พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6

ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (3) ตอนที่สาม

ตอนนี้เรามาย้อนกลับไปพูดถึงว่าซาตานใช้วิถีทางใดเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามกันเถิด เราเพิ่งจะพูดถึงวิธีหลากหลายซึ่งพระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจกับมนุษย์ และซึ่งพวกเจ้าทุกคนสามารถรับประสบการณ์ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นเราจะไม่พูดในรายละเอียดมากเกินไป แต่ในหัวใจของพวกเจ้า บางทีมันอาจไม่ชัดเจนว่าซาตานใช้กลเม็ดและกลยุทธ์ใดเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม หรืออย่างน้อยที่สุดเจ้าไม่มีความเข้าใจเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับพวกมัน จะเป็นประโยชน์หรือไม่ที่เราจะพูดถึงการนี้อีกครั้ง? (มี) พวกเจ้าต้องการเรียนรู้การนี้หรือไม่? บางทีพวกเจ้าบางคนอาจจะถามว่า: “ทำไมจึงพูดถึงซาตานอีก? ชั่วขณะที่ซาตานถูกเอ่ยถึง พวกเรากลับกลายเป็นโกรธ และเมื่อพวกเราได้ยินชื่อของมันพวกเรารู้สึกรำคาญใจไปหมด” ไม่สำคัญว่ามันจะทำให้เจ้าไม่สะดวกใจเพียงใด เจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้จะต้องพูดอย่างตรงๆ และทำให้เข้าใจชัดเจนเพื่อประโยชน์ของความเข้าใจของมนุษย์ มิฉะนั้นแล้วมนุษย์ไม่สามารถหนีรอดจากอิทธิพลของซาตานได้จริง ๆ

เราได้หารือก่อนหน้านี้ถึงห้าวิธีที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ซึ่งรวมถึงเล่ห์เพทุบายของซาตาน วิธีที่ซาตานใช้ในการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามเป็นเพียงชั้นพื้นผิว ที่แฝงร้ายยิ่งกว่าก็คือเล่ห์เพทุบายที่ซ่อนตัวภายใต้พื้นผิวนี้โดยซาตานสัมฤทธิ์เป้าหมายของมันด้วยสิ่งเหล่านี้ อะไรคือเล่ห์เพทุบายเหล่านี้? เอาเลย สรุปออกมา (มันโกง ล่อใจ และบีบบังคับ) ยิ่งเจ้าระบุรายการเล่ห์เพทุบายเหล่านี้มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้นเท่านั้น ดูราวกับว่าเจ้าได้ถูกซาตานทำอันตรายอย่างลึกซึ้งและมีความรู้สึกที่รุนแรงเกี่ยวกับหัวข้อนี้ (มันยังใช้วาทศิลป์ตบตาอีกด้วย มันมีอิทธิพลและครอบงำผู้คนอย่างหนักแน่น) การครอบงำที่หนักแน่น—สิ่งนี้ทิ้งความประทับใจที่ลึกเป็นพิเศษ ผู้คนกลัวการครอบงำที่หนักแน่นของซาตาน ใช่หรือไม่? มีเล่ห์เพทุบายอื่นใดอีกหรือไม่? (มันทำอันตรายต่อผู้คนอย่างรุนแรง ทำการข่มขู่และยื่นข้อเสนอที่ล่อลวง และมันโกหก) การโกหกคือเนื้อแท้ของการกระทำของมัน ซาตานโกหกเพื่อที่มันจะสามารถโกงเจ้าได้ อะไรคือธรรมชาติของการโกหก? การโกหกไม่ใช่อย่างเดียวกับการโกงหรอกหรือ? เป้าหมายของการพูดโกหกในข้อเท็จจริงแล้วก็คือเพื่อโกงเจ้า มีเล่ห์เพทุบายอื่นใดอีกหรือไม่? จงบอกเล่ห์เพทุบายของซาตานทั้งหมดที่พวกเจ้ารู้แก่เรา (มันทดลอง ทำอันตราย ทำให้ตาบอด และหลอกลวง) พวกเจ้าส่วนใหญ่รู้สึกอย่างเดียวกันเกี่ยวกับการหลอกลวงนี้ ใช่หรือไม่? (มันควบคุมมนุษย์ จับมนุษย์ไว้ ข่มขวัญมนุษย์ และกีดกันไม่ให้มนุษย์เชื่อในพระเจ้า) เรารู้ความหมายโดยรวมของสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเจ้ากำลังบอกเรา และนี่เป็นเรื่องที่ดี พวกเจ้าทั้งหมดรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นตอนนี้เรามาทำการสรุปถึงเล่ห์เพทุบายเหล่านี้กันเถิด

มีเล่ห์เพทุบายหลักหกอย่างที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

อย่างแรกคือการควบคุมและการบีบบังคับ นั่นคือ ซาตานจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้เพื่อควบคุมหัวใจของเจ้า “การบีบบังคับ” หมายถึงอะไร? มันหมายถึงการใช้การข่มขู่และยุทธวิธีอันหนักแน่นเพื่อทำให้เจ้าเชื่อฟังมัน ทำให้เจ้าคิดถึงผลสืบเนื่องหากเจ้าไม่เชื่อฟัง เจ้ากลัวและไม่กล้าท้าทายมัน ดังนั้นเจ้าจึงนบนอบต่อมัน

อย่างที่สองคือการโกงและการใช้กลเม็ด “การโกงและการใช้กลเม็ด” นำมาซึ่งอะไร? ซาตานสร้างเรื่องราวและการโกหกบางอย่าง ใช้อุบายลวงเจ้าให้เชื่อในเรื่องเหล่านั้น มันไม่เคยบอกเจ้าว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ แต่มันก็ไม่กล่าวตรงๆ ว่าเจ้าไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยพระเจ้า มันไม่ใช้คำว่า “พระเจ้า” เลย แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับใช้สิ่งอื่นๆ เป็นตัวแทน โดยใช้สิ่งนี้เพื่อหลอกลวงเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของพระเจ้าโดยพื้นฐาน แน่นอน “การใช้กลเม็ด” นี้รวมถึงแง่มุมต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่ด้านนี้เท่านั้น

อย่างที่สามคือการสั่งสอนที่หนักแน่น ผู้คนถูกสั่งสอนอย่างหนักแน่นด้วยสิ่งใด? การสั่งสอนที่หนักแน่นทำโดยทางเลือกของมนุษย์เองหรือไม่? มันทำด้วยความยินยอมของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ต่อให้เจ้าไม่ยินยอม ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน ในการไม่ตระหนักรู้ของเจ้า ซาตานสั่งสอนเจ้า ปลูกฝังเจ้าด้วยการคิดของมัน กฎเกณฑ์ชีวิตของมัน และแก่นแท้ของมัน

อย่างที่สี่คือการข่มขู่และการหลอกล่อ นั่นคือ ซาตานใช้เล่ห์เพทุบายหลากหลายเพื่อทำให้เจ้ายอมรับมัน ติดตามมัน และทำงานปรนนิบัติมัน มันจะทำอะไรก็ตามเพื่อสัมฤทธิ์เป้าหมายของมัน บางครั้งมันให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยแก่เจ้า โดยตลอดเวลานั้นก็ล่อลวงเจ้าให้กระทำความบาป หากเจ้าไม่ติดตามมัน มันจะทำให้เจ้าทนทุกข์และลงโทษเจ้า และใช้วิธีหลากหลายเพื่อโจมตีและทำให้เจ้าติดบ่วง

อย่างที่ห้าคือการหลอกลวงและความตายด้าน “การหลอกลวงและความตายด้าน” คือเมื่อซาตานเรียบเรียงถ้อยคำที่ฟังดูอ่อนหวานและแนวคิดที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน เพื่อทำให้ดูราวกับว่ามันกำลังนึกถึงสถานการณ์ฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน ถึงชีวิตและอนาคตของพวกเขา เมื่อที่จริงแล้วเป้าหมายเดียวของมันคือการหลอกเจ้า แล้วมันก็ทำให้เจ้าตายด้านเพื่อที่เจ้าจะไม่รู้ว่าอะไรถูกและอะไรผิด เพื่อที่เจ้าจะได้ถูกอุบายหลอกโดยที่ไม่รู้ตัวและดังนั้นจึงมาอยู่ใต้การควบคุมของมัน

อย่างที่หกคือการทำลายร่างกายและจิตใจ ส่วนใดของมนุษย์ที่ซาตานทำลาย? (จิตใจของมนุษย์และการดำรงอยู่ทั้งหมด) ซาตานทำลายจิตใจของเจ้า ทำให้เจ้าไร้พลังที่จะต้านทาน หมายความว่า หัวใจของเจ้าหันไปหาซาตานทีละน้อยๆ โดยไม่คำนึงถึงตัวเจ้าเอง มันปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ในตัวเจ้าทุกวัน ใช้แนวคิดและวัฒนธรรมเหล่านี้ทุกวันเพื่อชักจูงและเตรียมเจ้าให้พร้อม บ่อนทำลายเจตจำนงของเจ้าทีละน้อยๆ เพื่อที่ในท้ายที่สุดเจ้าไม่อยากเป็นคนดีอีกต่อไป เพื่อที่เจ้าไม่ปรารถนาจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เจ้าเรียกว่า “ความชอบธรรม” อีกต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัว เจ้าไม่มีพลังใจที่จะว่ายทวนกระแสอีกต่อไป แต่กลับไหลไปตามมัน “ความวิบัติ” หมายความว่าซาตานทรมานผู้คนมากจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นเงาของตัวเอง ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป นี่คือเวลาที่ซาตานจู่โจม เกาะกุมและกลืนกินพวกเขา

เล่ห์เพทุบายแต่ละอย่างเหล่านี้ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ทำให้มนุษย์ไร้พละกำลังที่จะต้านทาน เล่ห์เพทุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง อะไรก็ตามที่ซาตานทำและเล่ห์เพทุบายใดๆ ที่มันใช้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมได้ สามารถนำเจ้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน และสามารถทำให้เจ้าติดหล่มแห่งความชั่วและความบาป เหล่านี้คือเล่ห์เพทุบายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม

เราสามารถกล่าวได้ว่าซาตานนั้นชั่วร้าย แต่เพื่อที่จะยืนยันการนี้ เรายังคงต้องดูว่าผลสืบเนื่องของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานคืออะไร และอุปนิสัยและแก่นแท้ใดที่มันนำมาสู่มนุษย์ พวกเจ้าทั้งหมดรู้บางอย่างเกี่ยวกับการนี้ ดังนั้นจงพูดออกมา ผลสืบเนื่องของการให้ผู้คนเสื่อมทรามของซาตานคืออะไร? พวกเขาแสดงและเปิดเผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใด? (ความโอหังและความหยิ่งผยอง ความเห็นแก่ตัวและความน่ารังเกียจ การโกงและการหลอกลวง ความร้ายกาจและความมุ่งร้าย และการขาดสภาวะความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง) โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ ตอนนี้ ให้บรรดาพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ ได้พูดบ้าง (ทันทีที่มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม โดยทั่วไปส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะโอหังและคิดว่าตนเองถูกเสมอ คิดว่าตนสำคัญและทะนงตน ละโมบและเห็นแก่ตัว เรารู้สึกว่าเหล่านี้คือปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด) (หลังจากที่ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้ว พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของและทรัพย์สมบัติ และพวกเขาถึงขั้นกลายเป็นศัตรูกับพระเจ้า ต้านทานพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า และพวกเขาสูญเสียมโนธรรมและเหตุผลที่มนุษย์ควรมี) สิ่งที่พวกเจ้าได้พูดมาทั้งหมดนั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างเล็กน้อยบางอย่างก็ตาม พวกเจ้าบางคนเพียงแค่ได้รวมรายละเอียดเล็กน้อยเพิ่มไว้แล้ว เพื่อเป็นการสรุป สิ่งต่างๆ ที่โดดเด่นที่สุดเกี่ยวกับมนุษยชาติที่เสื่อมทรามคือความโอหัง การหลอกลวง ความมุ่งร้าย และความเห็นแก่ตัว อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าทั้งหมดได้มองข้ามเรื่องเดียวกัน ผู้คนไม่มีมโนธรรม พวกเขาได้สูญเสียเหตุผลของพวกเขาและไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์—แต่มีเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าไม่ได้เอ่ยถึง ซึ่งก็คือ “การทรยศ” ผลสืบเนื่องลำดับสุดท้ายของอุปนิสัยเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์คนใดก็ตาม ทันทีที่พวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามก็คือการทรยศพระเจ้าของพวกเขานั่นเอง ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสอะไรแก่ผู้คนหรือพระองค์ทรงพระราชกิจใดกับพวกเขา พวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่พวกเขารู้ว่าเป็นความจริง นั่นคือ พวกเขาไม่รับรู้พระเจ้าอีกต่อไปและพวกเขาทรยศพระองค์ นี่คือผลสืบเนื่องของการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตาน มันเป็นเช่นเดียวกันสำหรับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของมนุษย์ ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม—ความรู้ที่ผู้คนเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ที่พวกเขารู้จัก ความเข้าใจของพวกเขาเกี่ยวกับความเชื่อเหนือธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงแนวโน้มต่างๆ ทางสังคม—มีวิธีใดบ้างไหมที่มนุษย์สามารถใช้เพื่อบอกว่าสิ่งใดชอบธรรมและสิ่งใดไม่ชอบธรรม? มีอะไรบ้างไหมที่สามารถช่วยให้มนุษย์รู้ว่าสิ่งใดบริสุทธิ์และสิ่งใดชั่วร้าย? มีมาตรฐานใดบ้างไหมซึ่งใช้ในการวัดสิ่งเหล่านี้? (ไม่มี) ไม่มีมาตรฐานและพื้นฐานที่สามารถช่วยมนุษย์ได้ แม้ว่าผู้คนอาจรู้จักคำว่า “บริสุทธิ์” ก็ไม่มีใครสักคนที่รู้จริงๆ ว่าบริสุทธิ์นั้นคืออะไร ดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานนำมาสู่มนุษย์สามารถช่วยพวกเขาให้รู้จักความจริงได้หรือไม่? พวกมันสามารถช่วยมนุษย์ให้ดำรงชีวิตด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ที่มากขึ้นได้หรือไม่? พวกมันสามารถช่วยมนุษย์ให้ดำรงชีวิตในหนทางที่พวกเขาสามารถนมัสการพระเจ้าได้มากขึ้นได้หรือไม่? (ไม่) เป็นที่ชัดเจนว่าพวกมันไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้นมัสการพระเจ้าหรือเข้าใจความจริงได้ อีกทั้งพวกมันไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รู้ว่าความบริสุทธิ์และความชั่วคืออะไร ในทางกลับกัน มนุษย์กลับกลายเป็นเสื่อมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไถลห่างพระเจ้าไปไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่เรากล่าวว่าซาตานชั่วร้าย เมื่อได้ชำแหละคุณสมบัติชั่วร้ายของซาตานมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าได้เห็นองค์ประกอบใดๆ ของความบริสุทธิ์ในซาตานหรือไม่ ไม่ว่าจะในคุณสมบัติของมันหรือในความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับแก่นแท้ของมัน? (ไม่) แน่นอนว่ามากขนาดนั้น ดังนั้นแล้วพวกเจ้าได้เห็นแก่นแท้ของซาตานในแง่มุมใดที่มีความคล้ายคลึงใดๆ กับพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) การแสดงออกใดๆ ของซาตานมีความคล้ายคลึงใดๆ กับพระเจ้าหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วตอนนี้เราต้องการถามพวกเจ้าว่า: โดยใช้ถ้อยคำของพวกเจ้าเอง แท้ที่จริงแล้วความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคืออะไรกันแน่? ก่อนอื่น คำว่า “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” ที่พูดกันเกี่ยวข้องกับอะไร? ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? หรือถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์ในบางแง่มุม? (ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า) เราต้องระบุฐานที่มั่นคงซึ่งใช้ในการเข้าถึงหัวข้อที่ต้องการของเราอย่างชัดเจน ถ้อยคำเหล่านี้พูดกันโดยเกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้า ก่อนอื่น เราได้ใช้ความชั่วของซาตานเป็นสิ่งเน้นแก่นแท้ของพระเจ้า ดังนั้นแล้วเจ้าได้เห็นแก่นแท้ใดๆ ของซาตานในพระเจ้าหรือไม่? แล้วถ้าเป็นแก่นแท้ใดๆ ของมวลมนุษย์ล่ะ? (ไม่ พวกเรายังไม่เห็น พระเจ้าไม่ทรงโอหัง ไม่ทรงเห็นแก่ตัว และไม่ทรงทรยศ และจากการนี้พวกเราได้เห็นแก่นแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เปิดเผยออกมา) มีอะไรอื่นเพิ่มเติมอีกไหม? (พระเจ้าไม่ทรงมีร่องรอยของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน สิ่งที่ซาตานมีเป็นด้านลบอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในขณะที่สิ่งที่พระเจ้าทรงมีนั้นไม่ใช่อะไรเลยนอกจากด้านบวก เราสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราเสมอ ทรงเฝ้าดูเราและทรงปกป้องเรา ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรายังเล็กมาก มาตลอดชั่วชีวิตของเราและจนถึงปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้สับสนและหลงทาง ไม่มีการหลอกลวงในพระเจ้า ไม่มีการโกง พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา และนี่ก็เช่นกันคือแก่นแท้อันจริงแท้ของพระเจ้า) ดีมาก! (เราสามารถเห็นได้ว่าไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดของซาตานในพระเจ้า ไม่มีการตีสองหน้า ไม่มีการอวดตัว ไม่มีสัญญาที่ทำไม่ได้ และไม่มีการหลอกลวง พระเจ้าทรงเป็นเพียงองค์หนึ่งเดียวเท่านั้นที่มนุษย์สามารถเชื่อได้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและจริงใจ จากพระราชกิจของพระเจ้า พวกเราสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงบอกผู้คนให้ซื่อสัตย์ ทรงมอบปัญญาแก่พวกเขา ทรงทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะความดีจากความชั่วและมีการหยั่งรู้เกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย ในการนี้พวกเราสามารถเห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้) พวกเจ้าพูดจบหรือยัง? พวกเจ้าพึงพอใจกับสิ่งที่เราได้พูดไปแล้วหรือไม่? มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้าอย่างแท้จริงมากเพียงใด? และเจ้าจับใจความความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้มากเพียงใด? เรารู้ว่าเจ้าแต่ละคนมีความเข้าใจซึ่งสามารถรับรู้ได้ในระดับหนึ่งในหัวใจของพวกเจ้า เพราะแต่ละคนสามารถรู้สึกได้ถึงพระราชกิจของพระเจ้ากับพวกเขา และพวกเขาได้รับหลายสิ่งหลายอย่างจากพระเจ้า ในระดับที่แตกต่างกันไป: พระคุณและพระพร ความรู้แจ้งและความกระจ่าง และการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และเพราะสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ได้รับความเข้าใจที่เรียบง่ายบางอย่างเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า

แม้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เรากำลังหารือกันอยู่วันนี้อาจดูเหมือนว่าแปลกสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงการนี้ บัดนี้เราได้เริ่มต้นหัวข้อนี้แล้ว และขณะที่เจ้าเดินไปบนถนนข้างหน้าพวกเจ้าจะได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น มันกำหนดให้เจ้าค่อยๆ รู้สึกและเข้าใจในระหว่างการผ่านประสบการณ์ของเจ้าเอง สำหรับตอนนี้ ความเข้าใจซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้ของเจ้าเกี่ยวกับแก่นแท้ของพระเจ้า ยังคงกำหนดให้ต้องมีช่วงเวลาอันยาวนานที่จะเรียนรู้ ที่จะยืนยัน ที่จะรู้สึก และที่จะผ่านประสบการณ์กับมัน จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะรู้ จากใจกลางหัวใจของเจ้า ว่า “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” หมายถึงว่าแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่อง ว่าความรักของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มนุษย์ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว และเจ้าจะมารู้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่ด่างพร้อยและไม่สามารถตำหนิติเตียนได้ แง่มุมเหล่านี้ของแก่นแท้ของพระเจ้าไม่ใช่แค่พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้เพื่อโอ้อวดพระฐานะของพระองค์ แต่ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงใช้แก่นแท้ของพระองค์เพื่อปฏิบัติกับแต่ละคนและทุกคนด้วยความจริงใจอันสงบเงียบ อีกนัยหนึ่ง แก่นแท้ของพระเจ้าไม่ว่างเปล่า และไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีหรือเรื่องของคำสอน และแน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่การศึกษาอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นแก่นแท้ของพระเจ้ากลับเป็นการเปิดเผยที่แท้จริงของการกระทำของพระเจ้าเองและแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นที่ถูกเปิดเผย มนุษย์ควรรู้จักแก่นแท้นี้และจับใจความได้ เพราะทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัสนั้นมีคุณค่าใหญ่หลวงและมีนัยสำคัญใหญ่หลวงต่อบุคคลทุกๆ คน เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถเชื่อในพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาจับใจความได้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมสามารถตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “พระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงเอกลักษณ์” ได้อย่างแท้จริง เจ้าจะไม่เพ้อฝันอีกต่อไป โดยคิดว่ามีเส้นทางอื่นๆ นอกเหนือจากเส้นทางนี้ที่เจ้าสามารถเลือกเดิน และเจ้าจะไม่เต็มใจทรยศทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าอีกต่อไป เพราะแก่นแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ นั่นหมายความว่าโดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถเดินข้ามผ่านชีวิตบนเส้นทางแห่งความสว่างที่ชอบธรรมได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถรู้ความหมายของชีวิตได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถดำเนินชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงและทั้งมีและรู้จักความจริงได้ โดยผ่านทางพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงสามารถได้รับชีวิตจากความจริงได้ เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยเจ้าให้หลบเลี่ยงความชั่วและปลดปล่อยเจ้าจากอันตรายและการควบคุมของซาตานได้ นอกเหนือจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถช่วยเจ้าให้รอดจากทะเลแห่งความทุกข์ได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ทนทุกข์อีกต่อไป การนี้กำหนดตัดสินโดยแก่นแท้ของพระเจ้า เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงช่วยเจ้าให้รอดอย่างไม่เห็นแก่ตัวเลย เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ท้ายที่สุดแล้วทรงรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเจ้า ต่อชะตาลิขิตของพวกเจ้าและต่อชีวิตของพวกเจ้า และพระองค์ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งเพื่อเจ้า นี่คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะสามารถสัมฤทธิ์ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างหรือที่ไม่ได้ถูกสร้างจะมีแก่นแท้เฉกเช่นแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดมีความสามารถที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือนำทางเจ้าได้ นี่คือความสำคัญของแก่นแท้ของพระเจ้าต่อมนุษย์ บางทีพวกเจ้าอาจรู้สึกว่าถ้อยคำที่เราได้กล่าวเหล่านี้อาจช่วยได้เล็กน้อย โดยหลักการ แต่หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ารักความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้มารับประสบการณ์กับวิธีที่ถ้อยคำเหล่านี้จะไม่เพียงเปลี่ยนชะตาลิขิตของเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำเหล่านี้จะนำเจ้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตมนุษย์ เจ้าเข้าใจการนี้ ใช่หรือไม่? ดังนั้นแล้วบัดนี้พวกเจ้ามีความสนใจที่จะรู้จักแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? (มี) เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเจ้าสนใจ สำหรับวันนี้ เราจะจบหัวข้อการสามัคคีธรรมของเราเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าไว้ตรงนี้

เราอยากจะพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำเมื่อตอนต้นของการร่วมชุมนุมของพวกเราวันนี้ซึ่งทำให้เราประหลาดใจ พวกเจ้าบางคนอาจกำลังบ่มเพาะสำนึกรับรู้แห่งความกตัญญู บางทีเจ้าอาจกำลังรู้สึกสำนึกในบุญคุณ และดังนั้นอารมณ์ของเจ้าจึงนำมาซึ่งการกระทำอันสอดคล้องกัน สิ่งที่เจ้าได้ทำไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องได้รับการตำหนิติเตียน มันไม่ใช่ทั้งถูกหรือผิด แต่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจอะไรบางอย่าง สิ่งที่เราต้องการให้เจ้าเข้าใจคืออะไร? ก่อนอื่น เราอยากถามพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้าเพิ่งไปทำตอนนี้ มันใช่การหมอบกราบหรือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการหรือไม่? ใครบอกเราได้หรือไม่? (พวกเราเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ) พวกเจ้าเชื่อว่ามันคือการหมอบกราบ ถ้าอย่างนั้นแล้วอะไรคือความหมายของการหมอบกราบ? (นมัสการ) ถ้าอย่างนั้นแล้ว อะไรคือการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการ? เราไม่เคยสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการนี้กับพวกเจ้ามาก่อน แต่วันนี้เรารู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น พวกเจ้าหมอบกราบในการร่วมชุมนุมตามปกติของเจ้าหรือไม่? (ไม่) พวกเจ้าหมอบกราบเมื่อเจ้ากล่าวคำอธิษฐานของเจ้าหรือไม่? (หมอบกราบ) เมื่อสถานการณ์อำนวย เจ้าหมอบกราบแต่ละครั้งที่เจ้าอธิษฐานหรือไม่? (หมอบกราบ) นั่นก็ดีแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากให้พวกเจ้าเข้าใจวันนี้ก็คือว่า พระเจ้าเพียงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนสองประเภทเท่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากพระคัมภีร์หรือความประพฤติและการประพฤติตนของบุคคลฝ่ายจิตวิญญาณใดๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ขณะนี้ เราจะบอกอะไรบางอย่างที่เป็นจริงแก่พวกเจ้า เริ่มแรก การหมอบกราบและการคุกเข่าลงเพื่อนมัสการนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมรับการคุกเข่าแสดงความเคารพของบรรดาผู้ที่หมอบกราบด้วยตัวเอง? เป็นเพราะพระเจ้าทรงเรียกใครบางคนให้มาหาพระองค์และทรงเรียกบุคคลนี้ให้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อที่พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เขาหมอบกราบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ นี่คือบุคคลประเภทแรก ประเภทที่สองคือการคุกเข่าเพื่อนมัสการของใครบางคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว มีเพียงผู้คนสองประเภทนี้เท่านั้น ดังนั้นแล้วพวกเจ้าเป็นคนประเภทไหน? พวกเจ้าสามารถบอกได้หรือไม่? นี่คือความจริง แม้ว่ามันอาจทำร้ายความรู้สึกของเจ้าเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่จะกล่าวเกี่ยวกับการคุกเข่าแสดงความเคารพของผู้คนช่วงระหว่างการอธิษฐาน—นี่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะเมื่อผู้คนอธิษฐานโดยมากแล้วเป็นการอธิษฐานเพื่อให้ได้อะไรบางอย่าง เป็นการเปิดหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้าและมาอยู่เฉพาะเบื้องพระพักตร์กับพระองค์ มันเป็นการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนด้วยหัวใจต่อหัวใจกับพระเจ้า การนมัสการด้วยการคุกเข่าไม่ควรเป็นแค่พิธีรีตอง เราไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิติเตียนเจ้าสำหรับสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้ เราแค่ต้องการทำให้เป็นที่ชัดเจนต่อพวกเจ้าเพื่อที่เจ้าจะเข้าใจหลักการนี้—เจ้ารู้เรื่องนี้ หรือไม่ใช่? (ใช่ พวกเรารู้) เรากำลังบอกเรื่องนี้กับเจ้าเพื่อที่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นแล้ว ผู้คนมีโอกาสเหมาะที่จะหมอบกราบและคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าบ้างหรือไม่? มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันมีโอกาสนี้ ไม่ช้าก็เร็ววันนั้นจะมาถึง แต่เวลานั้นไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าเห็นหรือไม่? เรื่องนี้ทำให้พวกเจ้าอารมณ์เสียหรือไม่? (ไม่) นั่นก็ดีแล้ว บางทีถ้อยคำเหล่านี้อาจจะสร้างแรงจูงใจหรือดลใจพวกเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถรู้ในหัวใจของพวกเจ้าถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากปัจจุบันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และรู้ว่าความสัมพันธ์ประเภทใดที่มีอยู่ตอนนี้ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ แม้ว่าพวกเราได้พูดถึงและแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมบ้างไปเมื่อไม่นานมานี้ ความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับพระเจ้าก็ยังคงไม่เพียงพอเอาเสียเลย มนุษย์ยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกลไปบนถนนแห่งการพยายามที่จะเข้าใจพระเจ้าสายนี้ ไม่ใช่เจตนารมณ์ของเราที่จะทำให้พวกเจ้าทำการนี้ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเพื่อเร่งรีบจะแสดงความมุ่งมาดปรารถนาหรือความรู้สึกประเภทเหล่านี้ สิ่งที่พวกเจ้าได้ทำวันนี้อาจเผยให้เห็นและแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเจ้า และเราได้รู้สึกถึงพวกมัน ดังนั้นในขณะที่พวกเจ้ากำลังทำมันอยู่ เราแค่ต้องการยืนขึ้นและมอบความปรารถนาดีของเราแก่พวกเจ้า เพราะเราปรารถนาให้พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ดี ดังนั้น ในทุกๆ ถ้อยคำและทุกๆ การกระทำของเรา เราทำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพวกเจ้า เพื่อนำพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะสามารถมีความเข้าใจที่ถูกต้องและมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับทุกสรรพสิ่ง พวกเจ้าสามารถจับใจความการนี้ได้ หรือไม่ได้? (ได้) นั่นก็ดีแล้ว แม้ว่าผู้คนมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันหลากหลายของพระเจ้า แง่มุมต่างๆ ของสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นและพระราชกิจที่พระเจ้าทรงปฏิบัติ ส่วนใหญ่ของความเข้าใจนี้ไม่ไปไกลเกินกว่าการอ่านพระวจนะบนหน้ากระดาษ หรือการทำความเข้าใจพระวนจะเหล่านั้นในหลักการ หรือแค่การคิดถึงพระวจนะเหล่านั้น สิ่งที่ผู้คนขาดมากที่สุดคือความเข้าใจจริงและความเข้าใจลึกซึ้งที่มาจากประสบการณ์จริง แม้ว่าพระเจ้าทรงใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อปลุกหัวใจของมนุษย์ให้ตื่น ยังคงมีถนนอันยาวไกลที่จะต้องเดินก่อนที่การนี้จะสำเร็จลุล่วง เราไม่ต้องการเห็นใครก็ตามรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงทิ้งพวกเขาไว้ในความหนาวเย็น ว่าพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งพวกเขาหรือได้หันหลังให้กับพวกเขา ทั้งหมดที่เราต้องการเห็นก็คือทุกคนอยู่บนถนนเพื่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการพยายามเข้าใจพระเจ้า โดยเดินหน้าอย่างหาญกล้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่อันไม่เปลี่ยนแปลง โดยปราศจากความสงสัยเคลือบแคลงหรือภาระใดๆ ไม่สำคัญว่าเจ้าได้กระทำผิดใด ไม่สำคัญว่าเจ้าได้ไถลห่างไปไกลเพียงใด หรือเจ้าได้ล่วงละเมิดอย่างรุนแรงเพียงใด จงอย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระหรือสัมภาระส่วนเกินที่เจ้าต้องแบกไปด้วยในการไล่ตามเสาะหาการเข้าใจพระเจ้าของเจ้า จงเดินไปข้างหน้าต่อไป พระเจ้าทรงเก็บความรอดของมนุษย์ไว้ในพระทัยของพระองค์ตลอดเวลา นี่ไม่มีวันเปลี่ยน นี่คือส่วนที่ล้ำค่ามากที่สุดของแก่นแท้ของพระเจ้า ตอนนี้ พวกเจ้ารู้สึกดีขึ้นสักนิดหรือไม่? (ใช่) เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถนำเอาวิธีการที่ถูกต้องไปใช้กับทุกสรรพสิ่งและกับถ้อยคำที่เราได้กล่าวแล้ว เช่นนั้นแล้ว เรามาจบการสามัคคีธรรมนี้ไว้ตรงนี้กันเถิด ลาก่อน ทุกคน! (ลาก่อน!)

11 มกราคม ค.ศ. 2014

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger