกมาถึงแม้จะไม่ชอบใจก็ตาม แต่ในใจกลับรู้สึกว่าถูกบีบคั้นอยู่เสมอและไร้ความสงบสุข นี่คือการรบกวนพี่น้องชายหญิงอย่างร้ายแรงมิใช่หรือ? (ใช่) ด้วยเหตุนั้น ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจึงควรแยกแยะบุคคลทั้งสองประเภทนี้ ทุกคนที่ถูกจัดหมวดหมู่ว่าเป็นคนชั่วคือบรรดาผู้ที่คริสตจักรควรคัดออก หลักธรรมที่เฉพาะเจาะจงในการจัดการกับบุคคลเช่นนั้นได้ถูกสามัคคีธรรมไปแล้วในการชุมนุมครั้งก่อน ดังนั้นจะไม่มีการสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมเหล่านั้นโดยละเอียดในตอนนี้อีก สรุปก็คือ ผู้คนสองประเภทที่สามัคคีธรรมไปข้างต้นได้ก่อให้เกิดการรบกวน มิใช่ต่อชีวิตคริสตจักรของพี่น้องชายหญิงเท่านั้น แต่ต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีระเบียบของพวกเขาอีกด้วย พฤติกรรมของพวกเขาบางคนมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้เชื่อใหม่บางคนที่ยังขาดรากฐานสะดุดล้มเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจากหนทางและวิธีการปฏิบัติตนของพวกเขา รวมถึงการสำแดงนานาประการของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา และผลพวงอันเลวร้ายที่เกิดจากการสำแดงเหล่านี้ ผู้คนทั้งสองประเภทนี้จึงอยู่ในบรรดาผู้ที่ควรถูกคัดออก และการจัดลำดับพวกเขาให้อยู่ในหมู่คนชั่วย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกินไปเลย ถึงแม้ว่าพฤติกรรมของผู้ที่ชอบบิดเบือนข้อมูลจริงเท็จและผู้ชอบเอาเปรียบอาจจะไม่ได้ดูหยาบคายหรือชั่วช้าเกินกว่าเหตุเช่นเดียวกับพฤติกรรมของคนชั่วที่ถูกนิยามในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์—ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีการสำแดงที่เห็นเด่นชัดเช่นนั้น—ผลพวงอันเลวร้ายจากพฤติกรรมและความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องถูกคัดออกจากคริสตจักร สิ่งเหล่านี้คือการสำแดงของผู้คนทั้งสองประเภทและหลักธรรมในการจัดการพวกเขา ซึ่งได้รับการสามัคคีธรรมไปในคราวก่อน

II. ตามความเป็นมนุษย์ของคนเรา

ค. การทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงการสำแดงของผู้คนหลากหลายประเภทในแง่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขา โดยเริ่มจากผู้คนประเภทที่สาม ลักษณะหลักของความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้คืออะไร? คือการเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ การทำความเข้าใจต่อการเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจจากมุมมองตัวหนังสือนั้นค่อนข้างง่าย หมายความว่าพฤติกรรม ความประพฤติ และคำพูดของบุคคลเหล่านี้ดูไม่เหมาะสม—พวกเขาไม่ใช่คนที่สง่างามและน่านับถือ นี่คือความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการสำแดงของผู้คนประเภทนี้ ในคริสตจักรย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ใครบางคนจะมีทัศนะที่เบี่ยงเบนหรือผิดพลาดต่อการเชื่อในพระเจ้าและต่อหนทางที่พวกเขาไล่ตามเสาะหา คำพูดและกิริยาท่าทางของพวกเขาไร้ซึ่งความศรัทธา การสำแดงในชีวิตและคุณภาพความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่เป็นไปตามมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชนเลย และพวกเขาก็ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าโดยสิ้นเชิง โดยรวมก็คือ คำพูด พฤติกรรม และกิริยาท่าทางของพวกเขาสามารถอธิบายได้เพียงว่าเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ แน่นอนว่าการสำแดงเฉพาะนั้นมีอยู่มากมาย เป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็นได้ และง่ายต่อการแยกแยะ บุคคลเหล่านี้คล้ายกับผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องที่พวกเขาแสดงพฤติกรรมที่เหลวไหลออกมาเป็นพิเศษ ในเรื่องการชุมนุม เครื่องแต่งกายและการดูแลตัวเองของพวกเขาก็ดูตามสบายเป็นอย่างยิ่ง บางคนไม่สนใจที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน มาชุมนุมในสภาพกระเซอะกระเซิง ผมไม่ได้หวีหน้าไม่ได้ล้าง บางคนแต่งตัวแบบขอไปที ใส่รองเท้าแตะเก่าๆ หรือแม้กระทั่งใส่ชุดนอนมาชุมนุม ส่วนคนอื่นก็ใช้ชีวิตด้วยความสะเพร่า ไม่ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยส่วนตัว และไม่รังเกียจที่จะใส่เสื้อผ้าสกปรกมาชุมนุม ผู้คนเหล่านี้ล้วนปฏิบัติต่อการชุมนุมด้วยความไม่ใส่ใจอย่างถึงที่สุด ราวกับแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน และไม่จริงจังกับการนี้เลย ระหว่างการชุมนุม พวกเขาก็ไม่ยับยั้งชั่งใจในคำพูดและกิริยาท่าทางของตนเช่นกัน ทั้งยังพูดเสียงดังโดยไม่รู้สึกเกรงใจแต่อย่างใด ถึงกับรู้สึกตื่นเต้นและโบกไม้โบกมืออย่างบ้าคลั่งเมื่อมีความสุข และแสดงออกซึ่งการตามใจตนเองอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะมีคนอยู่มากมายแค่ไหน พวกเขาก็หัวเราะ เล่นตลก และออกท่าออกทางใหญ่โต นั่งไขว่ห้าง และทำตัวราวกับพวกเขาเหนือกว่าทุกคน พวกเขาทำตัวหรูหราเป็นพิเศษ และถึงกับทำตัวหยิ่งยโส ไม่เคยสบตาผู้ใดตรงๆ เวลาพูดคุยกับคนเหล่านั้น แต่กลับมองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย นี่คือการทำตัวเหลวไหลมิใช่หรือ? (ใช่) นี่คือการทำตามใจตนเองเป็นพิเศษและไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าผู้ไม่มีความเชื่ออาจจะให้เหตุผลว่าคำพูดและกิริยาท่าทางของบุคคลเช่นนั้นคือการขาดการเลี้ยงดูที่ดี แต่พวกเราเข้าใจแตกต่างออกไป นี่ไม่ใช่เรื่องของการขาดการเลี้ยงดูที่ดีเท่านั้น ในฐานะผู้ใหญ่ คนเราควรรู้ชัดถึงวิธีพูด วิธีประพฤติตน และวิธีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างถูกต้อง—โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเราควรรู้วิธีที่จะทำเช่นนั้นในแบบที่สอดคล้องกับมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน ในแบบที่เจริญใจพี่น้องชายหญิง และประกอบด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปกติ—ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาบอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาใช้ชีวิตคริสตจักร เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิง แม้ไม่จำเป็นจะต้องเสแสร้ง แต่คนเราก็ต้องยับยั้งชั่งใจ เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดคือเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนดของการยับยั้งชั่งใจนี้? นั่นคือต้องสอดคล้องกับมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของคนเราควรสง่างามและเหมาะสม หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่แปลกประหลาด เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า คนเราต้องเปี่ยมศรัทธาและไม่แสดงท่าทางโอ้อวดเกินขอบเขต แน่นอนว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น พวกเขาก็ควรรักษาความเปี่ยมศรัทธาและสภาพเสมือนมนุษย์เช่นกัน เพื่อที่พวกเขาจะได้แสดงออกในหนทางที่เหมาะสม เป็นประโยชน์ และเจริญใจผู้อื่น นี่คือสิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย พวกที่ทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจไม่สนใจที่จะดำเนินชีวิตตามแง่มุมพื้นฐานที่สุดของความเป็นมนุษย์ และเหตุผลที่แน่ชัดอย่างหนึ่งของการไม่ใส่ใจของพวกเขาก็คือ พวกเขาไม่รู้ความแม้แต่น้อยว่าจะเป็นคนที่เปี่ยมศรัทธา หรือเป็นคนที่ซื่อตรงและสง่างามที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างไร พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เลย ดังนั้นแล้ว ถึงแม้ว่าคริสตจักรจะมีการกำหนดเงื่อนไขและการเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องการชุมนุมด้วยเครื่องแต่งกายที่เรียบร้อย สง่างาม และเหมาะสม ไม่สวมเสื้อผ้าที่แปลกประหลาด พวกเขาก็ยังคงไม่จริงจังกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ มักจะมาถึงโดยสวมรองเท้าแตะ กระเซอะกระเซิง หรือถึงกับสวมชุดนอนบ่อยครั้ง นี่คือการสำแดงประการหนึ่งของคนที่ทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ

บรรดาผู้ที่ทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจสำแดงพฤติกรรมอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การแต่งตัวตามแฟชั่นและแต่งหน้าจัดและเย้ายวนมาชุมนุม พวกเขาเริ่มแต่งตัวสวยและแต่งองค์ทรงเครื่องสองวันก่อนหน้าการชุมนุมแต่ละครั้ง คิดใคร่ครวญว่าจะแต่งหน้าเช่นไร ใส่เครื่องประดับชิ้นไหน เลือกทำผมทรงใด ใส่เสื้อผ้าชุดไหน ถือกระเป๋าใบไหน และใส่รองเท้าคู่ใด ผู้หญิงบางคนถึงกับทาลิปสติก อายแชโดว์ และแรเงาจมูกให้ดูเย้ายวน และในกรณีที่สุดโต่งกว่านั้น บางคนก็ถึงกับแต่งตัวและแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างยั่วยวนจนเกินงาม เผยหัวไหล่และแผ่นหลัง สวมใส่เสื้อผ้าที่แปลกประหลาด ในการชุมนุม พวกเขาไม่ตั้งใจฟังสามัคคีธรรมของพี่น้องชายหญิง ทั้งยังไม่อธิษฐาน ไม่ต้องพูดถึงการร่วมสามัคคีธรรมหรือแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวและคำพยานจากประสบการณ์ของพวกเขาเลย ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น หมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ว่าใครแต่งตัวสวยกว่าหรือแย่กว่ากัน ใครสวมใส่เสื้อผ้ายี่ห้อที่ทันสมัยเป็นพิเศษ ใครใส่เสื้อผ้าราคาถูกตามตลาดนัด สร้อยข้อมือของใครราคาเท่าไร เป็นต้น พวกเขามุ่งเน้นอยู่แต่กับเรื่องเหล่านี้จนถึงกับแสดงความเห็นออกมาอย่างเปิดเผยอยู่บ่อยครั้ง จากเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงคำพูด พฤติกรรม และกิริยาท่าทางของบุคคลเหล่านี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่าการมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักรและการปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงของพวกเขาไม่ได้มุ่งหมายที่การเข้าใจความจริง นับประสาอะไรกับการทำเพื่อไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตเพื่อสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย กลับกัน พวกเขาใช้ช่วงเวลาระหว่างการชุมนุมเพื่อโอ้อวดความสุขสำราญเรื่องเงินและชีวิตทางวัตถุของตน บางคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมมายังสถานที่ชุมนุมเพื่ออวดตน สนองความอยากได้อยากมีด้านแฟชั่นและกระแสนิยมทางสังคมของตนอย่างเต็มที่ท่ามกลางพี่น้องชายหญิง ล่อลวงให้ผู้อื่นไล่ตามไขว่คว้ากระแสนิยมเหล่านี้ ทำให้ผู้อื่นอิจฉาและนึกยกย่องพวกเขา ถึงแม้จะสังเกตเห็นสายตาและท่าทีรังเกียจที่พี่น้องชายหญิงบางคนมีต่อตน พวกเขาก็ยังคงไม่แยแส ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางของตนต่อไป ใส่รองเท้าส้นสูง และถือกระเป๋าแบรนด์เนม บางคนถึงกับพยายามทำตัวเป็นผู้มีอันจะกิน พรมน้ำหอมคุณภาพต่ำมาชุมนุม ทำให้เมื่อพวกเขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอม กลิ่นที่ปัดแก้ม และกลิ่นน้ำมันบำรุงผมผสมปนเปกันกลายเป็นกลิ่นเหม็นฉุนที่ไม่พึงประสงค์ หลายคนที่เข้าร่วมการชุมนุมรู้สึกขุ่นเคืองใจแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา แค่เพียงเห็นคนเหล่านี้ก็รู้สึกขยะแขยง และบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงก็คอยอยู่ห่างจากพวกเขา ไม่ว่าเครื่องแต่งกายและการดูแลตนเองของพวกเขาจะค่อนข้างหรูหราหรือค่อนข้างสบายๆ ลักษณะเด่นของคนประเภทนี้คือคำพูด พฤติกรรม กิริยาท่าทาง และวิถีชีวิตที่เสรีและไร้ระเบียบวินัยมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ระหว่างการชุมนุม แต่ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับพี่น้องชายหญิง หรือในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วยเช่นกัน พูดให้ตรงประเด็นก็คือ พวกเขาตามใจตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ควบคุมด้วยการยับยั้งชั่งใจเลยแม้แต่น้อย ชีวิตประจำวันของพวกเขาไม่มีรูปแบบที่แน่นอน พวกเขาพูดในสิ่งที่อยากพูด กระทำการตามใจตนเองและไม่ยั้งคิด ไม่เคยหารือประสบการณ์ส่วนตน แทบจะไม่เคยแบ่งปันความเข้าใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า และแทบจะไม่เคยพูดถึงความยากลำบากที่เผชิญในการทำหน้าที่ของตนเลยด้วยซ้ำ หัวข้อเดียวที่พวกเขาหารือกันคืออะไร? กระแสนิยมทางสังคม แฟชั่น อาหารเลิศรส ชีวิตส่วนตัวของคนดังในสังคมและแม้กระทั่งดารา รวมถึงเรื่องราวแปลกประหลาดและประเด็นสัพเพเหระในสังคม จากการเผยธรรมชาติเหล่านี้ ย่อมเห็นได้ไม่ยากว่าความเชื่อในพระเจ้าของผู้คนดังกล่าวเป็นเพียงการใช้ชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ชีวิตของพวกเขามุ่งเน้นแต่การกิน ดื่ม และเล่นสนุกมากกว่าเรื่องทั้งหลายอย่างการใช้ชีวิตคริสตจักร การทำหน้าที่ของตน หรือการไล่ตามเสาะหาความจริง คำว่า “เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ” หมายถึงวิถีชีวิตของบุคคลเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาใช้ดำเนินชีวิตในความเป็นมนุษย์ อีกทั้งหนทางที่พวกเขาจัดการกับสิ่งทั้งหลาย ปฏิบัติต่อผู้อื่น และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็ล้วนเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจเช่นเดียวกัน พวกเขามักจะพูดตามคำกล่าวยอดนิยมในสังคม ไม่ว่าพี่น้องชายหญิงจะชอบฟังคำกล่าวเหล่านั้น หรือจะเข้าใจคำกล่าวเหล่านั้นหรือไม่ บุคคลเหล่านี้ก็เอาแต่พร่ำพูดอย่างต่อเนื่อง พวกเขาถึงกับเลียนแบบคำพูดของคนดังในสังคม รวมถึงดารานักร้องและนักแสดงอยู่เป็นประจำ ส่วนคำศัพท์อันเป็นบวกที่มักจะใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าและในหมู่พี่น้องชายหญิงนั้น พวกเขาไม่เคยแสดงความสนใจต่อคำพูดเหล่านั้นเลย พวกเขาไม่เคยสามัคคีธรรมถึงความจริงในชีวิตประจำวันของตน สิ่งที่พวกเขาเทิดทูนคือกระแสนิยมทางโลก คนดังและดาราทั้งหลายคือเป้าหมายที่พวกเขาหลงใหลและเอาเป็นแบบอย่าง ตัวอย่างเช่น พวกเขารีบฉวยเอาคำพูดและวลียอดนิยมในโลกออนไลน์มาใช้ในบทสนทนาในชีวิตประจำวันของตนและในการสนทนากับพี่น้องชายหญิง แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกหรือเจริญใจแต่อย่างใด คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นลบ ไม่มีคุณค่า และไม่มีความหมายใดต่อบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ คำพูดเหล่านั้นเป็นสำนวนยอดนิยมที่เกิดจากมวลมนุษย์ที่ชั่วและเสื่อมทราม เป็นตัวแทนของความคิดและมุมมองของกองกำลังชั่วโดยสมบูรณ์ คำพูดเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผู้ไม่เชื่อในคริสตจักรที่หลงใหลในกระแสนิยมชั่วมักจะสังเกตเห็น ยอมรับ และนำมาใช้ พวกเขาปิดกั้นถ้อยคำและคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณในพระนิเวศของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ไม่ฟังหรือเรียนรู้คำศัพท์เหล่านั้นด้วยความตั้งใจจริง ตรงกันข้าม พวกเขากลับรีบฉวยและนำเอาสิ่งที่เป็นลบในโลกที่ไม่มีความเชื่อและสิ่งทั้งหลายที่คนต่ำช้าสนใจมาใช้ ด้วยเหตุนั้น ไม่ว่าจะตัดสินจากเครื่องแต่งกายภายนอก คำพูด และกิริยาท่าทาง หรือจากความคิดและมุมมองอันหลากหลาย รวมถึงท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายที่บุคคลเหล่านี้เผยออกมา พวกเขาก็ล้วนโดดเด่นแตกต่างจากพี่น้องชายหญิงเป็นอย่างยิ่ง คำว่าแตกต่างหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า คำพูด พฤติกรรม และกิริยาท่าทางของพวกเขาเหมือนกับพวกผู้ที่ไม่มีความเชื่อ ไม่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด พวกเขาเป็นเพียงผู้ไม่เชื่อ ตัวอย่างเช่น บางคนร้องเพลงนมัสการสองเพลงบนเวทีในพระนิเวศของพระเจ้าและได้รับความชื่นชมจากทุกคน ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มคิดภาพที่ตัวเองเป็นดาราหรือเป็นคนดัง มักเรียกร้องขอแต่งหน้าจัดเพื่อการแสดง ยืนกรานที่จะทำผมทรงเดียวกับคนดังบางคน และย้อมผมสีแปลกๆ อยู่เสมอ เมื่อผู้อื่นกล่าวว่า “ผู้เชื่อควรแต่งตัวให้สง่างามและเหมาะสม สไตล์ของคุณไม่ตรงตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า” พวกเขาก็พร่ำบ่นว่า “กฎของพระนิเวศของพระเจ้าเข้มงวดเกินไป ช่างยุ่งยากเสียจริง! ทำไมการเป็นดาราถึงยากนัก?” หลังจากร้องเพลงนมัสการไปเพียงสองเพลง พวกเขาก็ฝันเฟื่องว่าตนเองเป็นดาราและคิดว่าตนเองยอดเยี่ยมมาก และเมื่อใดที่พวกเขามีเวลาว่าง พวกเขาก็เฝ้าใคร่ครวญว่า “พวกดาราในโลกที่ไม่มีความเชื่อใช้กี่นิ้วจับไมโครโฟน? พวกเขาเดินกี่ก้าวเพื่อขึ้นไปบนเวที? ทำไมเวลาที่ร้องเพลงดีฉันถึงไม่ได้ดอกไม้? พวกดาราในโลกมีตัวแทนและมีผู้ช่วย พวกเขาไม่ต้องจัดการหรือแก้ไขเรื่องส่วนใหญ่ด้วยตนเอง ผู้ช่วยของพวกเขาจัดการให้หมด แต่ในฐานะนักร้องในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันต้องดูแลงานที่เป็นกิจวัตรด้วยตัวเอง อย่างเช่น การหาอาหาร การแต่งตัว และการซื้อของ พระนิเวศของพระเจ้าหัวโบราณเกินไป!” ในหัวใจของพวกเขารู้สึกไม่มีความสุขอยู่ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขารู้สึกทุกข์ใจเป็นพิเศษ ไม่พอใจและเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นอยู่เสมอ ผู้คนเช่นนั้นสามารถรักความจริงได้หรือ? พวกเขาจะปฏิบัติความจริงหรือไม่? เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทบทวนตนเอง? มุมมองที่พวกเขามีต่อสิ่งทั้งหลายช่างบิดเบี้ยวเหลือเกิน คล้ายกับของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่ตระหนักในเรื่องนี้ได้อย่างไร? พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการเป็นดารา แต่มุมมองและแนวทางเหล่านี้ของพวกเขา—ซึ่งเป็นของผู้ไม่เชื่อ—ใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือ? โดยพื้นฐานแล้ว มุมมองและวิธีการเหล่านี้ไม่อาจยอมรับได้ คำพูดและกิริยาท่าทางปกติของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนมากรังเกียจ เนื่องจาก “ความเปิดกว้าง” และการตามใจตนเองอย่างสุดโต่งของพวกเขา สิ่งที่ผู้คนเช่นนั้นพูดหรือทำจึงเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ ไม่ได้เผยให้เห็นสิ่งใดเลยนอกจากอุปนิสัยของซาตาน

พระนิเวศของพระเจ้าเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพี่น้องชายหญิงควรรักษาขอบเขตระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง และไม่เข้าไปพัวพันกับเพศตรงข้าม อย่างไรก็ตาม บางคนที่ทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจกลับไม่ใส่ใจคำแนะนำนี้แต่อย่างใด ถึงกับพยายามแอบยั่วยวนและออกเดตกับผู้อื่นจนรบกวนชีวิตคริสตจักร พวกเขาเพลิดเพลินกับการติดต่อเพศตรงข้าม ถึงกับหาเหตุผลและข้ออ้างที่จะติดต่อและปฏิสัมพันธ์กันแบบหยอกล้อ เมื่อเห็นเพศตรงข้ามที่มีเสน่ห์หรือเป็นคนที่เข้ากันได้ พวกเขาก็เริ่มฉุดดึงคนเหล่านั้นเข้ามา หยอกเย้าและเกี้ยวพาราสี วุ่นวายกับเสื้อผ้าและเล่นผมของอีกฝ่าย และถึงกับปาบอลหิมะใส่เสื้อผ้าของคนเหล่านั้นในช่วงฤดูหนาว พวกเขาเล่นกันเหมือนสัตว์ ไม่มีขอบเขตหรือสำนึกแห่งเกียรติ ไม่รู้สึกละอายใจเลย บางคนกล่าวว่า “แบบนั้นจะถือว่าเป็นการเล่นกันได้อย่างไร? พวกเขากำลังแสดงความรักใคร่เอ็นดู แบบนั้นเรียกว่าการทำตัวกุ๊กกิ๊ก ทำตัวโรแมนติกต่างหาก” หากเจ้ากำลังมองหาความโรแมนติก เจ้าก็เลือกผิดที่เสียแล้ว คริสตจักรเป็นที่ที่พี่น้องชายหญิงทำหน้าที่ของตน นี่คือสถานที่สำหรับนมัสการพระเจ้า ไม่ใช่สำหรับเกี้ยวพาราสีกัน การแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นในที่สาธารณะต่อหน้าทุกคนย่อมทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกรังเกียจและขยะแขยง ประเด็นสำคัญคือการนี้ไม่เจริญใจผู้อื่น และเจ้าก็สูญเสียความซื่อตรงและเกียรติยศของตนเช่นกัน เจ้าอายุเท่าไรแล้ว? เจ้าไม่สามารถแยกมือขวาออกจากมือซ้ายเช่นนั้นหรือ? เจ้าไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงหรือ? แต่เจ้าก็ยังพัวพันอยู่กับการหยอกเอินกัน! การที่เด็กอายุเจ็ดหรือแปดปีเล่นด้วยกันเป็นเรื่องปกติ พฤติกรรมและความสนใจเช่นนั้นพบได้ทั่วไปในช่วงอายุของพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากผู้ใหญ่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นการทำตัวเป็นเด็กมิใช่หรือ? กล่าวโดยง่ายก็คือมันเป็นเช่นนั้นนั่นเอง ในแง่ของแก่นแท้ การนี้คืออะไร? (การทำตามใจตนเอง การเหลวไหล) เป็นความเหลวไหลเกินไปทั้งสิ้น! เมื่อเชื่อในพระเจ้า คนเราก็ต้องรู้จักที่จะมีสำนึกแห่งเกียรติ แม้กระทั่งในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ คนที่ประพฤติตัวเหลวไหลถึงเพียงนั้นก็มีอยู่ไม่กี่คน คนที่ทำตัวเหลวไหลเช่นนั้นช่างไร้สาระและน่ารังเกียจเหลือเกิน! การปาบอลหิมะใส่เสื้อผ้าของเพศตรงข้ามเพื่อความตื่นเต้น การไม่เพียงแกล้งวิ่งไล่จับพวกเขาไปรอบๆ แต่ถึงกับเตะพวกเขาจากด้านหลัง—เมื่อใครบางคนเปิดโปงข้อเท็จจริงว่าพฤติกรรมเช่นนั้นเหลวไหลเกินไปและเป็นการทำให้ขอบเขตระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงเลือนรางลง พวกเขาก็โต้กลับว่า “พวกเราเล่นกันแบบนี้แค่เพราะพวกเราสนิทกันมาก ผู้คนควรเข้าใจ” พวกเขาตามใจตนเองจนถึงระดับดังกล่าว พวกเขาไม่เพียงปล่อยให้ตนเองทำตามอำเภอใจเท่านั้น แต่ยังล่อลวงให้ผู้อื่นร่วมทำตามอำเภอใจกับพวกเขาด้วย นี่คือคนเลวประเภทใดหรือ? บอกเราทีเถิดว่า ผู้คนเช่นนั้นควรอยู่ในคริสตจักรต่อไปหรือไม่? (ไม่ควร) การอยู่ใกล้คนประเภทนี้มักจะรู้สึกไม่สบายใจและกระอักกระอ่วนอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาพบใครบางคน พวกเขาก็ไม่ทักทายคนเหล่านั้นตามปกติ แต่กลับปล่อยหมัดใส่คนเหล่านั้นไปหนึ่งทีพร้อมกล่าวว่า “หายหัวไปไหนมาตั้งหลายปี? ฉันคิดว่าคุณหายไปจากโลกนี้เสียแล้ว! เป็นไงบ้าง?” แม้แต่ลักษณะการทักทายของพวกเขาก็ยังป่าเถื่อนและอวดดีเหลือเกิน พวกเขาไม่เพียงพูดจาอย่างป่าเถื่อนเท่านั้น แต่ยังถึงกับลงไม้ลงมือกับผู้อื่นอีกด้วย สิ่งนี้คล้ายกับพฤติกรรมของนักเลงและอันธพาลมิใช่หรือ? พวกเจ้าชอบคนเช่นนั้นหรือไม่? (ไม่) รู้สึกสบายใจหรือไม่ที่ถูกเยาะเย้ยและถูกหยอกล้อ? (ไม่) นั่นทำให้รู้สึกอึดอัด และเจ้าก็ไม่สามารถระบายออกมาเป็นคำพูดได้เสียด้วยซ้ำ เจ้าได้แต่ต้องอดทน และครั้งต่อไปที่พบพวกเขา เจ้าก็เลี่ยงพวกเขาให้ไกล สรุปแล้ว เรื่องนี้บ่งบอกคุณภาพของความเป็นมนุษย์ของผู้คนเช่นนั้นว่าอย่างไร? (ย่ำแย่) ไม่ว่าจะมองสิ่งเหล่านั้นจากแง่มุมใด—ไม่ว่ามองจากคำพูดและกิริยาท่าทางของพวกเขา การประพฤติปฏิบัติส่วนตนของพวกเขา หนทางในการจัดการกับโลกของพวกเขา รวมถึงปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อผู้อื่น มุมมองที่พวกเขามีต่อกระแสนิยมของโลกที่ไม่มีความเชื่อ หรือลักษณะของการเชื่อในพระเจ้า และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์—ย่อมไม่ยากที่จะเห็นว่า บุคคลเหล่านี้ขาดความศรัทธาหรือหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า อีกทั้งเมื่อพูดถึงการแสวงหาหรือยอมรับความจริงก็ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นความจริงใจที่พวกเขามีต่อการเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร สิ่งที่สังเกตเห็นได้จากพวกเขาก็คือ การเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจของพวกเขา การทำตามดาราและบุคคลต้นแบบอยู่เป็นนิจของพวกเขา รวมถึงการไร้ซึ่งเจตนาที่จะกลับตัวกลับใจของพวกเขา ลักษณะของความเป็นมนุษย์ของพวกเขาสามารถสรุปได้ว่าอย่างไร? การเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาคือผู้ไม่มีความเชื่อที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ

คนที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจใช้คำพูดแบบเดียวกับพวกโจรและอันธพาลในโลกที่ไม่มีความเชื่อ พวกเขาชอบเลียนแบบคำพูดและลีลาของดาราและคนดังในเชิงลบจากสังคมเป็นพิเศษ โดยภาษาส่วนใหญ่ของพวกเขามีน้ำเสียงที่ต่ำช้า จนฟังดูราวกับสิ่งที่อันธพาลและนักเลงจะพูดกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ไม่มีความเชื่อมาถึง ก็เอ่ยคำพูดที่ฟังดูชอบกลไม่กี่คำหลังจากเคาะประตู พี่น้องชายหญิงจึงกล่าวว่า “มีบางอย่างไม่ปกติ ทำไมคนคนนี้ถึงดูเหมือนสายสืบหรือสายลับเลย?” ถึงแม้ในขณะนั้นพวกเขาจะไม่สามารถแน่ใจได้ แต่ก็ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจ ทว่าคนที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจกลับพูดอย่างน่าประทับใจ ถึงกับแน่ใจเสียด้วยซ้ำว่า “สายสืบหรือ? ฉันไม่กลัวหรอก! จะกลัวพวกเขาทำไม? หากพวกคุณกลัว พวกคุณก็ไม่ต้องออกไป ฉันจะไปดูเองว่าเกิดอะไรขึ้น” ดูเถิดว่าพวกเขากล้าและบ้าบิ่นเพียงไหน พวกเจ้าจะกล่าวเช่นนี้หรือไม่? (ไม่ นี่ไม่ใช่วิธีพูดของคนปกติ มันเหมือนคำพูดของโจร) โจรผู้ร้ายพูดจาแตกต่างไปจากคนปกติ พวกเขาชอบพูดจาข่มขู่มากเป็นพิเศษ ผู้คนเรียนรู้ภาษาของพวกเดียวกัน คนที่ช่ำชองในทางโลกชอบใช้ศัพท์แสงยอดนิยมของสังคมเป็นพิเศษ อันธพาลกับโจรชอบพูดภาษาเฉพาะกลุ่มของพวกเขา และผู้ไม่เชื่อก็เหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อ พูดทุกอย่างที่ผู้ไม่มีความเชื่อพูด เมื่อคนดี มีเกียรติ และน่านับถือได้ยินคำพูดของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาก็รู้สึกขยะแขยงและเกลียดชัง ไม่มีใครพยายามเลียนแบบคำพูดประเภทนั้นเลย ถึงแม้ผู้ไม่เชื่อบางคนจะเชื่อในพระเจ้ามานานสิบหรือยี่สิบปี แต่ยังคงใช้ภาษาของผู้ไม่มีความเชื่อ จงใจเลือกคำพูดเช่นนั้น และขณะที่พูด พวกเขาก็เลียนแบบกิริยาท่าทาง การแสดงออก และมือไม้ของผู้ไม่มีความเชื่อ รวมถึงการแสดงออกทางสายตาของคนเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ บุคคลเช่นนั้นจะเป็นที่น่าพอใจในสายตาของพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรได้หรือ? (ไม่ได้) พี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่รู้สึกรังเกียจ และไม่สบายใจที่จะมองเห็น พวกเจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรต่อพวกเขา? (ทรงรังเกียจ) คำตอบนั้นชัดเจนคือทรงรังเกียจ จากสิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิต การไล่ตามไขว่คว้าของพวกเขา รวมถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเคารพอยู่ในหัวใจ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีศักดิ์ศรีหรือความน่านับถือเลย ทั้งยังห่างไกลจากความศรัทธาและความเหมาะสมตามมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน การได้ยินคำพูดที่ผู้เชื่อหรือวิสุทธิชนควรพูด หรือคำพูดที่เจริญใจผู้อื่นและถ่ายทอดความซื่อตรงและความมีศักดิ์ศรีจากปากของพวกเขาเป็นเรื่องยากมาก พวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะพูดสิ่งเหล่านี้เลย สิ่งที่พวกเขาเคารพ มุ่งมาดปรารถนา และไล่ตามไขว่คว้าอยู่ในหัวใจนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่วิสุทธิชนพึงไล่ตามเสาะหาและมุ่งมาดปรารถนาโดยสิ้นเชิง จึงยากที่จะควบคุมสิ่งที่พวกเขาใช้ในการดำเนินชีวิตภายนอก คำพูด และกิริยาท่าทางของพวกเขา การขอให้พวกเขามีความยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตัวเหลวไหลหรือทำตามใจตนเอง รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีและความน่านับถือนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง พวกเขาไม่สามารถสัมฤทธิ์การเป็นคนปกติที่มีความซื่อตรงและศักดิ์ศรีที่สมกับมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และดูภายนอกสมเหตุสมผลได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตดังเช่นคนที่มีความเป็นมนุษย์และมีสำนึก เป็นผู้ที่เข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเลย ก่อนหน้านี้มีคนคนหนึ่งเดินทางไปในชนบทเพื่อประกาศข่าวประเสริฐและเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนมีครอบครัวที่ยากจนและอาศัยอยู่ในบ้านซอมซ่อ เขาพูดจาเยาะเย้ยและเหน็บแนมว่า “บ้านหลังนี้ซอมซ่อเหลือเกิน ไม่เหมาะที่จะให้คนอยู่เลย มันแทบไม่เหมาะสำหรับหมูเสียด้วยซ้ำ คุณควรรีบย้ายออกเสีย!” พี่น้องชายหญิงตอบว่า “การย้ายออกน่ะง่าย แต่ใครจะจัดหาบ้านอีกหลังให้พวกเราอยู่เล่า?” เขากล่าวตามอำเภอใจโดยไม่ยั้งคิด พูดสิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่น นี่คือการมีธรรมชาติที่ต่ำช้า พี่น้องชายหญิงถามว่า “หากพวกเราย้ายออก ใครจะยกบ้านให้พวกเราอยู่? คุณมีบ้านไหม?” เขาไม่มีคำตอบ เมื่อเห็นว่าผู้คนกำลังเผชิญความยากลำบาก เขาต้องสามารถแก้ไขความยากลำบากของผู้คนให้ได้เสียก่อนจึงจะพูดออกไป ผลที่ตามมาจากการที่เขาพูดโดยไม่ยั้งคิด โดยไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากของคนเหล่านั้นได้คืออะไร? นี่คือปัญหาของการเป็นคนตรงไปตรงมาและขวานผ่าซากเกินไปใช่หรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน ปัญหาคือความต่ำช้าของเขาร้ายแรงเกินไป เขาเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ ผู้คนเช่นนั้นไม่มีแนวคิดเรื่องความซื่อตรง ศักดิ์ศรี การคำนึงถึงผู้อื่น ความอดทน ความเอาใจใส่ ความเคารพ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ ความกรุณา ความเกรงใจ ความช่วยเหลือ และอื่นๆ คุณสมบัติเหล่านี้ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นมนุษย์ที่ปกติคือสิ่งที่ผู้คนควรมี พวกเขาไม่เพียงขาดคุณสมบัติเหล่านี้เท่านั้น แต่ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนกำลังเผชิญความยากลำบาก พวกเขาก็สามารถเย้ยหยัน ล้อเลียน หัวเราะเยาะ และดูถูกคนเหล่านั้นได้เสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่เพียงไม่สามารถเข้าใจหรือช่วยเหลือคนเหล่านั้น แต่ยังนำความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และแม้กระทั่งปัญหามาให้คนเหล่านั้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่มีความต่ำช้าอย่างร้ายแรงเช่นนั้น ผู้คนส่วนมากย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนและอดทนกับพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนั้นจะสามารถมีการกลับใจที่แท้จริงได้หรือไม่? เราคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่รักความจริง แล้วพวกเขาจะยอมรับการถูกตัดแต่งและบ่มวินัยได้อย่างไร? ในการบรรยายถึงผู้คนเช่นนั้น ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวที่ว่า “ยึดมั่นในหนทางของตน” หรือ “จงเดินไปบนเส้นทางของตนเองไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม”—ตรรกะที่น่าขันนี้คืออะไร? ในสังคมนี้ สิ่งที่เรียกกันว่าคำกล่าวและสำนวนที่โด่งดังเหล่านี้มักจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวก ซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความสับสนระหว่างถูกกับผิด สำหรับการสำแดงของความเป็นมนุษย์ของคนที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ โดยพื้นฐานแล้วการกล่าวเช่นนี้ย่อมครอบคลุมแล้ว

ไม่ว่าบุคคลที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตคริสตจักร ต่อความสัมพันธ์ที่เป็นปกติในหมู่พี่น้องชายหญิง หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ตราบเท่าที่การสำแดงและการเผยความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก่อให้เกิดผลกระทบและผลพวงที่เลวร้าย ก่อกวนพี่น้องชายหญิง ประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็ควรได้รับการแก้ไขและมีการดำเนินการที่เหมาะสมกับผู้คนเช่นนั้น มากกว่าที่จะปล่อยให้พวกเขากระทำการโดยไม่ถูกขัดขวาง ในกรณีเล็กน้อยก็สามารถให้การช่วยเหลือและเกื้อหนุน หรืออาจมีการตัดแต่งและตักเตือนพวกเขาได้ ส่วนในกรณีร้ายแรงที่พฤติกรรมและกิริยาท่าทางของพวกเขามีความเหลวไหลเป็นพิเศษ เหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อหรือผู้ไม่เชื่อ ไม่มีมารยาทอันดีงามเยี่ยงวิสุทธิชนเลยแม้แต่น้อย ผู้นำคริสตจักรและคนทำงานควรคิดหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับบุคคลเหล่านี้ หากพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่เห็นด้วยและเงื่อนไขเอื้ออำนวย บุคคลเหล่านี้ก็ควรถูกคัดออก อย่างน้อยที่สุด พวกเขาไม่ควรได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ในคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา คำว่า “ในกรณีเล็กน้อย” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าคนบางคนเป็นผู้เชื่อใหม่ เดิมทีเป็นผู้ไม่มีความเชื่อที่ไม่เคยเชื่อในศาสนาคริสต์และไม่เข้าใจว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร คำพูดและกิริยาท่าทางของพวกเขาเผยให้เห็นนิสัยของผู้ไม่มีความเชื่อ อย่างไรก็ตาม ผ่านการอ่านพระวจนะของพระเจ้า การสามัคคีธรรมความจริง และการใช้ชีวิตคริสตจักร พวกเขาก็ค่อยๆ กลับตัวและเปลี่ยนแปลง เริ่มคล้ายผู้เชื่อและแสดงให้เห็นสภาพเสมือนมนุษย์อยู่บ้าง บุคคลเหล่านี้ไม่ควรถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของคนชั่ว แต่ควรเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้ อีกหมวดหมู่หนึ่งคือคนหนุ่มสาวที่อายุราวยี่สิบปีที่ถึงแม้จะเชื่อในพระเจ้ามาได้สามถึงห้าปีแล้วก็ยังคงตามใจตนเองให้เล่นสนุก ไม่ค่อยสงบนัก แสดงออกถึงความเป็นเด็กอยู่บ้างในคำพูดและกิริยาท่าทางภายนอกของพวกเขา—มีการพูดจา การประพฤติตน และการทำตัวเป็นเด็ก—และอื่นๆ เพราะพวกเขาอายุน้อย ผู้คนเหล่านี้ควรได้รับการช่วยเหลือและเกื้อหนุนด้วยความรัก พวกเขาควรได้รับเวลามากพอที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโดยไม่มีข้อเรียกร้องที่เข้มงวดจนเกินไป แน่นอนว่าสำหรับผู้ใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีแต่ยังคงแสดงออกถึงคำพูด กิริยาท่าทาง พฤติกรรม และการกระทำที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจดังเช่นผู้ไม่มีความเชื่อ และผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแม้จะถูกตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าย่อมจำเป็นต้องใช้วิธีการที่ต่างออกไป พวกเขาควรถูกจัดการตามข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้า หากคำพูด กิริยาท่าทาง และการเผยความเป็นมนุษย์ของบุคคลเหล่านั้นรบกวนผู้คนส่วนใหญ่และก่อให้เกิดผลกระทบอันเลวร้ายในคริสตจักร ทำให้หลายคนรู้สึกรังเกียจเมื่อพบเห็นพวกเขา ไม่เต็มใจฟังพวกเขาพูด ไม่เต็มใจที่จะเห็นสีหน้าท่าทางของพวกเขาเวลาที่พวกเขาพูด อีกทั้งไม่เต็มใจที่จะมองดูเครื่องแต่งกายของพวกเขา และผู้คนส่วนใหญ่กลับมีความสุขมากกว่าและอยู่ในภาวะที่ดีกว่าเมื่อบุคคลเช่นนั้นไม่เข้าร่วมการชุมนุม—รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกรังเกียจจากการที่พวกเขาเพียงมีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักรและการที่พวกเขาแค่ปรากฏตัวท่ามกลางพี่น้องชายหญิง ราวกับเป็นแมลงที่ก่อการรบกวน—เช่นนั้นแล้ว บุคคลเช่นนั้นคือคนชั่วอย่างไม่ต้องสงสัย กล่าวคือ เมื่อไรที่พวกเขาใช้ชีวิตคริสตจักรและทำหน้าที่ของตนร่วมกับพี่น้องชายหญิง ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมรู้สึกกวนใจและรู้สึกรังเกียจมากเป็นพิเศษ ในกรณีเช่นนั้น บุคคลเหล่านี้ควรถูกจัดการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจตนเองหรือเฝ้าสังเกตต่อไป อย่างน้อยที่สุด พวกเขาควรถูกชำระออกจากคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและส่งตัวไปยังคริสตจักรธรรมดาเพื่อกลับใจ เหตุใดจึงควรจัดการในหนทางนี้? (พวกเขาก่อให้เกิดการรบกวนและผลพวงที่เลวร้ายต่อผู้คนส่วนใหญ่ รบกวนชีวิตคริสตจักร) เพราะผลกระทบและผลพวงจากการสำแดงของพวกเขานั้นเลวทรามเหลือเกิน! ด้วยเหตุนี้ ผู้นำและคนทำงาน รวมถึงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อพวกเขา และยอมให้พวกเขามีพฤติกรรมเช่นนั้นโดยไม่ใส่ใจ นี่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่ผู้นำและคนทำงานจะไม่ทำอะไรเลย แม้ในยามที่บุคคลเช่นนั้นก่อให้เกิดการรบกวนต่อคนส่วนใหญ่ บุคคลเช่นนั้นควรถูกชำระออกจากคริสตจักรตามข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้า—นี่เป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

คริสตจักรเคยจัดการกับคนที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจมาก่อนหรือไม่? (เคย) เมื่อผู้คนเช่นนั้นถูกจัดการ บางคนก็ร้องไห้ พลางกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจ นั่นเป็นแค่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวของฉัน ฉันไม่ใช่คนประเภทนั้น โปรดให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถิด! หากฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ พอกลับไปบ้าน ที่ที่ทุกคนเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ ฉันก็จะไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าได้” พวกเขาพูดจาอ้อนวอนเหลือเกิน ทั้งยังดูเป็นทุกข์ใจอย่างแท้จริง แสดงความไม่เต็มใจที่จะไปจากพระเจ้าและขอโอกาสกลับใจอีกครั้งหนึ่งจากพระนิเวศของพระเจ้า การมอบโอกาสให้พวกเขาอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นไปได้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หากรับรู้โดยถ่องแท้ว่าคนคนนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก โดยพื้นฐานแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีหัวใจและวิญญาณ เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ควรได้รับโอกาสอีกครั้งหนึ่ง เพราะนั่นย่อมจะเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม หากคนคนนั้นมีเนื้อแท้ที่ดี เพียงแต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขายังไม่เติบโตเพราะพวกเขาอายุยังน้อย และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเขาต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาต้องได้รับโอกาสให้กลับใจ พวกเขาไม่ควรถูกคัดออกจากคริสตจักรโดยเด็ดขาด คนดีจะต้องไม่ถูกทำลาย คนบางคนเป็นผู้ไม่เชื่อโดยเนื้อแท้ พวกเขาเหลวไหล ไม่รู้ความ และโง่เขลาโดยกำเนิด และในความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ไม่มีแนวคิดเรื่องความมีเกียรติโดยธรรมชาติ ไม่รู้ว่าสำนึกของความละอายคืออะไร หลังจากทำตัวไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกเสียใจและอับอายที่จะเผชิญหน้ากับผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อพวกเขาต้องการทำสิ่งเช่นนั้น พวกเขาก็สามารถคำนึงถึงความรู้สึกและความคิดเห็นของพี่น้องชายหญิง ใส่ใจในความซื่อตรงและศักดิ์ศรีของตนเอง และพวกเขาจะไม่ประพฤติตนในลักษณะเช่นนั้น อย่างมากที่สุดพวกเขาก็อาจจะแค่โวยวายใส่ลูกๆ หรือพี่น้องของตนที่บ้าน เมื่อออกไปข้างนอก ปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ผู้คนก็ควรเข้าใจว่าสำนึกแห่งเกียรติ ความเหมาะสม กฎเกณฑ์ และศักดิ์ศรีหมายถึงอะไร ถึงแม้จะมีการช่วยเหลือจากเจ้า ใครบางคนที่ขาดความเข้าใจในแนวคิดเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? ต่อให้ตอนนี้พวกเขายับยั้งชั่งใจไว้ แต่พวกเขาจะทนได้นานแค่ไหน? อีกไม่นานพวกเขาก็จะกลับไปเป็นแบบเดิม เนื่องจากความเป็นมนุษย์ของผู้คนเช่นนั้นไร้ศักดิ์ศรีและสำนึกของความละอาย ไม่รู้ว่ากฎเกณฑ์ ความเหมาะสม หรือมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชนหมายถึงอะไร อีกทั้งโดยเนื้อแท้แล้ว ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ เจ้าจึงไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ คนที่ช่วยเหลือไม่ได้คือคนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนที่ไม่สามารถอบรมสั่งสอนหรือชักจูงได้ บุคคลเช่นนั้นต้องถูกชำระออกไปแต่เนิ่นๆ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันพวกเขาจากการก่อการรบกวนในหมู่พี่น้องชายหญิง จากการนำความอับอายมาสู่ที่แห่งนี้ พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการใครเพียงเพื่อให้ครบจำนวน หากพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยใครบางคนให้รอด เช่นนั้นการมาเพียงเพื่อให้ครบจำนวนก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อคนคนนั้น ผู้ที่พระเจ้าไม่ทรงยอมรับควรถูกคัดออก—จงชำระผู้ที่ไม่ควรอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าออกไป เพื่อไม่ให้การมีอยู่ของคนคนนี้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคนอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้คนส่วนใหญ่ หากพวกเจ้ามองทะลุไปถึงแก่นแท้ของคนที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจ เจ้าก็ควรจัดการกับพวกเขาและเอาตัวพวกเขาออกไปให้เร็วที่สุด แทนที่จะอดทนกับพวกเขาไปอย่างไม่มีสิ้นสุด บางคนกล่าวว่า “พวกเขาทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างอยู่เป็นครั้งคราวเวลาทำหน้าที่ พวกเขายังจำเป็นต่องานในแง่มุมนั้น พวกเขายังมีหัวใจที่ค่อนข้างเปี่ยมรักทีเดียว และสามารถจ่ายราคาได้เล็กน้อยอีกด้วย” แต่ในหมู่ของผู้ที่ยังคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ใครที่ไม่สามารถจ่ายราคาได้แม้แต่น้อย? ใครที่ไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์บางอย่างได้ในขณะที่ทำหน้าที่? หากทุกคนสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างได้ เหตุใดจึงไม่เลือกคนดีที่มีศักดิ์ศรีและเหมาะสมมาทำหน้าที่เล่า? เหตุใดจึงยืนกรานที่จะเก็บคนประเภทที่ต่ำช้า อันธพาล และคนโง่เอาไว้ในคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาเพื่อก่อการรบกวน? เหตุใดจึงยืนกรานที่จะเก็บผู้ไม่เชื่อที่ใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านี้ไว้ลงแรงในพระนิเวศของพระเจ้า? พระนิเวศของพระเจ้ามิได้ขาดแคลนคนใช้แรงงาน พระนิเวศของพระเจ้าต้องการเพียงคนซื่อสัตย์ที่รักความจริง คนซื่อตรง และคนที่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงในการสละตนเพื่อพระเจ้าเท่านั้น

ผู้ที่กำลังทำหน้าที่ของตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่คือคนที่เชื่อในพระเจ้ามานานกว่าห้าหรือหกปี และผู้คนทุกประเภทต่างถูกเผยอย่างหมดเปลือกในกระบวนการของการทำหน้าที่ของตนแล้ว—พวกที่เป็นผู้ไม่เชื่อ ผู้คนที่เลอะเลือน ผู้นำเทียมเท็จ คนชั่ว และศัตรูของพระคริสต์ล้วนถูกเผยทั้งหมด ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากมายต่างเห็นอย่างชัดเจนว่าในหมู่คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ยอมกลับใจแม้จะมีการตักเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อให้เกิดการก่อกวนและการขัดขวางอย่างร้ายแรงต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าแล้ว ถึงเวลาที่ผู้ไม่เชื่อ คนชั่ว และศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ต้องถูกชำระออกไป การไม่ชำระพวกเขาออกไปจะส่งผลต่อการดำเนินงานของคริสตจักรและการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า การไม่ชำระพวกเขาออกไปจะส่งผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ชีวิตคริสตจักรจะถูกรบกวนอยู่อย่างนั้น และจะไม่มีวันพบกับความสงบสุข ดังนั้นแล้ว ผู้นำคริสตจักรและคนทำงานทุกระดับจึงควรเริ่มชำระคริสตจักรให้สะอาดตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและอ้างอิงตามพระวจนะของพระเจ้า เราเห็นว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยขาดความเป็นมนุษย์ ในระหว่างชุมนุม คนบางคนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในทุกรูปแบบ ไม่ใช้กิริยาท่าทางที่เหมาะสมไม่ว่าจะนั่งหรือจะยืน มีชา โทรศัพท์มือถือ ครีมทาหน้า และน้ำหอมเตรียมพร้อมอยู่ข้างตัว บางคนที่รักสวยรักงามก็เฝ้าส่องกระจกดูรูปลักษณ์ตนเอง และเติมเครื่องสำอางอยู่ตลอดเวลา และคนอื่นๆ ก็มักดื่มน้ำไปพลาง ไถหน้าจอโทรศัพท์เพื่ออ่านข่าวหรือดูวีดิทัศน์จากโลกที่ไม่มีความเชื่อไปพลาง นั่งไขว่ห้างขณะพูดจาและสนทนา บิดจนตัวงอเป็นสองท่อน รูปทรงคล้ายคลึงกับงู โดยไม่รักษาท่าทางที่ถูกควรเสียด้วยซ้ำ เราก็ได้ยินมาเช่นกันว่าคนบางคนกลับไปที่ห้องนอนของพวกเขาในตอนกลางคืนและถึงกับนอนหลับบนเตียงยันรุ่งสางโดยไม่ถอดรองเท้า ในตอนเช้า พวกเขาลืมตาตื่นโดยไม่อธิษฐานหรือทำการอุทิศตนฝ่ายวิญญาณ แต่กลับตรวจดูข่าวในโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างแรก ระหว่างมื้ออาหาร เมื่อพวกเขาเห็นของอร่อย หรือเมื่อพวกเขาเห็นเนื้อสัตว์ พวกเขาก็กินอย่างตะกละตะกลาม—ตราบใดที่พวกเขากินอิ่ม ก็ไม่ใส่ใจเลยว่าผู้อื่นจะได้กินหรือไม่—จากนั้นก็ตรงกลับไปนอน พวกเขาไม่มีสภาพเสมือนมนุษย์ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ทำตัวเหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ ไม่รักษากฎเกณฑ์ใดๆ เลย ไม่มีความเชื่อฟังหรือการนบนอบแม้แต่น้อย ราวกับสัตว์ร้าย บอกเราทีเถิดว่า ผู้คนประเภทที่มีธรรมชาติต่ำช้าอย่างร้ายแรงเช่นนั้นจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว การที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าจะมีประโยชน์อะไรหรือไม่? ด้วยขีดความสามารถที่ย่ำแย่เกินกว่าที่จะเป็นไปตามมาตรฐานของความจริง ในยามที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะสามารถเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นหรือไม่? หากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติตน การลงแรงของพวกเขาจะสามารถเป็นไปตามมาตรฐานได้หรือไม่? หากไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึก เมื่อฟังคำเทศนาและฟังการสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาจะสามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่? (ไม่ได้) โดยพื้นฐานแล้วผู้ที่แสดงออกถึงพฤติกรรมเหล่านี้ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ แล้วพวกเขาจะได้มาซึ่งความจริงได้อย่างไร? พวกที่ไร้ความเป็นมนุษย์คือสัตว์เดรัจฉาน หมู่มาร คนตายที่ไร้วิญญาณซึ่งไม่สามารถเข้าใจความจริงเมื่อได้ฟัง และไม่คู่ควรที่จะได้ฟังความจริง การปล่อยให้พวกเขาเข้าใจและได้รับความจริงก็เหมือนกับการบังคับปลาให้อยู่บนบกหรือบังคับให้หมูบินได้—ซึ่งเป็นไปไม่ได้! ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงเรื่องที่คนประเภทใดที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน คำว่า “สัตว์เดรัจฉาน” มักจะถูกนำมาต่อท้ายคำว่า “สุนัข” ดังนั้นพวกมันจึงถูกเรียกว่า “สุนัขเดรัจฉาน” อย่างไรก็ตามหลังจากได้เลี้ยงสุนัขและปฏิสัมพันธ์กับพวกมันอย่างใกล้ชิด เราก็พบว่าสุนัขมีสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ไม่มี นั่นคือ พวกมันทำตัวตามกฎเกณฑ์ เชื่อฟัง และมีสำนึกของการเคารพตนเอง เจ้ากำหนดขอบเขตให้สุนัขวิ่งเล่น และพวกมันก็จะวิ่งเล่นอยู่ภายในนั้นเท่านั้น สุนัขจะไม่ไปในที่ที่เจ้าไม่อนุญาตให้ไปโดยไม่มีข้อยกเว้น หากพวกมันเผลอก้าวออกนอกเส้น พวกมันจะรีบถอยกลับมา ส่ายหางไปมาอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่ออ้อนวอนให้ยกโทษให้และยอมรับความผิดของตน มนุษย์สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) มนุษย์ยังห่างไกลนัก ถึงแม้ว่าสุนัขอาจจะไม่เข้าใจมากมายเท่ามนุษย์ แต่พวกมันก็เข้าใจสิ่งหนึ่งว่า “นี่คืออาณาเขตของเจ้าของ คือบ้านของเจ้าของ ฉันจะไปที่ใดก็ตามที่เจ้าของอนุญาต และหลีกเลี่ยงที่ที่ฉันห้ามไป” ต่อให้ไม่มีการทุบตี สุนัขเหล่านี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ไปที่นั่น พวกมันมีสำนึกของการเคารพตนเอง แม้กระทั่งสุนัขยังรู้ว่าความละอายคืออะไร แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่รู้? การจำแนกพวกที่ไม่รู้จักความละอายว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้นมากเกินไปหรือไม่? (ไม่) เรื่องนี้ไม่มากเกินไปเลย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีคุณความดีที่สุนัขมีเสียด้วยซ้ำ ในอนาคตเมื่อพวกเรากล่าวว่าใครบางคนคือสัตว์เดรัจฉาน พวกเราย่อมไม่สามารถเรียกพวกมันว่า “สุนัขเดรัจฉาน” ได้อีกต่อไป นั่นจะเป็นการดูถูกสุนัข เพราะผู้คนเหล่านี้ สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้แย่กว่าสุนัขเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้ว เมื่อผู้คนเช่นนั้นก่อการรบกวนต่อชีวิตคริสตจักรหรือต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพี่น้องชายหญิง พวกเขาต้องถูกคัดออกอย่างทันท่วงที—นี่เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ชอบธรรม และไม่เกินไปแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่การไม่เปี่ยมรัก นี่คือการกระทำตามหลักธรรม ต่อให้พวกที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจมีผลลัพธ์บางอย่างในหน้าที่ของตน พวกเขาจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? พวกเขาคือคนที่ยอมรับความจริงใช่หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถยับยั้งการกระทำของตนได้ด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะยอมรับความจริงได้หรือ? พวกเขาไม่สามารถรักษาความซื่อตรงและศักดิ์ศรีของตนได้ แล้วพวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือ? เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นแล้ว การจัดการกับคนเหล่านี้ในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินไปแต่อย่างใด การนี้เป็นไปตามหลักธรรมโดยสมบูรณ์ และเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการปกป้องประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจากการก่อกวนของซาตานโดยสมบูรณ์ สรุปก็คือ เมื่อตรวจพบบุคคลเช่นนั้น พวกเขาควรถูกจัดการตามหลักธรรมหลากหลายประการที่เราเพิ่งกล่าวถึง การจัดหมวดหมู่คนประเภทที่เหลวไหลและไร้ความยับยั้งชั่งใจอย่างแท้จริง และคนที่ตามใจเนื้อหนังของตนโดยไม่มีมารยาทอันดีงามเยี่ยงวิสุทธิชนว่าเป็นผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อนั้นมากเกินไปหรือไม่? (ไม่) ในเมื่อพวกเขาถูกจัดหมวดหมู่ว่าเป็นผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อ การรวมพวกเขาอยู่ในจำพวกของคนชั่วนานาประเภทที่คริสตจักรควรคัดออกจึงไม่มากเกินไปเลย แน่นอนว่าคนที่ไม่สามารถแม้แต่จะควบคุมพฤติกรรมและกิริยาท่าทางของตนได้ย่อมไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พวกที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ย่อมเป็นศัตรูของความจริงมิใช่หรือ? (ใช่ พวกเขาคือศัตรูของความจริง) การระบุลักษณะพวกที่เป็นศัตรูของความจริงว่าเป็นคนชั่วนั้นมากเกินไปหรือไม่? (ไม่) ไม่มากเกินไปเลย ดังนั้น หลักธรรมในการจัดการกับพวกเขาจึงถูกต้องเหมาะสมโดยสมบูรณ์

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger