หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (11) ตอนที่หนึ่ง
ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราสามัคคีธรรมถึงประการที่เก้าซึ่งว่าด้วยหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานที่ว่า “สื่อสาร แจกจ่าย และดำเนินการจัดการเตรียมงานต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างถูกต้องแม่นยำตามข้อกำหนดของการจัดการเตรียมงานนั้น โดยให้การชี้แนะ การกำกับดูแลและการกระตุ้น พร้อมทั้งตรวจสอบและติดตามสถานะการดำเนินการของพวกเขา” พวกเราได้สามัคคีธรรมกันถึงหน้าที่รับผิดชอบที่เหล่าผู้นำและคนทำงานต้องลุล่วง รวมถึงงานที่พวกเขาต้องทำ และพวกเรายังได้ชำแหละพฤติกรรมสองสามอย่างของพวกผู้นำเทียมเท็จกันไปเช่นกัน ถึงแม้พวกเราไม่ได้สามัคคีธรรมอย่างเฉพาะเจาะจงถึงวิธีที่พวกผู้นำและคนทำงานต้องนำการจัดการเตรียมงานแต่ละอย่างมาดำเนินการให้เป็นผล แต่พวกเราก็ได้สามัคคีธรรมถึงหลักธรรมที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการนำการจัดการเตรียมงานเหล่านั้นมาดำเนินการให้เป็นผล ตลอดจนสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำ พวกเจ้าได้คำจำกัดความที่ถูกต้องแม่นยำและเจาะจงกว่าสำหรับสิ่งที่หัวหน้างานและคนทำงานต้องทำโดยผ่านทางสามัคคีธรรมถึงประการที่เก้าของพวกเราไปแล้วใช่หรือไม่? ตอนนี้เจ้าเข้าใจชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ว่าพวกผู้นำและคนทำงานต้องทำงานอะไร? สิ่งที่เป็นเรื่องหลักสำหรับพวกเขาก็คือการนำงานมาดำเนินการให้เป็นผลไปตามข้อกำหนดของพระเจ้าและการจัดการเตรียมงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า โดยพื้นฐานก็เป็นเช่นนั้น ตอนนี้พวกเราทุกคนเข้าใจชัดเจนแล้ว ผู้นำหรือคนทำงานต้องทำงานใดบ้างในพระนิเวศของพระเจ้า และสิ่งใดคือความรับผิดชอบของพวกเขา ควรสามัคคีธรรมกันไปค่อนข้างละเอียดแล้วในประการที่เก้า นั่นครอบคลุมแล้วโดยพื้นฐาน ขอบเขตความรับผิดชอบของพวกเขามีจำกัด และงานที่พวกเขาควรทำตลอดจนวิธีที่พวกเขาควรทำก็ได้ถูกแถลงไปแล้วอย่างชัดเจนเช่นกัน หากใครบางคนยังคงไม่รู้วิธีทำงานแบบเป็นรูปธรรมซึ่งตอนนี้ได้ถูกแถลงไปอย่างชัดเจนแล้ว นั่นเป็นปัญหาของการที่พวกเขามีขีดความสามารถที่แย่ พวกเขาอยู่ในจำพวกผู้นำเทียมเท็จที่ไม่สามารถทำงานได้ มีผู้นำเทียมเท็จอีกจำพวกที่จัดการเตรียมงานโดยมโนคติอันหลงผิดกับความคิดฝันทั้งหลายของตนเท่านั้น และใช้ผู้คนอย่างส่งเดชจนส่งผลให้เกิดกรณีที่มีคนทำอาหารมากเกินไป งานนั้นไม่ใช่แค่ทำได้ไม่ดี—แต่พวกเขายังทำให้งานยุ่งเหยิงไปหมด จนงานนั้นหมดทางเดินหน้าต่อ ผู้นำเทียมเท็จจะไม่มีวันนำการจัดการเตรียมงานมาดำเนินการให้เป็นผล นับประสาอะไรที่จะทำงานจริง พวกเขาแค่ทำงานที่ตนชอบ มุ่งเน้นงานที่เป็นกิจธุระทั่วไปเท่านั้น เวลาทำงาน พวกเขารู้เพียงวิธีออกคำสั่งและร้องบอกวลีเด็ดกับคำสอนอันกลวงเปล่า พวกเขาไม่เคยติดตามผลของงาน ทั้งยังไม่เคยใส่ใจว่างานนั้นได้เกิดประสิทธิผลหรือไม่ นี่คือผู้นำเทียมเท็จจำพวกหนึ่ง กล่าวสั้นๆ ก็คือ การที่ใครบางคนไม่สามารถทำงานจริงหรือไม่ทำงานจริงในฐานะผู้นำ—ไม่ว่าสภาพการณ์อาจเป็นเช่นไร—หากพวกเขาไม่อาจลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำและคนทำงาน หรือทำงานตามพระบัญชาของพระเจ้าได้ และหากพวกเขาไม่อาจจัดการนำชิ้นงานต่างๆ ที่พระนิเวศของพระเจ้าได้จัดการเตรียมการไว้ให้มาดำเนินการให้เป็นผลได้ เช่นนั้นพวกเขาก็คือผู้นำเทียมเท็จ
ถึงตอนนี้ ด้วยการสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบเก้าประการของผู้นำและคนทำงาน และการที่พวกเราเปิดโปงการสำแดงสารพัดแบบของพวกผู้นำเทียมเท็จ พวกเจ้าได้รับความรู้และความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีลุล่วงความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานไปบ้างแล้วใช่หรือไม่? (ใช่) แล้วพวกเจ้ามองว่างานในพระนิเวศของพระเจ้าทำง่ายหรือไม่? ข้อกำหนดที่มีต่อมนุษย์นั้นสูงหรือไม่? ข้อกำหนดเหล่านั้นเกินจำเป็นหรือไม่? (ข้อกำหนดเหล่านั้นไม่สูง ทั้งหมดเป็นข้อกำหนดที่พวกเราสามารถทำตามได้) มีผู้นำและคนทำงานที่พูดว่า “พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้พวกเราทำงานหลายอย่างหลายประเภทเกินไป ยิ่งเป็นผู้นำระดับสูงขึ้นไปเท่าไร ขอบข่ายงานของพวกเขาก็ยิ่งกว้างขึ้น และพวกเขาก็ยิ่งรับผิดชอบงานหลายอย่างมากขึ้นเท่านั้น เพื่อทำงานนั้นให้ดีและคอยดูให้งานนั้นได้รับการดำเนินการให้เป็นผลไปตามข้อกำหนดของเบื้องบน—พวกเราก็คงจะหมดแรงตายไปเลยใช่ไหม?” เคยมีผู้ใดหรือไม่ที่ล้มทั้งยืนจากความอ่อนล้าเพราะได้ทำงานที่เป็นรูปธรรมทั้งหมดจนออกมาดี เพราะได้นำงานทุกอย่างมาดำเนินการให้เป็นผลถึงจุดที่ควรเป็น? (ไม่เคยมี) เคยมีผู้ใดหรือไม่ ที่เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาเพราะความอ่อนล้า? มีผู้ใดหรือไม่ที่ยุ่งมากเสียจนไม่มีเวลากินหรือนอน? (ไม่มี) บางคนอาจพูดว่า “คุณหมายความว่ายังไงที่ว่าไม่มี? คนบางคนทำงานคริสตจักรจนเหนื่อยล้าหมดแรงจริงๆ เพราะพวกเขาทำอยู่ยาวนานจนกินไม่เป็นเวลา หรือไม่ได้ทำงานและหยุดพักตามกำหนด โดยมีปริมาณการลงแรงและการพักผ่อนที่สมดุล พวกเขาจบลงด้วยความเจ็บป่วยจากความอ่อนล้า” พวกเจ้าเคยได้ยินการเกิดสถานการณ์แบบนั้นมาหรือไม่? (ไม่เคย) หลังจากที่ได้ฟังประการที่เก้าและได้เห็นเนื้อหาเฉพาะของงานสารพัดอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า ตลอดจนมาตรฐานที่พระนิเวศกำหนดไว้สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงานในการทำงานเฉพาะนี้มาแล้ว มีใครเคยรู้สึกเกรงกลัวหรือหวาดกลัวหรือไม่? พวกเขารู้สึกว่า “การเป็นผู้นำหรือคนทำงานไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่มีร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีขีดความสามารถที่ดี ไม่มีหัวใจที่กว้างใหญ่ ไม่มีพลังงานและความแข็งแกร่งแบบยอดมนุษย์ ใครเล่าจะทำงานนั้นให้ดีได้?” ใครเคยมีความคิดแบบนี้หรือไม่? ความคิดนี้ใช้ได้หรือไม่? (ใช้ไม่ได้) อะไรทำให้ความคิดนี้ใช้ไม่ได้? อย่างแรกคือ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาอยู่ลำดับขั้นใด และไม่ว่าความรับผิดชอบของพวกเขาจะครอบคลุมหรือมีงานเดียว อย่างน้อยที่สุด ผู้นำและคนทำงานก็ต้องทำงานเบื้องต้นของตนให้ดี ควบคู่ไปกับงานเสริมอีกหนึ่งหรือสองอย่างเป็นอย่างมากที่สุด ต่อให้พวกเขาถูกจ่ายงานให้ทำกิจซึ่งครอบคลุม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องคอยติดตามผลหรือให้คำชี้แนะที่ครอบคลุมด้วย พวกเขาต้องมุ่งควบคุมดูแลงานอันสำคัญเร่งด่วนที่สุด หรือคอยดูแลงานบางอย่างในส่วนที่อ่อนแอควบคู่กันไป คนบางคนอาจเปี่ยมไปด้วยพลังงาน มีสำนึกรับผิดชอบอันแรงกล้า และมีขีดความสามารถที่ดี อีกทั้งสามารถทำงานที่มีหลายแง่มุมได้ในหลายระดับ แต่งานหลักของพวกเขานั้น โดยเบื้องต้นก็แค่ประกอบด้วยหนึ่งหรือสองงาน กับงานอื่นนั้น พวกเขาเพียงจำเป็นต้องไต่ถามความเป็นไป สอบถามข้อมูล และพยายามทำความเข้าใจ รวมทั้งแก้ไขเพียงปัญหานั้นๆ ที่พวกเขาค้นพบ นั่นก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือ ต่อให้พวกเขารับมืองานหลายอย่างพร้อมกัน พวกเขาก็เพียงต้องอาศัยผู้ดูแลหลักให้ทำงานเหล่านั้นเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำมีแต่กำกับดูแลงานด้านต่างๆ ตรวจสอบ และชี้นำงานเหล่านั้น งานหลักที่พวกเขาต้องทำด้วยตัวเองจึงมีเพียงงานเดียว แล้วคนเราจะหมดเรี่ยวหมดแรงกับการทำงานเพียงอย่างเดียวหรือไม่? (ไม่) หากคนผู้นั้นมีขีดความสามารถเพียงพอและความคิดจิตใจของพวกเขามีความยืดหยุ่น พวกเขาย่อมจะจัดการเตรียมงานอย่างสมเหตุผลในแง่ของการจัดสรรเวลาและการทำให้งานเกิดประสิทธิภาพ พวกเขาจะไม่ติดอยู่ในกองงานระเกะระกะ ไม่มีหนทางให้ขยับเดินหน้า พวกเขาจะไม่ดูยุ่งวุ่นวายมากนัก—พวกเขาจะทำงานไปตามกิจวัตรที่กำหนดไว้—แต่งานก็จะไม่ขาดประสิทธิภาพและจะให้ผลลัพธ์ที่ดี นั่นคือใครบางคนที่มีขีดความสามารถ ผู้ที่รู้วิธีจัดสรรกำลังคนและเวลาอย่างสมเหตุผล ผู้คนที่ปราศจากขีดความสามารถหรือมีขีดความสามารถที่แย่ ไม่ว่าจะทำงานอะไรย่อมสับสน พวกเขายุ่งวุ่นวายทุกวันเลยทีเดียว แต่อะไรที่ทำให้พวกเขายุ่งวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ตัวพวกเขาเองก็บอกแน่ไม่ได้ พวกเขาไม่มีตารางเวลา ไม่มีแนวความคิดเรื่องเวลา พวกเขาตื่นนอนแต่เช้าตรู่ทีเดียวและเข้านอนค่อนข้างดึก พวกเขากินไม่เป็นเวลา—แต่เมื่อดูจากประสิทธิภาพของงาน พวกเขาไม่ได้ทำงานจริงแต่อย่างใดเลย นี่เป็นกรณีของขีดความสามารถที่แย่เกินไปไม่ใช่หรือ? (ใช่) คนจำพวกนี้ดูเหมือนกำลังวิ่งวุ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไม่มีการหยุดพักผ่อน แต่พวกเขากลับเข้าไม่ถึงแก่นของงาน และพวกเขาก็ไม่สามารถจำแนกสิ่งที่เร่งด่วนออกจากสิ่งที่สามารถรอได้ อีกทั้งพวกเขายังขาดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งหลาย นี่ทำให้งานล่าช้า พวกเขาวิตกเสียจนอกแทบระเบิด และพวกเขาก็เกิดแผลร้อนในขึ้นที่ปาก ถึงแม้ในกรณีเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่เป็นลมล้มพับไปจากความอ่อนล้า ผู้คนซึ่งมีขีดความสามารถที่แย่อาจทำงานมากกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน ทว่าประสิทธิภาพของงานกลับแย่กว่าของผู้คนซึ่งมีขีดความสามารถที่ดีอย่างมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องยุ่งวุ่นวายใช่หรือไม่? ควรแล้วที่พวกเขาจะยุ่งวุ่นวาย—พวกเขาไม่สามารถได้ผลลัพธ์แม้เมื่อพวกเขายุ่งวุ่นวาย หากพวกเขาไม่ได้ทำตัวยุ่งวุ่นวายเข้าไว้ งานของพวกเขาก็คงมีอันเป็นอัมพาต นี่คือคนที่ด้อยขีดความสามารถเสียจนไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำงานหรือแบกรับงานได้ ยิ่งไปกว่านั้น งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าก็มีมากมายหลายอย่าง และข้อกำหนดทั้งหลายก็ค่อนข้างเข้มงวดในแง่ของบุคลากรและเวลา กับผู้คนส่วนใหญ่นั้น เวลาที่พวกเขายุ่งขึ้นเล็กน้อย นั่นก็เพื่อเพียรพยายามให้ได้ความเป็นเลิศและได้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้านั้นแตกต่างจากงานในธุรกิจและโรงงานทั้งหลายของโลกที่ไม่มีความเชื่อ งานเหล่านั้นเรียกร้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่พวกเราเน้นที่ผลลัพธ์ของงาน แต่เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มีขีดความสามารถที่แย่ ขาดหลักธรรม และขาดประสิทธิภาพเกินไปในงานของตน การผลิตผลงานของพวกเขาจึงใช้เวลามากกว่า ตอนนี้พวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่มีความคิดที่เป็นลบเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานอยู่เลยใช่หรือไม่? สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ผู้นำและคนทำงานจะไม่ทรุดเพราะความอ่อนล้าจากการทำงานตามข้อกำหนดแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นอกเหนือจากปัจจัยตามข้อเท็จจริงภายนอกเหล่านี้ มีสิ่งอื่นบางอย่างที่เจ้าสามารถแน่ใจได้อีกก็คือ หากคนคนหนึ่งมีภาระและมีขีดความสามารถบางอย่าง—และไม่เพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นมีอยู่—เช่นนั้นกับปัญหาบางอย่างที่พวกเขาไม่อาจจินตนาการหรือคาดการณ์ได้ และกับบางเรื่องที่พวกเขาไม่เคยก้าวผ่านมาก่อนและไม่มีประสบการณ์เลย พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้การย้ำเตือนแก่พวกเขาเป็นนิจ คอยให้ความรู้แจ้งและช่วยเหลือพวกเขาในทุกเวลา การทำงานของคริสตจักรไม่ได้พึ่งพาแต่พละกำลัง พลังงาน และภาระของมนุษย์ไปเสียทั้งหมด—ส่วนหนึ่งของงานต้องพึ่งพาพระราชกิจและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดังที่ผู้คนส่วนใหญ่มีประสบการณ์กันไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าคนเรามองเรื่องนี้ในหนทางใดก็ตาม การลุล่วงความรับผิดชอบของตนก็คือบางสิ่งที่ผู้นำหรือคนทำงานคนหนึ่งควรสัมฤทธิ์ นี่ไม่ใช่ข้อกำหนดเพิ่มเติมพิเศษสำหรับพวกเขา เวลาที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานในโลก พวกเขาลงมือตามขีดความสามารถส่วนตน การทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าต่างออกไปตรงที่คนเราไม่ได้ทำหน้าที่ตามขีดความสามารถของตนเท่านั้น—ต้องอาศัยความเข้าใจที่พวกเขามีต่อหลักธรรมความจริงด้วยถ้าจะให้สัมฤทธิ์ผล บางเวลาพวกเขายังต้องช่วยเหลือกันและกัน อีกทั้งให้ความร่วมมือกันอย่างปรองดองด้วยเช่นกัน หากพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนให้ได้ดี บางคนอาจถามว่า “การทำงานในพระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้พวกเรา ‘จงก้มหน้าก้มตาทำงานและพากเพียรให้ถึงที่สุดจวบจนวันตาย’ เลยหรือ? ‘หนอนไหมแห่งฤดูใบไม้ผลิถักทอจนตัวตาย’—พวกเราจำเป็นต้องไปถึงจุดนั้นหรือ? พระนิเวศของพระเจ้าจะปล่อยพวกเราไปเมื่อพวกเรากำลังตายลงเพราะความอ่อนล้าเท่านั้นหรือ?” นี่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดต่อมนุษย์หรือไม่? (ไม่ใช่) สามัคคีธรรมของพวกเราถึงข้อกำหนดเรื่องความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงานนั้น หมายที่จะทำให้ผู้คนชัดเจนและเข้าใจเท่านั้นว่า ควรให้ความร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้าตามหลักธรรมความจริงและตามวิธีการทำงานที่พระองค์ทรงกำหนดเอาไว้อย่างไร เพื่อให้พระราชกิจของพระองค์เดินหน้าไปอย่างเป็นระบบระเบียบและมีประสิทธิผล และเพื่อให้พระวจนะและพระราชกิจของพระองค์สัมฤทธิ์ผลที่ดีขึ้นในตัวประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร แง่มุมหนึ่งของการนี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการเผยแผ่พระราชกิจ อีกแง่มุมนั้นเกี่ยวข้องกับการทำให้พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าสัมฤทธิ์ผลทั้งหลายที่พึงสัมฤทธิ์ในบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ เหล่านี้คือความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องสัมฤทธิ์ในงานของตน
ประการที่สิบ: ดูแลรักษาและจัดสรรวัสดุสิ่งของนานัปการในพระนิเวศของพระเจ้า (เช่น หนังสือ อุปกรณ์ต่างๆ ธัญพืช เป็นต้น) อย่างถูกควรและสมเหตุสมผล รวมถึงดำเนินการตรวจสอบ บำรุงรักษา และซ่อมแซมเป็นประจำเพื่อลดความเสียหายและความสิ้นเปลืองให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผู้คนที่ชั่วนำไปครอบครอง
วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงประการที่สิบเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเหล่าผู้นำและคนทำงานที่ว่า “ดูแลรักษาและจัดสรรวัสดุสิ่งของนานัปการในพระนิเวศของพระเจ้า (เช่น หนังสือ อุปกรณ์ต่างๆ ธัญพืช เป็นต้น) อย่างถูกควรและสมเหตุสมผล รวมถึงดำเนินการตรวจสอบ บำรุงรักษา และซ่อมแซมเป็นประจำเพื่อลดความเสียหายและความสิ้นเปลืองให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผู้คนที่ชั่วนำไปครอบครอง” ประการที่เก้าเป็นข้อกำหนดที่ค่อนข้างครอบคลุมสำหรับผู้นำและคนทำงาน ประการที่สิบเป็นงานหมวดใหญ่อีกหมวดหนึ่ง เป็นหมวดที่ประกอบด้วยข้อกำหนดเฉพาะอีกข้อสำหรับความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน งานส่วนนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งของทั้งหลายที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งบางอย่างถูกจัดซื้อมาเพื่อสนองสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของผู้คนซึ่งทำหน้าที่ของตนแบบเต็มเวลา และอย่างอื่นซึ่งเป็นพวกวัสดุ อุปกรณ์ และอื่นๆ ที่ถูกซื้อมาเพื่องานเผยแผ่ข่าวประเสริฐ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพระวจนะของพระเจ้าบางเล่มและสิ่งของบางอย่างในทำนองเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง ซึ่งพระนิเวศของพระเจ้าควรเป็นผู้เก็บรักษาอีกด้วย เหล่านี้คือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าของผู้คน รวมทั้งหมดมีสามหมวดหมู่คือ สิ่งของที่จำเป็นสำหรับชีวิต สิ่งของที่จำเป็นสำหรับการทำงาน และสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งของเหล่านี้ถูกซื้อมาโดยพระนิเวศของพระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิงถวายมาให้ ครั้นสิ่งของเหล่านั้นมาเป็นสิ่งครอบครองของพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นก็เกี่ยวพันกับเรื่องการบริหารจัดการและการจัดสรรวัสดุสิ่งของโดยเหล่าผู้นำและคนทำงาน แม้ว่างานนี้ดูจากภายนอกไม่สำคัญนักเมื่อเทียบกับชีวิตคริสตจักร งานบริหาร หรืองานเชิงวิชาชีพ และไม่ใช่บางสิ่งที่จำเป็นต้องอยู่ในกำหนดการ แต่ก็ยังคงเป็นงานสำคัญที่เหล่าผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องทำ สิ่งของต่างๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับงาน ชีวิต การศึกษา และทุกสิ่งที่เป็นการทำหน้าที่ของบุคลากรทุกคนดังกล่าว ดังนั้นการดูแลรักษาและจัดสรรอย่างสมเหตุผลจึงสำคัญมากและต้องไม่ถูกมองข้าม
การดูแลรักษาอย่างถูกควร
ในฐานะผู้นำและคนทำงาน สิ่งที่เป็นหัวใจยิ่งกว่าการทำงานธุรการของคริสตจักรให้ดีและทำชีวิตคริสตจักรให้ดีก็คือการทำงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐให้ดี รวมถึงงานสารพันที่สัมพันธ์กับงานนี้ นอกจากนั้น วัสดุสิ่งของทั้งหลายของพระนิเวศของพระเจ้าก็ควรถูกจัดให้มีการบริหารจัดการอันเหมาะควรเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี อย่าปล่อยให้ขึ้นราหรือมีแมลงขึ้นเต็ม และอย่าปล่อยให้ผู้คนเข้าครอบครองราวกับเป็นสมบัติส่วนตัว พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อกำหนดเฉพาะและมีขั้นตอนของวิธีที่เหล่าผู้นำและคนทำงานจะทำงานนี้ให้ดีเช่นกัน พวกเขาต้องเริ่มจากการตรวจสอบว่าบุคลากรที่บริหารจัดการรายการสิ่งของเหล่านี้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบเหมาะควรหรือไม่ และพวกเขารู้วิธีบริหารจัดการสิ่งของเหล่านั้นหรือไม่ รวมทั้งพวกเขาสามารถลุล่วงความรับผิดชอบของตนอย่างขยันขันแข็งหรือไม่—สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในมือของพวกเขาหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ในการเก็บรักษาธัญพืช เวลาที่อากาศชื้นและมีฝนตกชุก—สถานที่เก็บธัญพืชในฤดูฝนเปียกชื้นหรือไม่? ผู้คนที่บริหารจัดการเรื่องนี้ตรวจดูเรื่องนี้ทันเวลาหรือไม่? หากธัญพืชเปียกชื้นขึ้นมาจริงๆ พวกเขานำมันออกมาทำให้แห้งหรือไม่? พวกเขาบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างพิถีพิถันราวกับเป็นของตัวเองหรือไม่? พวกเขามีความเป็นมนุษย์เช่นนั้นหรือไม่? พวกเขามีความจงรักภักดีเช่นนั้นหรือไม่? พวกเขาต้องเริ่มด้วยการลงมือตรวจสอบผู้คนที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ ดูว่ามีความเป็นมนุษย์เช่นใด คนเหล่านี้มีมโนธรรมและมีคุณธรรมหรือไม่ หากคนคนหนึ่งดูเหมือนมีความเป็นมนุษย์ที่ใช้ได้ มีจิตใจดี และคนส่วนมากรายงานเรื่องของพวกเขาในด้านดี ทว่าเจ้ากลับไม่รู้ว่าพวกเขาเหมาะที่จะบริหารจัดการสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นต้องทำอย่างไร? เจ้าก็ต้องติดตามผล ตรวจดูสิ่งต่างๆ และกำกับดูแล ผ่านไปสักระยะ เจ้าต้องถามถึงความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย เพื่อดูว่าคนที่เก็บรักษาลุล่วงความรับผิดชอบของตนบ้างหรือไม่ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับธัญพืชก็คือความชื้น ผู้เก็บรักษาควรตรวจดูว่ายุ้งฉางอับชื้นหรือไม่ และมีแนวโน้มที่จะมีแมลงในธัญพืชหรือไม่ และพวกเขาควรหาใครสักคนที่รู้เกี่ยวกับสิ่งเช่นนั้นเพื่อปรึกษาหารือและได้รับความเข้าใจว่าการปฏิบัติใดที่อาจรับประกันว่าธัญพืชจะไม่เปียกชื้นหรือเป็นเชื้อรา หรือมีแมลงขึ้นเต็ม ครั้นพวกเขาได้เก็บธัญพืชไปให้พ้นแล้ว พวกเขาก็ควรคอยหมั่นตรวจดูยุ้งฉาง หรือเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท นั่นจึงจะเป็นการลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง ถ้าคนเก็บรักษาริเริ่มทำสิ่งเหล่านี้เองโดยไม่ต้องกระตุ้นหรือย้ำเตือน เช่นนั้นพวกเขาก็พึ่งพาได้ ซึ่งก็น่าอุ่นใจ แล้วผู้คนที่ดูแลรักษาอุปกรณ์นานาชนิดเป็นอย่างไร—พวกเขาเหมาะกับงานหรือไม่? เจ้ายังไม่รู้หรอก เจ้าต้องตรวจสอบพวกเขาเช่นกัน อุปกรณ์ส่วนใหญ่—เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน สิ่งอำนวยความสะดวก และอื่นๆ—มีการดูแลรักษาอย่างไรถ้าไม่ได้ใช้งานตามปกติ? ผู้เก็บรักษาให้การดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์เหล่านั้นหรือไม่? พวกเขาตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นประจำด้วยการเสียบปลั๊กและเปิดให้เครื่องทำงานบ้างหรือไม่? ด้วยการสอบถามไปรอบๆ เจ้าก็อาจเรียนรู้ได้ว่าผู้เก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ทำแบบนี้เป็นประจำหรือไม่ สิ่งของเหล่านี้อาจตั้งอยู่เฉยๆ เท่านั้น แต่กลับไม่มีฝุ่นเกาะ ซึ่งหมายความว่ามีคนมาดูแลอยู่บ่อยๆ—เจ้าก็จะเห็นว่าคนที่เก็บรักษานี้ใช้ได้ พวกเขาลุล่วงหน้าที่ของตน เช่นนั้นเจ้าย่อมอุ่นใจได้ หนังสือพระวจนะของพระเจ้าก็มีด้วยเช่นกัน หนังสือแต่ละเล่มนั้นยากลำบากกว่าจะได้มา และนอกจากนั้น หนังสือพระวจนะของพระเจ้าสำคัญต่อผู้เชื่อในพระเจ้าทุกคนมากกว่าสิ่งอื่นใด—สำคัญกว่าธัญพืช เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสิ่งของอื่นใดแบบนั้น ดังนั้น เจ้าก็ยิ่งควรหาคนที่เหมาะสมมาบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้และหาสถานที่ที่เหมาะสมมาจัดเก็บ การระบายอากาศที่เหมาะสม การเฝ้าระวัง และการตรวจตราก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน—พวกเขาไม่อาจปล่อยให้หนังสือชื้นหรือเปียก หรือถูกหนูแทะได้ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องถูกจับตามอง แล้วผู้คนที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านั้นเหมาะสำหรับงานนั้นหรือไม่? เจ้าต้องตรวจสภาพสิ่งเหล่านี้ให้บ่อยเช่นกัน หากคนดูแลทั้งหลายเกียจคร้าน ละเลย และสะเพร่า สิ่งของบางอย่างจะเสียหาย หากไม่เสียหายจากความเปียกชื้นและเชื้อรา เช่นนั้นก็จากพวกแมลง เหล่านี้ล้วนเป็นความสูญเสียซึ่งมีเหตุมาจากการสอดส่องและการตรวจตราที่หย่อนยานในส่วนของผู้นำและคนทำงาน หากผู้ดูแลทำการดูแลสิ่งของเหล่านี้อย่างถูกควร ความรับผิดชอบนี้ของผู้นำและคนทำงานก็เป็นอันได้ลุล่วงแล้ว ไม่ว่าสิ่งของเหล่านี้จะใหญ่หรือเล็ก และถูกใช้งานอยู่เนืองๆ หรือไม่ ตราบที่อยู่ในหมวดสิ่งของที่เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า ก็ควรจัดการเตรียมการให้ใครบางคนมาบริหารจัดการ สิ่งของควรปลอดภัย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นจำพวกใดและถูกจัดเก็บไว้ที่ใดก็ตาม อีกทั้งควรทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดปกติไป นั่นคือการมีความจงรักภักดีและมีความรับผิดชอบ หากพบว่าคนคนหนึ่งซึ่งบริหารจัดการสิ่งทั้งหลายนั้นไม่มีความเหมาะสม ต้องทำอย่างไร? ต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่ที่พวกเขาได้รับมอบหมายทันที และหาใครบางคนมาแทนที่พวกเขา ตัวอย่างเช่นคนบางคนที่ลอยชายไปวันๆ หลงรักการกินแต่ไม่รักการทำงาน ไม่มีความรับผิดชอบ พวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งของของคริสตจักรอย่างปล่อยปละละเลย ราวกับเป็นสมบัติสาธารณะ คิดว่านั่นไม่เป็นไรตราบที่สิ่งของเหล่านั้นไม่สูญหาย ส่วนที่ว่าสิ่งเหล่านั้นขึ้นราหรือถูกหมู่แมลงกลุ้มรุมอาศัยหรือไม่ หรือถูกทำให้เสียหายหรือไม่ พวกเขาทั้งไม่ใส่ใจและไม่ถามถึง เมื่อใดก็ตามที่เจ้าถามพวกเขา พวกเขาก็พูดว่าพวกเขาได้ไปตรวจดูแล้ว และทุกอย่างก็ปกติดี ในข้อเท็จจริงนั้น พวกเขาไม่ได้ไปตรวจดูสิ่งต่างๆ นานแล้ว และแล้วก็ถึงวันที่จู่ๆ ใครบางคนก็พบว่าธัญพืชได้ขึ้นราไปแล้ว อีกทั้งสายไฟในอุปกรณ์บางอย่างก็ถูกหนูกัดไปแล้ว หนำซ้ำหนังสือพระวจนะของพระเจ้าก็เปียกชื้นเสียจนลายลักษณ์อักษรพร่าเลือนและไม่ชัดเจน การเพิ่งค้นพบสิ่งเหล่านี้เมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้น—นั่นสายเกินไปไม่ใช่หรือ? (ใช่ ความเสียหายได้เกิดขึ้นไปแล้ว) นั่นคือผลลัพธ์ของการบริหารจัดการที่ไม่ถูกควร เช่นนั้นคนผู้ที่กำลังบริหารจัดการสิ่งเหล่านั้นอยู่ก็ไม่เหมาะสมไม่ใช่หรือ? พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่แย่และไร้ศีลธรรมไม่ใช่หรือ? (ใช่) พวกผู้ไม่มีความเชื่อจะเรียกคนประเภทนี้ว่าไร้ศีลธรรม พวกเราว่าอย่างไร? ความเป็นมนุษย์ของบุคคลนี้ไม่ดี พวกเขาไม่จงรักภักดี พวกเขาลุล่วงไม่ได้แม้แต่ความรับผิดชอบเล็กน้อยนั่น ทำไม่ได้แม้แต่สิ่งที่บางคนสามารถทำได้ด้วยการพยายามบ้างเท่านั้น มีมโนธรรมและความเป็นมนุษย์บ้างเท่านั้น พวกเขายังคงเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอยู่หรือไม่? แม้แต่ผู้ไม่มีความเชื่อยังมีทัศนะที่ว่า “ไม่ว่าผู้อื่นจะวางใจมอบอะไรให้ทำ ก็จงพยายามอย่างที่สุดที่จะทำอย่างสัตย์ซื่อ”—คนผู้นี้ทำไม่ได้ตามมาตรฐานทางศีลธรรมขั้นต่ำสุดของผู้ไม่มีความเชื่อด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เหมาะที่จะรับใช้ในฐานะสมาชิกของบุคลากรฝ่ายบริหารจัดการสิ่งของ ผู้คนที่ไม่เหมาะสมต้องถูกจัดการอย่างทันท่วงทีและหาคนที่เหมาะสมมาเปลี่ยน หากเจ้าไม่ไว้วางใจบุคลากรที่บริหารจัดการสิ่งของ และเจ้าไม่มีเวลาตรวจสอบสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเอง หรือไม่ติดตามดูและตรวจสอบสิ่งทั้งหลายเนื่องจากเหตุผลตามสภาพการณ์บางอย่าง ในกรณีนั้นต้องทำเช่นไร? เจ้าอาจให้คนผู้นั้นที่บริหารจัดการสิ่งทั้งหลายเขียนหนังสือรับประกันโดยพูดว่า หากสิ่งของที่พวกเขาบริหารจัดการมีความเสียหาย พวกเขาจะจ่ายชดใช้ให้ หรือว่าพวกเขาจะเต็มใจยอมรับโทษปรับทุกชนิดจากพระนิเวศของพระเจ้า การนี้ต้องได้รับการแก้ไขไปตามระบบบริหารปกครอง หากผู้นำหรือคนทำงานสามารถทำการงานของตนได้ถึงระดับนี้ พวกเขาก็กำลังลุล่วงหน้าที่ของตน
ไม่ว่าวัสดุสิ่งของใดของพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ราคาแพงหรือราคาถูก ไม่ว่าจะมีประโยชน์กับเจ้าหรือไม่ หากเจ้าถูกใช้ให้มาบริหารจัดการสิ่งนั้น เช่นนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของเจ้า งานนี้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ดังนั้น เจ้าก็ควรหาคนที่เหมาะสมและสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อให้ของนั้นๆ ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะควร จงอย่ายอมให้สิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย ตัวอย่างเช่น การพิทักษ์รักษาหนังสือพระวจนะของพระเจ้า—ครั้นผู้นำหรือคนทำงานได้จัดการเตรียมบุคลากรที่เหมาะสมสำหรับหนังสือเหล่านั้นแล้ว พวกเขาควรยังคงไต่ถามความเป็นไปเป็นระยะๆ ว่า “ช่วงนี้มีหนังสือออกมามากมายเลย แต่อย่าประมาท ถึงอย่างนั้นก็เหลือน้อยลงไปแล้ว ในการเก็บรักษาหนังสือ สิ่งสำคัญหลักก็คือไม่ปล่อยให้หนังสือเกิดเปียกชื้นหรือถูกแสงแดดทำลาย และไม่ปล่อยให้หนังสือเหล่านั้นถูกเบียดทับจนเสียรูปทรง” พวกเขาต้องไต่ถามความเป็นไปและสอบถามข้อมูลเป็นระยะ หากหนังสือใหม่มาถึง พวกเขาต้องถามว่าหนังสือเหล่านั้นได้รับการดูแลรักษาดีเพียงใด ที่เก็บเดิมนั้นเก็บหนังสือได้หมดหรือไม่ และถ้าไม่หมด ได้หาที่เก็บอีกแห่งหรือยัง และที่ตรงนั้นเป็นอย่างไร แห้งและปลอดภัยหรือไม่ หนังสือถูกจัดเก็บดีหรือไม่ และถ้ามีข้อกังวลเรื่องหนู จำเป็นต้องเลี้ยงแมวหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานต้องทำ และเป็นความรับผิดชอบที่พวกเขาต้องลุล่วง งานนี้อาจจะดูค่อนข้างไม่มีนัยสำคัญ แต่ก็เป็นหนึ่งในกิจที่ผู้นำและคนทำงานควรทำเป็นประจำเช่นกัน จงอย่าตีค่าเรื่องนี้ต่ำกว่าที่ควรเป็น—ต้องให้ความสำคัญกับการนี้ สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นสมบัติส่วนรวมและไม่ได้เป็นของบุคคลใด แต่ก็ต้องดูแลรักษาให้ดี ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมีประโยชน์ต่อเจ้าในภายภาคหน้าหรือไม่ จะเป็นของให้เจ้าใช้หรือไม่ การดูแลรักษาสิ่งเหล่านั้นให้ดีก็คือหน้าที่ของเจ้า เป็นเรื่องที่ตกมาถึงตัวเจ้า และเจ้าไม่ควรมองหาเหตุผลหรือข้อแก้ตัวมาผลักไสหรือไม่ใส่ใจเรื่องนี้ ตราบที่บางสิ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้า นั่นก็คือบางสิ่งที่เจ้าควรบริหารจัดการ คืองานที่เจ้าควรทำ ด้วยทั้งหมดนี้ เจ้าควรสอบถามข้อมูลและพยายามทำความเข้าใจสิ่งทั้งหลาย หรือมีส่วนร่วมในการนั้นด้วยตัวเอง แน่นอนว่า หากเจ้ามีเวลาที่จะไปยังหน้างานและดูให้เห็นกับตาตัวเอง นั่นย่อมจะดีกว่า แต่หากสภาพการณ์และภาวะทั้งหลายไม่อำนวยให้เป็นเช่นนั้น หากเจ้ายุ่งกับงานมากเกินไป เจ้าก็ยังคงควรที่จะสอบถามข้อมูลและไต่ถามถึงงานนั้นตามจังหวะเวลาอันควร โดยพยายามที่จะเก็บรักษาสิ่งของแห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่ให้เสียหายหรือสูญเปล่าในหนทางใด การทำเช่นนี้หมายความว่าเจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำและคนทำงานแล้ว
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ