พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 10
พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (4) ตอนที่หนึ่ง
วันนี้พวกเรากำลังเข้าสนิทในหัวข้อพิเศษ สำหรับผู้เชื่อแต่ละคนทุกๆ คนนั้น มีสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องรู้ ต้องได้รับประสบการณ์ และต้องเข้าใจอยู่เพียงสองสิ่งเท่านั้น สองสิ่งเหล่านี้คืออะไร? สิ่งแรกคือการเข้าสู่ชีวิตเป็นการส่วนตัวของคนเรา และสิ่งที่สองเกี่ยวโยงกับการรู้จักพระเจ้า ในเรื่องหัวข้อที่พวกเรากำลังมีการสื่อสารกันอยู่ในช่วงนี้เกี่ยวกับเรื่องการรู้จักพระเจ้านั้น พวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่บรรลุถึงได้หรือไม่? เป็นการสมควรที่จะกล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ไกลพ้นการเข้าถึงของผู้คนส่วนใหญ่จริงๆ พวกเจ้าอาจไม่ปักใจเชื่อในถ้อยคำของเรา แต่เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เรากล่าวเช่นนี้เพราะเมื่อพวกเจ้ากำลังฟังสิ่งที่เรากล่าวครั้งก่อน ไม่ว่าเราได้กล่าวอย่างไรหรือด้วยวจนะใด พวกเจ้าก็สามารถรู้ได้ว่าวจนะเหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องใด ทั้งโดยตามตัวอักษรและโดยทฤษฎี อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเจ้าทั้งหมดแล้ว ประเด็นที่สำคัญมากๆ ก็คือว่า พวกเจ้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเราจึงกล่าวเรื่องนั้นๆ หรือเหตุใดเราจึงพูดเกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆ นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ถึงแม้ว่าการที่พวกเจ้าได้ฟังเรื่องเหล่านี้จะได้เพิ่มและเสริมความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าและกิจการทั้งหลายของพระองค์เล็กน้อย แต่พวกเจ้าก็ยังคงรู้สึกว่าการรู้จักพระเจ้าพ่วงเอาความพยายามที่ต้องบากบั่นมาด้วย กล่าวคือ หลังจากได้ยินสิ่งที่เรากล่าวแล้ว พวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเราจึงได้กล่าวถึงการนั้น หรือการนั้นมีความเชื่อมโยงอะไรกับการรู้จักพระเจ้า เหตุผลที่เจ้าไร้ความสามารถที่จะเข้าใจความเชื่อมโยงของการนั้นกับการรู้จักพระเจ้าได้ก็คือ ประสบการณ์ชีวิตของพวกเจ้านั้นผิวเผินเกินไป หากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าของผู้คนยังคงอยู่ในระดับที่ตื้นเขินมากๆ เช่นนั้นแล้ว ความรู้ส่วนใหญ่ของพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์ก็จะคลุมเครือและเป็นนามธรรม นั่นจะเป็นความรู้แบบทั่วไป แบบคำสอน และแบบทฤษฎี ในทางทฤษฎีนั้น อาจจะปรากฏหรือฟังดูมีตรรกะและมีเหตุผล แต่ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าที่ออกมาจากปากของผู้คนส่วนใหญ่นั้นแท้จริงแล้วว่างเปล่า และเหตุใดเราจึงกล่าวว่าความรู้นั้นว่างเปล่า? นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่มีความเข้าใจชัดเจนอย่างแท้จริงต่อความสัตย์จริงและความถูกต้องแม่นยำของสิ่งที่ตัวเจ้าเองกล่าวในเรื่องของการรู้จักพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะได้ฟังข้อมูลและหัวข้อทั้งหลายมากมายเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้ามาก่อนแล้ว แต่ความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายังไปไม่ไกลเกินกว่าทฤษฎีหรือคำสอนที่คลุมเครือและเป็นนามธรรม เช่นนั้นแล้ว ปัญหานี้จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? พวกเจ้าเคยคิดเกี่ยวกับการนั้นหรือไม่? หากใครบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะสามารถมีความเป็นจริงได้หรือ? หากใครบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ปราศจากความเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างแน่แท้ พวกที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้หรือ? ไม่อย่างแน่นอนที่สุด ทั้งสองนี้เชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้น ผู้คนส่วนใหญ่จึงกล่าวว่า “เหตุใดการรู้จักพระเจ้าจึงยากนัก? เมื่อฉันพูดถึงการรู้จักตัวฉันเอง ฉันสามารถพูดได้เป็นหลายชั่วโมง แต่เมื่อพูดถึงการรู้จักพระเจ้า ฉันหาคำพูดไม่เจอเลย แม้เมื่อฉันสามารถกล่าวถึงหัวเรื่องนี้ได้นิดหน่อย แต่คำพูดของฉันเป็นแบบฝืนๆ และฟังดูทื่อๆ มันถึงกับฟังดูน่าอึดอัดเมื่อฉันได้ยินตัวฉันเองกล่าวคำพูดเหล่านั้น” นี่คือที่มา หากเจ้ารู้สึกว่าการรู้จักพระเจ้าเป็นเรื่องยากเกินไป ว่าการรู้จักพระเจ้าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก หรือว่าเจ้าไม่มีหัวข้อที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดและไม่สามารถคิดถึงสิ่งใดที่เป็นจริงเพื่อที่จะเข้าสนิทและจัดเตรียมให้กับคนอื่นๆ และตัวเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว นี่ก็พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้ามาแล้ว พระวจนะของพระเจ้าคืออะไร? พระวจนะของพระองค์ไม่ใช่การแสดงถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นหรอกหรือ? หากเจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้ามาแล้ว เจ้าจะสามารถมีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นได้กระนั้นหรือ? แน่นอนว่าไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงถึงกัน หากเจ้าไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่สามารถจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ และเจ้าก็ไม่รู้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าคืออะไร พระองค์โปรดสิ่งใด พระองค์ทรงเกลียดชังสิ่งใด ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อผู้คนคือสิ่งใด พระองค์ทรงมีท่าทีแบบใดต่อบรรดาผู้ที่เป็นคนดี และพระองค์ทรงมีท่าทีแบบใดต่อบรรดาผู้ที่เป็นคนชั่ว ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่กำกวมและเลือนรางสำหรับเจ้าอย่างแน่นอน หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าท่ามกลางความเลือนรางเช่นนี้ เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้าอ้างว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและติดตามพระเจ้า คำกล่าวอ้างเช่นนั้นเป็นจริงหรือ? มันไม่เป็นจริงเลย! เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเรามาเข้าสนิทเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้ากันต่อไปเถิด
พวกเจ้าล้วนกระตือรือร้นที่จะได้ยินหัวข้อในการสามัคคีธรรมของวันนี้ใช่หรือไม่? หัวข้อนี้ยังเกี่ยวโยงกับเรื่อง “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกเราได้สนทนากันเรื่อยมาเมื่อไม่นานมานี้ พวกเราได้พูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับเรื่อง “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” อย่างไร โดยใช้วิธีการและมุมมองทั้งหลายเพื่อแจ้งให้ผู้คนทราบเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดยวิธีการใด และพระองค์ทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งตามหลักการใดเพื่อที่สิ่งเหล่านั้นจะได้ดำรงอยู่บนดาวเคราะห์ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นดวงนี้ พวกเรายังได้พูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ด้วย กล่าวคือ พระองค์ทรงให้การจัดเตรียมเช่นนั้นโดยวิธีการใด พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตชนิดใดให้แก่ผู้คน และพระองค์ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่มั่นคงให้แก่มนุษย์โดยวิธีการใดและจากจุดเริ่มต้นใด ถึงแม้ว่าเรามิได้พูดไปโดยตรงถึงสัมพันธภาพระหว่างการบริหารและอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และการบริหารจัดการของพระองค์ แต่เราได้พูดโดยอ้อมถึงเหตุผลที่พระองค์ทรงบริหารทุกสรรพสิ่งในหนทางนี้ รวมถึงได้พูดถึงเหตุผลทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์และทรงบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ในลักษณะนี้ ทั้งหมดนี้เกี่ยวโยงกับการบริหารจัดการของพระองค์ เนื้อหาของสิ่งที่ได้พูดไปนั้นมีขอบเขตกว้างมาก กล่าวคือ จากสภาพแวดล้อมขนาดใหญ่ ไปจนถึงสิ่งทั้งหลายที่เล็กน้อยกว่ามากเช่นความจำเป็นขั้นพื้นฐานและโภชนาการของผู้คน จากวิธีที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นปฏิบัติการได้อย่างเป็นระเบียบ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสมที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นให้แก่ผู้คนจากทุกเผ่าพันธุ์ และอื่นๆ เนื้อหาที่กว้างไกลนี้ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับวิธีที่พวกมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง—กล่าวคือ นั่นล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายของโลกทางวัตถุที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และที่ผู้คนสามารถรู้สึกถึงได้ เช่น เทือกเขา แม่น้ำลำธาร มหาสมุทร ที่ราบ และอื่นๆ เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เมื่อเราพูดถึงอากาศและอุณหภูมิ พวกเจ้าสามารถใช้ลมหายใจของพวกเจ้าเพื่อรู้สึกถึงการมีอยู่ของอากาศได้โดยตรง และใช้ร่างกายของพวกเจ้าเพื่อสำนึกรับรู้ได้ว่าอุณหภูมิสูงหรือต่ำ บรรดาต้นไม้ ต้นหญ้า และนกกับสัตว์ป่าทั้งหลายในป่า และสิ่งทั้งหลายที่บินไปในอากาศและเดินอยู่บนแผ่นดิน และสัตว์เล็กต่างๆ นานาที่ออกมาจากโพรง มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาตนเองทั้งหมด และได้ยินด้วยหูของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าวงเขตทั้งหมดที่สิ่งเหล่านี้สัมผัสจะกว้างใหญ่มาก แต่ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น พวกมันก็เป็นตัวแทนเฉพาะโลกทางวัตถุเท่านั้น สิ่งทั้งหลายทางวัตถุคือสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นและรู้สึกถึงได้ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเจ้าสัมผัสสิ่งเหล่านั้น เจ้าก็สำนึกรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น และเมื่อตาของเจ้ามองเห็นสิ่งเหล่านั้น สมองของเจ้าก็นำเสนอฉายาหนึ่ง รูปภาพหนึ่งให้แก่เจ้า สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงและแท้ สำหรับเจ้าแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่นามธรรม แต่มีรูปทรง สิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือเป็นทรงกลม หรือสูง หรือสั้น และวัตถุแต่ละอย่างให้ความรู้สึกประทับใจที่แตกต่างกันแก่เจ้า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นตัวแทนแง่มุมทางวัตถุนั้นของการทรงสร้าง และดังนั้น สำหรับพระเจ้าแล้ว “ทุกสรรพสิ่ง” ในวลีที่ว่า “อำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า” ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง? สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงประกอบด้วยสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น นอกจากนั้น สิ่งเหล่านั้นยังประกอบด้วยทั้งหมดที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจสัมผัสได้ นี่คือหนึ่งในความหมายที่แท้จริงของอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า ถึงแม้ว่าสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นจะไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจสัมผัสได้สำหรับมนุษย์ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว—ตราบเท่าที่สิ่งเหล่านั้นเป็นที่สังเกตเห็นได้โดยพระเนตรของพระองค์และอยู่ภายในวงเขตอธิปไตยของพระองค์—สิ่งเหล่านั้นมีอยู่อย่างแท้จริง แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นนามธรรมและไม่สามารถจินตนาการถึงได้ และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจสัมผัสได้สำหรับมนุษย์ แต่สำหรับพระเจ้านั้น สิ่งเหล่านั้นมีอยู่อย่างแท้จริงและอย่างเป็นจริง นี่คืออีกโลกหนึ่งท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าทรงปกครอง และนั่นเป็นอีกส่วนหนึ่งของวงเขตของสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครอง นี่คือหัวข้อสำหรับการสามัคคีธรรมของวันนี้ นั่นคือ พระเจ้าทรงปกครองและทรงบริหารโลกฝ่ายวิญญาณอย่างไร เนื่องจากหัวข้อนี้ครอบคลุมวิธีการที่พระเจ้าทรงปกครองและบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง นั่นจึงเกี่ยวโยงกับโลกที่นอกเหนือไปจากโลกทางวัตถุ—ซึ่งคือโลกฝ่ายวิญญาณ—และด้วยเหตุนี้เอง จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพวกเราที่จะต้องเข้าใจ มีเพียงหลังจากที่ได้สื่อสารและได้เข้าใจเนื้อหานี้แล้วเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถจับใจความความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ได้อย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่เรากำลังจะหารือกันถึงหัวข้อนี้ จุดประสงค์ของการนั้นก็คือเพื่อที่จะทำให้เรื่อง “พระเจ้าทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง และพระเจ้าทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง” ครบบริบูรณ์ บางที เมื่อพวกเจ้าได้ฟังหัวข้อนี้ พวกเจ้าอาจรู้สึกแปลกหรือไม่สามารถหยั่งลึกได้ แต่ไม่ว่าพวกเจ้ารู้สึกอย่างไร ในเมื่อโลกฝ่ายวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าทรงปกครอง พวกเจ้าก็ต้องได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ทันทีที่พวกเจ้าได้รับความเข้าใจ พวกเจ้าจะมีความซึ้งคุณค่า ความเข้าใจ และความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง”
วิธีที่พระเจ้าทรงปกครองและบริหารโลกฝ่ายวิญญาณ
สำหรับโลกทางวัตถุนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนไม่เข้าใจบางสิ่งหรือปรากฏการณ์บางอย่าง พวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือใช้ช่องทางทั้งหลายเพื่อหาต้นกำเนิดและภูมิหลังของสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อกล่าวถึงอีกโลกหนึ่งที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่วันนี้—โลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีอยู่ภายนอกโลกทางวัตถุ—ผู้คนไม่มีวิธีการหรือช่องทางใดๆ ที่จะใช้เรียนรู้เกี่ยวกับมันอย่างสิ้นเชิง เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? เรากล่าวไปเพราะ ในโลกของมวลมนุษย์นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุแยกกันไม่ได้จากการดำรงอยู่ทางร่างกายของมนุษย์ และเพราะผู้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างของโลกทางวัตถุนั้นแยกกันไม่ได้จากการดำรงชีวิตทางกายภาพและชีวิตทางกายภาพของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่เพียงมองเห็นหรือตระหนักถึงสิ่งทั้งหลายทางวัตถุที่อยู่ต่อหน้าต่อตาของพวกเขาที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงโลกฝ่ายวิญญาณ—ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของอีกโลกหนึ่งนั้น—มันคงจะเป็นการสมควรที่จะกล่าวว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เนื่องจากผู้คนไม่สามารถมองเห็นมันได้ และเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจมันหรือที่จะต้องรู้สิ่งใดๆ เกี่ยวกับมัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าโลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากโลกทางวัตถุอย่างไร และเป็นโลกเปิดเมื่อมองจากมุมมองของพระเจ้า อย่างไร—ถึงแม้ว่าสำหรับมนุษย์แล้วมันเป็นความลับและเป็นโลกที่ปิดอยู่ก็ตาม—เพราะฉะนั้นผู้คนจึงค้นหาเส้นทางเพื่อที่จะเข้าใจแง่มุมทั้งหลายของโลกนี้อย่างยากลำบากยิ่ง แง่มุมที่แตกต่างของโลกฝ่ายวิญญาณที่เรากำลังจะพูดถึงนี้เพียงเกี่ยวข้องกับการบริหารและอธิปไตยของพระเจ้าเท่านั้น เรามิใช่กำลังจะเผยความล้ำลึกอันใด และเรามิใช่กำลังจะบอกพวกเจ้าถึงความลับอันใดที่พวกเจ้าปรารถนาจะเรียนรู้ เนื่องจากการนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้า การบริหารของพระเจ้า และการจัดเตรียมของพระเจ้า เพราะฉะนั้นเราจึงจะเพียงพูดถึงส่วนที่พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้เท่านั้น
ก่อนอื่น เราขอถามคำถามหนึ่งกับพวกเจ้า นั่นคือ ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้านั้น โลกฝ่ายวิญญาณคืออะไร? พูดโดยกว้างๆ แล้วนั้น มันคือโลกที่อยู่นอกโลกทางวัตถุ โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่อาจจับต้องได้สำหรับผู้คน ถึงกระนั้น ในจินตนาการของพวกเจ้า โลกฝ่ายวิญญาณควรจะเป็นโลกแบบใด? บางที ผลจากการที่ไม่สามารถมองเห็นมันได้นี้ พวกเจ้าจึงไม่สามารถคิดเกี่ยวกับมันได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเจ้าได้ยินตำนานบางอย่าง พวกเจ้ายังคงกำลังคิดถึงมันอยู่ และพวกเจ้าไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้ เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับผู้คนมากมายเมื่อพวกเขายังเยาว์วัย นั่นคือ เมื่อใครบางคนบอกเล่าเรื่องที่น่ากลัวแก่พวกเขา—เกี่ยวกับผี หรือดวงจิต—พวกเขารู้สึกกลัวจนขนหัวลุก พวกเขาหวาดกลัวเพราะเหตุใดกันแน่? นั่นเป็นเพราะพวกเขากำลังจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นพวกมัน แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกมันอยู่ทั่วห้องของพวกเขา อยู่ในที่ซ่อนเร้นหรือมุมมืดบางแห่ง และพวกเขาเกรงกลัวจนพวกเขาไม่กล้าเข้านอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามกลางคืน พวกเขารู้สึกกลัวเกินไปที่จะอยู่ตามลำพังในห้องของพวกเขาหรือที่จะเสี่ยงออกไปในลานบ้านของพวกเขาตามลำพัง นั่นคือโลกฝ่ายวิญญาณจากจินตนาการของพวกเจ้า และมันเป็นโลกที่มนุษย์คิดว่าน่ากลัว ข้อเท็จจริงก็คือทุกคนจินตนาการถึงมันถึงบางระดับเท่านั้น และทุกคนสามารถรู้สึกถึงมันได้นิดหน่อย
เรามาเริ่มพูดคุยถึงโลกฝ่ายวิญญาณกันเถิด มันคืออะไร? เราขอให้คำอธิบายสั้นๆ และเรียบง่ายแก่เจ้าว่า โลกฝ่ายวิญญาณคือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งแตกต่างจากโลกวัตถุ เหตุใดเราจึงกล่าวว่ามันสำคัญ? พวกเรากำลังจะหารือเรื่องนี้กันอย่างละเอียด การมีอยู่ของโลกฝ่ายวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นกับโลกวัตถุของมวลมนุษย์ มันมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตายของมนุษย์ในอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งของพระเจ้า นี่คือบทบาทของมัน และนี่คือหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายที่ทำให้การมีอยู่ของมันมีความสำคัญ เนื่องจากมันเป็นสถานที่ซึ่งสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถหยั่งรู้ได้ จึงไม่มีใครสามารถตัดสินได้อย่างแน่ชัดว่าโลกฝ่ายวิญญาณมีอยู่หรือไม่มี พลวัตทั้งหลายของมันเชื่อมต่อกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีผลทำให้ระเบียบชีวิตของมวลมนุษย์ได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงจากโลกฝ่ายวิญญาณด้วย การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่? มันเกี่ยวข้อง เมื่อเรากล่าวเช่นนี้ พวกเจ้าเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงกำลังหารือถึงหัวข้อนี้ กล่าวคือ เป็นเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของพระเจ้า รวมถึงการบริหารของพระองค์นั่นเอง ในโลกอย่างเช่นโลกนี้—โลกที่ไม่ปรากฏแก่ตาผู้คน—ทุกประกาศิตจากสวรรค์ ทุกประกาศกฤษฎีกา และทุกระบบบริหารของมันนั้นเหนือกว่ากฎหมายและระบบทั้งหลายของชาติใดในโลกวัตถุเป็นอย่างมาก และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้จะกล้าขัดหรือฝ่าฝืนสิ่งเหล่านั้น การนี้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและการบริหารของพระเจ้าหรือไม่? ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มีประกาศกฤษฎีการบริหารที่ชัดเจน ประกาศิตจากสวรรค์ที่ชัดเจน และบทบัญญัติที่ชัดเจน บรรดาผู้ดูแลในระดับแตกต่างกันและในพื้นที่ต่างๆ ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนและรักษากฎและข้อบังคับทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เพราะพวกเขารู้ว่าผลพวงของการฝ่าฝืนประกาศิตจากสวรรค์คืออะไร พวกเขาตระหนักอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงลงโทษคนชั่วและประทานรางวัลแก่คนดีอย่างไร และว่าพระองค์ทรงบริหารและปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงดำเนินการตามประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติของพระองค์อย่างไร สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากโลกวัตถุที่มวลมนุษย์อาศัยอยู่หรือไม่? สิ่งเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมหาศาลจริงๆ โลกฝ่ายวิญญาณเป็นโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกวัตถุ ในเมื่อมีประกาศิตจากสวรรค์และบทบัญญัติเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับอธิปไตย การบริหารของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น พระอุปนิสัยของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น เมื่อได้ฟังเรื่องนี้ พวกเจ้าไม่รู้สึกว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราที่จะต้องพูดถึงหัวข้อนี้หรอกหรือ? พวกเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเรียนรู้ความลับทั้งหลายภายในของโลกฝ่ายวิญญาณหรอกหรือ? (ใช่แล้ว พวกเราปรารถนา) เช่นนี้คือมโนทัศน์ของโลกฝ่ายวิญญาณ ถึงแม้ว่ามันจะดำรงอยู่ร่วมกันกับโลกวัตถุ และอยู่ภายใต้การบริหารและอำนาจปกครองสูงสุดของพระเจ้าไปพร้อมกัน แต่การบริหารและอธิปไตยในโลกนี้ของพระเจ้านั้นเข้มงวดกว่าการบริหารและอธิปไตยในโลกวัตถุเป็นอย่างมาก เมื่อกล่าวถึงรายละเอียดทั้งหลาย พวกเราควรเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ว่า โลกฝ่ายวิญญาณรับผิดชอบงานแห่งวัฏจักรชีวิตและความตายของมวลมนุษย์อย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญของงานแห่งการเป็นอยู่ทั้งหลายในโลกฝ่ายวิญญาณ
ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราจำแนกผู้คนทั้งหมดออกเป็นสามจำพวก จำพวกแรกคือผู้ไม่เชื่อ ซึ่งก็คือพวกที่ไม่มีการเชื่อทางศาสนา พวกเขาได้รับการเรียกขานว่าผู้ไม่เชื่อ ผู้ไม่เชื่อส่วนมากเลยนั้นมีความเชื่อในเงินทองเท่านั้น พวกเขาค้ำจุนแต่ผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้น เป็นพวกวัตถุนิยม และเชื่อในโลกวัตถุเท่านั้น—พวกเขาไม่เชื่อในวัฏจักรแห่งชีวิตและความตาย หรือในสิ่งใดๆ ที่กล่าวถึงเทพเจ้าและผี เราจำแนกผู้คนเหล่านี้ให้อยู่ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาเป็นจำพวกแรก จำพวกที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อต่างๆ นานานอกเหนือไปจากผู้ไม่เชื่อ ท่ามกลางมวลมนุษย์นั้น เราแยกผู้คนที่มีความเชื่อเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม นั่นคือ กลุ่มแรกคือชาวยิว กลุ่มที่สองคือชาวคาทอลิก กลุ่มที่สามคือคริสเตียน กลุ่มที่สี่คือมุสลิม และกลุ่มที่ห้าคือชาวพุทธ มีห้าประเภท เหล่านี้คือผู้คนที่มีความเชื่อประเภทต่างๆ จำพวกที่สามประกอบด้วยบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และกลุ่มนี้ประกอบด้วยพวกเจ้า ผู้เชื่อเช่นนั้นคือบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าในวันนี้ ผู้คนเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท นั่นคือ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และคนปรนนิบัติ สามจำพวกหลักนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เอง บัดนี้พวกเจ้าสามารถแยกความแตกต่างระหว่างจำพวกและลำดับชั้นของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนในความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้า มิใช่หรือ? จำพวกแรกประกอบด้วยบรรดาผู้ไม่เชื่อ และเราได้กล่าวไปแล้วว่าพวกเขาเป็นอย่างไร พวกที่มีความเชื่อในชายชราบนฟ้านับว่าเป็นผู้ไม่เชื่อหรือไม่? ผู้ไม่เชื่อจำนวนมากเชื่อในชายชราบนฟ้าเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าลม ฝน ฟ้าร้อง และอื่นๆ ล้วนถูกควบคุมโดยชายชรานี้ ซึ่งพวกเขาพึ่งพาในการเพาะปลูกพืชผลและการเก็บเกี่ยว—กระนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงการเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเชื่อในพระองค์ เช่นนี้สามารถเรียกว่าการมีความเชื่อได้หรือ? ผู้คนเช่นนี้รวมอยู่ในหมู่ผู้ไม่เชื่อ พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ ใช่หรือไม่? จงอย่าเข้าใจหมวดหมู่เหล่านี้ผิดๆ จำพวกที่สองประกอบด้วยผู้คนที่มีความเชื่อ และจำพวกที่สามคือบรรดาผู้ที่กำลังติดตามพระเจ้าอยู่ในปัจจุบัน เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเราจึงได้แบ่งมนุษย์ทั้งหมดออกเป็นจำพวกเหล่านี้? (เพราะผู้คนต่างจำพวกกันมีบทอวสานและบั้นปลายที่แตกต่างกัน) นั่นคือแง่มุมหนึ่งของเรื่องนี้ เมื่อผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์และจำพวกกลับคืนไปสู่โลกฝ่ายวิญญาณ พวกเขาแต่ละคนจะมีที่ไปที่แตกต่างกัน และจะอยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติแห่งวัฏจักรของชีวิตและความตายที่หลากหลาย ดังนั้น นั่นคือเหตุผลที่เราได้จำแนกมนุษย์ออกเป็นจำพวกใหญ่ๆ เหล่านี้
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ