หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (11) ตอนที่สอง
การจัดสรรอันสมเหตุผล
สำหรับวัสดุสิ่งของในพระนิเวศของพระเจ้า มีงานอีกชิ้นที่สำคัญเหนือกว่าการพิทักษ์รักษาสิ่งของเหล่านั้น นั่นก็คือ การจัดสรรสิ่งเหล่านั้นอย่างสมเหตุผล สิ่งของทั้งหมดนี้มีไว้ให้ผู้คนได้ใช้—เป็นสิ่งที่มีประโยชน์—ดังนั้นเป้าหมายหลักในการพิทักษ์รักษาสิ่งเหล่านี้ก็คือเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ถูกใช้อย่างสมเหตุผล การที่สิ่งของเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างสมเหตุผลก็ขึ้นอยู่กับการจัดสรรอย่างสมเหตุผลของผู้นำและคนทำงานเสียก่อน การจัดสรรอันสมเหตุผลคืออะไร? พระนิเวศของพระเจ้ามีหลักธรรมและกฎเกณฑ์ว่าสิ่งของเหล่านี้ควรถูกมอบให้ผู้ใดไปใช้ ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ถูกถวายโดยเหล่าพี่น้องชายหญิงหรือจัดซื้อมาโดยพระนิเวศของพระเจ้า จุดประสงค์หลักของสิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ใช่การกักตุนไว้เพื่อการบรรเทาทุกข์หรือเป็นของบริจาคสำหรับงานสงเคราะห์ แต่ของเหล่านี้มีไว้เพื่อให้พี่น้องชายหญิงทุกคนที่ทำหน้าที่เต็มเวลาได้ใช้ต่างหาก ดังนั้นวิธีจัดสรรสิ่งของเหล่านี้—หลักธรรมใดบ้างที่มีไว้สำหรับการจัดสรรสิ่งเหล่านี้—เป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานควรลุล่วงในการบริหารวัสดุสิ่งของสารพันแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ในที่นี้พวกเราก็ได้เอ่ยถึงการจัดสรรอันสมเหตุผลไปแล้ว การมีความ “สมเหตุผล” คือหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้ในกรณีนี้
I. การจัดสรรหนังสือพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมเหตุผล
พวกเราจะเริ่มด้วยหนังสือพระวจนะของพระเจ้า ทุกครั้งที่มีการออกหนังสือใหม่ พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ในแง่ของหลักธรรมที่คำนึงว่า ควรออกหนังสือเหล่านั้นให้กับผู้ใด ในคริสตจักรมีผู้คนที่อ่านพระวจนะของพระเจ้ากับผู้คนที่ไม่อ่าน มีผู้คนที่รักความจริงกับผู้คนที่ไม่รัก และมีผู้คนที่ทำหน้าที่กับผู้คนที่ไม่ทำ—ควรมีการแยกความแตกต่างระหว่างประเภทของผู้คนเหล่านี้ มีหนังสือพิเศษในหมวดหมู่ตำราเรียนบ้างเช่นกัน—หนังสือไวยากรณ์ พจนานุกรม และหนังสือเครื่องมืออื่นๆ หนังสือเหล่านี้ควรถูกแจกจ่ายโดยสอดคล้องกับหลักธรรมอย่างเคร่งครัด หนังสือเหล่านี้ต้องถูกมอบให้กับบรรดาผู้ที่จำเป็นต้องใช้ และไม่ถูกมอบให้กับพวกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วก็มีการตีพิมพ์หนังสือเครื่องมือบางส่วนในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย—หากหนังสือเหล่านี้ถูกออกให้กับบุคคลหนึ่ง บุคคลนั้นถูกกำหนดให้ทำอย่างไร? เจ้าอาจอ่านหนังสือเหล่านี้ได้ แต่ห้ามทำให้เสียหาย ห้ามวางทิ้งไปทั่วหรือฉีกหน้าหนังสือออกไปอย่างไม่สนใจใยดี และหนังสือเหล่านี้ต้องถูกเก็บคืนเข้าที่เมื่อเจ้าอ่านเสร็จ สำหรับหนังสือเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ผู้นำและคนทำงานควรแจกจ่ายโดยสอดคล้องกับการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด และพวกเขาควรให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้เข้าใจหลักธรรมทั้งหลายเช่นกันและปฏิบัติตนตามหลักธรรมเหล่านั้น
II. การจัดสรรอุปกรณ์นานาชนิดอย่างสมเหตุผล
ต่อไปนี้คือวิธีจัดสรรอุปกรณ์นานาชนิด นี่เป็นชิ้นงานที่สำคัญมากทีเดียว อุปกรณ์หลายๆ ชนิดมีการจัดสรรที่ค่อนข้างเคร่งครัดกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบไปด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเครื่องมือที่พึงต้องมีสำหรับวิชาชีพสารพัน ยามที่ผู้นำและคนทำงานแจกจ่ายอุปกรณ์เหล่านี้ก็ควรมีหลักธรรมด้วยเช่นกัน บรรดาผู้ที่ได้รับการออกอุปกรณ์เหล่านั้นให้ต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างคุ้นเคยและใช้แบบถูกต้องสมเหตุผล หากใครบางคนเป็นมือใหม่หรือเพียงแค่ไม่เข้าใจวิธีใช้สิ่งนั้น ก็ต้องไม่ออกสิ่งนั้นให้พวกเขา ให้ยึดถือหลักธรรมนี้ไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นเยี่ยมคุณภาพดี อาทิ กล้องถ่ายรูปชั้นเยี่ยม และคอมพิวเตอร์ราคาสูง ตลอดจนอุปกรณ์บันทึกเสียง อุปกรณ์ถ่ายภาพ หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนหลังการผลิตงานวีดิทัศน์—การออกอุปกรณ์แบบนี้ให้กับคนแบบนั้นยิ่งไม่ได้เด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย ผู้นำและคนทำงานต้องแน่ใจว่าบรรดาผู้ที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวนั้น อันดับแรกคือสามารถมองเห็นคุณค่าของอุปกรณ์นั้น และรองลงมาคือสามารถใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่นอุปกรณ์บางอย่างมีกฎเกณฑ์ว่าต้องให้เวลาพักสิบนาทีหลังการใช้งานสองชั่วโมง เพื่อให้เครื่องเย็นลง หากเครื่องไม่เย็นลงก็จะทำให้อุปกรณ์นั้นเสียหายและมีอายุใช้งานสั้นลง ผู้คนที่มองเห็นคุณค่าของอุปกรณ์นั้นจะใช้มันโดยสอดคล้องกับข้อควรระวังในการบำรุงรักษาอย่างเคร่งครัด พวกเขาจะปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านั้นเองโดยที่เจ้าไม่ต้องบอก อีกทั้งพวกเขาจะยิ่งเคร่งครัดและยิ่งระมัดระวังขึ้นไปอีกหากเจ้ากระตุ้นเตือนพวกเขา ผู้คนเช่นนั้นเหมาะที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ พวกเขาเหมาะสมกับการใช้สิ่งของชั้นเยี่ยม เพราะพวกเขารู้จักมองเห็นคุณค่าของอุปกรณ์ และพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับข้อควรระวังในการบำรุงรักษาและการซ่อมแซม ผู้คนดังกล่าวที่สามารถหวงแหนทะนุถนอมอุปกรณ์และใช้มันอย่างปกติได้คือผู้ที่เหมาะที่สุดสำหรับการจัดสรรและการแจกจ่ายอุปกรณ์ระดับสูง ผู้นำและคนทำงานควรดำเนินการตรวจสอบอย่างเหมาะสมในเรื่องนี้ หากมีคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยมอยู่หนึ่งเครื่อง และได้ออกให้กับผู้ใดก็ตามที่ยื่นคำขอโดยบอกว่าตนจำเป็นต้องใช้ หลักธรรมตรงนั้นถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) อะไรที่ไม่ถูกต้องในเรื่องนี้? สำหรับผู้นำและคนทำงานนั้น ในส่วนของการแจกจ่ายและจัดสรรสิ่งของเช่นนั้นควรอยู่บนพื้นฐานของความสามารถทางวิชาชีพของผู้ที่ถูกจ่ายงานให้ทำกิจนั้น อีกส่วนก็คือพวกเขาต้องแจกจ่ายและจัดสรรบนพื้นฐานที่ว่าคนคนนั้นทะนุถนอมอุปกรณ์ในระดับใด ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์หรือไม่ พวกเขาให้ค่ากับอุปกรณ์นั้นหรือไม่ขณะที่ตัวเองกำลังใช้งาน หากคนคนนั้นไม่รู้จักดูแลอุปกรณ์นั้นและไม่คุ้นเคยกับทักษะในวิชาชีพนั้น อีกทั้งแค่อยากรู้อยากเห็นต้องการเล่นกับอุปกรณ์นั้น เช่นนั้นพวกเขาก็ควรถูกจำกัดและห้ามไม่ให้ใช้อุปกรณ์นั้น พวกเขาไม่เหมาะที่จะใช้หรือดูแลอุปกรณ์ชั้นเยี่ยม การให้พวกที่ทำงานธรรมดาใช้อุปกรณ์ธรรมดานั้นก็มากพอแล้ว บรรดาผู้ที่รู้จักวิชาชีพ หรือมีความเป็นมนุษย์ที่ดี อีกทั้งรู้วิธีใช้ บำรุงรักษา และมองเห็นคุณค่าของอุปกรณ์อาจใช้สิ่งของระดับสูงกว่าได้ เพราะพวกเขารอบรู้ในวิชาชีพและสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ระดับสูงได้ หากเจ้าให้คนที่หยาบกระด้างหรือเลอะเลือนใช้ของระดับสูง พวกเขาก็จะทำลายอุปกรณ์นั้นภายในไม่กี่วัน คนอื่นจะไม่สามารถใช้อุปกรณ์นั้นได้ และการซ่อมแซมก็ใช่ว่าจะง่ายดาย นี่ไม่เพียงทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก แต่ยังทำให้สิ้นเปลืองวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอีกด้วย เรื่องนี้มีนัยแฝงอย่างไร? อธิบายชัดว่าผู้คนเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะใช้อุปกรณ์อย่างดี อุปกรณ์อย่างดีต้องมีไว้ให้ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญกับวิชาชีพใช้ สำหรับพวกที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพและมีความเป็นมนุษย์ที่แย่นั้น ให้ใช้สิ่งของธรรมดาก็ดีพอแล้ว การจัดสรรแบบนี้สมเหตุผลหรือไม่? (สมเหตุผล)
สำหรับวัสดุสิ่งของทุกรูปแบบ ต่างคนก็มีวิธีปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นแตกต่างกันไป คนบางคนซื้อคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยมมา และหลังจากใช้ไปแล้วสองปีก็ยังดูใหม่อยู่ ไม่เคยมีรอยนิ้วมือให้เห็นบนหน้าจอเลย และแป้นพิมพ์ก็สะอาดเอี่ยมอยู่ตลอดเวลา ปราศจากฝุ่นแม้แต่ละอองเดียว คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็เรียบร้อยและดูดีเช่นกัน อีกทั้งสิ่งที่จัดเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ก็ล้วนเป็นระบบระเบียบและชัดเจนเลยทีเดียว หากใครบางคนบอกพวกเขาว่า ถ้าใช้หน้าจอเป็นเวลานานจะไม่ดี พวกเขาก็จะถามเดี๋ยวนั้นถึงวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องหน้าจอ—วิธีใดดีที่สุด พวกเขาก็จะทำวิธีนั้น หากใครบางคนบอกเขาว่า จำเป็นต้องให้คอมพิวเตอร์ได้พักหลังจากใช้งานเป็นเวลานาน มันจะทำงานแย่ลงหากเครื่องร้อนเกินไป มีผลต่ออายุงานของอุปกรณ์ เช่นนั้นพอพวกเขาตระหนักว่าตัวเองได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ของตัวเองมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว พวกเขาก็จะหยุดทันที และปล่อยให้คอมพิวเตอร์เย็นตัวลง หากคอมพิวเตอร์เย็นตัวได้ช้าเพราะอากาศร้อนเกินไป พวกเขาก็จะตั้งพัดลมเป่าให้ พวกเขาปฏิบัติต่อเครื่องจักรด้วยความเอาใจใส่เป็นพิเศษมากราวกับเป็นลูกของตัวเอง พวกเขาใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษเวลาที่เอาคอมพิวเตอร์ใส่กระเป๋า และเวลาที่วางลงบนโต๊ะ พวกเขาต้องทำความสะอาดพื้นโต๊ะและวางเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นอย่างเหมาะสม นั่นคือจุดแข็งของพวกเขาไม่ใช่หรือ? (ใช่) คนเหล่านี้ไม่เพียงทะนุถนอมอุปกรณ์ของตัวเองเท่านั้น—แต่เมื่อพวกเขาเห็นผู้อื่นทำลายหรือทำให้อุปกรณ์ใดเสียหาย พวกเขาก็รู้สึกแทบทนไม่ได้ ผู้คนเช่นนั้นเหมาะที่จะใช้อุปกรณ์อย่างดี คนมีเงินบางคนก็จะซื้อคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยมเช่นกัน ซึ่งพอได้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นมาไว้ที่บ้าน พวกเขาก็ไม่ทะนุถนอมเลย พวกเขาไม่ทำความสะอาดไม่ว่าฝุ่นจะเกาะจับคอมพิวเตอร์มากเพียงใด และพวกเขาก็ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสกปรกทีเดียว คนอื่นจะใช้อุปกรณ์ตัวหนึ่งอยู่นานสองปี และมันก็จะยังดูใหม่ แต่ผู้คนเหล่านี้ใช้อุปกรณ์อยู่สองเดือนก็ทำให้มันดูราวกับถูกใช้มาสิบปี พอบอกพวกเขาว่าพวกอุปกรณ์ต่างๆ ต้องการการบำรุงรักษา พวกเขาก็จะพูดว่า “จะบำรุงรักษาของนั่นไปเพื่ออะไร? เครื่องมือต่างๆ มีไว้ให้ผู้คนใช้ ถ้าพวกมันถูกใช้งานจนพัง ก็แค่ซื้อเครื่องใหม่!” ผลลัพธ์ก็คืออุปกรณ์นั้นพังภายในไม่ถึงหกเดือนเนื่องจากถูกใช้งานอย่างไม่เหมาะสม เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผู้คนเช่นนี้? พวกเขาเหมาะที่จะใช้อุปกรณ์ระดับสูงหรือไม่? (ไม่เหมาะ) ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ที่พวกเขาซื้อมาจะดูดีเพียงใดก็ตาม พวกเขาก็ไม่คิดที่จะทะนุถนอม แต่กลับวางทิ้งไปทั่วและวางอย่างไม่ระมัดระวัง คอมพิวเตอร์ของพวกเขาบางเครื่องเป็นรอยขีดข่วนจนดูไม่ได้ บ้างก็โดนน้ำจนเสียหาย บ้างก็หล่นพื้นจนแตกหัก พวกเขาใช้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นอย่างไม่ทะนุถนอมเลย มีบางสิ่งหายไปในความเป็นมนุษย์ของผู้คนเช่นนั้น พวกเจ้าเต็มใจจัดสรรอุปกรณ์อย่างดีให้ผู้คนเช่นนั้นใช้หรือไม่? (ไม่เต็มใจ) คนบางคนสวมแว่นตาและเช็ดเลนส์ไว้อย่างสะอาดมากเสมอ ในขณะที่บนผิวเลนส์ของคนอื่นนั้นโสโครกไปด้วยฝุ่นกับรอยนิ้วมือ และอะไรทำนองนั้น พวกเขาใช้มันไปแบบนั้นได้อย่างไรด้วยซ้ำ? บรรดาผู้ที่จะดูแลแว่นตาของตัวเอง โดยเฉพาะตอนที่กำลังวางแว่นลง พวกเขาจะไม่ให้เลนส์สัมผัสพื้นโต๊ะหรือวัตถุใด และไม่ให้เลนส์เป็นรอยขีดข่วนหรือมีรอยถลอก แว่นตามีความสำคัญมากเป็นพิเศษต่อผู้คนที่สายตาสั้น—เจ้าจะใช้มันได้อย่างไรหากเจ้าทำให้เลนส์เป็นรอยขีดข่วน? คนบางคนหยาบกระด้างต่อแว่นตาของตัวเอง และเลนส์แว่นก็พร่ามัวหลังพวกเขาสวมไปได้พักเดียว ตอนที่กำลังสวมแว่นอยู่ พวกเขาก็มองอะไรไม่ชัด—ไม่สวมแว่นเสียยังดีกว่า กระนั้นพวกเขาก็คิดว่าไม่เป็นไรที่จะสวมแว่นตานั่นต่อไปตามสภาพที่เป็นอยู่ ราวกับว่านั่นไม่ได้สร้างความแตกต่าง นี่ทำให้เรางุนงง เป้าหมายของการที่พวกเขาสวมแว่นตาก็เพื่อให้สามารถมองสิ่งทั้งหลายได้ชัดเจนขึ้นไม่ใช่หรือ? ด้วยเลนส์ที่เป็นรอยขูดขีดไปหมด พวกเขาสามารถมองอะไรได้ชัดเจนหรือ? ผู้คนเหล่านี้หยาบกระด้างไม่ใช่หรือ? ช่างหยาบกระด้างจริงๆ! มีบางสิ่งหายไปจากความเป็นมนุษย์ของผู้คนที่หยาบกระด้างมากเกินไป—พวกเขาไม่รู้วิธีดูแลสิ่งของทั้งหลาย นับประสาอะไรที่พวกเขาจะทะนุถนอมสิ่งของเหล่านั้น
เมื่อเป็นเรื่องของอุปกรณ์และเครื่องมือที่สำคัญของพระนิเวศของพระเจ้า อะไรคือความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน? ในเวลาที่จัดสรรอุปกรณ์ดังกล่าว ต้องให้กับผู้คนที่เหมาะควร แน่นอนที่สุดว่า บรรดาผู้ที่ใช้อุปกรณ์สำคัญระดับสูงเช่นนั้นต้องเป็นผู้คนที่รู้วิธีถนอมสิ่งของทั้งหลาย พวกเขาจะทะนุถนอม ดูแล และบำรุงรักษาอุปกรณ์นั้นในขณะที่อยู่ในการครอบครองของตน เจ้าสามารถมั่นใจว่า พวกเขาจะไม่มีวันทำลายหรือทำให้อุปกรณ์นั้นเสียหายโดยตั้งใจ หรือเนื่องมาจากปัจจัยที่ตัวเองเป็นคนทำ เว้นเสียแต่ว่าโดยผ่านทางความประมาทเลินเล่อชั่วขณะ หรือการขาดความรู้ทั่วไปเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง ผู้คนเช่นนั้นอาจใช้อุปกรณ์นี้ อาจมีการจัดสรรอุปกรณ์ระดับสูงอย่างดีนี้ให้กับพวกเขา สำหรับผู้คนที่หยาบกระด้างโดยธรรมชาติในการใช้สิ่งของทั้งหลาย แค่ให้พวกเขาใช้ข้าวของธรรมดาก็ใช้ได้แล้ว ผู้พิทักษ์รักษาอุปกรณ์และเครื่องมือดังกล่าวมีความรับผิดชอบในการเก็บบันทึกการใช้งานของพวกเขาด้วยเช่นกันว่า ใครเอาสิ่งใดไป และพวกเขาได้ใช้สิ่งนั้นอยู่นานเท่าไร หรือสิ่งของใดที่ไว้สำหรับให้ใครบางคนใช้แต่เพียงผู้เดียว หากเกิดความเสียหาย ใครควรชดใช้ตามมูลค่าของสิ่งนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องลงนามสำหรับสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้สิ่งต่างๆ เป็นธรรมและสมเหตุผลสำหรับทุกคน เครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหลายต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ว่าการใช้งานจะเป็นระยะสั้นหรือยาว ผู้ใช้ต้องเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง และหากสิ่งเหล่านั้นทำงานผิดปกติ พวกเขาควรซ่อมแซมอย่างทันท่วงที ยิ่งงานนี้ถูกทำอย่างพิถีพิถันมากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น หากเกิดสถานการณ์ที่ระบอบของซาตานกำลังจับกุมผู้คน เช่นนั้นความรับผิดชอบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของผู้นำและคนทำงานก็คือการจัดสรรอุปกรณ์และเครื่องมือที่สำคัญให้กับผู้คนที่ไว้วางใจพึ่งพาได้ ครั้นพวกเขาได้ส่งไปแล้ว พวกเขาควรให้คำแนะนำบางอย่างกับคนผู้นั้นโดยบอกพวกเขาว่า “สิ่งของเหล่านี้มาจากพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อให้คุณใช้ในการทำหน้าที่ของคุณ สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เล่น คุณควรใช้อย่างสมเหตุผลและดูแลพวกมันให้ดี อย่าทำให้สิ่งของเหล่านี้เสียหาย เนื่องจากอุปกรณ์และเครื่องมือชิ้นต่างๆ เหล่านี้จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ หากเกิดความเสียหายขึ้น ก็ควรมีการชดเชยตามมูลค่าของมัน หากงานล่าช้าเพราะอุปกรณ์เสียหาย นั่นเป็นประเด็นปัญหาที่มีธรรมชาติร้ายแรงขึ้นไปอีก หมายความว่ามีการก่อกวนและการทำลายงานนั้น ดังนั้นคุณต้องรู้วิธีที่จะใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทุกชนิดอย่างถูกต้องในการทำหน้าที่—คุณต้องไม่ทำให้สมบัติแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหายอย่างเด็ดขาด จงจดจำหลักธรรมเหล่านี้ให้ขึ้นใจเกี่ยวกับการใช้งานอย่างสมเหตุผล และการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาเป็นประจำ—หากบางสิ่งทำงานผิดปกติ ให้รายงานอย่างทันท่วงทีและยื่นคำร้องขอส่งซ่อม” เพื่อที่จะทำงานนี้ให้ดี ส่วนหนึ่งเหล่าผู้นำและคนทำงานก็ต้องรู้หลักธรรมของการจัดสรรและการใช้งาน อีกส่วนก็คือพวกเขาควรให้ผู้ใช้ได้รู้วิธีทำการบำรุงรักษาและการดูแลให้อยู่ในสภาพดี และจะทำการซ่อมแซมอย่างไรหากเกิดการทำงานที่ผิดปกติขึ้น เป็นต้น นี่คือความรู้มาตรฐานที่ผู้คนควรมีและเข้าใจเมื่อเป็นเรื่องของการดูแลและใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทุกชนิด
ผู้นำและคนทำงานจะต้องจัดสรรอุปกรณ์สารพัดของพระนิเวศของพระเจ้าอย่างสมเหตุผล ตัวอย่างเช่น หากบุคลากรของงานจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ซึ่งพร้อมด้วยคุณสมบัติเฉพาะอันค่อนข้างครอบคลุม เจ้าก็ควรจัดสรรให้พวกเขาหนึ่งเครื่อง หากพวกเขาบอกว่าหนึ่งเครื่องไม่พอ เจ้าก็ต้องถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และเจ้าต้องสอบถามหลายๆ คนเพื่อดูว่าสิ่งที่พวกเขาพูดอยู่นั้นตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่ จงอย่าแค่ให้คอมพิวเตอร์มากเท่าที่พวกเขาขอโดยดูจากคำขอของพวกเขาเท่านั้น หากพวกเขาบอกว่าหนึ่งเครื่องไม่พอก็ให้ไปสองเครื่อง หากพวกเขาบอกว่าสองเครื่องไม่พอก็ให้ไปสามเครื่อง เช่นนั้นเจ้าจะไม่ได้กำลังแจกจ่ายคอมพิวเตอร์ราวกับเป็นของเล่นหรอกหรือ? นั่นจะเป็นการไม่ยั้งคิดไม่ใช่หรือ? ก่อนอื่นเจ้าต้องตรวจสอบสถานการณ์และตัดสินใจไปบนพื้นฐานของหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าต้องไม่อนุมัติการยื่นคำขอทุกลักษณะไปโดยพลการอย่างเด็ดขาด เผื่อว่าคนบางคนแค่กำลังยื่นคำขอแบบไม่รู้จักแยกแยะโดยใช้การทำหน้าที่มาบังหน้า ยิ่งไปกว่านั้น คนบางคนที่กำลังทำงานสำคัญอาจจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ระดับสูงกว่า ทว่าคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของพวกเขามีคุณสมบัติเฉพาะที่ระดับต่ำกว่า ผู้นำและคนทำงานต้องตรวจดูเรื่องนี้ให้ทันท่วงทีด้วย และจัดสรรอุปกรณ์อย่างสมเหตุผล การจัดเตรียมคอมพิวเตอร์ควรถูกกำหนดบนพื้นฐานของธรรมชาติของงานที่คนคนหนึ่งทำและข้อกำหนดสำหรับระดับของคอมพิวเตอร์ หากใครบางคนเป็นแค่ผู้นำหรือคนทำงานธรรมดา และพวกเขาไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรืองานฝ่ายผลิตวีดิทัศน์ และเพียงใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำสิ่งต่างๆ อาทิ การใช้อินเตอร์เน็ต การหาแหล่งทรัพยากร และการใช้โทรศัพท์เท่านั้น อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ต้องมีอะไรมากในแง่ของคุณสมบัติเฉพาะของคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองใช้ เช่นนั้นให้พวกเขาใช้เครื่องธรรมดาก็ใช้ได้แล้ว ผู้สูงอายุบางคนรู้เพียงวิธีใช้งานที่เรียบง่าย อาทิ การพิมพ์ การเข้าอินเตอร์เน็ต และการโทร กระนั้น พอพวกเขากลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน ก็มีการออกคอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยมมากให้กับพวกเขา นี่สมเหตุผลหรือไม่? พวกเขากำลังแสวงหาสิทธิพิเศษไม่ใช่หรือ? พวกเขากำลังเพลิดเพลินกับผลประโยชน์จากสถานะไม่ใช่หรือ? (ใช่) อุปกรณ์ระดับสูงชั้นเยี่ยมประเภทนี้มีไว้ใช้เพื่อสิ่งใด? อุปกรณ์เหล่านี้มีไว้ให้บุคลากรซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องและบุคลากรมืออาชีพใช้ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกับสถานะของคนคนหนึ่ง ผู้นำและคนทำงานบางคนเชื่ออย่างเข้าใจผิดว่า พวกเขาควรได้เพลิดเพลินกับสิทธิ์การใช้งานที่เป็นสิทธิพิเศษเหนือสิ่งของนานาประการแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นั่นใช่กฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ใช่ ครั้นคนบางคนกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงานแล้ว พวกเขาก็รีบออกคอมพิวเตอร์ มือถือ และหูฟังระดับสูง พวกเขาประดับไปด้วยอุปกรณ์ระดับสูงทุกชนิด อะไรคือผลที่ตามมาของเรื่องนี้? จริงหรือที่การนี้ทำไปเพื่อให้งานบรรลุผลลัพธ์ที่ดี? ผู้คนเหล่านั้นกำลังทะยานอยากได้ความเพลิดเพลินทางเนื้อหนังไม่ใช่หรือ? จะว่าไป เจ้ากำลังใช้คอมพิวเตอร์ระดับสูงทำอะไรอยู่หรือ? เจ้าก็แค่กำลังจัดให้มีการชุมนุมออนไลน์และการประกาศวาจาและคำสอนไม่ใช่หรือ? เจ้ารู้วิธีอัพโหลดวีดิทัศน์หรือไม่ หรือเจ้าสามารถผลิตวีดิโอได้หรือไม่? เจ้ารู้วิธีทำนุบำรุงระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือไม่ หรือเจ้าสามารถสร้างเว็บไซต์ได้หรือไม่? เจ้ารู้วิชาชีพเหล่านี้หรือไม่? หากเจ้าไม่รู้ คอมพิวเตอร์ระดับสูงจะมีประโยชน์อะไรต่อเจ้าหรือ? น่าขยะแขยงไม่ใช่หรือที่ทำแบบนี้? (ใช่) หากเจ้ามีเงินของตัวเอง ไม่มีใครใส่ใจเลยว่าเจ้าใช้เงินนั่นซื้อคอมพิวเตอร์กี่เครื่อง และไม่มีผู้ใดจะก้าวก่ายไม่ว่าคอมพิวเตอร์เหล่านั้นระดับสูงเพียงใด ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงการที่วัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจำเป็นต้องถูกจัดสรรอย่างสมเหตุผลอย่างไร “สมเหตุผล” หมายความว่าอย่างไร? เมื่อผู้นำและคนทำงานใช้อุปกรณ์ระดับสูงนี้ของพระนิเวศของพระเจ้า นั่นนับเป็นการใช้อย่าง “สมเหตุผลหรือไม่”? (ไม่) พวกเขาไม่รู้วิชาชีพนั้นหรือวิธีที่จะทำสิ่งใด การมีคอมพิวเตอร์ระดับสูงทำให้พวกเขามีระดับสูงหรือ? พวกเขากำลังทำเอาหน้าไปเพื่ออะไร? พระนิเวศของพระเจ้าไม่มีกฎเกณฑ์ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้นำและคนทำงานในการใช้และการจัดสรรวัสดุสิ่งของของพระนิเวศ พวกเขาไม่มีสิทธิพิเศษนั้น และนี่ไม่ใช่หลักธรรมอันสมเหตุผลสำหรับการที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดสรรสิ่งของ—นี่ไม่สมเหตุผลแต่อย่างใดเลย คนบางคนอาจซื้อสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองหากพวกเขาอยู่ในฐานะที่ทำเช่นนั้นได้ หากพวกเขาไม่ได้อยู่ในฐานะนั้น และจำเป็นต้องให้พระนิเวศของพระเจ้าจัดสรรให้ เช่นนั้นพวกเขาใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดาก็พอแล้ว นี่เป็นธรรมและสมเหตุผล บรรดาผู้ที่รู้วิธีใช้อุปกรณ์ระดับสูงนี้อย่างแท้จริงคือบุคลากรมืออาชีพที่เกี่ยวข้องในงานนี้ ดังนั้นพระนิเวศของพระเจ้าควรจัดสรรอุปกรณ์นี้ให้พวกเขา เหล่านี้เป็นหลักธรรมบางประการที่เหล่าผู้นำและคนทำงานควรทำความเข้าใจและรู้ซึ้งในแง่ของการจัดสรรวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้า จงตรวจดูอีกครั้งบนพื้นฐานของหลักธรรมเหล่านี้ ว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถูกจัดสรรอย่างไม่สมเหตุผลตรงไหนบ้าง หากมีก็จงเร่งทำการแก้ไขให้ถูกต้อง หลังจากที่คนบางคนกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน พวกเขามองว่าไม่มีใครในพระนิเวศของพระเจ้ากำลังเลียแข้งเลียขาพวกเขา ไม่มีใครกำลังออกสิ่งของระดับสูงให้กับพวกเขา และพวกเขายังคงสวมเสื้อผ้าชุดเก่าของตัวเอง ยังคงใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเล็กสุดแสนธรรมดาของตัวเอง และพระนิเวศของพระเจ้ายังไม่ได้ตบแต่งพวกเขาด้วยของที่ดีเลย ดังนั้นพวกเขาจึงไปหาฝ่ายการเงินและยื่นคำขอเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ นี่สมเหตุผลหรือไม่? (ไม่) พวกเขาพูดว่า “ถ้าคุณไม่ออกคอมพิวเตอร์ให้ฉัน ฉันก็จะไม่ทำหน้าที่—ฉันจะหาโอกาสทำให้พระนิเวศของพระเจ้าซื้อคอมพิวเตอร์ระดับสูงขึ้น รุ่นใหม่ขึ้น ทำงานเร็วขึ้นให้กับฉัน!” พวกเขากล้าดีมาก—ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาจะไม่กล้าทำ หลังจากที่ผู้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้นำ พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าเหมือนเป็นของตัวเองโดยคิดว่า “เงินของพระนิเวศของพระเจ้าเป็นของฉันเหมือนกัน—ฉันจะใช้จ่ายอย่างที่พอใจ!” นี่คือบางสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถทำได้
III. การจัดสรรเสบียงและอาหารรายวันสารพัดอย่างสมเหตุผล
ตอนนี้พวกเราได้พูดถึงการจัดสรรวัสดุและอุปกรณ์สารพัดอย่างสมเหตุผลไปจนหมดแล้ว ถัดไปพวกเราจะพูดคุยเกี่ยวกับข้าวของสำหรับการดำรงชีพรายวัน ตัวอย่างเช่น ธัญพืช ผัก และอาหารแห้ง ตลอดจนส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับการทำอาหาร อาหารเสริมนานาชนิด เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่แค่จะต้องได้รับการพิทักษ์รักษาอย่างสมเหตุผลเท่านั้น แต่จะต้องได้รับการจัดสรรอย่างสมเหตุผลด้วย เช่นนั้นแล้วสิ่งของสารพัดเหล่านี้จะต้องได้รับการจัดสรรอย่างสมเหตุผลอย่างไร? พระนิเวศของพระเจ้ามีมาตรฐานสำหรับอาหารของพระนิเวศ และบรรดาผู้ที่บริหารสิ่งของดังกล่าวควรจัดสรรสิ่งของเหล่านั้นอย่างสมเหตุผลโดยยึดตามมาตรฐานเหล่านั้นอย่างเข้มงวด พวกเขาจะต้องไม่ให้อาหารที่ดีในปริมาณที่มากกว่ากับบรรดาคนที่ใกล้ชิดกับตัวเอง ตัวอย่างเช่น หากมีการจัดซื้อข้าวคุณภาพดีมีรสชาติมาบ้าง หรือหากมีการซื้อผลไม้หรือเนื้อสัตว์ที่ซื้อเป็นครั้งคราวเท่านั้น และเจ้าก็ออกสิ่งนี้ในปริมาณมากกว่าให้กับใครก็ตามที่เจ้ามีสัมพันธ์อันดีด้วย หรือออกข้าวของที่ดีทั้งหมดให้กับคนเหล่านั้น โดยส่งข้าวของที่ไม่ดีไปให้คนอื่น—นั่นถือเป็นการจัดสรรอันสมเหตุผลหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นในที่นี้ “ความสมเหตุผล” ประเมินกันอย่างไรหรือ? การจัดสรรสิ่งทั้งหลายในหนทางใดจึงอาจพิจารณาได้ว่าสมเหตุผล? การจัดสรรอาหารอย่างมีสมดุล ไปตามหลักธรรมและมาตรฐานที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนด โดยออกให้มากเท่าที่ควรออกให้ หากเจ้ารู้สึกว่าตัวเองสนิทกับใครบางคน เจ้าอาจยกส่วนของตัวเองให้กับพวกเขา จงอย่านำสิ่งที่เป็นของผู้อื่นมาเอื้อเฟื้อแจกจ่าย และจงอย่าใช้วัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้ามาแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น หากเจ้าต้องการเอื้อเฟื้อ ก็จงใช้สิ่งที่เป็นของตัวเองทำเช่นนั้น ความเอื้อเฟื้อไม่ใช่หลักธรรมในพระนิเวศของพระเจ้า—หลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าคือการจัดสรรอันสมเหตุผล การแจกจ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและของกินนานาสารพันควรสอดคล้องกับมาตรฐานที่พระนิเวศของพระเจ้าตั้งไว้ ไม่ใช่อย่างขาดการพิจารณา ธรรมดานั้น ผู้นำและคนทำงานอาจกำกับการและดูว่าผู้คนที่รับผิดชอบการแจกจ่ายสิ่งของเช่นนั้นมีความตั้งใจที่ดีหรือไม่ การแจกจ่ายของพวกเขาสมเหตุผลหรือไม่ การแจกจ่ายทำโดยสอดคล้องกับหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ ผู้คนส่วนใหญ่รายงานเรื่องนั้นว่าอย่างไร พวกเขาร้องทุกข์อันใดหรือไม่ และทุกคนได้รับการดูแลหรือไม่ ต้องทำอย่างไรหากบางคราวสิ่งของเกิดขาดแคลน? ไม่เป็นไรใช่หรือไม่หากผู้นำและคนทำงานเก็บไว้กินเอง? บางคนอาจพูดว่า “ผู้นำกับคนทำงานมีสถานะและเกียรติยศสูงสุด และโดยปกติแล้วพวกเขาพูดกับพวกเรามากที่สุด ซึ่งทำให้พวกเขาปากแห้ง หากมีของอะไรดีๆ ก็กันไว้ให้พวกเขากินเถิด” นั่นไม่เป็นไรใช่หรือไม่ที่จัดสรรสิ่งของแบบนี้? (ไม่ใช่ สิ่งของทั้งหลายควรถูกกันไว้ให้กับบรรดาผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง) หากผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ค่อนข้างราคาแพงมียอดคงคลังเหลือน้อย ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรถูกจัดสรรอย่างไร? ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นควรถูกจัดสรรให้กับบรรดาผู้ที่ได้สละตัวเองเพื่อพระเจ้ามาหลายปีและได้สร้างคุณูปการไว้ ผู้คนเหล่านี้มีสุขภาพที่แย่อันเนื่องจากวัย ทว่าพวกเขาก็ยังคงทำหน้าที่อย่างเอาการเอางาน และเหล่าพี่น้องชายหญิงก็ได้ประโยชน์จากพวกเขาไปนับอนันต์ ผู้คนเหล่านี้จำเป็นต้องบำรุงรักษาและดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองสักหน่อย และการเอื้ออำนวยให้พวกเขาได้กินและใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเหล่านั้นย่อมมีแต่ถูกต้อง ไม่มีใครควรทะเลาะกันเพราะเสบียงที่ขาดแคลน นี่คือวิธีที่ผู้นำและคนทำงานต้องจัดสรรสิ่งของเหล่านี้ นี่สมเหตุผลหรือไม่? (สมเหตุผล) เช่นนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะมีข้อคัดค้านต่อการจัดสรรแบบนั้นหรือไม่? มีใครบ้างไหมที่พูดว่า “ฉันอาจไม่แก่ขนาดนั้น แต่ฉันก็มีงานให้ทำมากมายก่ายกอง—ทุกวันฉันทำงานเกินแปดชั่วโมง งานของฉันอาจไม่มีประสิทธิภาพนัก และฉันก็อาจไม่ได้ทำงานนั่นมาหลายปีนัก แต่บางคราวสุขภาพของฉันก็ไม่ดีเยี่ยมนักเช่นกัน ทำไมถึงไม่มีใครห่วงใยดูแลฉัน? พอมีของดีๆ ก็ไม่เคยถึงคราวที่ฉันจะได้รับ แต่พอมีงานให้ทำ ก็ตามตัวฉันตลอด?” ใครบางคนที่เป็นแบบนี้ต้องได้รับการปันส่วนให้หรือไม่? ในเมื่อพวกเขามีหน้ามาขอสิ่งนี้ ก็เหลือให้พวกเขาบ้าง—นั่นสมเหตุผลหรือไม่? พวกเจ้าจะเห็นด้วยกับการทำแบบนั้นหรือไม่? (ไม่) หากเป็นเรา เราจะเห็นด้วย เหตุใดจึงต้องยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเช่นนั้น? ผู้คนไม่ใช่ดำรงชีวิตอยู่เพื่อความเพลิดเพลิน พวกเขาไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ดื่ม และสรวลเสเฮฮา เหตุใดจึงทะเลาะกันเพราะเรื่องเช่นนั้น? หากใครบางคนต้องการทะเลาะเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นจริงๆ และสภาพการณ์ของพวกเขาก็พอจะเหมาะควรอยู่บ้าง เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาได้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้นสักเล็กน้อย จะได้เป็นการแสดงให้เห็นความเอื้อเฟื้อพิเศษต่อพวกเขาบ้าง แต่เจ้าก็จะไม่ได้เสียอะไรในเรื่องนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น ดังนั้นสมมุติว่าใครบางคนจะพูดว่า “ทำไมคุณไม่ให้ฉันบ้าง? สุขภาพของฉันก็ไม่ได้ดีเยี่ยม ถ้าฉันได้กินบางสิ่งที่ดีขึ้นมาจริงๆ ด้วยความที่ฉันมีสุขภาพที่ดีขึ้น ฉันก็จะสามารถทำงานได้มากขึ้นและทุ่มความพยายามเป็นพิเศษให้กับพระนิเวศของพระเจ้าได้มากขึ้น และงานของฉันก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น” ในเมื่อพวกเขาได้ร้องขอมาแบบนี้ จงอย่าปฏิเสธให้พวกเขาต้องอับอาย จงแจกจ่ายให้พวกเขาไปบ้าง ผู้คนอื่นก็ไม่ควรยุ่งยากนักกับเรื่องนี้—จงใจกว้างขึ้นสักหน่อย ชีวิตของเจ้าก็จะไปต่อได้ดังที่เคยเป็นมาโดยไม่มีสิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่หรือ? สิ่งที่พระเจ้าทรงมอบแก่ผู้คนนั้นไม่ขาดแคลน แต่ล้นเหลือและอุดมสมบูรณ์—ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันเพื่อสิ่งของทั้งหลาย หากมีสิ่งของพิเศษบางอย่าง และไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าตัวเองต้องมี หรือตัวเองจำเป็นต้องเพลิดเพลินกับสิ่งนั้น เช่นนั้นคนจำพวกใดก็ตามที่เสียงส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันที่สุดว่ามีความเหมาะสมที่สุดก็ควรได้รับสิ่งนั้นไปกิน พวกเราเน้นความเป็นมนุษย์และการจัดสรรสิ่งทั้งหลายอย่างสมเหตุผล บรรดาผู้ที่ได้สิ่งเหล่านี้มาควรยอมรับสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าและขอบคุณสำหรับพระคุณของพระองค์ ผู้อื่นก็ต้องไม่ทะเลาะกันเพราะสิ่งเหล่านั้น หากเจ้าทำแบบนั้น เจ้าก็ไม่มีเหตุผล เจ้ากำลังจงใจสร้างความเดือดร้อน และเจ้ากำลังแตกแถว นี่คือวิธีจัดการกับสภาพการณ์พิเศษเช่นนั้น สำหรับสภาพการณ์พิเศษกับสภาพการณ์ธรรมดานั้นมีหลักธรรมที่เหมือนกันอยู่ กล่าวคือ สภาพการณ์เหล่านั้นจะต้องไม่ถูกปฏิบัติอย่างขาดการพิจารณา และยิ่งต้องไม่ถูกปฏิบัติไปบนพื้นฐานของข้อกำหนดเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เมื่อสิ่งของเหล่านี้ถูกจัดสรรอย่างสมเหตุผล ผู้นำและคนทำงานย่อมได้ลุล่วงความรับผิดชอบของตนแล้ว
ในการจัดสรรเสบียงและอาหารรายวัน ผู้นำและคนทำงานควรทำไปบนพื้นฐานของสถานการณ์จริง นับจำนวนคนตามจริง และปริมาณที่จำเป็นจริงๆ เพื่อจัดสรรสิ่งของเหล่านั้นไปในหนทางที่สมเหตุผลอย่างแท้จริง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองหรือประสบกับการสูญเสีย นี่คือความรับผิดชอบที่ผู้นำและคนทำงานควรลุล่วง บางคราวที่พวกเขาไม่มีความเข้าใจในสภาพการณ์อันเฉพาะเจาะจง พวกเขาอาจจัดสรรสิ่งของบางอย่างไปตามหลักธรรมพื้นฐาน และเรียนรู้ในภายหลังผ่านทางความคิดเห็นติชมของทุกคนและการติดตามผลที่ตามมา ว่าการจัดสรรนั้นไม่สมเหตุผล ว่าการจัดสรรนั้นค่อนข้างยึดตามข้อบังคับไปหน่อย ในกรณีนั้น คราวหน้าพวกเขาก็ต้องปรับปรุงเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหานั้นซ้ำ อีกทั้งเพื่อลดความสิ้นเปลืองและการสูญเสีย นั่นคือการลุล่วงความรับผิดชอบของพวกเขา แน่นอนว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายและความสิ้นเปลือง ส่วนหนึ่งพวกเขาก็ต้องปรึกษาหารือกันให้มากขึ้นขณะที่จัดสรรสิ่งของ พวกเขาต้องยึดมั่นอยู่กับหลักธรรมทั้งหลายอย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่จำเป็น จงอย่าจ่ายสิ่งของออกไปอย่างขาดการพิจารณา โดยไม่ให้สิ่งของกับบรรดาผู้ที่จำเป็นต้องได้รับอย่างแท้จริง ไม่ให้สิ่งของกับบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยใจจริง ผู้ซึ่งมีความเป็นจริงความจริง แต่กลับเจาะจงมอบให้กับพวกประจบสอพลอที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ การทำเช่นนั้นเป็นการปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? (ไม่) การทำแบบนั้นเป็นความเลินเล่อไม่ใช่หรือ? การไม่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคือการไม่ลุล่วงความรับผิดชอบคนเรา การลุล่วงความรับผิดชอบคนเราหมายถึงสิ่งใด? การลุล่วงความรับผิดชอบไม่ใช่การทำแบบพอเป็นพิธีและยึดปฏิบัติตามข้อบังคับ อีกทั้งไม่ได้ลุล่วงด้วยการทำตามขั้นตอนที่วางไว้—กลับกัน การลุล่วงความรับผิดชอบคือการลงมือกระทำโดยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้ ในเวลาเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าไม่เกิดกรณีสิ้นเปลืองหรือเสียหายกับสิ่งใดในพระนิเวศของพระเจ้า นั่นคือการลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ในการจ่ายไข่ให้กับคนห้าคน เจ้าควรให้คนละหนึ่งฟองต่อวัน และออกให้พวกเขาทุกสิบวัน ดังนั้นเจ้าจะส่งไปให้พอดีห้าสิบฟอง เจ้าควรจ่ายไข่ออกไปแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะจำนวนน้อยย่อมดูแลง่าย ยิ่งไปกว่านั้น นั่นเป็นปริมาณที่พอดีกินสำหรับพวกเขา นั่นเป็นการถูกต้องทีเดียวที่ปฏิบัติเช่นนี้ไปตามมาตรฐานและรายละเอียดเฉพาะที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้—นั่นคือการปฏิบัติตนไปตามหลักธรรม หากผู้นำหรือคนทำงานเกรงจะเกิดความยุ่งยากจึงจ่ายไข่ออกไปเป็นจำนวนสำหรับหนึ่งร้อยวันต่อครั้ง—ไข่ห้าร้อยฟอง—นั่นจะพอเหมาะพอควรหรือไม่? จงบอกเราที ไข่ห้าสิบฟองหรือห้าร้อยฟองที่ขนส่งและดูแลง่ายกว่า? (ห้าสิบ) จำนวนน้อยกว่าย่อมขนส่งและดูแลง่ายกว่า คนบางคนส่งของเป็นจำนวนสำหรับหนึ่งร้อยวันจริงๆ ผลลัพธ์ก็คือ ไข่บางฟองแตกระหว่างทาง และบ้างก็แหลกเละตอนหอบหิ้วที่ปลายทาง เมื่อมีไข่แตกทีละนิดตามติดกันมา ก็พาเอาเสียหายไปส่วนหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อผู้คนเห็นไข่ถูกจ่ายออกไปมากมาย พวกเขาก็จะกินทิ้งกินขว้างกันตามสบาย และแล้วพวกเขาก็จะไม่เหลือไข่ให้กินก่อนถึงรอบส่งของถัดไป ดังนั้นเมื่อไข่เหล่านี้แตกและเกิดความเสียหาย ต้นเหตุก็มาจากการปล่อยปละละเลยของผู้นำและคนทำงานไม่ใช่หรือ? (ใช่) หากพวกเขาขอเพิ่ม เจ้าให้พวกเขาได้หรือไม่? ตามหลักธรรมนั้น เจ้าไม่อาจให้พวกเขาเพิ่มได้อีกเลยก่อนถึงวันที่กำหนดไว้ แต่พวกเขารู้สึกขุ่นเคืองเมื่อไม่มีไข่ให้กิน ตรงนี้ต้องทำอย่างไร? ต้องมีการจัดสรรอย่างสมเหตุสมผล แน่นอนที่สุดว่า ในขณะที่จัดสรรสิ่งของเหล่านี้ ผู้นำและคนทำงานต้องยึดปฏิบัติตามหลักธรรมของการจัดสรรอันสมเหตุผลและมาตรฐานที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้ โดยออกของให้กับพวกเขาตรงตามเวลาและสม่ำเสมอ นอกเหนือจากนั้น พวกเขาต้องเข้าใจโดยทันทีว่าได้มีกรณีสิ้นเปลืองหรือไม่ ได้มีการยื่นคำขอซ้ำหรือร้องขอสิ่งที่ขาดแคลนเนื่องจากถูกทำให้เสียของหรือไม่ และมีกรณีสูญเปล่าจากการที่ผู้คนไม่ชอบสิ่งของที่ออกให้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น ทั้งเนื้อสัตว์และผักถูกออกให้ไป และผู้คนส่วนใหญ่ชอบเนื้อสัตว์มากกว่า ดังนั้นพวกเขาอาจบริโภคเนื้อสัตว์หมดภายในสามหรือห้าวันและเหลือผักไว้ ผักทั้งหลายไม่ได้ถูกเก็บรักษาอย่างดี จึงเสียสภาพไปบ้างและสักพักก็เน่า แล้วก็หมดลงก่อนออกของรอบถัดไป เช่นนั้นบางคนอาจยื่นคำขอเข้ามาใหม่และขอเพิ่มปริมาณ ควรให้เพิ่มหรือไม่ในกรณีแบบนี้? สมเหตุผลหรือไม่ที่จะเพิ่มให้พวกเขา? (ไม่สมเหตุผล) ผู้คนอื่นจะแอบกินเนื้อและไข่จนหมด อีกทั้งกินผักทั้งหมดที่ตัวเองชอบ พร้อมกับให้เหตุผลและข้อแก้ตัวทุกชนิดที่จะไม่กินสิ่งที่ตนไม่ชอบ พอผักเป็นสีเหลืองและสภาพไม่ดี พวกเขาก็บอกว่าผักพวกนั้นกินไม่ได้ และจบลงตรงที่พวกเขาใช้เป็นอาหารไก่และสุกร หรือไม่ก็แค่โยนทิ้งไป แล้วก็มาขอเพิ่ม เมื่อผู้นำและคนทำงานเผชิญกรณีประเภทนี้ พวกเขาจะต้องรับมืออย่างไร? หากพวกเขาพูดว่า “คราวหน้าฉันจะเพิ่มให้พวกคุณเพราะเห็นแล้วว่ามันไม่พอ—ในเมื่อพวกคุณกินเยอะ ฉันก็จะจัดเตรียมให้พวกคุณมากขึ้น” นั่นใช่วิธีรับมือที่เหมาะควรหรือไม่? นั่นเป็นการหน้ามืดตามัวไม่ใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาหน้ามืดตามัวอย่างไร? (พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งก็คือ เหตุผลหลักที่อาหารที่ตนจ่ายออกไปไม่พอนั้น เป็นเพราะมันถูกทำให้เสียเปล่า) พวกเขาผลีผลามสรุปโดยปราศจากการทำความเข้าใจว่าอันที่จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น ในสถานที่ส่วนใหญ่ที่พระนิเวศของพระเจ้าออกของให้ไปตามรายละเอียดเฉพาะนั้นมีอาหารให้กินอย่างเพียงพอ เหตุใดจึงมีแต่สถานที่นี้แห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยพอ? นั่นต้องมีการตรวจสอบเป็นพิเศษไม่ใช่หรือ? พวกเขาต้องไปที่หน้างานและไต่สวนสถานการณ์อย่างรัดกุมและลงรายละเอียดเพื่อดูว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายแล้วโดยผ่านทางการตรวจสอบและการทำความเข้าใจของพวกเขา พวกเขาก็พบว่าคนทำอาหารของสถานที่นั้นเป็นคนไม่ดีและไม่มีศีลธรรม นำอาหารสำหรับผู้คนไปเลี้ยงไก่ จงใจสิ้นเปลืองอาหารแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาค่อนข้างเรื่องมากกับสิ่งที่ตัวเองกิน และชอบกินแต่อาหารอร่อยเท่านั้น พอไม่มีเนื้อสัตว์ พวกเขาก็จะไม่กินผัก และพอมีเนื้อสัตว์ แม้แต่เต้าหู้พวกเขาก็จะไม่กิน เวลาที่มีไข่ พวกเขาก็เอามากินทุกมื้อ พวกเขาเลือกแต่อาหารอร่อยโดยเฉพาะและไม่กินผักธรรมดาเลย และก็ไม่สนใจด้วยหากผักหมดสภาพ เมื่อเข้าใจแล้วจึงได้เห็นว่าคนทำอาหารเป็นคนไม่ดี—เช่นนั้นควรหรือไม่ที่พวกเขาจะได้ยอดจัดสรรเพิ่มขึ้นในตอนออกของคราวหน้า? (ไม่ควร) การไม่ให้พวกเขาเพิ่มขึ้นใช่การแก้ปัญหานี้ทั้งหมดหรือไม่? ครั้นค้นพบปัญหานี้แล้วควรรับมืออย่างไร? เปลี่ยนตัวพวกเขาทันที สลับตัวกับใครบางคนที่มีความเป็นมนุษย์เล็กน้อยให้รับหน้าที่ต่อ ค้นหาและแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที รวมทั้งกำจัดผู้คนที่ชั่วเช่นนั้น แอปเปิลเน่าเช่นนั้น บางคนอาจถามว่า “ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ทำอาหารอีกต่อไปแล้ว ให้พวกเขาให้อาหารไก่จะได้ไหม?” (ไม่ได้) หากพวกเขาให้อาหารไก่ ไก่ก็จะไม่ออกไข่ หากพวกเขาให้อาหารสุกร สุกรก็จะตัวผอมแห้ง ให้พวกเขาเลี้ยงอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ผู้คนเช่นนั้นต้องถูกส่งตัวไปให้พ้น—พวกเขาไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า หากพบปัญหาอื่นขณะจัดสรรวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าก็ควรแก้ไขในทันที เป้าหมายของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้คืออะไร? เพื่อลดทอนความสิ้นเปลืองและการเสียสภาพที่เกิดกับวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้า บางคนอาจถามว่า “เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ต้องมีคนไปตรวจสอบที่ห้องครัว พระองค์ตรัสไว้ไม่ใช่หรือว่า ไม่อนุญาตให้ผู้นำและคนทำงานเข้าไปในห้องครัว? ทำไมตอนนี้ถึงอนุญาตพวกเขา?” นั่นเป็นสองเรื่องที่แยกจากกัน เราไม่ได้พูดว่าไม่อนุญาตให้พวกเขาไป—ที่พูดไปนั่นเป็นการชำแหละว่าผู้นำและคนทำงานไม่รู้วิธีทำงาน ได้แต่เอ้อระเหยลอยชาย ระเริงอยู่ในผลประโยชน์จากสถานะ ไปที่ห้องครัวเพื่อหาของดีๆ กินเป็นประจำ ในกรณีที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ พวกเขากำลังไปที่ห้องครัวเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่หาของดีๆ กิน เมื่อเป็นเวลาสมควรก็เข้าไปเถิด แต่เมื่อไม่สมควรก็จงอย่าเข้าไป ผู้นำและคนทำงานมีงานให้ทำมากมาย และนี่ก็เป็นกิจหนึ่งของพวกเขา เป็นกิจซึ่งสามารถรู้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจงนี้ได้ด้วยการลงลึกเข้าไปในห้องครัวและทำความเข้าใจรายละเอียดเท่านั้น หากพบว่าคนทำอาหารไม่มีความเหมาะสม ก็ต้องปลดพวกเขาออกในทันทีและให้คนที่เหมาะสมมาแทน การทำแบบนั้นทำให้มั่นใจว่าสิ่งของที่พระนิเวศของพระเจ้าออกให้จะไม่จบลงด้วยความสิ้นเปลืองหรือเสียสภาพ ไม่ว่าเราอธิบายแบบไหน ข้อกำหนดที่มีต่อผู้นำและคนทำงานก็คือให้พวกเขาลุล่วงความรับผิดชอบของตน—หากนั่นเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าต้องห่วงใยดูแลและทำ เจ้าก็ต้องคอยห่วงใยดูแลและทำอย่างแน่นอนที่สุด เจ้าต้องสังเกตด้วยตาตัวเองและใช้หูของตัวเองฟังอย่างตั้งใจว่าคนแต่ละจำพวกพูดอะไรกันบ้าง—และแน่นอนว่า ต้องจำให้ขึ้นใจด้วยว่าตัวเจ้าต้องมีความเห็น ความคิด และวิจารณญาณแยกแยะสิ่งต่างๆ ทุกรูปแบบ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือการพึงระลึกไว้ในใจถึงหลักธรรมทั้งหลายที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้ทำตามและการไม่เปลี่ยนแปลงไปจากหลักธรรมเหล่านั้นในทุกเมื่อ ไม่ว่าเจ้ากำลังทำงานอะไรอยู่ก็ตาม ก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำหนดหลักธรรมและกฎเกณฑ์อะไรไว้บ้าง ก่อนที่เจ้าจะลงมือทำงาน เจ้าต้องถามคำถามแบบนี้กับตัวเองเพิ่มขึ้นสักสองสามรอบว่า ฉันเข้าใจชัดเจนในหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้หรือไม่? ควรทำการนี้อย่างไรหากต้องทำไปตามหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้า? ควรทำการนี้ไปตามหลักธรรมอย่างไรในสภาพการณ์พิเศษ? ต้องรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรในสภาพการณ์ธรรมดา? แน่นอนที่สุดว่าเจ้าต้องถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้และคำถามอื่นๆ ทำนองนี้ให้มากขึ้นก่อนเจ้าลงมือทำงาน และอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้มากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นการตรวจสอบตัวเอง อีกส่วนก็เป็นการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า การทำเช่นนั้นช่วยให้ผู้นำและคนทำงานผิดพลาดน้อยลงและเบี่ยงเบนน้อยลงในงานของตน ลดการสิ้นเปลืองวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และลดการสูญเสียที่เกิดกับพระนิเวศของพระองค์ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การทำเช่นนั้นค้ำจุนความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน อีกทั้งทำให้ความรับผิดชอบเหล่านั้นลุล่วง นั่นคือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรทำอย่างแท้จริง นี่คือข้อกำหนดสำหรับผู้นำและคนทำงาน การพิทักษ์รักษาและการจัดสรรวัสดุสิ่งของสารพันของพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่ใช่กิจอันซับซ้อน ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของการที่ตัวผู้นำและคนทำงานคุ้นเคยกับหลักธรรม อีกส่วนก็คือผู้นำและคนทำงานต้องสามัคคีธรรมหลักธรรมเหล่านี้กับผู้คนที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารจัดการวัสดุสิ่งของสารพัดเหล่านั้น ติดตามผลสิ่งทั้งหลายให้มากขึ้น และพยายามทำความเข้าใจสิ่งทั้งหลายให้มากขึ้น รวมทั้งตรวจสอบสภาวะการบริหารจัดการให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สามัคคีธรรมกับผู้ดูแลการจัดสรรวัสดุสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าให้มากขึ้น เพื่อให้พวกเขารู้ซึ้งในหลักธรรมเหล่านี้อย่างถ้วนทั่วมากขึ้น แน่นอนว่าผู้นำและคนทำงานต้องไต่สวนและถามถึงวิธีที่คนเหล่านั้นกำลังจัดสรรและออกสิ่งของเหล่านั้นอยู่ และถามว่ามีสภาพการณ์พิเศษอันใดหรือไม่ด้วยเช่นกัน—อย่างเช่น ถามว่าผู้ดูแลกำลังจัดสรรสิ่งของไปตามหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้สำหรับฤดูกาลที่ต่างกัน ที่เวลาต่างกัน และในกรณีที่คนหลากหลายประเภทมีความจำเป็นต่างกันหรือไม่ เป้าหมายของการทำเช่นนั้นก็เพื่อให้สิ่งของสารพันแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล และได้ถูกใช้อย่างสมเหตุผลเท่าที่จะเป็นไปได้มากที่สุด และได้รับการพิทักษ์รักษาอย่างเอาใจใส่ที่สุดพร้อมด้วยการบำรุงรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นี่คือความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงาน
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ