พระวจนะว่าด้วยการแสวงหาและปฏิบัติความจริง (บทตัดตอน 14)
เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาอันใดที่เกิดขึ้น ไม่สำคัญว่านั่นคือสิ่งใด และไม่ปลอมแปลงตัวเองหรือสวมใบหน้าเทียมเท็จต่อผู้อื่นในวิถีทางใดเลย ข้อบกพร่องของเจ้า ความขาดตกบกพร่องของเจ้า ความผิดของเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า—จงเปิดกว้างอย่างครบบริบูรณ์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด จงอย่าเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ภายใน การเรียนรู้วิธีเปิดใจตัวเอง คือขั้นตอนแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และนี่คืออุปสรรคขวางกั้นแรก ซึ่งเอาชนะได้ลำบากยากเย็นที่สุด ทันทีที่เจ้าได้เอาชนะอุปสรรคขวางกั้นนั้นแล้ว การเข้าสู่ความจริงก็ย่อมง่าย การลงมือทำขั้นตอนนี้มีนัยสำคัญว่ากระไร? การนี้หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดกว้างหัวใจของเจ้าและกำลังแสดงทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี ไม่ว่าดีหรือแย่ เป็นบวกหรือเป็นลบ โดยแผ่ตัวเองออกให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ปกปิดสิ่งใด ไม่ปลอมแปลงสิ่งใด ปลอดเล่ห์ลวงและเล่ห์เพทุบาย และเปิดกว้างและซื่อสัตย์ต่อผู้คนอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ในหนทางนี้ เจ้าย่อมใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง และไม่เพียงแค่พระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้คนอื่นๆ ด้วยเช่นกันที่จะมีความสามารถมองเห็นได้ว่าเจ้าปฏิบัติตนโดยมีหลักธรรมและความโปร่งใสระดับหนึ่ง เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการอันใดมาปกป้อง ความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรืออำพรางความผิดพลาดของเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามที่เปล่าประโยชน์เหล่านี้ หากเจ้าสามารถปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ได้ เจ้าก็จะผ่อนคลายเป็นอย่างมาก เจ้าจะมีชีวิตที่ปราศจากการบีบบังคับหรือความเจ็บปวด และเจ้าจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างโดยบริบูรณ์ การเรียนรู้วิธีเปิดใจเวลาที่เจ้าสามัคคีธรรมคือขั้นตอนแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต อันดับถัดไป เจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะชำแหละความคิดและการกระทำของตนเองเพื่อดูว่ามีสิ่งใดผิด และมีสิ่งใดที่พระเจ้าไม่โปรด และเจ้าจำเป็นต้องพลิกสิ่งเหล่านั้นกลับมาทันทีและแก้ไขสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง อะไรคือจุดประสงค์ของการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง? นั่นคือการยอมรับและรับเอาความจริง ในขณะที่กำจัดสิ่งทั้งหลายภายในตัวเจ้าที่เป็นของซาตานและแทนที่สิ่งเหล่านั้นด้วยความจริง ก่อนหน้านี้เจ้าทำทุกสิ่งตามอุปนิสัยอันหลอกลวงของเจ้า ซึ่งคือการโกหกและหลอกลวง เจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้สำเร็จหากไม่พูดปด บัดนี้ที่เจ้าเข้าใจความจริงและเกลียดชังหนทางแห่งการทำสิ่งทั้งหลายของซาตาน เจ้าก็ไม่กระทำการในหนทางนั้นอีกต่อไป เจ้ากระทำการด้วยความรู้สึกนึกคิดที่ซื่อสัตย์ สะอาดบริสุทธิ์ และนบนอบ หากเจ้าไม่ปิดบังอะไรเอาไว้ หากเจ้าไม่มีการปั้นหน้า การเสแสร้งแกล้งทำ หรือปกปิดสิ่งทั้งหลายไว้ หากเจ้าตีแผ่ตัวเองต่อเหล่าพี่น้องชายหญิง ไม่ซ่อนเร้นแนวคิดและความคิดในส่วนลึกที่สุดของเจ้าเอาไว้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เห็นท่าทีที่ซื่อสัตย์ของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ความจริงย่อมจะค่อยๆ หยั่งรากในตัวเจ้า ความจริงย่อมจะเบ่งบานและเกิดผล ความจริงย่อมจะให้ผลลัพธ์ทีละน้อย หากหัวใจของเจ้าซื่อสัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ และฝักใฝ่ต่อพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และหากเจ้ารู้จักการอารักขาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และมโนธรรมของเจ้าต้องเดือดร้อนในยามที่เจ้าล้มเหลวที่จะอารักขาผลประโยชน์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าความจริงได้มีผลในตัวเจ้าแล้ว และได้กลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว ทันทีที่ความจริงกลายเป็นชีวิตของเจ้าด้วย ยามที่เจ้าสังเกตเห็นใครบางคนหมิ่นประมาทพระเจ้า ไม่มีความยำเกรงพระเจ้า และขอไปทีระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา หรือขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้าจะโต้ตอบตามหลักธรรมความจริง และจะสามารถระบุและเปิดโปงสิ่งเหล่านั้นตามจำเป็น หากความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า และเจ้ายังคงดำรงชีวิตภายในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ยามที่เจ้าพบคนชั่วและมารที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร เจ้าจะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เจ้าจะปัดเรื่องเหล่านั้นไปก่อน โดยไม่มีการตำหนิมาจากมโนธรรมของเจ้า เจ้าจะถึงขั้นคิดเสียด้วยซ้ำว่า การที่ใครบางคนที่เป็นเหตุให้เกิดการก่อกวนต่องานในคริสตจักรนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าเลย ไม่ว่างานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะเสียหายเพียงใด เจ้าก็ไม่ใส่ใจ ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย หรือรู้สึกผิด—ซึ่งทำให้เจ้าเป็นใครบางคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผล เป็นผู้ไม่เชื่อ เป็นคนลงแรง เจ้ากินสิ่งที่เป็นของพระเจ้า ดื่มสิ่งที่เป็นของพระเจ้า และสุขสำราญกับทั้งหมดที่มาจากพระเจ้า กระนั้นก็ยังรู้สึกว่าความเสียหายใดๆ ที่เกิดกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่เกี่ยวกับเจ้า—ซึ่งทำให้เจ้าเป็นคนทรยศที่แว้งกัดมือที่ชุบเลี้ยงเจ้า หากเจ้าไม่ปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้ายังนับเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ? นี่คือปีศาจที่แฝงตัวเข้ามาในคริสตจักร เจ้าแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า แกล้งทำเป็นผู้ที่ได้รับเลือกสรร และเจ้าต้องการทำตัวเอาแต่กินอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าไม่ได้ดำรงชีวิตแบบมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนปีศาจมากกว่าคน และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ไม่เชื่ออย่างชัดเจน หากเจ้าเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เจ้ายังไม่ได้รับความจริงและชีวิต อย่างน้อยที่สุดเจ้าจะพูดและกระทำการจากฝั่งของพระเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าก็จะไม่ยืนอยู่เฉยๆ เมื่อเจ้าเห็นว่าผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ากำลังได้รับความเสียหาย เมื่อเจ้านึกอยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เจ้าก็จะรู้สึกผิด และไม่สบายใจ และจะพูดกับตนเองว่า “ฉันจะนั่งอยู่ตรงนี้และไม่ทำสิ่งใดเลยไม่ได้ ฉันต้องลุกขึ้นพูดอะไรสักอย่าง ฉันต้องรับผิดชอบ ฉันต้องเปิดโปงพฤติกรรมชั่วนี้ ฉันต้องหยุดยั้งสิ่งนี้ เพื่อให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าไม่เป็นอันตราย และชีวิตคริสตจักรไม่ถูกรบกวน” หากความจริงได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ไม่เพียงแค่เจ้าจะมีความกล้าหาญและการตัดสินใจแน่วแน่นี้ และเจ้าจะสามารถเข้าใจเรื่องนั้นอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น แต่เจ้ายังจะลุล่วงความรับผิดชอบที่เจ้าควรทำเพื่อพระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระองค์ด้วย และหน้าที่ของเจ้าก็จะได้รับการทำให้ลุล่วงด้วยเหตุนั้น หากเจ้าสามารถพิจารณาหน้าที่ของเจ้า เสมือนเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพัน และเสมือนพระบัญชาของพระเจ้า และเจ้ารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเผชิญหน้ากับพระเจ้าและมโนธรรมของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่ใช้ชีวิตตามความสัตย์สุจริตและศักดิ์ศรีของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือ? ความประพฤติและพฤติกรรมของเจ้าก็คงจะเป็น “การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” ที่พระองค์ตรัสถึง เจ้าจะปฏิบัติแก่นแท้ของพระวจนะเหล่านี้และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงของพระวจนะเหล่านี้ เมื่อความจริงกลายเป็นชีวิตของบุคคลหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตตามความเป็นจริงนี้ แต่หากเจ้ายังไม่ได้เข้าไปสู่ความเป็นจริงนี้ เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าเผยให้เห็นเล่ห์ลวง การหลอกลวง หรือการอำพราง หรือเมื่อเจ้ามองเห็นกองกำลังอันชั่วที่เป็นพวกศัตรูของพระคริสต์ก่อกวนและขัดขวางงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าย่อมไม่รู้สึกอะไร และไม่รับรู้สิ่งใด แม้เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใต้จมูกของเจ้า เจ้าก็ยังคงสามารถหัวเราะ และยังคงสามารถกินอิ่มนอนหลับด้วยมโนธรรมที่เบาสบาย และเจ้าไม่รู้สึกตำหนิตนเองแม้แต่น้อย จากชีวิตสองแบบที่พวกเจ้าสามารถใช้ในการดำเนินชีวิต พวกเจ้าเลือกแบบใด? ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วมิใช่หรือว่าชีวิตแบบใดมีสภาพเสมือนมนุษย์โดยแท้ มีความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวก และชีวิตแบบใดมีธรรมชาติที่เลวเยี่ยงปีศาจและประกอบด้วยสิ่งที่เป็นลบ? เมื่อความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตของผู้คน เมื่อนั้นสิ่งที่พวกเขาใช้เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตย่อมน่าเวทนาและน่าเศร้าทีเดียว การไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติความจริง แม้ว่าพวกเขาต้องการที่จะปฏิบัติ การไร้ความสามารถที่จะรักพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาปรารถนาที่จะรัก และการขาดพร่องเรี่ยวแรงที่จะสละตัวเองเพื่อพระเจ้า แม้พวกเขาโหยหาที่จะทำเช่นนั้น—พวกเขาไม่สามารถควบคุมอะไรได้—นี่คือความน่าเวทนาและน่าเศร้าของเหล่ามนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทราม การที่จะแก้ไขปัญหานี้ คนเราต้องยอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาต้องเปิดรับความจริงเข้าสู่หัวใจของพวกเขาเพื่อที่จะมีชีวิตใหม่ ไม่ว่าพวกเขาจะทำหรือคิดสิ่งใดตามลำพังตนเอง คนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงเช่นกัน และเมื่อมองจากภายนอก ต่อให้พวกเขาทำได้ดี นั่นก็เป็นการเสแสร้งและหลอกลวงอยู่ดี—ยังคงเป็นความหน้าซื่อใจคด เพราะฉะนั้น ถ้าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้มาซึ่งชีวิต และนั่นคือรากของปัญหา
ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง แต่โดยมากแล้วพวกเขาแค่มีปณิธานและความพึงปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น ความจริงยังไม่ได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขา ผลก็คือ เมื่อพวกเขามาเจอกับกำลังบังคับชั่วหรือเผชิญกับคนชั่วและคนไม่ดีที่ประกอบความประพฤติชั่ว หรือเหล่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ล่วงละเมิดหลักธรรม—อันเป็นการก่อกวนงานของคริสตจักรและทำอันตรายบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วยเหตุนี้—พวกเขาสูญเสียความกล้าที่จะยืนขึ้นและพูดออกมา นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อเจ้าไม่มีความกล้า? นั่นหมายความว่าเจ้าขี้ขลาดหรือพูดไม่ออกใช่หรือไม่? หรือเป็นที่เจ้าไม่เข้าใจอย่างถี่ถ้วน และจึงไม่มีความมั่นใจที่จะพูดขึ้นมา? ไม่ใช่ที่กล่าวมาเลย นี่เป็นผลสืบเนื่องของการถูกอุปนิสัยที่เสื่อมทรามตีกรอบเอาไว้ หนึ่งในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายที่เจ้าเปิดเผยออกมาคืออุปนิสัยหลอกลวงของเจ้า เมื่อเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับเจ้า สิ่งแรกที่เจ้าคิดถึงคือผลประโยชน์ทั้งหลายของตนเอง สิ่งแรกที่เจ้าพิจารณาคือผลที่ตามมาว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรือไม่ นี่เป็นอุปนิสัยหลอกลวงใช่หรือไม่? อุปนิสัยอีกอย่างหนึ่งคืออุปนิสัยเห็นแก่ตัวและต่ำช้า เจ้าคิดว่า “การสูญเสียผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉันหรือ? ฉันไม่ใช่ผู้นำ ดังนั้น ทำไมฉันควรใส่ใจด้วยเล่า? ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน” ความคิดและคำพูดเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดอย่างมีสติรู้ตัว แต่เกิดจากจิตใต้สำนึกของเจ้า—ซึ่งเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เปิดเผยออกมาเมื่อผู้คนเผชิญประเด็นปัญหา อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเช่นนี้ครอบงำวิธีคิดของเจ้า สิ่งเหล่านี้มัดมือและเท้าของเจ้า และควบคุมสิ่งที่เจ้าพูด ในหัวใจของเจ้า เจ้าต้องการลุกขึ้นและพูด แต่เจ้ามีความเคลือบแคลง และแม้เมื่อเจ้าได้พูดออกมา เจ้ากลับพูดจาอ้อมค้อม และเหลือโอกาสไว้ให้ตัวเองเปลี่ยนใจ หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็เลี่ยงที่จะพูดและไม่พูดความจริง ผู้คนที่มีดวงตาอันชัดเจนย่อมสามารถมองเห็นสิ่งนี้ ในความจริงนั้น เจ้ารู้อยู่แก่ใจของเจ้าว่าเจ้าไม่ได้พูดทั้งหมดที่เจ้าควรพูด รู้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดไม่มีผลกระทบใดเลย เจ้าเพียงแสร้งทำพอเป็นพิธี และปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข เจ้ายังมิได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า แต่เจ้ากลับพูดอย่างเปิดเผยว่าเจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว หรือพูดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ชัดเจนสำหรับเจ้า นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? และนี่เป็นสิ่งที่เจ้าคิดจริงๆ ใช่หรือไม่? เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? แม้บางสิ่งที่เจ้าพูดนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริง แต่ในส่วนที่สำคัญและประเด็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง เจ้ายังคงโกหกและหลอกลวงผู้คน นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนโกหกและดำเนินชีวิตด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูดและคิดผ่านกระบวนการในสมองของเจ้า นำไปสู่ทุกถ้อยคำของเจ้าที่เป็นเท็จ ว่างเปล่า โกหก อันที่จริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูดล้วนตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงทั้งหลาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเจ้าเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง และเจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของเจ้าเมื่อเจ้าชักพาให้ผู้คนหลงผิดและทำให้พวกเขาหลงเชื่อ นั่นเป็นวิธีการพูดของเจ้า ที่แสดงถึงอุปนิสัยของเจ้าด้วย เจ้าถูกควบคุมโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าโดยสิ้นเชิง เจ้าไม่มีพลังอำนาจเหนือสิ่งที่เจ้าพูดและทำ ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจบอกความจริงหรือพูดสิ่งที่เจ้าคิดจริงๆ ได้ ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจปฏิบัติตามความจริงได้ ต่อให้เจ้าต้องการ เจ้าก็ไม่อาจลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพูด ทำ และปฏิบัติคือการโกหก และเจ้าก็ขอไปทีไม่มีผิดเลย เจ้าถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าล่ามโซ่ตรวนและควบคุมอย่างสิ้นเชิง เจ้าอาจต้องการที่จะยอมรับและปฏิบัติความจริง แต่นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า เมื่ออุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าควบคุมเจ้า เจ้าก็พูดและทำอะไรก็ตามที่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าบอกให้เจ้าทำ เจ้าเป็นเพียงหุ่นเชิดของเนื้อหนังอันเสื่อมทราม เจ้ากลายเป็นเครื่องมือของซาตานไปแล้ว เจ้าย่อมรู้สึกเสียใจในภายหลังที่ทำตามเนื้อหนังอันเสื่อมทรามอีกครั้งแล้ว เสียใจว่าเจ้าล้มเหลวที่จะปฏิบัติความจริงได้อย่างไร เจ้าคิดในใจว่า “ฉันไม่สามารถเอาชนะเนื้อหนังด้วยตนเองได้และต้องอธิษฐานถึงพระเจ้า ฉันไม่ได้ลุกขึ้นมาหยุดยั้งคนที่ก่อกวนงานของคริสตจักร และมโนธรรมของฉันก็ทำให้ฉันรู้สึกหนักอึ้ง ฉันตัดสินใจแล้วว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นอีก ฉันต้องลุกขึ้นมาตัดแต่งคนที่ประพฤติผิดในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและก่อกวนงานของคริสตจักร เพื่อที่พวกเขาจะได้ประพฤติตัวให้ดีและเลิกกระทำการโดยไม่ยั้งคิด” ในที่สุดหลังจากรวบรวมความกล้าที่จะพูดออกมา ทันทีที่อีกฝ่ายโมโหและทุบโต๊ะ เจ้าก็หวาดกลัวและยอมถอยให้ เจ้าสามารถกำกับดูแลได้หรือไม่? ความมุ่งมั่นและเจตจำนงมีประโยชน์อันใด? ไร้ประโยชน์ทั้งคู่ พวกเจ้าต้องเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มามาก เช่น เมื่อเจ้าประสบความยุ่งยาก เจ้าก็ยกมือยอมแพ้ เจ้ารู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้และตัดใจว่าตนนั้นหมดหวัง เจ้าปล่อยให้ตัวเองทอดอาลัยและตัดสินว่าตัวเจ้าสิ้นหวังแล้ว คราวนี้เจ้าย่อมถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง เจ้ายอมรับว่าตัวเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่กลับใจ? เจ้าปฏิบัติความจริงบ้างหรือไม่? หลังจากที่เข้ามาฟังคำเทศนาอยู่หลายปี แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย เหตุใดเจ้าจึงไม่ปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด? เจ้าไม่เคยแสวงหาความจริง ส่วนการปฏิบัติความจริงก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เจ้าเอาแต่อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ตั้งปณิธาน มีความใฝ่ฝันต่างๆ และปฏิญาณอยู่ในหัวใจ แล้วผลเป็นอย่างไร? เจ้ายังคงชอบเอาใจผู้คน ไม่ยอมเปิดเผยว่าเจ้าประสบปัญหาอะไร เจ้าไม่สนใจไยดีเรื่องคนชั่วเวลาพบเห็นพวกเขา เจ้าไม่ตอบโต้เวลาใครบางคนทำความชั่วหรือลงมือก่อกวน และเจ้าก็ยังคงปลีกตัวอยู่ห่างๆ เมื่อไม่ได้รับผลกระทบเป็นการส่วนตัว เจ้าคิดว่า “ฉันไม่คุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ตราบใดที่ไม่ทำให้ฉันเสียประโยชน์ เสียความทะนงตน หรือเสียภาพลักษณ์ ฉันก็ไม่สนใจทุกสิ่งโดยไม่มีข้อยกเว้น ฉันต้องระวังให้มาก เพราะนกที่ยื่นคอยืดยาวย่อมถูกยิง ฉันจะไม่ทำอะไรที่โง่เขลา!” เจ้าถูกอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนอันได้แก่ ความเลว ความหลอกลวง ความแข็งกระด้าง และการรังเกียจความจริงควบคุมอย่างสิ้นเชิงและเหนียวแน่น สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่เจ้าทนรับได้ยากยิ่งกว่าห่วงทองที่รัดหัว[ก]พญาวานร การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามนั้นเหนื่อยล้าและทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง! พวกเจ้าคิดอย่างไรในเรื่องนี้ ถ้าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง การที่เจ้าจะทิ้งความเสื่อมทรามของตนใช่เรื่องง่ายหรือไม่? จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่? เราบอกพวกเจ้าเลยว่าถ้าพวกเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเชื่ออย่างเลอะเลือน ถ้าพวกเจ้าฟังคำเทศนามาหลายปีโดยไม่ปฏิบัติความจริง ถ้าเจ้าเชื่อไปจนถึงปลายทาง แต่ทำได้เพียงเอ่ยวาจาและคำสอนไม่กี่อย่างเพื่อหลอกลวงผู้อื่น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนจอมปลอมทางศาสนาอย่างเต็มขั้น เป็นฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด และเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าย่อมจะมาสุดทางแล้ว นี่จะเป็นจุดจบของพวกเจ้า ถ้าเจ้าเลวกว่านี้อีก เช่นนั้นแล้วก็อาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในการทดลอง ทิ้งหน้าที่ของตน และกลายเป็นคนที่ทรยศพระเจ้า—ในกรณีนั้นเจ้าย่อมจะรั้งท้ายไปแล้ว และจะถูกกำจัดออกไป นี่คือการอยู่ตรงปากเหวตลอดเวลา! ดังนั้น ในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าการไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่มีสิ่งใดดีกว่าการปฏิบัติความจริง
เชิงอรรถ:
ก. ห่วงทองสวมหัวของพญาวานรเป็นของสำคัญที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมโบราณของจีนเรื่อง “การเดินทางสู่ตะวันตก” ในเรื่องมีการใช้ห่วงทองสวมหัวไว้ควบคุมความคิดและการกระทำของพญาวานรโดยรัดกะโหลกของมันให้เกิดความเจ็บปวด เป็นการรับมือพฤติกรรมที่ปกครองยาก
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ