การที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีนั้น คนเราต้องมีมโนธรรมและเหตุผลเป็นอย่างน้อย (ตอนที่หนึ่ง)
ผู้คนมากมายถูกกำจัดออกไปหลังจากปฏิบัติหน้าที่แค่หนึ่งหรือสองปี หรือแค่สามถึงห้าปี อะไรคือเหตุผลหลักของเรื่องนี้? อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะผู้คนเหล่านั้นไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล และขาดพร่องความเป็นมนุษย์เป็นหลัก ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอีกด้วย รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินเสมอ พวกเขาไม่เคยรับฟังเลยไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาไม่ยอมทำตามและแข็งขืนเมื่อถูกตัดแต่ง ในที่สุดแล้วย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอาตัวพวกเขาออกไปและกำจัดพวกเขา นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใด? ในการปฏิบัติหน้าที่นั้น อย่างน้อยที่สุดผู้คนต้องมีมโนธรรมและเหตุผล หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ย่อมจะเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะยืนหยัด ทุกคนที่ขาดพร่องมโนธรรมและเหตุผลย่อมไม่มีความเป็นมนุษย์ และไม่สามารถยอมรับความจริง ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงสามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้ และต่อให้พวกเขาลงแรง พวกเขาก็จะไม่ทำอย่างเพียงพอ นี่คือประเด็นปัญหาที่เจ้าต้องมองเห็นอย่างชัดเจน ในอนาคตเมื่อเจ้าเผชิญกับผู้คนที่ไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล—นั่นคือคนที่ปราศจากความเป็นมนุษย์—เจ้าต้องเอาตัวพวกเขาออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ผู้คนบางคนไม่ยอมรับผิดชอบอะไรเวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาสุกเอาเผากินอยู่เสมอ แม้พวกเขาจะสามารถมองเห็นปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะแสวงหาทางแก้ไขและกลัวการทำให้ผู้คนขุ่นเคือง ดังนั้นพวกเขาจึงเอาแต่ทำสิ่งต่างๆ อย่างเร่งรีบ ส่งผลให้ต้องทำงานกันใหม่ ในเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ เจ้าก็ควรรับผิดชอบต่อหน้าที่ เหตุใดเจ้าจึงไม่จริงจังกับหน้าที่? เหตุใดเจ้าจึงสุกเอาเผากิน? แล้วเจ้าละเลยความรับผิดชอบของตนเวลาที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ในหนทางนี้หรือไม่? ไม่ว่าผู้ใดคือผู้รับผิดชอบหลัก ผู้อื่นที่เหลือย่อมต้องรับผิดชอบด้วยการจับตาดูสิ่งต่างๆ ทุกคนต้องมีภาระและสำนึกรับผิดชอบนี้—แต่กลับไม่มีพวกเจ้าคนใดสนใจเลย พวกเจ้าสุกเอาเผากินกันจริงๆ พวกเจ้าไม่มีความจงรักภักดี พวกเจ้าละเลยหน้าที่ของตน! ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นปัญหา แต่พวกเจ้าไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบต่างหาก—และเมื่อเจ้ามองเห็นปัญหา เจ้าก็ไม่ปรารถนาที่จะใส่ใจ เจ้าเพียงเห็นว่านั่น “ดีพอแล้ว” การทำตัวสุกเอาเผากินในหนทางนี้คือความพยายามที่จะหลอกลวงพระเจ้ามิใช่หรือ? หากว่าเวลาเราทำงานและสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเจ้า และเรารู้สึกว่า “ดีพอแล้ว” เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าจะสามารถได้รับสิ่งใดจากการนั้นให้สมกับขีดความสามารถและการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้าแต่ละคน? หากเรามีท่าทีเช่นเดียวกับพวกเจ้า พวกเจ้าย่อมจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพวกเจ้าไม่ตั้งใจทำอะไรเลย และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเจ้ามีขีดความสามารถค่อนข้างอ่อนด้อย ค่อนข้างด้านชาทีเดียว เราต้องพูดโดยละเอียดเพราะเราเห็นพวกเจ้าทุกคนล้วนด้านชาและไม่รักความจริง ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง รวมทั้งมีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย เราต้องอธิบายทุกสิ่งให้ชัดเจน แยกแยะสิ่งต่างๆ ในวจนะของเรา และพูดถึงสิ่งทั้งหลายจากทุกแง่มุม ในทุกวิถีทาง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะเข้าใจอยู่บ้าง หากเราทำอย่างสุกเอาเผากินกับพวกเจ้า และพูดถึงหัวข้อใดก็ตามเพียงเล็กน้อยในเวลาที่เรารู้สึกอยากพูด โดยไม่คิดให้ดีและไม่พยายามอย่างเต็มที่ เป็นการพูดที่ไร้ความใส่ใจของเรา ไม่พูดเมื่อเราไม่อยากพูด พวกเจ้าจะได้รับอะไร? ด้วยขีดความสามารถอย่างที่พวกเจ้ามี พวกเจ้าย่อมจะไม่เข้าใจความจริง พวกเจ้าจะไม่ได้รับสิ่งใดทั้งสิ้น นับประสาอะไรกับการได้มาซึ่งความรอด แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ในทางกลับกัน เราต้องพูดอย่างละเอียด เราต้องลงรายละเอียดและยกตัวอย่างในเรื่องของสภาวะของบุคคลแต่ละจำพวก ท่าทีที่ผู้คนมีต่อความจริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแต่ละประเภท เมื่อนั้นเท่านั้น พวกเจ้าจึงจะเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ และเข้าใจสิ่งที่พวกเจ้าได้ยิน ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงด้านใด เราย่อมพูดผ่านวิถีทางอันหลากหลาย ด้วยลีลาการสามัคคีธรรมสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และในรูปของการใช้เหตุใช้ผลและเรื่องเล่า ยกทั้งทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ และพูดคุยถึงประสบการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริง ในหนทางนี้ผู้ที่มีขีดความสามารถและมีหัวใจย่อมจะมีโอกาสเข้าใจและยอมรับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด แต่ท่าทีที่พวกเจ้ามีต่อหน้าที่ของตนนั้นเป็นท่าทีที่สุกเอาเผากินเสมอมา เป็นท่าทีของการประวิงเวลา และเจ้าไม่กังวลสนใจว่าตนเองทำให้ล่าช้าเพียงใด เจ้าไม่คิดทบทวนว่าควรแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร เจ้าไม่คิดเลยว่าควรปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้ นี่คือการละเลยหน้าที่ของพวกเจ้า ดังนั้นชีวิตของพวกเจ้าจึงเติบโตช้ามาก แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้วิตกว่าตนสิ้นเปลืองเวลาไปมากเพียงใดแล้ว ในข้อเท็จจริงนั้น หากพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างมีมโนธรรมและความรับผิดชอบ ย่อมจะใช้เวลาไม่ถึงห้าหรือหกปีด้วยซ้ำก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถพูดคุยถึงประสบการณ์ของตนและเป็นคำพยานให้พระเจ้า และงานต่างๆ ย่อมจะดำเนินไปจนเกิดผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่—แต่พวกเจ้ากลับไม่เต็มใจที่จะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้าไม่เพียรพยายามที่จะเข้าถึงความจริง มีบางสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ดังนั้นเราจึงสอนพวกเจ้าอย่างละเอียด พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องคิด พวกเจ้าเพียงต้องฟังและทำตามเท่านั้น นั่นคือความรับผิดชอบเพียงส่วนเดียวที่พวกเจ้าต้องมี—แต่แม้กระทั่งส่วนนั้นก็ยังพ้นวิสัยของพวกเจ้า ความจงรักภักดีของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? ไม่มีให้เห็นในที่ใดเลย! ทั้งหมดที่พวกเจ้าทำคือพูดแต่สิ่งที่เสนาะหู ในหัวใจของเจ้า เจ้ารู้ว่าควรทำอะไร แต่เจ้าไม่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นเอง นี่คือการกบฏต่อพระเจ้า และต้นเหตุนั้นอยู่ที่การไม่รักความจริง พวกเจ้ารู้ดีอยู่เต็มหัวใจของพวกเจ้าว่าจะปฏิบัติตนตามความจริงอย่างไร—พวกเจ้าเพียงไม่ลงมือปฏิบัติเท่านั้น นี่คือปัญหาที่ร้ายแรง เจ้ากำลังจ้องมองความจริงโดยที่ไม่นำไปปฏิบัติ เจ้าไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้า ในการปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้านั้น อย่างน้อยสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือแสวงหาและปฏิบัติความจริง และกระทำการตามหลักธรรม หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริงในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้ที่ใด? และหากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงอันใดเลย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือผู้ไม่เชื่อคนหนึ่ง แท้จริงแล้วจุดประสงค์ของเจ้าคืออะไรหากเจ้าไม่ยอมรับความจริง—และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปฏิบัติความจริง—และเอาแต่ทำไปอย่างไร้ทิศทางในพระนิเวศของพระเจ้า? เจ้าปรารถนาที่จะทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเป็นบ้านพักวัยเกษียณของเจ้าหรือเป็นโรงทานกระนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็คิดผิดแล้ว—พระนิเวศของพระเจ้าไม่รับดูแลคนที่เอาแต่ได้ คนที่ดีแต่ผลาญ ผู้ใดก็ตามที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์อ่อนด้อย ไม่ยินดีที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ ต้องถูกเอาออกไปทั้งสิ้น ผู้ไม่เชื่อทุกคนที่ไม่ยอมรับความจริงเลยย่อมต้องถูกกำจัดออกไป บางคนเข้าใจความจริงแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ เมื่อพวกเขามองเห็นปัญหา พวกเขาก็ไม่แก้ไขปัญหานั้น และแม้พวกเขารู้ว่าการแก้ไขปัญหาเป็นความรับผิดชอบของตน พวกเขาก็ไม่พยายามอย่างสุดความสามารถ หากเจ้าไม่แม้แต่จะทำหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าสามารถทำได้ แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจะสามารถมีคุณค่าหรือมีผลใดได้? การเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้มีความหมายหรือไม่? บางคนที่เข้าใจความจริงแต่ไม่สามารถปฏิบัติความจริง คนที่ไม่สามารถแบกรับความยากลำบากที่พวกเขาควรแบกรับ—บุคคลเช่นนั้นย่อมไม่เหมาะที่จะปฏิบัติหน้าที่ บางคนปฏิบัติหน้าที่เพียงเพื่อให้ได้รับการเลี้ยงดูเท่านั้นจริงๆ พวกเขาเป็นขอทาน พวกเขาคิดว่าหากตนทำงานบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า ที่พักและอาหารของตนก็จะได้รับการดูแล พวกเขาจะได้รับการจัดเตรียมโดยไม่จำเป็นต้องหางานทำ มีสิ่งที่เป็นการต่อรองเช่นนั้นด้วยหรือ? พระนิเวศของพระเจ้าไม่จัดเตรียมให้พวกเกียจคร้าน หากใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติความจริงเลยแม้แต่น้อยและปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอกล่าวว่าตนเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจะทรงยอมรับพวกเขาหรือไม่? ผู้คนเช่นนี้ล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อและเป็นคนทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งสิ้น
ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมเต็มใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่คำนวณผลได้และผลเสียของตนเอง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ เจ้าก็ต้องพึ่งพามโนธรรมและเหตุผลของตน และทุ่มเทความพยายามโดยแท้ในการปฏิบัติหน้าที่ การทุ่มเทความพยายามโดยแท้หมายความว่าอย่างไร? หากเจ้าพอใจแค่ใช้ความพยายามบ้างเล็กน้อยและทนทุกข์กับความยากลำบากทางกายเพียงนิดหน่อย แต่กลับไม่จริงจังกับหน้าที่ของตนเลย หรือไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้ว นี่ก็เป็นเพียงการทำตัวสุกเอาเผากิน—ไม่ใช่การทุ่มเทความพยายามโดยแท้ กุญแจสำคัญของการทุ่มเทความพยายามคือการทุ่มเทหัวใจของเจ้าให้กับสิ่งนั้น มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า กลัวการกบฏต่อพระเจ้าและการทำให้พระเจ้าเจ็บช้ำ ทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีและทำให้พระเจ้าพอพระทัย หากเจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าเช่นนี้แล้ว เจ้าก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หากในหัวใจของเจ้าไร้ซึ่งความยำเกรงพระเจ้า เวลาปฏิบัติหน้าที่ เจ้าจะไร้ซึ่งภาระ จะไม่สนใจในหน้าที่ เจ้าจะสุกเอาเผากินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำไปพอพ้นตัวโดยไม่ก่อให้เกิดผลที่แท้จริง—ซึ่งไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ หากเจ้ามีสำนึกถึงภาระอย่างแท้จริงและรู้สึกเหมือนการปฏิบัติหน้าที่เป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของเจ้า และรู้สึกว่าหากเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เจ้าก็ไม่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่และเป็นสัตว์ร้าย ต่อเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสมเท่านั้น เจ้าจึงจะคู่ควรแก่การได้ชื่อว่ามนุษย์ และเผชิญหน้ามโนธรรมของตนเองได้—หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยสำนึกถึงภาระเช่นนี้—เจ้าก็จะทำทุกอย่างได้อย่างมีสติ จะแสวงหาความจริงและทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้ และดังนั้น เจ้าก็จะทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ หากเจ้าคู่ควรกับภารกิจที่พระเจ้าประทานให้ คู่ควรกับทั้งหมดที่พระองค์ทรงเสียสละเพื่อเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงคาดหวังในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือการทุ่มเทความพยายามโดยแท้ ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง? หากเจ้าเพียงปฏิบัติหน้าที่ของตนแค่พอพ้นตัวและไม่เสาะแสวงที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดๆ เลย เจ้าก็เป็นพวกหน้าซื่อใจคด เป็นหมาป่าในคราบแกะ เจ้าอาจลวงผู้คนได้ แต่ไม่อาจหลอกพระเจ้าได้ หากไม่มีสิ่งที่ต้องแลกอย่างแท้จริงและไม่มีความจงรักภักดีในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ได้มาตรฐาน หากเจ้าไม่ทุ่มเทความพยายามอย่างแท้จริงให้กับความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากเจ้าต้องการทำแค่พอพ้นตัวและสุกเอาเผากินในการกระทำทั้งหลายของเจ้าเสมอ เหมือนที่ผู้ไม่มีความเชื่อทำงานให้กับนายของพวกเขา หากเจ้าเพียงใช้ความพยายามพอเป็นพิธี เจ้าไม่ใช้จิตใจของเจ้า เจ้าทำสักแต่พอเอาหน้ารอดไปวันๆ ไม่รายงานปัญหาเมื่อเจ้ามองเห็นปัญหาเหล่านั้น เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และมองผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเองไปอย่างไม่แยกแยะ—เช่นนั้นแล้ว นี่มิใช่ปัญหาหรอกหรือ? ใครบางคนเช่นนี้สามารถเป็นสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือ? ผู้คนเช่นนั้นคือผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่ได้เป็นของพระนิเวศของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงรับรู้พวกเขาแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าเจ้าจะจริงใจหรือไม่ และไม่ว่าเจ้าทุ่มเทความพยายามในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ พระเจ้าก็ทรงทำบัญชีเอาไว้ และเจ้าก็รู้ดีเช่นกัน ดังนั้นพวกเจ้าเคยทุ่มเทความพยายามอย่างแท้จริงในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้าเคยจริงจังกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้าได้ปฏิบัติต่อมันอย่างเป็นความรับผิดชอบของเจ้า เป็นภาระผูกพันของเจ้าแล้วหรือยัง? เจ้าได้ถือว่าหน้าที่นี้เป็นของเจ้าหรือไม่? เจ้าต้องคิดทบทวนและทำความรู้จักเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการจัดการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้ความรับผิดชอบเสมอ และเมื่อพบเจอปัญหา เจ้าก็ไม่รายงานต่อผู้นำและคนทำงาน อีกทั้งไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง คิดเสมอว่า “ปัญหายิ่งน้อยยิ่งดี” ดำเนินชีวิตตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเสมอ ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินตลอดเวลา ไม่เคยมีความจงรักภักดีใดๆ และไม่ยอมรับความจริงเลยเมื่อเจ้าถูกตัดแต่ง—หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางนี้ เจ้าย่อมตกอยู่ในอันตราย เจ้าเป็นหนึ่งในพวกคนลงแรง พวกคนลงแรงไม่ใช่สมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้า ทว่าเป็นลูกจ้าง เป็นคนทำงานที่ได้รับการว่าจ้างมา เมื่องานสิ้นสุดลง พวกเขาก็จะถูกกำจัดและถลำเข้าสู่มหันตภัยไปเอง ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้านั้นต่างออกไป เวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อเงินทอง หรือเพื่อมานะพยายาม หรือเพื่อที่จะได้รับพร พวกเขาคิดว่า “ฉันคือสมาชิกของพระนิเวศของพระเจ้า สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้าย่อมเกี่ยวข้องกับฉัน กิจธุระทั้งหลายในพระนิเวศของพระเจ้าคือกิจธุระของฉัน ฉันควรทุ่มเทหัวใจให้แก่พระนิเวศของพระเจ้า” ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทุ่มเทหัวใจของตนในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศของพระเจ้า และรับผิดชอบสิ่งนั้น พวกเขารับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขานึกออกและมองเห็น พวกเขาคอยจับตาดูสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต้องจัดการ และพวกเขาใส่ใจกับเรื่องทั้งหลาย เหล่านี้คือผู้คนแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าเป็นเหมือนกันหรือไม่? (ไม่) หากเจ้าเพียงแต่ใฝ่หาความสุขสบายทางเนื้อหนัง ไม่ใส่ใจเมื่อเห็นมีสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต้องจัดการในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่หยิบขวดน้ำมันเจิมที่ล้มลงไปขึ้นมา และหัวใจของเจ้าก็รู้ว่ามีปัญหาอยู่ ทว่าเจ้าไม่ต้องการแก้ไขปัญหานั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ได้กำลังปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าเสมือนบ้านของตัวเอง พวกเจ้าเป็นเช่นนี้หรือไม่? หากเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็ตกต่ำลงไปมากจนไม่มีความแตกต่างระหว่างพวกเจ้ากับพวกผู้ไม่มีความเชื่อเลย หากพวกเจ้าไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้วก็ต้องถือว่าพวกเจ้าอยู่นอกพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าต้องถูกแยกและถูกกำจัดออกไป ข้อเท็จจริงก็คือพระเจ้าทรงปรารถนาอยู่ในพระทัยที่จะปฏิบัติต่อพวกเจ้าในฐานะสมาชิกครอบครัวของพระองค์ แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมรับความจริง และปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน และไร้ความรับผิดชอบเสมอ ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเจ้าอย่างไร พวกเจ้าก็ไม่กลับใจ พวกเจ้าพาตนเองไปอยู่นอกพระนิเวศของพระเจ้าเอง พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะช่วยพวกเจ้าให้รอดและทำให้พวกเจ้ากลายเป็นสมาชิกครอบครัวของพระองค์ แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอมรับสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าย่อมอยู่นอกพระนิเวศของพระองค์ พวกเจ้าคือผู้ไม่มีความเชื่อ ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย จะถูกจัดการเช่นเดียวกับผู้ไม่มีความเชื่อเท่านั้น พวกเจ้ากำหนดจุดจบและตำแหน่งของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าวางทั้งสองสิ่งไว้นอกพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าจะโทษใครได้ในเรื่องนั้นนอกจากตนเอง? เราได้สังเกตเห็นว่าผู้คนมากมายเป็นเหมือนสัตว์ที่ไร้จิตวิญญาณ วันแล้ววันเล่าพวกเขารู้แต่เพียงว่าจะกินและทำงานอย่างไรเท่านั้น ไม่เคยกินหรือดื่มพระวจนะของพระเจ้า และไม่เคยสามัคคีธรรมความจริงเลย พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องฝ่ายวิญญาณในชีวิต และใช้ชีวิตเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อตลอดเวลา พวกเขาเป็นสัตว์ร้ายที่อำพรางตนเป็นมนุษย์ ผู้คนเช่นนี้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงและไม่สามารถแม้แต่จะใช้ให้ลงแรง พวกเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน พวกเขาควรถูกกำจัดออกไปและถูกไล่ออกไปอย่างฉับไว และไม่มีพวกเขาคนใดควรได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริง สามารถนบนอบได้ ไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร หรือพวกเขาถูกตัดแต่งอย่างไร พวกเขาคือคนที่มีเหตุผลนี้และสามารถรับฟังและนบนอบเมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วย ไม่ว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ใด พวกเขาย่อมสามารถรับผิดชอบ ดำเนินงานอย่างถูกต้องเหมาะสม และรับงานนี้ได้ เฉพาะบุคคลเช่นนี้เท่านั้นจึงเหมาะสมที่จะเรียกว่ามนุษย์ และเฉพาะบุคคลเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นสมาชิกแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนที่ลงแรงเป็นเพียงแค่พวกเอาแต่ได้ พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา พวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิง และพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ หากเจ้าปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนพี่น้องชายหญิง เจ้าก็มืดบอดและโง่เขลานัก ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะถูกจัดกลุ่มให้เข้ากับประเภทของตน นี่เป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเผยและกำจัดผู้คนออกไป หากพวกเจ้าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง พวกเจ้าต้องไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี หากเจ้าสามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์บางอย่างได้ นั่นย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่รักความจริง และเจ้าครองความเป็นจริงความจริงอยู่บ้าง แต่หากเจ้าไม่สามารถแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ใดๆ ได้ เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคนลงแรงและตกอยู่ในอันตรายจากการถูกกำจัดออกไป หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีรวมทั้งรับผิดชอบและจงรักภักดี เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นคนลงแรงที่จงรักภักดีและสามารถอยู่ต่อไปได้ ใครก็ตามที่ไม่ใช่คนลงแรงที่จงรักภักดีต้องถูกกำจัดออกไป เพราะฉะนั้นจึงมีเพียงการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีเท่านั้นที่ทำให้เจ้าสามารถยืนหยัดในพระนิเวศของพระเจ้าและได้รับการละเว้นจากหายนะได้ การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยที่สุดประชากรแห่งพระนิเวศของพระเจ้าก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์ พวกเขาเป็นคนที่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของตนได้ เป็นคนที่สามารถยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างจงรักภักดี หากผู้คนไม่มีความเชื่อที่แท้จริง ไม่มีมโนธรรมและเหตุผล หากพวกเขาไม่มีหัวใจแห่งความยำเกรงและการนบนอบพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ แม้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ตาม แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างฉาบฉวย พวกเขาเป็นคนลงแรง—เป็นคนที่ยังไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริง คนลงแรงเช่นนี้จะถูกกำจัดออกไปในไม่ช้า มีเพียงคนลงแรงที่จงรักภักดีเท่านั้นจึงจะได้รับการละเว้น แม้คนลงแรงที่จงรักภักดีจะไม่มีความเป็นจริงความจริง แต่พวกเขามีมโนธรรมและเหตุผล พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ และพระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้พวกเขาได้รับการละเว้น ผู้ที่ครองความเป็นจริงความจริงและผู้ที่สามารถทำคำพยานของพระเจ้าให้ชัดแจ้งได้คือประชากรของพระองค์ และจะได้รับการละเว้นและนำไปสู่ราชอาณาจักรของพระองค์อีกด้วย
ในขณะนี้ เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่พวกเจ้ามีต่อหน้าที่ของตน ประสิทธิภาพในการทำสิ่งทั้งหลายของตน และผลลัพธ์ที่พวกเจ้าได้รับในหน้าที่ของตน พวกเจ้ายังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอ นี่เป็นเพราะพวกเจ้าสุกเอาเผากินจนเกินไป และพวกเจ้าจัดการกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปด้วยการทำแค่ขอไปที พวกเจ้าไม่ใส่ใจในหลายเรื่องเกินไป และแสดงให้เห็นการสำแดงถึงการทำตามข้อบังคับมากเกินไป อะไรคือสาเหตุของการนี้? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถและการไล่ตามเสาะหาของเจ้าหรือไม่? นี่คือวิธีปฏิบัติหน้าที่ของคนเลอะเลือนและคนที่มีขีดความสามารถที่อ่อนด้อยมาก และยังเป็นวิธีที่พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน แล้วพวกเจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาอะไรกันแน่? พวกเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? (ไม่ใช่) เห็นได้ชัดเจนมากว่าพวกเจ้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง สำหรับพวกเจ้าทุกคน เมื่อพิจารณาวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้า ไม่สำคัญว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงของพวกเจ้าลึกซึ้งหรือตื้นเขินเพียงใด พวกเจ้าควรปฏิบัติความจริงให้มากเท่าที่เจ้าเข้าใจ—การที่พวกเจ้าทำเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? ตามสภาพแวดล้อมภายนอกและปัจจัยส่วนตัวของพวกเจ้า พวกเจ้าทุกคนน่าจะมีความลำบากยากเย็นในการทำเช่นนั้นอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าไม่ใช่คนชั่ว ไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ และความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้าก็ไม่แย่ขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้พวกเจ้าส่วนใหญ่มีขีดความสามารถทั่วไป แต่พวกเจ้าก็ยังควรที่จะเข้าใจความจริงได้ นี่ทำให้มั่นใจได้ว่าการที่พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงจะไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น ความจริงบางอย่างที่ลึกซึ้งขึ้นอาจยากเกินกว่าที่พวกเจ้าจะเข้าใจ แต่หากเราพูดถึงความจริงดังกล่าวในแง่มุมที่เป็นรูปธรรมและละเอียดมากขึ้น พวกเจ้าก็จะสามารถเข้าใจและจับความเข้าใจความจริงดังกล่าวได้ ตราบที่พวกเจ้าสามารถเข้าใจความจริง ไม่สำคัญว่าความเข้าใจของพวกเจ้าลึกซึ้งหรือตื้นเขินเพียงใด และตราบที่พวกเจ้ามีเส้นทาง พวกเจ้าย่อมจะรู้วิธีปฏิบัติ นี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการสัมฤทธิ์การไล่ตามเสาะหาและการปฏิบัติความจริง และเป็นเงื่อนไขที่พวกเจ้าทุกคนทำตาม ดังนั้นพวกเจ้าทุกคนจึงควรที่จะสามารถไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริงได้ แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้เล่า? มีบางสิ่งขัดขวางพวกเจ้าอยู่หรือไม่? ไม่ควรมีสิ่งใดเลย และพวกเจ้าทุกคนก็ควรปฏิบัติความจริงและทำสิ่งทั้งหลายได้ตามหลักธรรมภายในขอบเขตของหน้าที่ของตน พวกเจ้ามีโอกาสที่วิเศษนี้ แต่ถึงกระนั้นพวกเจ้ากลับไม่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้ นี่แสดงให้เห็นสิ่งใด? ประการแรกคือแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่ชอบความจริงและขาดพร่องความสนใจในความจริง ประการที่สองคือแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าขาดพร่องความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับวิธีไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง และพวกเจ้าขาดพร่องความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของการปฏิบัติความจริง นัยสำคัญและคุณค่าของการปฏิบัติความจริง และสิ่งที่ล้ำค่าเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง หากปราศจากความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้าก็แค่จับแพะชนแกะโดยไม่มีความสนใจในความจริงหรือการปฏิบัติความจริง และยังคงคิดในใจว่า “ข้อได้เปรียบของการทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมและการปฏิบัติความจริงคืออะไร?” ความคิดเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคุณค่าของความจริง พวกเจ้ายังไม่มีประสบการณ์กับประโยชน์จากการทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมและการปฏิบัติความจริงด้วยตนเอง และพวกเจ้าไม่มีการรับรู้ถึงนัยสำคัญของสิ่งเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าจึงขาดพร่องความสนใจในการปฏิบัติความจริง แม้พวกเจ้ามีความสนใจในการฟังคำเทศนาและมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง แต่พวกเจ้ากลับแสดงความสนใจเพียงเล็กน้อยเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องการปฏิบัติความจริง บางคนเต็มใจที่จะฟังคำเทศนาและอ่านพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขาก็เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงในขณะที่กำลังทำสิ่งต่างๆ แต่พวกเขากลับไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างแท้จริงเมื่อถึงเวลานั้น ความชอบและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขาปรากฏออกมา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา เช่น ความเกียจคร้าน การทะยานอยากเพื่อความสะดวกสบาย การหลอกลวง และการแก่งแย่งเพื่อให้ได้สถานะก็ถูกเผยออกมา พวกเขาไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนอย่างสิ้นเชิงและไม่รับมือกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมความจริงเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่ตรากตรำทำงาน พวกเขาพอใจตราบเท่าที่สามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้ และพวกเขาไม่มีมโนธรรมเกี่ยวกับสิ่งใดเลย แม้ในขณะที่รู้ว่าตนยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอ พวกเขาก็ไม่คิดทบทวนตัวเอง แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินต่อไป ในระยะยาว พวกเขาย่อมกลายเป็นด้านชา ปัญญาทึบ และไม่ตอบสนอง นี่คือสภาวะของคนลงแรง
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ