หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (16) ตอนที่หนึ่ง

ประการที่สิบสอง: ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น (ภาคที่สี่)

ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร

VIII. แพร่มโนคติอันหลงผิด

ก. สิ่งที่สำแดงถึงการแพร่มโนคติอันหลงผิด

วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานกันต่อ ได้แก่ “ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น” ส่วนปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการขัดขวางและก่อกวนที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักรนั้น พวกเราทำรายการไว้สิบเอ็ดข้อ ครั้งที่แล้วสามัคคีธรรมกันถึงปัญหาข้อที่เจ็ดคือ ลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกัน วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงปัญหาข้อที่แปดเรื่องการแพร่มโนคติอันหลงผิด การแพร่มโนคติอันหลงผิดก็เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตคริสตจักรเช่นกัน บางคนที่ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใดกลับเชื่อในพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน มักจะแพร่มโนคติอันหลงผิดบางอย่างเพื่อก่อกวนชีวิตคริสตจักร คริสตจักรจึงต้องควบคุมพฤติกรรมนี้เอาไว้และแก้ไขด้วยการสามัคคีธรรมความจริงในชีวิตคริสตจักร มองตามตัวอักษรแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถเห็นได้ว่าการแพร่มโนคติอันหลงผิดไม่ใช่พฤติกรรมที่ถูกควร ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก แต่เป็นลบ เพราะฉะนั้นจึงควรหยุดยั้งและควบคุมพฤติกรรมเช่นนี้ในชีวิตคริสตจักรเอาไว้ ไม่ว่าผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดจะเป็นคนชนิดใด มีเหตุจูงใจอันใด กำลังแพร่มโนคติอันหลงผิดโดยเจตนาหรือไม่ได้เจตนาก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิด นั่นย่อมจะขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร ก่อให้เกิดผลเสีย ดังนั้นร้อยทั้งร้อยจึงต้องควบคุมเรื่องนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะมองในแง่ใดก็เป็นไปไม่ได้ที่การแพร่มโนคติอันหลงผิดจะสามารถมีบทบาทเชิงบวกในการไล่ตามเสาะหาความจริง การไล่ตามเสาะหาที่จะรู้จักพระเจ้า หรือการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงของผู้คนได้เลย มีแต่จะส่งผลที่เป็นการก่อกวนและสร้างความเสียหายให้แก่เรื่องเหล่านี้เท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีคนแพร่มโนคติอันหลงผิดในชีวิตคริสตจักร ทุกคน—ทั้งผู้นำและพี่น้องชายหญิง—ควรใช้วิจารณญาณในเรื่องนี้ เร่งหยุดยั้งและควบคุมคนคนนั้นทันที แทนที่จะตามใจพวกเขาอย่างมืดบอดให้แพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อรบกวนและชักพาให้ผู้อื่นหลงผิด พวกเรามาสามัคคีธรรมกันก่อนเถิดว่าวาจาเช่นใดจัดเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิด เมื่อมีวิจารณญาณข้อนี้แล้ว ผู้คนย่อมจะนิยามได้อย่างถูกต้องว่าการแพร่มโนคติอันหลงผิดคืออะไร ทั้งยังสามารถหยุดยั้งและควบคุมเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างถูกต้องอีกด้วย แทนที่จะเพิกเฉยและทำเหมือนไม่แยแสเรื่องนี้

1. แพร่มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า

มโนคติอันหลงผิดที่แพร่ออกไปย่อมมีเป้าหมาย ก่อนอื่นพวกเราต้องดูว่ามโนคติเหล่านั้นมีใครเป็นเป้าหมายและเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิดในเรื่องใด การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้เจ้ารู้ว่าถ้อยแถลงใดที่ผู้คนพูดและมุมมองใดที่ผู้คนเผยแพร่จัดว่าเป็นมโนคติอันหลงผิด การรู้ว่าวาจาเช่นใดคือมโนคติอันหลงผิดของผู้คนและการกระทำใดจัดเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิด ย่อมจะทำให้ผู้คนสามารถควบคุมการแพร่มโนคติอันหลงผิดได้อย่างถูกต้องมากขึ้นและตรงจุดยิ่งขึ้น ก่อนอื่น การแพร่มโนคติอันหลงผิดที่ร้ายแรงที่สุดย่อมเกี่ยวพันกับแนวคิดและความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้า นี่เป็นหมวดหมู่ที่สำคัญ การแพร่มุมมองและถ้อยแถลงที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้า พระอุปนิสัย พระวจนะ พระราชกิจ และการมีอยู่ของพระเจ้าล้วนเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิดทั้งสิ้น นี่เป็นการกล่าวทั่วๆ ไป หากกล่าวอย่างเจาะจง ถ้อยแถลงเช่นใดจัดเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิดบ้าง? การแพร่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า แพร่ถ้อยคำที่ตัดสินและกล่าวโทษพระเจ้า และแม้กระทั่งถ้อยคำที่หมิ่นประมาทพระเจ้า ล้วนเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิด กล่าวง่ายๆ ก็คือ การแพร่ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ถ้อยแถลงและการตีความผิดๆ ที่ไม่ตรงกับอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ล้วนเป็นการแพร่มโนคติอันหลงผิด ยกตัวอย่างในชีวิตคริสตจักร บางคนมักจะพูดคุยถึงอัตลักษณ์ของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาไม่มีความเข้าใจอันแท้จริงในอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า มักจะสงสัยและเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่ในหัวใจ ไม่สามารถนบนอบสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำหน้าที่ของตนซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ และอื่นๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงแพร่ความเข้าใจผิดที่ตนมีเกี่ยวกับพระเจ้า รวมทั้งแนวคิดที่ไม่เข้าใจพระเจ้า สรุปแล้ว แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยอมรับและนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าตามมุมมองของมนุษย์ทรงสร้าง แต่กลับเต็มไปด้วยอคติ ความเข้าใจผิด และแม้กระทั่งคำตัดสินและคำกล่าวโทษส่วนตัว หลังจากที่ได้ฟังสิ่งเหล่านี้แล้ว ผู้อื่นก็เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและระแวดระวังพระองค์ สูญสิ้นความเชื่ออันแท้จริงที่ตนมีในพระเจ้าเพราะเหตุนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีความนบนอบที่แท้จริง

บางคนคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าควรนำสันติสุขและความเบิกบานมาให้ และถ้าพวกเขาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ก็เพียงต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าเท่านั้น แล้วพระเจ้าก็จะทรงสดับฟัง ประทานพระคุณและพรแก่พวกเขา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างมีสันติสุขและราบรื่นสำหรับพวกเขา จุดประสงค์ที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อแสวงหาพระคุณ ได้รับพร และสำราญกับความสุขและสันติ เป็นเพราะทัศนะเหล่านี้ พวกเขาจึงละทิ้งครอบครัวหรือออกจากงานมาสละตนเพื่อพระเจ้า สามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้ พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่พวกเขาละทิ้งสิ่งต่างๆ สละตนเพื่อพระเจ้า สู้ทนความยากลำบากและขยันทำงาน แสดงให้เห็นพฤติกรรมที่ดีเลิศ พวกเขาก็จะได้รับพรและความโปรดปรานจากพระเจ้า และไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความยุ่งยากอันใด ตราบใดที่พวกเขาอธิษฐานถึงพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงแก้ไขเรื่องยุ่งยากและเปิดทางให้แก่พวกเขาในทุกเรื่อง นี่คือมุมมองของผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้า ผู้คนรู้สึกว่ามุมมองนี้เป็นไปโดยชอบและถูกต้อง การที่ผู้คนมากมายสามารถดำรงความเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีโดยไม่ทิ้งความเชื่อของตนก็เกี่ยวเนื่องกับมุมมองนี้โดยตรง พวกเขาคิดว่า “ฉันสละเพื่อพระเจ้าไปมากมายนัก พฤติกรรมของฉันก็ดียิ่งมาโดยตลอด แล้วฉันก็ไม่เคยทำเรื่องชั่วอะไร พระเจ้าจะทรงอวยพรฉันแน่นอน ด้วยเหตุที่ฉันทนทุกข์มามากและจ่ายราคาเพื่อกิจทุกอย่างไปมาก ทำทุกสิ่งตามพระวจนะและพระประสงค์ของพระเจ้าโดยไม่มีอะไรผิดพลาด พระเจ้าก็ควรประทานพรแก่ฉัน พระองค์ควรดูให้แน่ใจว่าทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างราบรื่นสำหรับฉัน ให้ตัวฉันมักจะมีสันติสุขและความเบิกบานในหัวใจ ได้ชื่นชมการสถิตของพระเจ้า” นี่คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์มิใช่หรือ? ตามมุมมองของมนุษย์ ผู้คนย่อมได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าและได้รับประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นการต้องทนทุกข์เพื่อเรื่องนี้บ้างจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และคุ้มค่าที่จะใช้ความทุกข์นี้มาแลกเป็นพรจากพระเจ้า นี่เป็นวิธีคิดที่จะเจรจาต่อรองกับพระเจ้า อย่างไรก็ดี ตามมุมมองของพระเจ้าและความจริง โดยพื้นฐานแล้วนี่ไม่ตรงกับหลักธรรมในพระราชกิจของพระเจ้าและมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดแก่ผู้คน ทั้งหมดนี้เป็นการคิดฝันเฟื่อง เป็นมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันที่มนุษย์มีเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าโดยแท้ ไม่ว่านี่จะเกี่ยวพันกับการเรียกร้องสิ่งต่างๆ หรือเจรจาต่อรองกับพระเจ้า หรือมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ทั้งหมดนี้ไม่ได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของพระเจ้า และไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมและมาตรฐานของการที่พระเจ้าจะทรงอวยพรผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดและมุมมองเชิงธุรกรรมแลกเปลี่ยนนี้ล่วงเกินพระอุปนิสัยของพระเจ้า แต่ผู้คนก็ไม่ทันตระหนัก เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน พวกเขาก็เกิดคำพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระองค์ในหัวใจของตนอย่างรวดเร็ว ถึงกับรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และจากนั้นก็เริ่มโต้เถียงกับพระเจ้า และอาจถึงขั้นตัดสินและกล่าวโทษพระองค์ ไม่ว่าผู้คนจะเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดเช่นไร ตามมุมมองของพระเจ้าแล้ว พระองค์ไม่เคยทรงกระทำการหรือปฏิบัติต่อผู้ใดตามมโนคติอันหลงผิดหรือความปรารถนาของมนุษย์ พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์เองเสมอ ด้วยวิธีการของพระองค์เองและตามแก่นนิสัยของพระองค์เอง พระเจ้าทรงมีหลักธรรมที่ทรงใช้ปฏิบัติต่อทุกคน สิ่งที่พระองค์ทรงทำแก่บุคคลแต่ละคนนั้นไม่ได้เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน หรือความถูกใจของมนุษย์—นี่คือแง่มุมในพระราชกิจของพระเจ้าที่ขัดกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์มากที่สุด เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้แก่ผู้คนซึ่งตรงข้ามกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาโดยสิ้นเชิง พวกเขาก็เกิดมโนคติอันหลงผิด มีคำตัดสินและคำกล่าวโทษพระเจ้าอยู่ในหัวใจของตน และอาจถึงกับปฏิเสธพระองค์ เมื่อทำเช่นนั้น เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะทรงตอบสนองความต้องการของพวกเขา? ไม่ได้อย่างแน่นอน พระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงวิธีทรงพระราชกิจและพระประสงค์ของพระองค์ตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์อย่างเด็ดขาด เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝ่ายที่จำเป็นต้องเปลี่ยนคือใคร? ย่อมเป็นผู้คน ผู้คนจำเป็นต้องปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดของตน ยอมรับ นบนอบ ผ่านประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ และแสวงหาความจริงมาแก้ไขมโนคติอันหลงผิดของตนเอง แทนที่จะประเมินสิ่งที่พระเจ้าทรงทำโดยใช้มโนคติอันหลงผิดของตนมาดูว่าถูกต้องหรือไม่ เมื่อผู้คนยืนกรานที่จะยึดมั่นในมโนคติอันหลงผิดของตน พวกเขาก็เกิดความรู้สึกคัดค้านพระเจ้า—นี่ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มูลเหตุของการไม่ยอมรับนี้อยู่ที่ใด? อยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งที่ปกติแล้วผู้คนมีอยู่ในหัวใจของตนอย่างไม่ต้องสงสัยก็คือมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้น เมื่อเผชิญหน้าพระราชกิจของพระเจ้าที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ผู้คนจึงสามารถท้าทายพระเจ้าและตัดสินพระองค์ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้ว ผู้คนไม่มีหัวใจที่นบนอบพระเจ้า อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาห่างไกลจากการถูกชำระให้บริสุทธิ์ และในแก่นแท้แล้วพวกเขาก็ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน พวกเขายังคงห่างไกลจากการได้รับความรอดอย่างเหลือเชื่อ

เมื่อผู้คนเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและไม่ยอมรับพระองค์อยู่ในหัวใจ คนที่พอจะมีมโนธรรมอยู่บ้างย่อมจะจำใจยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทำ พยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ และยอมรับอธิปไตยที่พระองค์ทรงมีเหนือผู้คน ผู้คนจะปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดได้มากเท่าใดและถึงขั้นไหน ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของพวกเขา อีกส่วนขึ้นอยู่กับว่าพวกเขายอมรับความจริงและเป็นคนที่รักความจริงหรือไม่ บางคนเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้อย่างกระตือรือร้นโดยอ่านพระวจนะของพระเจ้า แสวงหา สามัคคีธรรม และใคร่ครวญ พวกเขาค่อยๆ เกิดความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับอธิปไตยที่พระเจ้าทรงมีเหนือทุกสิ่ง อันเป็นการเพิ่มพูนความนบนอบและความเชื่อของตน อย่างไรก็ดี บางคนนั้นไม่ว่าจะเผชิญสภาพแวดล้อมเช่นไรก็ไม่แสวงหาความจริง กลับประเมินสภาพแวดล้อมทั้งปวงที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงไว้ให้ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาเองว่ามีประโยชน์กับตนหรือไม่ ความคิดคำนึงของพวกเขาวนเวียนอยู่กับผลประโยชน์ของตนเองเสมอ พวกเขาใส่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะสามารถได้ประโยชน์มากเท่าใด ผลประโยชน์ของพวกเขาจะได้รับการตอบสนองมากเท่าใดในแง่ของวัตถุสิ่งของ เงินทอง และความสุขสำราญทางเนื้อหนัง พวกเขาตัดสินใจและปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ตามปัจจัยเหล่านี้เสมอ ท้ายที่สุด หลังจากที่เค้นสมองคิดดูแล้ว พวกเขาก็เลือกที่จะไม่นบนอบสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ แต่กลับเลือกที่จะหนีและหลีกเลี่ยง เป็นเพราะการไม่ยอมรับ ปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงของพวกเขา พวกเขาจึงพาตัวออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้า พลาดประสบการณ์ชีวิต และทนทุกข์กับการสูญเสีย นำความเจ็บปวดและทรมานมาสู่หัวใจของตนเอง ยิ่งพวกเขาต่อต้านสภาพแวดล้อมดังกล่าว ความทุกข์ที่พวกเขาสู้ทนก็ยิ่งเพิ่มพูนและหนักหนา เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมา ความเชื่ออันน้อยนิดที่พวกเขามีในพระเจ้าจึงถูกขยี้แหลกไปในที่สุด ถึงตอนนี้มโนคติอันหลงผิดที่ครอบงำหัวใจของพวกเขาก็พากันกรูขึ้นมาหมดในคราวเดียวว่า “ฉันสละตนเพื่อพระเจ้ามานานขนาดนี้ แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าพระเจ้าจะทำกับฉันแบบนี้ พระเจ้าไม่ยุติธรรม พระองค์ไม่รักผู้คน! พระเจ้าบอกว่าคนที่สละตนเพื่อพระองค์ด้วยใจจริง จะได้รับพรมากมายเป็นแน่ ฉันสละตนเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริงตลอดมา ทิ้งงานและครอบครัว สู้ทนความยากลำบาก และทำงานหนัก—แล้วทำไมพระเจ้าถึงไม่เคยอวยพรฉันมากๆ? พรจากพระเจ้าอยู่ที่ไหน? ทำไมฉันไม่สามารถมองเห็นหรือรู้สึกถึงพร? ทำไมพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับผู้คน? ทำไมพระเจ้าถึงไม่ทำตามที่พูด? ผู้คนบอกว่าพระเจ้าสัตย์ซื่อ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกเช่นนั้นไม่ได้? ถ้าวางทุกอย่างเอาไว้ก่อน เอาแค่ภายในสภาพแวดล้อมนี้ ฉันก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าพระเจ้าสัตย์ซื่อ!” เพราะผู้คนมีมโนคติอันหลงผิด พวกเขาจึงถูกมโนคติเหล่านี้หลอกพาไปในทางที่ผิดโดยง่าย แม้ในยามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและการเติบโตในชีวิตของผู้คน พวกเขาก็ยังพบว่ายากที่จะยอมรับ และเข้าใจพระเจ้าผิด พวกเขานึกว่านี่ไม่ใช่พรจากพระเจ้า และพระเจ้าไม่โปรดตน พวกเขาเชื่อว่าได้สละตนเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริงแล้ว แต่พระเจ้าไม่ทรงทำตามสัญญาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงจึงถูกบททดสอบที่เป็นสภาพแวดล้อมเล็กๆ น้อยๆ เพียงอย่างเดียวนี้เผยตัวออกมาโดยง่าย เมื่อถูกเผยตัว ในที่สุดพวกเขาก็กล่าวสิ่งที่ตนอยากพูดเป็นที่สุดออกมาว่า “พระเจ้าไม่ได้ชอบธรรม พระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าที่สัตย์ซื่อ พระวจนะของพระเจ้าแทบไม่เคยลุล่วงเลย พระเจ้าบอกว่า ‘พระเจ้าทรงหมายความตามที่พระองค์ตรัส สิ่งที่พระองค์ตรัสย่อมจะเป็นไปตามนั้น และสิ่งที่พระองค์ทำย่อมจะยืนยงตลอดกาล’ แล้วลุล่วงตามวจนะเหล่านี้ตรงไหน? ทำไมฉันไม่สามารถมองเห็นหรือรู้สึกได้? ดูเธอคนนั้นสิ ตั้งแต่เชื่อในพระเจ้า เธอก็ไม่เคยละทิ้งหรือสละตนเพื่อพระเจ้ามากเท่าฉัน ไม่เคยถวายอะไรมากเท่าฉัน แต่ลูกๆ ของเธอกลับได้เข้ามหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ สามีได้เลื่อนตำแหน่ง ธุรกิจของพวกเขาก็เจริญรุ่งเรือง กระทั่งพืชผลของพวกเขายังให้ผลผลิตมากกว่าของคนอื่น แล้วฉันได้อะไร? ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว!” คำพูดพวกนี้คือความคิดที่แท้จริงของผู้คนเหล่านี้ เป็นคติประจำใจของพวกเขา พวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ เต็มไปด้วยความคิดและมุมมองที่เหลวไหลพวกนี้ และเต็มไปด้วยการคำนึงถึงผลประโยชน์และธุรกรรมแลกเปลี่ยน พวกเขาเข้าใจและรับรู้พระราชกิจของพระเจ้าและเจตนารมณ์อันเปี่ยมไปด้วยความอุตสาหะของพระองค์ในลักษณะนี้ ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้เช่นนี้ เพราะฉะนั้น ในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงอุตสาหะจัดเตรียมไว้ให้ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขากลับประเมินและเข้าใจพระเจ้าผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะมโนคติอันหลงผิดของตน สะดุดและล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพยายามยืนยันอยู่เสมอว่ามโนคติอันหลงผิดของตนนั้นถูกต้อง เมื่อพวกเขาเชื่อว่ามโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ได้รับการยืนยันแล้ว และเป็นหลักฐานเพียงพอให้พวกเขาประเมิน ตัดสิน และกล่าวโทษพระเจ้าตามอำเภอใจ พวกเขาก็เริ่มแพร่มโนคติอันหลงผิด เพราะหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้มีสิ่งใดผสมอยู่บ้าง? มีคำพร่ำบ่น ความไม่พอใจ และความคับข้องใจ เมื่อพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็มองหาโอกาสที่จะระบาย หวังว่าจะพบเจอฝูงชนที่จะรับฟัง “เรื่องอยุติธรรม” ที่พวกเขาพบเจอ อยากระบายเรื่องเหล่านี้และเล่าให้ผู้คนเหล่านี้ฟังถึงการปฏิบัติที่อยุติธรรมซึ่งพวกเขา “ทนทุกข์” มา มโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนเหล่านี้เผยแพร่จึงเกิดขึ้นเช่นนี้ในชีวิตคริสตจักร มโนคติอันหลงผิดดังกล่าวก่อเกิดขึ้นเช่นนี้ หัวใจของผู้คนเหล่านี้เต็มไปด้วยความคับข้องใจ การแข็งขืน และความไม่พอใจ รวมทั้งเรื่องเข้าใจผิดและคำพร่ำบ่นพระเจ้า มีแม้กระทั่งคำตัดสินและคำกล่าวโทษพระเจ้า ซึ่งในที่สุดย่อมพาให้หัวใจของพวกเขามีแต่การหมิ่นประมาท พวกเขากลัวว่าตนจะไม่ได้พร ดังนั้นจึงไม่เต็มใจที่จะจากไป ด้วยเหตุนี้จึงแพร่ความเข้าใจผิดและความไม่พอใจที่ตนมีต่อพระเจ้าไปในหมู่คน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังแพร่คำตัดสินและคำกล่าวโทษพระเจ้า รวมทั้งถ้อยคำที่พวกเขาใช้หมิ่นประมาทพระองค์อีกด้วย พวกเขาหมิ่นประมาทว่าอย่างไร? พวกเขาหมิ่นประมาทพระเจ้าโดยบอกว่าพระองค์ไม่ยุติธรรมกับพวกเขา ไม่ตอบแทนอย่างเหมาะควรและทัดเทียมกับสิ่งที่พวกเขาทำให้ พวกเขาตัดสินพระเจ้าว่าไม่ประทานพระคุณและพรอันยิ่งใหญ่แก่ตนหลังจากที่พวกเขาถวายของและพลีอุทิศไปแล้ว พวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่จำเป็นต่อเนื้อหนังจากพระเจ้า—พวกวัตถุสิ่งของ เงินทอง และอื่นๆ—ที่พวกเขาหวังว่าจะได้ เป็นเหตุให้หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่นและความคับข้องใจ จุดประสงค์ที่พวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิดนี้ นัยหนึ่งก็เพื่อระบายและหาทางแก้แค้น ซึ่งทำให้สัมฤทธิ์ความรู้สึกว่าเกิดสมดุลทางจิตใจ อีกนัยหนึ่งก็เพื่อยุยงให้ผู้คนอีกมากเกิดความเข้าใจผิดและมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า อันเป็นการทำให้ผู้คนเหล่านี้ระแวดระวังพระเจ้าเหมือนที่พวกเขาทำไม่มีผิด ถ้ามีผู้คนอีกมากกล่าวว่า “พวกเราจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว” พวกเขาก็จะรู้สึกพอใจอยู่ภายใน นี่คือจุดประสงค์และเหตุผลเบื้องหลังการแพร่มโนคติอันหลงผิดของพวกเขา

คติประจำใจของผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดคืออะไร? พวกเขามักจะกล่าวคำใดซ้ำๆ? หลังจากที่มีประสบการณ์กับบางสิ่งและไม่ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ พวกเขาก็บอกตัวเองไม่หยุดว่า “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว” แม้หลังจากที่พูดเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่รู้สึกว่าคลายความเกลียดชังหรือบรรลุจุดหมายของตน เวลาเข้าชุมนุม ไม่ว่าผู้อื่นจะสามัคคีธรรมเรื่องใด พวกเขาก็ฟังไม่เข้าหู พวกเขาต้องพูดวลีนี้อีกครั้ง ทวนซ้ำหลายหน เกินสิบเที่ยวด้วยซ้ำ “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว”—วลีนี้เต็มไปด้วยความหมายมิใช่หรือ? เบื้องหลังวลีนี้มีเรื่องราว พวกเขา “เชื่อ” สิ่งใด? เคยเชื่อในพระเจ้ามาก่อนหรือไม่? ความเชื่อของพวกเขาแต่ก่อนนี้ใช่ความเชื่อที่จริงแท้หรือไม่? ความเชื่อนั้นรวมเอาความนบนอบที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีไว้ด้วยหรือไม่? (ไม่) ไม่มีเลย พวกเขาเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเกี่ยวกับพระเจ้า ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเขาเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องและคำขอต่อพระเจ้า ไร้ซึ่งความนบนอบโดยสิ้นเชิง “ความเชื่อ” ของพวกเขามีความหมายว่าอย่างไร? “ฉันเชื่อว่าพระเจ้าเป็นองค์เดียวที่มีอธิปไตยเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง ฉันเชื่อว่าพระเจ้าสามารถคุ้มครองฉันจากการถูกคนอื่นรังแก ฉันเชื่อว่าพระเจ้าสามารถทำให้ฉันสุขสำราญกับความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง มีชีวิตที่ดีและรุ่งเรือง ทำให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างมีสันติสุขและน่ายินดีสำหรับฉัน ฉันเชื่อว่าพระเจ้าสามารถเปิดโอกาสให้ฉันเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์และได้รับพรอันยิ่งใหญ่ ได้รับเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้ และมีชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง!” นี่ใช่ความเชื่อหรือไม่? “ความเชื่อ” เหล่านี้ไม่มีร่องรอยของความนบนอบ และไม่มีความเชื่อใดที่สอดคล้องกับข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน ความเชื่อเหล่านี้เกิดจากมุมมองที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น พระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจในตัวผู้คน พระเจ้าเคยตรัสเมื่อใดว่าพระองค์จะทรงทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตที่สุขสันต์ ดำรงชีวิตอยู่เหนือผู้อื่น หรือรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จ พร้อมจุดหมายปลายทางที่ไร้ข้อจำกัดในอนาคต? (ไม่เคยตรัส) แล้วเหตุใดพวกเขาจึงมองว่า “ความเชื่อ” ของตนล้ำค่าขนาดนั้น? ถึงกับพูดว่าพวกเขาจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว ความเชื่อของพวกเขาคู่ควรกับสิ่งใดบ้างหรือไม่? พระเจ้าทรงยอมรับความเชื่อของพวกเขาหรือไม่? พวกเขาไม่มีวี่แววของความเป็นจริงความจริง ไม่มีวี่แววของการนบนอบพระเจ้า อยากแต่จะได้รับพร ได้รับผลประโยชน์ และข้อได้เปรียบจากพระเจ้าเท่านั้น แล้วก็เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการเชื่อในพระเจ้า นี่คือการหมิ่นประมาทพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ผู้คนจำพวกนี้เต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดและถูกเจตนาที่จะได้พรเข้าครอบงำ พวกเขาไม่มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าแม้แต่น้อยและไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า จุดหมายและเหตุจูงใจในทุกสิ่งที่พวกเขาทำมีแต่ประโยชน์ของเนื้อหนังของพวกเขาเองทั้งสิ้น พวกเขารู้สึกดีกับตัวเอง และมองว่าสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้านั้นล้ำค่าเป็นพิเศษ ถ้าความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าล้ำค่าและสูงส่งนัก แล้วเหตุใดเมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้เจ้า เจ้ากลับไม่สามารถเข้าใจความจริงจากสภาพแวดล้อมนั้น หรือตั้งมั่นในคำพยานของตนได้? นี่เกิดอะไรขึ้น? เวลาที่พระเจ้าทรงทดสอบความเชื่อของเจ้า เจ้าตอบแทนพระเจ้าด้วยสิ่งใด? เป็นไปได้หรือที่ความเข้าใจผิด คำพร่ำบ่น และการไม่ยอมรับที่เจ้าใช้ตอบแทนพระเจ้าคือสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ? สิ่งเหล่านี้ตรงตามความจริงหรือไม่? ชัดเจนว่าไม่ เพราะฉะนั้น การที่ผู้คนเหล่านี้สามารถแพร่มโนคติอันหลงผิดในคริสตจักรได้อย่างเปิดเผยย่อมพิสูจน์ให้เห็นสิ่งหนึ่ง นั่นคือพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้าและยิ่งไปกว่านั้น ไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง—พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อนั้นไม่มีอยู่จริงโดยสิ้นเชิง เมื่อผู้คนเหล่านี้แพร่มโนคติอันหลงผิดอย่างเปิดเผยเพื่อชักพาให้ผู้คนอีกมากหลงผิดและดึงพวกเขาเข้าพวกมาร่วมต่อต้าน กล่าวโทษ และหมิ่นประมาทพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ย่อมป่าวประกาศแก่สาธารณชนโดยไม่รู้ตัวว่าตนนั้นไม่ใช่ผู้ติดตามของพระเจ้าอีกต่อไป ไม่ใช่ผู้เชื่ออีกต่อไป และไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างอีกต่อไป มโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาเผยแพร่อยู่นั้นไม่ใช่แนวคิดหรือถ้อยแถลงธรรมดาๆ แต่พวกเขาได้สร้างกำแพงที่ไม่อาจทะลวงได้ระหว่างตนกับพระเจ้าขึ้นมาในหัวใจแล้ว และพวกเขาตัดสินใจแล้วว่าการใช้มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอย่างมนุษย์มาปฏิบัติต่อพระเจ้า จัดการสัมพันธภาพที่พวกเขามีกับพระเจ้า และปฏิบัติต่อพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้านั้นถูกต้องแล้ว และเป็นวิธีปฏิบัติที่พวกเขาควรใช้ เมื่อผู้คนดังกล่าวแพร่มโนคติอันหลงผิดในชีวิตคริสตจักรอย่างเปิดเผย ควรหรือไม่ที่จะควบคุมพวกเขาเอาไว้? หรือเมื่อเห็นแล้วว่าพวกเขาด้อยวุฒิภาวะและมีรากฐานที่ตื้นเขิน ควรหรือไม่ที่จะให้พวกเขามีอิสระในการแสดงทัศนะ ทั้งยังมีเวลาและพื้นที่มากพอที่จะกลับใจ? แนวการปฏิบัติที่เหมาะควรนั้นเป็นเช่นใด? (หยุดยั้งและควบคุมพวกเขาเอาไว้จึงเหมาะควร) เหตุใดการหยุดยั้งและควบคุมพวกเขาเอาไว้จึงเหมาะควร? บางคนกล่าวว่า “ถ้าคุณควบคุมและไม่ยอมให้พวกเขาพูดจาอย่างอิสระ แล้วพวกเขาเลิกเชื่อและเลิกเข้าชุมนุม นั่นจะไม่เป็นการทำร้ายพวกเขาหรอกหรือ? นั่นย่อมจะน่าเสียดายยิ่ง! พระเจ้ายอมช่วยทุกคนให้รอดดีกว่ายอมให้มีคนหนึ่งทนทุกข์กับความพินาศไม่ใช่หรือ? แม้จะมีแกะหลงฝูงเพียงตัวเดียวก็ต้องไปตามกลับมา—หลังจากใช้ความพยายามทั้งหมดนั้นตามแกะพลัดหลงตัวหนึ่งกลับมาแล้ว พระองค์จะยังยอมให้มันพลัดหลงได้อีกหรือ?” ถ้อยคำเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? (เพราะผู้คนแบบนั้นไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเขาเพียงแต่เชื่อในพระเจ้าเพราะหวังจะได้รับพร และการเชื่อของพวกเขาก็มีสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ผสมอยู่) ใครบ้างที่ไม่มีสิ่งไม่บริสุทธิ์ผสมอยู่ในการเชื่อที่ตนมีในพระเจ้า? เจ้าไม่มีบ้างหรอกหรือ? เหตุผลนี้ใช้ได้หรือไม่? จงพิจารณาถ้อยแถลงของผู้คนดังกล่าวที่ว่า “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว” นี่เป็นวาจาแบบใด? มีความแตกต่างระหว่างคำพวกนี้กับคำหมิ่นประมาทของผู้ไม่มีความเชื่อ หมู่มาร และซาตานหรือไม่? (ไม่มี) ถ้อยแถลงนี้แฝงนัยว่าอย่างไร? “ฉันไม่มีความเชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป ที่ผ่านมาฉันติดตามและเชื่อในพระเจ้าอย่างสุดใจ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้อวยพรฉัน ตรงกันข้าม พระองค์กลับจัดเตรียมสภาพแวดล้อมแบบนั้นเพื่อทำให้ฉันเดือดร้อนและเป็นเหตุให้ฉันสะดุดล้ม สิ่งที่พระเจ้าตรัสไม่ได้ตรงกับสิ่งที่พระองค์ทำเลย ฉันเลยไม่กล้าเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว! แต่ก่อนนี้ฉันโง่มาก ละทิ้ง สละตน และสู้ทนความยากลำบากมากมายขนาดนั้นเพื่อพระเจ้า แต่พอฉันถูกพญานาคใหญ่สีแดงจับกุมและข่มเหง กลับมองไม่เห็นความคุ้มครองจากพระเจ้า ธุรกิจของครอบครัวฉันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าของคนอื่นอีกด้วย ฉันไม่เคยหาเงินได้มากเท่าคนอื่น แล้วพ่อแม่ของฉันก็ยังคงไม่สบาย ฉันไม่เคยได้อะไรจากการเชื่อในพระเจ้ามาหลายต่อหลายปี พระเจ้าตรัสไม่ใช่หรือว่าพระองค์จะให้พรมากมายแก่ผู้คน? แล้วฉันได้รับพรอะไรจากพระเจ้า? พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้กลายเป็นจริงแต่อย่างใด ดังนั้นฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว!” ถ้อยแถลงที่ว่า “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว!” บรรจุอะไรเอาไว้มากมายนัก เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น ความไม่พอใจ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า สรุปว่าหลังจากที่พวกเขาสู้ทนความยากลำบากและสละตนด้วยวิธีคิดอ่านที่ฝันเฟื่องแล้ว พระเจ้ากลับไม่ได้ประทานพรแก่พวกเขาตามที่พวกเขาเรียกร้อง และพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงจ่ายค่าจ้างหรือประทานรางวัลแก่พวกเขาตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่พอใจและเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อพระเจ้า พวกเขากล่าวประโยคนี้ออกมาภายใต้รูปการณ์เช่นนี้ ประโยคนี้ไม่ได้ไร้ที่มา ตอนที่พวกเขาพูดออกมา พวกเขาก็แสดงพฤติกรรมและสำแดงอะไรออกมามากมาย และถูกเผยตัวไปเรียบร้อยแล้ว สัมพันธภาพระหว่างผู้คนดังกล่าวกับพระเจ้ามีปัญหาอันใด? ปัญหาใหญ่ที่สุดในสัมพันธภาพที่ผู้คนเยี่ยงนี้มีกับพระเจ้าคือสิ่งใด? คือพวกเขาไม่เคยมองเลยว่าตนนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และไม่เคยมองพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างที่ควรนมัสการแม้แต่น้อย ตั้งแต่เริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนต้นไม้เงินตรา เป็นหีบสมบัติ พวกเขามองพระองค์ในฐานะพระโพธิสัตว์ที่จะช่วยให้พวกเขาพ้นจากความทุกข์และความวิบัติ และมองตนเองเป็นผู้ติดตามของพระโพธิสัตว์นี้ รูปเคารพนี้ พวกเขาคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าก็เหมือนการเชื่อในพระพุทธที่เพียงกินอาหารมังสวิรัติ สวดท่องพระสูตร จุดกำยานและกราบกรานบ่อยๆ พวกเขาก็จะสามารถได้สิ่งที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้เรื่องราวทั้งหมดที่ดำเนินมาหลังจากที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าจึงเกิดขึ้นภายในขอบเขตของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา พวกเขาไม่ได้แสดงสิ่งใดที่สำแดงให้เห็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่น้อมรับความจริงจากพระผู้สร้าง และไม่ได้แสดงความนบนอบใดๆ ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีต่อพระผู้สร้าง มีแต่การเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง การคิดคำนวณอย่างต่อเนื่อง และการร้องขอไม่หยุด ทั้งหมดนี้ทำให้สัมพันธภาพที่พวกเขามีกับพระเจ้าพังทลายในที่สุด สัมพันธภาพเช่นนี้เป็นธุรกรรมแลกเปลี่ยนและจะไม่มีวันตั้งมั่นได้ มีแต่รอเวลาให้ผู้คนเยี่ยงนี้ถูกเผยตัวออกมาเท่านั้น ต่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในชีวิตคริสตจักร ไม่แพร่มโนคติอันหลงผิด และสามัคคีธรรมเป็นครั้งคราวว่าตลอดมาพระเจ้าทรงนำพวกเขาอย่างไร พระเจ้าทรงอวยพรพวกเขาอย่างไร พวกเขาได้ชื่นชมสิ่งใดบ้าง และอื่นๆ สิ่งที่พวกเขาพูดถึงส่วนใหญ่ย่อมเกี่ยวพันกับพระคุณ ความสุขสำราญ และผลประโยชน์ทางเนื้อหนังที่พวกเขาได้รับจากพระเจ้า เรื่องเสวนาเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับความจริงและการนบนอบพระเจ้าโดยสิ้นเชิง และไม่มีความเป็นจริงความจริงแต่อย่างใด เมื่อรูปการณ์เอื้ออำนวย พวกเขาก็แสดงความเชื่อในพระเจ้าและความรักที่มีต่อพระองค์ให้เห็น รวมทั้งความอดทนและอดกลั้นต่อผู้อื่น ทั้งหมดนี้เพื่อบรรลุจุดหมายข้อเดียวคือ ได้รับพรทั้งปวงจากพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงริบพระคุณ ผลประโยชน์ และความได้เปรียบทางวัตถุที่พวกเขาเคยได้สุขสำราญไปจากพวกเขา มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก็เผยตัวออกมา ผู้คนที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตนและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนได้เป็นอันดับแรก ย่อมเดือดดาลเมื่อไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาอยากได้อยากมี พวกเขาเริ่มแพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อระบายความไม่พอใจที่ตนมีต่อพระเจ้า พร้อมกับพยายามที่จะดึงผู้คนอีกมากให้มาเห็นใจตนและยอมรับมโนคติอันหลงผิดที่ตนมีเกี่ยวกับพระเจ้าไปด้วย ควรหยุดยั้งและควบคุมผู้คนเช่นนี้เอาไว้หรือไม่? (ควร) หัวข้อ ความคิด และมุมมองที่พวกเขาสามัคคีธรรมนั้นไม่ได้สะท้อนความเข้าใจอันถ่องแท้ในความจริง และไม่ได้ช่วยให้ผู้คนนบนอบพระเจ้าและมีความเชื่อที่จริงแท้ในพระองค์ พวกเขากลับนำผู้คนออกห่างพระเจ้า ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด การระแวดระวัง และแม้กระทั่งการปฏิเสธพระเจ้า ทำให้คนที่รับฟังมโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนเหล่านี้เผยแพร่คอยเตือนตัวเองอยู่เงียบๆ ว่า “ฉันจะไม่มีวันเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว” เหมือนพวกเขาไม่มีผิด นี่คือการรบกวนผู้อื่นซึ่งก่อเกิดจากมโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนเยี่ยงนี้เผยแพร่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger