พระวจนะว่าด้วยการแสวงหาและปฏิบัติความจริง (บทตัดตอน 15)
หากผู้คนมีหัวใจที่รักความจริง พวกเขาจะมีความเข้มแข็งที่จะแสวงหาความจริง และสามารถทำงานหนักในการปฏิบัติความจริง พวกเขาสามารถละทิ้งสิ่งที่ควรละทิ้ง และปล่อยวางสิ่งที่ควรปล่อยวาง โดยเฉพาะสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวกับชื่อเสียง ผลกำไรหรือสถานะของเจ้าเอง ซึ่งควรที่จะปล่อยวาง หากเจ้าไม่ยอมปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป นั่นหมายความว่าเจ้าไม่รักความจริง และไม่มีความเข้มแข็งที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง เมื่อเกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องแสวงหาความจริงและปฏิบัติความจริง หากในเวลาเหล่านั้นที่เจ้าจำเป็นต้องปฏิบัติความจริง เจ้ามีจิตใจที่เห็นแก่ตัวอยู่เสมอ และไม่สามารถปล่อยวางจากผลประโยชน์ส่วนตน พวกเจ้าก็จะไม่สามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ หากเจ้าไม่เคยแสวงหาหรือปฏิบัติความจริงในรูปการณ์แวดล้อมใด พวกเจ้าก็ไม่ใช่บุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริง ไม่ว่าพวกเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม พวกเจ้าจะไม่ได้มาซึ่งความจริง บางคนกำลังแสวงหาชื่อเสียง ผลกำไรและผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคริสตจักรจัดการเตรียมงานอะไรให้แก่พวกเขา พวกเขาก็คิดตรึกตรองเสมอว่า “ฉันจะได้ประโยชน์หรือไม่? หากจะได้ ฉันจึงจะทำ หากจะไม่ได้ ฉันก็จะไม่ทำ” คนแบบนี้ไม่ปฏิบัติความจริง—แล้วพวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีหรือ? แน่นอนว่าไม่ได้ ต่อให้เจ้าไม่เคยทำความชั่วมาก่อน เจ้าก็ยังไม่ใช่บุคคลที่ปฏิบัติความจริง หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่รักสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และไม่ว่าอะไรตกมาถึงเจ้า เจ้าก็สนใจเพียงความมีหน้ามีตา และสถานะของตัวเจ้าเอง ผลประโยชน์ส่วนตนและสิ่งที่ดีงามต่อเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น และเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและต่ำทราม คนแบบนี้เชื่อในพระเจ้าเพื่อได้รับบางสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ไม่ใช่เพื่อได้มาซึ่งความจริงหรือความรอดของพระเจ้า ด้วยเหตุนั้น ผู้คนจำพวกนี้จึงเป็นผู้ไม่เชื่อ ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือบรรดาผู้ที่สามารถแสวงหาและปฏิบัติความจริง เมื่อพวกเขาตระหนักในหัวใจว่าพระคริสต์คือความจริง และว่าพวกเขาควรที่จะรับฟังพระวจนะของพระเจ้า และเชื่อในพระองค์ดังที่พระองค์ทรงเรียกร้อง หากเจ้าปรารถนาที่จะปฏิบัติความจริงเมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า แต่คำนึงถึงความมีหน้ามีตาและสถานะของเจ้าเอง และคำนึงถึงหน้าตาของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว การปฏิบัติความจริงก็จะลำบากยากเย็น ในสถานการณ์เช่นนั้น คนเหล่านั้นที่รักความจริงก็จะสามารถปล่อยวางสิ่งที่อยู่ในผลประโยชน์ของตนเองหรือดีต่อตนเอง ปฏิบัติความจริง และนบนอบต่อพระเจ้าได้ โดยผ่านทางการอธิษฐาน การแสวงหา และการทบทวนตัวเอง รวมไปถึงการตระหนักถึงตัวตน ผู้คนเหล่านี้คือบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและรักความจริงอย่างแท้จริง และเมื่อผู้คนคิดถึงผลประโยชน์ส่วนตนอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาพยายามปกป้องความเย่อหยิ่งและความถือดีของตนอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แต่ไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยนั้น ผลสืบเนื่องคืออะไร? คือการที่พวกเขาไม่มีการเข้าสู่ชีวิต คือการที่พวกเขาขาดคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง และนี่ย่อมเป็นอันตรายมิใช่หรือ? หากเจ้าไม่เคยปฏิบัติความจริง หากเจ้าไม่มีคำพยานจากประสบการณ์ เช่นนั้นแล้วเมื่อถึงเวลา เจ้าก็จะถูกเปิดเผยและถูกกำจัดออกไป ผู้คนที่ไม่มีคำพยานจากประสบการณ์มีประโยชน์อะไรหรือในพระนิเวศของพระเจ้า? พวกเขาย่อมไม่แคล้วที่จะทำหน้าที่ใดได้ไม่ดี และไม่สามารถทำสิ่งใดได้อย่างถูกต้องเหมาะสม พวกเขาเป็นเพียงขยะมิใช่หรือ? หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี หากผู้คนไม่เคยปฏิบัติความจริง พวกเขาก็คือผู้ไม่เชื่อ พวกเขาเป็นคนชั่ว หากเจ้าไม่เคยปฏิบัติความจริง หากการฝ่าฝืนของเจ้าเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นทุกที เช่นนั้นจุดจบของเจ้าก็ถูกกำหนดไว้แล้ว เห็นได้ชัดว่าการฝ่าฝืนทั้งหมดของเจ้า เส้นทางผิดๆ ที่เจ้าใช้เดิน และการที่เจ้าไม่ยอมกลับใจ ล้วนก่อให้เกิดความประพฤติชั่วมากมาย และดังนั้นจุดจบของเจ้าก็คือว่าเจ้าจะไปนรก—เจ้าจะถูกลงโทษ พวกเจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญกระนั้นหรือ? หากเจ้ายังไม่ถูกลงโทษ เจ้าจะไม่สำนึกว่านี่น่าหวาดกลัวเพียงใด เมื่อวันนั้นมาถึงตรงที่เจ้าเผชิญหายนะเข้าจริงๆ และเจ้าเผชิญหน้าความตาย นั่นย่อมสายเกินไปที่จะเสียใจ หากในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่ยอมรับความจริง และหากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้า ผลสุดท้ายย่อมเป็นว่าเจ้าจะถูกกำจัดออกไป และถูกทอดทิ้ง ทุกคนมีการฝ่าฝืน กุญแจสำคัญในการแก้ไขการฝ่าฝืนเหล่านั้นก็คือการแสวงหาความจริง และนี่จะทำให้แน่ใจได้ว่าการฝ่าฝืนเหล่านั้นลดน้อยลงทุกที หากเมื่อใดก็ตามที่เจ้าเปิดเผยถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าสามารถอธิษฐานถึงและพึ่งพาพระเจ้า แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไข และชำระล้างอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าให้บริสุทธิ์ได้เสมอ เมื่อนั้นเจ้าก็จะไม่ได้ทำความชั่ว นี่คือวิธีที่ผู้มีความเชื่อควรแก้ไขปัญหาการมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และนี่คือวิธีการที่จะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากเจ้าไม่เคยอธิษฐานถึงพระเจ้าและไม่เคยแสวงหาความจริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ทั้งหลายขึ้นกับเจ้า หรือหากเจ้าเข้าใจความจริง แต่กลับไม่นำไปปฏิบัติ ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร? สิ่งนี้ประจักษ์ชัดในตัวเอง ต่อให้เจ้าอาจเป็นนักพูดที่ลื่นไหลและฉลาดแกมโกง เจ้าสามารถหลบพ้นการพินิจพิเคราะห์ด้วยดวงเนตรของพระเจ้าได้หรือ? พวกเจ้าสามารถหลีกหนีจากการจัดวางเรียบเรียงโดยพระหัตของพระองค์ได้หรือไม่? เป็นไปไม่ได้ ผู้คนที่มีปัญญาจะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและกลับใจ ฝากความหวังไว้กับพระองค์ พึ่งพาพระองค์ แก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา และปฏิบัติความจริง เมื่อนั้นเจ้าจึงจะได้ชนะเนื้อหนัง และชนะการทดลองของซาตานได้ ต่อให้พวกเจ้าล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง พวกเจ้าก็ต้องพากเพียร เมื่อเจ้าพากเพียรฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวง ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่เจ้าจะประสบความสำเร็จ และเจ้าจะได้รับพระคุณของพระเจ้า ความกรุณาของพระองค์ และพระพรของพระองค์ และเจ้าก็จะสามารถเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี และทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย
เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ กับพวกเจ้า บ่อยเพียงใดที่พวกเจ้าเลือกที่จะปฏิบัติความจริง และปกป้องพระราชกิจของพระเจ้าเอาไว้? (ไม่บ่อย โดยมากข้าพระองค์เลือกที่จะดำรงภาพลักษณ์หรือผลประโยชน์ส่วนตัว และข้าพระองค์รู้สึกตัวในภายหลัง แต่มันยากที่จะกบฏต่อตัวเอง หากมีใครสักคนสามัคคีธรรมกับข้าพระองค์เกี่ยวกับความจริง นั่นจะทำให้ข้าพระองค์เข้มแข็งขึ้นมาบ้าง และข้าพระองค์ก็สามารถกบฏต่อตัวเองได้บ้าง แต่เมื่อไม่มีผู้ใดมาสามัคคีธรรมกับข้าพระองค์เกี่ยวกับความจริง ข้าพเจ้าจึงกลายเป็นคนที่เหินห่างจากพระเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะนี้ตลอดมา) การที่จะกบฏต่อเนื้อหนังนั้นยากลำบาก และการที่จะปฏิบัติความจริงก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเจ้ามีธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่รั้งเจ้าเอาไว้ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่รบกวนเจ้า และสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้หากไม่เข้าใจความจริง พวกเจ้าสามารถใช้เวลาอย่างสงบนิ่งในการทรงสถิตของพระเจ้าได้นานเท่าไรต่อวัน? เจ้าสามารถไปต่อได้กี่วันโดยไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าก่อนที่จะรู้สึกแห้งเหี่ยวทางจิตวิญญาณ? (ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่สามารถไปต่อได้แม้แต่วันเดียวหากไม่ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ข้าพเจ้าต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าสักหนึ่งบทตอนในตอนเช้าและเพ่งพิจารณาบทตอนนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น หากมีวันใดที่ข้าพเจ้าสาละวนมีธุระยุ่งกับการทำงาน ไม่กินหรือดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือไม่ค่อยอธิษฐาน ข้าพเจ้าก็รู้สึกห่างไกลจากพระเจ้าอย่างมาก) หากพวกเจ้าสำนึกได้ว่าพวกเจ้าจะห่างเหินจากพระองค์ไม่ได้ เช่นนั้นก็ยังมีความหวังสำหรับเจ้า หากเจ้าเป็นผู้เชื่อและต้องการได้มาซึ่งความจริง เจ้าไม่สามารถนิ่งเฉยและรอให้ใครมาสามัคคีธรรมกับเจ้าเกี่ยวกับความจริง เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างแข็งขัน อธิษฐานถึงพระเจ้า และแสวงหาความจริง หากเจ้ารอจนจิตวิญญาณของเจ้ามืดมน และเจ้าไม่สามารถสัมผัสถึงพระเจ้าก่อนที่จะกินหรือดื่มพระวจนะของพระองค์ หรืออธิษฐานต่อพระองค์ เจ้าก็ทำได้เพียงดำรงสภาวะที่เป็นอยู่เอาไว้เท่านั้น การสามารถดำรง “ความเชื่อ” อันน้อยนิดเอาไว้ย่อมจะดีมากแล้ว แต่ชีวิตของเจ้าจะไม่มีการเติบโต และเมื่อใดที่จิตวิญญาณของเจ้ากลายเป็นแห้งเหือดและด้านชา และเจ้าได้กลายเป็นเหินห่างจากพระเจ้ามากเกินไป เมื่อนั้นเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย การทดลองตกมาถึงเจ้าครั้งเดียวเจ้าก็ล้มคว่ำลงแล้ว เจ้าจะถูกซาตานจับเป็นเชลยอย่างง่ายดาย หากเจ้าไม่มีประสบการณ์เลย ไม่เข้าใจความจริง ไม่มุ่งเน้นทั้งการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและไม่ฟังบทเทศน์ทั้งหลาย และขาดชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เป็นปกติ เช่นนั้นก็จะลำบากยากเย็นที่เจ้าจะเติบโตในวุฒิภาวะ และแน่นอนว่า เจ้าจะก้าวหน้าเชื่องช้าเกินไป อะไรเป็นเหตุผลของความก้าวหน้าที่เชื่องช้านี้? และผลสืบเนื่องของมันคืออะไร? เจ้าต้องชัดเจนในสิ่งเหล่านี้ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงเปิดโปงความเสื่อมทรามของผู้คนในลักษณะใด พวกเขาควรนบนอบและยอมรับมัน พวกเขาควรทบทวนตัวเองและเปรียบเทียบตัวเองกับพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่พวกเขาอาจสัมฤทธิ์การรู้จักตนเอง และค่อยๆ เข้าใจความจริง นี่เป็นที่ยินดีที่สุดต่อพระเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำงานในตัวพวกเขาอย่างแน่นอน และพวกเขาก็จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน เจ้าต้องเก็บพระวจนะของพระเจ้าและความจริงไว้ในหัวใจของพวกเจ้าตลอดเวลา เพื่อยามที่เจ้าเผชิญกับปัญหาหนึ่งในชีวิตจริง เจ้าก็สามารถเชื่อมโยงและเปรียบเทียบปัญหานั้นกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริง เมื่อนั้นปัญหาจะง่ายในการแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนล้วนอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย นั่นเป็นบางสิ่งที่ทุกคนใฝ่ถึง แต่เจ้าควรปฏิบัติเพื่อการนี้อย่างไรในชีวิตประจำวัน? อย่างแรกคือเจ้าต้องมีกิจวัตรประจำ เช่น ไม่กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือต้องห้าม และควรออกกำลังกายในปริมาณที่พอเหมาะพอควร เมื่อผสมผสานวิธีการเหล่านี้เข้าด้วยกันและทุกสิ่งที่เจ้าปฏิบัติวนเวียนอยู่กับเป้าหมายของการมีสุขภาพกายที่ดี เจ้าก็จะเห็นผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่กี่ปีให้หลัง เจ้าก็จะมีสุขภาพที่ดีกว่าผู้อื่นและจะได้รับผลลัพธ์ที่ดี เจ้าได้ผลลัพธ์เหล่านั้นมาอย่างไรหรือ? นั่นก็เป็นเพราะการกระทำและเป้าหมายของเจ้าเป็นไปในแนวเดียวกัน และการปฏิบัติและทฤษฎีของเจ้าเป็นไปในแนวเดียวกัน นี่ก็เหมือนกันกับการที่เชื่อในพระเจ้า หากเจ้าเสาะแสวงที่จะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงและปฏิบัติความจริง และเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีอุปนิสัยเปลี่ยนไป เช่นนั้นแล้ว เมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายตกมาถึงเจ้า เจ้าต้องเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านั้นเข้ากับเป้าหมายที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาและความจริงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเป้าหมายที่เจ้าไล่ตามเสาะหาอาจเป็นอะไรก็ตาม ตราบที่เป้าหมายเหล่านั้นเป็นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงพึงประสงค์จากมนุษย์ เป้าหมายเหล่านั้นก็เป็นทิศทางและเป้าหมายที่ต้องไล่ตามเสาะหาในฐานะผู้เชื่อคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การติดตามทางแห่งพระเจ้า การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว หลังจากที่เจ้ามีทิศทางนี้ เป้าหมายนี้ เจ้าต้องมีหนทางที่จะนำไปปฏิบัติในทันที เมื่อเราพูดว่า “การติดตามทางแห่งพระเจ้า” คำว่า “ทางแห่งพระเจ้า” อ้างอิงถึงอะไร? คำนั้นหมายถึงการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และอะไรหรือคือการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว? ยกตัวอย่างตอนที่เจ้าประเมินใครบางคน—นี่สัมพันธ์กับความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าประเมินพวกเขาอย่างไรหรือ? (เราต้องซื่อสัตย์ ยุติธรรม และเป็นธรรม และคำพูดของพวกเราต้องไม่เป็นไปตามความรู้สึกของพวกเรา) เมื่อเจ้าพูดตรงไม่มีผิดในสิ่งที่เจ้าคิดและตรงไม่มีผิดในสิ่งที่เจ้าเห็น เจ้าก็มีความซื่อสัตย์ อย่างแรกเลยคือ การปฏิบัติการมีความซื่อสัตย์นั้นอยู่ในแนวเดียวกับการติดตามทางแห่งพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนผู้คน นี่คือทางของพระเจ้า อะไรหรือคือทางของพระเจ้า? การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว การมีความซื่อสัตย์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วหรอกหรือ? และไม่ใช่การติดตามทางแห่งพระเจ้าหรอกหรือ? (เป็นส่วนหนึ่ง) หากเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าเห็นและสิ่งที่เจ้าคิดย่อมไม่เหมือนกับสิ่งที่ออกมาจากปากเจ้า ใครบางคนถามเจ้าว่า “เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับคนคนนั้น? เขารับผิดชอบงานของคริสตจักรดีอยู่หรือไม่?” และคำตอบของเจ้าคือ “เขาดีมาก เขารับผิดชอบดีกว่าข้าพเจ้าเสียอีก ขีดความสามารถของเขาดีกว่าของข้าพเจ้า และสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขาก็ดี เขาเป็นผู้ใหญ่และมั่นคง” แต่นี่เป็นสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในหัวใจหรือเปล่า? อันที่จริง สิ่งที่เจ้าเห็นก็คือ แม้บุคคลดังกล่าวจะมีขีดความสามารถ แต่เขาไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ ค่อนข้างหลอกลวง และชอบคิดคำนวณหาประโยชน์ นี่คือสิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในใจจริงๆ แต่พอถึงเวลาที่ต้องพูด เจ้านึกขึ้นได้ว่า “ฉันไม่สามารถบอกความจริงได้ ฉันต้องไม่ล่วงเกินใคร” เจ้าจึงพูดอย่างอื่นออกไปอย่างรวดเร็วและเลือกพูดแต่สิ่งที่ดีเกี่ยวกับเขา แต่ไม่มีส่วนใดเลยที่เจ้าพูดตรงกับที่เจ้าคิด ทั้งหมดคือคำโกหกและความจอมปลอม นี่บ่งชี้ว่าเจ้าติดตามทางแห่งพระเจ้าหรือ? ไม่ เจ้าได้ไปในทางของซาตานแล้ว ทางของพวกปีศาจ อะไรคือทางแห่งพระเจ้า? ทางแห่งพระเจ้าคือความจริง คือหลักการที่ผู้คนควรใช้ประพฤติปฏิบัติตน และคือการยำเกรงในพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว แม้เจ้ากำลังคุยกับคนอื่น แต่พระเจ้าก็กำลังทรงสดับฟังอยู่ด้วยเช่นกัน พระองค์กำลังทรงเฝ้าดูหัวใจของเจ้าและพินิจพิเคราะห์มัน ผู้คนฟังสิ่งที่เจ้าพูด แต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของเจ้า ผู้คนมีความสามารถในการพินิจพิเคราะห์หัวใจของมนุษย์หรือไม่? อย่างดีที่สุด ผู้คนก็สามารถมองเห็นว่าเจ้าไม่ได้กำลังพูดความจริง พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่บนพื้นผิวภายนอก แต่พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นเข้าไปในห้วงลึกของหัวใจเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มองออกว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ กำลังวางแผนอะไร และมีกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ มีวิธีคิดคดทรยศ และมีความคิดอันใดโลดแล่นอยู่ในหัวใจของเจ้าบ้าง เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าเจ้าไม่ได้กำลังพูดความจริง พระองค์ทรงมีความคิดเห็นและการประเมินค่าต่อเจ้าอย่างไรหรือ? ที่เจ้าไม่ได้ติดตามทางแห่งพระเจ้าในเรื่องนี้ก็เพราะเจ้าไม่ได้พูดความจริง หากเจ้ากำลังปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เจ้าควรได้พูดความจริงไปว่า “เขาเป็นคนหนึ่งที่มีขีดความสามารถ แต่เขาพึ่งพาไม่ได้” ไม่สำคัญว่าการประเมินของเจ้านั้นจะถูกต้องแม่นยำหรือไม่ แต่นั่นย่อมเป็นความซื่อสัตย์และมาจากใจ และเป็นทัศนคติและจุดยืนที่เจ้าควรแสดงออกมา หากแต่เจ้าไม่ได้ทำ—เช่นนั้นแล้ว เจ้าได้กำลังติดตามหนทางแห่งพระเจ้าอยู่หรือไม่? (ไม่) หากเจ้าไม่พูดความจริง การเน้นย้ำว่าเจ้ากำลังติดตามทางแห่งพระเจ้าและกำลังทำให้พระองค์พึงพอพระทัยนั้นมีประโยชน์อะไรต่อเจ้าหรือ? พระเจ้าใส่ใจคำขวัญทั้งหลายที่เจ้าโห่ร้องหรือ? พระเจ้าทรงมองหรือว่าเจ้าโห่ร้องอย่างไร เจ้าโห่ร้องอย่างหนักแค่ไหน และปณิธานของเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด? พระองค์ทรงมองหรือไม่ว่าเจ้าโห่ร้องกี่ครั้ง? เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงมอง พระเจ้าทรงมองว่าเจ้าปฏิบัติความจริงหรือไม่ ทรงมองถึงสิ่งที่เจ้าเลือกและวิธีปฏิบัติความจริงเมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายตกมาถึงเจ้า หากเจ้าเลือกที่จะดำรงสัมพันธภาพ ดำรงผลประโยชน์ส่วนตนและภาพลักษณ์ของตัวเจ้าเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกับการรักษาตัวรอด และพระเจ้าทรงเห็นว่านี่คือทัศนคติและท่าทีของเจ้าเมื่อเหตุการณ์หนึ่งตกมาถึงเจ้า เมื่อนั้นพระองค์จะทรงประเมินเจ้า พระองค์จะตรัสว่าเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ติดตามทางแห่งพระเจ้า เจ้าพูดว่าเจ้าต้องการไล่ตามเสาะหาความจริงและติดตามทางแห่งพระเจ้า แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่นำไปปฏิบัติเมื่อเหตุการณ์ทั้งหลายตกมาถึงเจ้า? วาจาที่เจ้ากล่าวอาจออกมาจากหัวใจ และวาจาเหล่านั้นอาจสื่อถึงปณิธานและความปรารถนาของเจ้า หรือสามารถเป็นได้ว่าเจ้าสะเทือนใจ และเจ้าก็ร้องตะโกนคำที่จริงใจเหล่านั้นไปพลางในขณะที่เจ้าร่ำไห้อย่างขมขื่น ว่าแต่การกล่าวอย่างจริงใจหมายความว่าเจ้ากำลังปฏิบัติความจริงอยู่หรือ? หมายความว่าเจ้ามีคำพยานที่แท้จริงหรือ? ไม่จำเป็น หากเจ้าเป็นผู้ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็จะสามารถปฏิบัติความจริง หากเจ้าไม่ใช่ผู้ที่รักความจริง เจ้าก็จะแค่กล่าวสิ่งทั้งหลายที่รื่นหูและจบลงแค่นั้น พวกฟาริสีเก่งที่สุดในการประกาศคำสอนและท่องคำขวัญ พวกเขามักยืนอยู่ตามมุมถนนและร้องตะโกนว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!” หรือ “พระเจ้าผู้ควรนมัสการ!” ในสายตาผู้อื่น พวกเขาดูเหมือนเคร่งศาสนาเป็นพิเศษ และไม่ได้ทำสิ่งใดที่ขัดต่อกฎหมาย ว่าแต่พระเจ้าได้ทรงเห็นชอบพวกเขาหรือเปล่า? เปล่าเลย พระองค์ได้กล่าวโทษพวกเขาอย่างไร? โดยการให้ฉายานามพวกเขาว่า พวกฟาริสีหน้าซื่อใจคด ในกาลก่อนนั้น พวกฟาริสีเป็นชนชั้นที่ได้รับความเคารพในประเทศอิสราเอล แล้วเหตุใดหรือชื่อนี้จึงกลายเป็นสิ่งตราหน้าในปัจจุบัน? นี่เป็นเพราะพวกฟาริสีได้กลายเป็นตัวแทนของบุคคลชนิดหนึ่ง สิ่งใดคือคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลชนิดนี้? พวกเขามีทักษะในการเทียมเท็จ ในการประดับตบแต่ง ในการเสแสร้ง และพวกเขาแสร้งแสดงความสูงศักดิ์ยิ่งใหญ่ ความบริสุทธิ์และความเที่ยงธรรมยิ่งใหญ่ และความดีพร้อมที่โปร่งใสและคำขวัญที่พวกเขาโห่ร้องก็ฟังดูดี แต่ตามที่ผลปรากฏออกมาก็คือพวกเขาไม่ปฏิบัติความจริงแม้แต่น้อย พวกเขามีพฤติกรรมดีอะไรหรือ? พวกเขาก็อ่านบทคัมภีร์ และประกาศ พวกเขาสอนผู้อื่นให้ค้ำจุนธรรมบัญญัติและข้อบังคับทั้งหลาย และไม่ขัดขืนพระเจ้า ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมที่ดี ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดฟังดูดี แต่ทว่า เมื่อผู้อื่นหันหลังให้ พวกเขาก็แอบขโมยของถวาย องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่าพวกเขา “กรองลูกน้ำออกแต่กลืนตัวอูฐเข้าไป” (มัทธิว 23:24) นี่หมายความว่าพฤติกรรมทั้งหมดของพวกเขาดูดีที่ผิวภายนอก—พวกเขาสวดท่องคำขวัญอย่างโอ้อวด พวกเขาพูดถึงทฤษฎีที่สูงส่ง และคำพูดของพวกเขาฟังดูน่ายินดี แต่ทว่าความประพฤติของพวกเขาเป็นความรกรุงรังที่ไร้ระเบียบ และเป็นการขัดขืนต่อพระเจ้าทั้งสิ้น พฤติกรรมภายนอกของพวกเขาล้วนเป็นการเสแสร้ง ล้วนเป็นการต้มตุ๋น ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่มีความรักแม้แต่น้อยสำหรับความจริงหรือสำหรับสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก พวกเขาชิงชังความจริง สิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก และทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า พวกเขารักสิ่งใดหรือ? พวกเขารักความเป็นธรรมและความชอบธรรมหรือไม่? (ไม่) เจ้าสามารถบอกได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่รักสิ่งเหล่านี้? (องค์พระเยซูเจ้าทรงเผยแผ่ข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมที่จะยอมรับเท่านั้น แต่ยังกล่าวโทษอีกด้วย) หากพวกเขาไม่ได้กล่าวโทษการนั้น เราจะบอกได้หรือ? ไม่ได้หรอก การทรงปรากฎและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าเปิดเผยพวกฟาริสีทั้งหมดแล้ว และเพียงเพราะการกล่าวโทษกับการขัดขืนต่อองค์พระเยซูเจ้านั่นเองที่ทำให้ผู้อื่นสามารถเห็นถึงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา หากไม่ได้เป็นเพราะการทรงปรากฎตัวและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า ก็คงจะไม่มีใครรู้ทันพวกฟาริสี และหากผู้คนมองพวกฟาริสีแค่การประพฤติปฏิบัติภายนอก ก็คงจะทำให้พวกเขาถึงกับรู้สึกอิจฉา การที่พวกฟาริสีใช้พฤติกรรมดีที่เทียมเท็จเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนนั้นไม่จริงใจและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมิใช่หรือ? ผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเช่นนี้สามารถรักความจริงได้หรือ? พวกเขาไม่สามารถอย่างแน่นอน อะไรคือจุดประสงค์เบื้องหลังการอวดแสดงการประพฤติปฏิบัติที่ดีของพวกเขา? อย่างหนึ่งที่แน่นอนคือเพื่อหลอกให้ผู้อื่นหลงกล อีกอย่างคือเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดและเอาชนะใจเพื่อให้ผู้คนคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่งและเทิดทูนพวกเขา และท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาต้องการที่จะได้รับบำเหน็จ ช่างเป็นกลฉ้อฉลอะไรเช่นนั้น! เหล่านี้คือกลอุบายอันแยบคายใช่หรือไม่? ผู้คนเช่นนั้นเคยรักความเป็นธรรมและความชอบธรรมหรือไม่? แน่นอนว่าไม่เคย สิ่งที่พวกเขารักคือสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ และสิ่งที่พวกเขาต้องการคือบำเหน็จกับมงกุฎ พวกเขาไม่เคยปฏิบัติตามพระวจนะที่พระเจ้าใช้สอนผู้คน และไม่เคยใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริงแม้แต่น้อย พวกเขาทุกคนล้วนใช้การประพฤติปฏิบัติอันดีงามมาอำพรางตน หลอกเอาชนะใจผู้คนด้วยหนทางที่หน้าซื่อใจคด เพื่อรักษาสถานะและความมีหน้ามีตาของตนเอง ซึ่งพวกเขาก็ใช้หาเงินทุนและหาเลี้ยงชีพต่อไป นั่นไม่น่าดูหมิ่นหรือ? จากการประพฤติปฏิบัตินี้ทั้งหมดของพวกเขา เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าโดยแก่นแท้แล้วพวกเขาไม่ได้รักความจริง เพราะพวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง อะไรหรือคือบางสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่เคยปฏิบัติความจริง? สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือการที่องค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาเพื่อพระราชกิจแห่งการไถ่ และการที่พระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าทุกคำเป็นความจริงและมีสิทธิอำนาจ พวกฟาริสีมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการนี้เล่า? ถึงแม้พวกเขาได้รับรู้ว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้ามีสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ พวกเขาไม่เพียงไม่ยอมรับพระวจนะเท่านั้น แต่พวกเขายังกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระวจนะเหล่านั้นอีกด้วย นั่นมันเกี่ยวกับอะไรเล่า? นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริงและในหัวใจของพวกเขา พวกเขาชิงชังและเกลียดความจริง พวกเขารับรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้านั้นถูกต้องในทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส รับรู้ว่าพระวจนะของพระองค์มีสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ รับรู้ว่าพระองค์ไม่ได้ผิดแต่อย่างใดเลย และพวกเขาไม่มีอะไรมางัดข้อกับพระองค์เลย แต่พวกเขาก็ต้องการกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาจึงปรึกษาและรวมหัวกัน และพูดว่า “ตรึงกางเขนเขา เพราะไม่เขาก็เราที่จะต้องตาย” และนี่คือวิธีที่พวกฟาริสีท้าทายองค์พระเยซูเจ้า ณ เวลานั้นไม่มีใครเข้าใจความจริงและไม่มีใครสามารถระลึกได้ว่าองค์พระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้าที่ทรงปรากฎในรูปมนุษย์ แม้ว่าจากมุมมองแบบมนุษย์นั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงแสดงความจริงไว้มากมาย ทรงขับไล่ปีศาจ และช่วยรักษาคนป่วย พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ไปมากมาย ทรงเลี้ยงอาหารผู้คน 5000 คนด้วยขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว ทรงทำกิจการที่ดีงามไปนับไม่ถ้วน และประทานพระคุณมากมายเหลือเกินให้กับผู้คน มีผู้คนน้อยเหลือเกินที่ดีและชอบธรรมเช่นนี้ แล้วเหตุใดพวกฟาริสีจึงต้องการกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า? เหตุใดพวกเขาจึงมีเจตนาแรงกล้าเหลือเกินที่จะตรึงกางเขนพระองค์? การที่พวกเขาเลือกที่จะปล่อยอาชญากรให้เป็นอิสระมากกว่าจะปล่อยพระองค์ไปแสดงให้เห็นว่าพวกฟาริสีแห่งโลกศาสนานั้นชั่วและมุ่งร้ายเพียงไร พวกเขาช่างเลวเหลือเกิน! ระหว่างโฉมหน้าชั่วที่พวกฟาริสีปิดไว้ไม่มิด กับความเมตตากรุณาภายนอกที่พวกเขาแสร้งตีสีหน้าไว้นั้นช่างแตกต่างกันใหญ่หลวงเสียจนผู้คนมากมายไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนแท้จริงอันไหนเท็จ แต่การทรงปรากฎและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าเปิดเผยสิ่งเหล่านั้นออกมาจนหมดสิ้น โดยปกติแล้วพวกฟาริสีมักปลอมแปลงตัวเองไว้เป็นอย่างดีเหลือเกินและปรากฏให้เห็นภายนอกว่าตนเป็นเสมือนพระเจ้ามากเสียจนไม่มีใครจะจินตนาการไปว่าพวกเขาสามารถขัดขืนและข่มเหงองค์พระเยซูเจ้าอย่างโหดร้ายเหลือเกินหากข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผย ก็จะไม่มีใครสามารถได้มองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งเลย การแสดงความจริงของพระเจ้าผู้ทรงปรากฎในรูปมนุษย์ช่างเป็นการเปิดเผยเกี่ยวกับมนุษย์จริงๆ!
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ