พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5
ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (2) ตอนที่สอง
เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้านี้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นหัวข้อที่คุ้นเคย แต่เมื่อพูดไปแล้วมันก็เป็นหัวข้อที่อาจจะกลายเป็นนามธรรมสักนิดหน่อยสำหรับบางคน และล้ำลึกสักนิดหน่อย และเกินเอื้อมถึงสำหรับพวกเขา แต่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องวิตกกังวล เราจะช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้าคือสิ่งใด ในการที่จะทำความเข้าใจว่าใครบางคนเป็นบุคคลประเภทใด จงดูสิ่งที่เขาทำและผลสุดท้ายของการกระทำของพวกเขา และแล้วเจ้าจะสามารถมองเห็นธาตุแท้ของบุคคลผู้นั้นได้ สามารถกล่าวในลักษณะนี้ได้หรือไม่? (ได้) เช่นนั้นแล้ว พวกเรามาสามัคคีธรรมเรื่องความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจากแง่มุมนี้กันก่อนเถิด สามารถกล่าวได้ว่าธาตุแท้ของซาตานนั้นชั่ว และดังนั้นการกระทำของซาตานที่มีต่อมนุษย์จึงเป็นการทำให้พวกเขาเสื่อมทรามอย่างไม่หยุดหย่อน ซาตานชั่ว ดังนั้นผู้คนที่มันได้ทำให้เสื่อมทรามไปแล้วก็ย่อมชั่วอย่างแน่นอน ถูกต้องหรือไม่? จะมีใครบ้างที่กล่าวว่า “ซาตานชั่ว แต่บางทีใครบางคนที่มันได้ทำให้เสื่อมทรามอาจบริสุทธิ์ก็เป็นได้”? นั่นคงจะเป็นเรื่องตลกไม่ใช่หรือ? สิ่งเช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่? (ไม่ได้) ซาตานชั่ว และที่บรรจุอยู่ภายในความชั่วของมันนั้นมีด้านหนึ่งซึ่งเป็นทั้งแก่นสารและสัมพันธ์กับชีวิตจริง นี่ไม่ใช่แค่การพูดคุยที่ว่างเปล่า พวกเราไม่ได้กำลังพยายามที่จะทำให้ซาตานเลอะเทอะ พวกเราแค่กำลังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงและความเป็นจริง การสามัคคีธรรมเรื่องความเป็นจริงของหัวข้อนี้อาจทำร้ายผู้คนบางคนหรือเป็นการแบ่งส่วนผู้คนในแบบเฉพาะอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีเจตนาที่คิดร้าย บางทีพวกเจ้าจะได้รับฟังเรื่องนี้วันนี้และรู้สึกไม่ชูใจนิดหน่อย แต่ในไม่นานวัน เมื่อพวกเจ้าสามารถระลึกถึงมันได้ พวกเจ้าจะรู้สึกดูหมิ่นตัวเอง และพวกเจ้าจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดถึงวันนี้มีประโยชน์ต่อพวกเจ้าอย่างยิ่งและมีค่าอย่างยิ่ง ธาตุแท้ของซาตานนั้นชั่ว ดังนั้นพวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า ผลลัพธ์ของการกระทำของซาตานก็ย่อมชั่วอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผูกติดกับความชั่วของมัน? (ได้) ดังนั้นซาตานลงมืออย่างไรในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม? จากความชั่วที่ซาตานทำในโลกและท่ามกลางมนุษยชาติ แง่มุมจำเพาะใดของมันที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้และล่วงรู้ได้? พวกเจ้าเคยคิดถึงการนี้มาก่อนหรือไม่? พวกเจ้าอาจจะไม่เคยใช้ความคิดมากมายกับการนี้ ดังนั้น เราขอหยิบยกประเด็นหลักหลายประเด็นมาพูด ทุกคนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่ซาตานเสนอมาใช่หรือไม่? นี่คือสาขาวิชาหนึ่งของความรู้ที่มนุษย์ศึกษามิใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น ตอนแรกซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและใช้วิธีการเยี่ยงซาตานของมันเองเพื่อสื่อความรู้ให้แก่พวกเขา ต่อมามันใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม โดยปลุกความสนใจของพวกเขาในความรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่องลึกลับ หรือในเรื่องที่ผู้คนอยากสำรวจค้น สิ่งต่อมาที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามก็คือวัฒนธรรมตามประเพณีและความเชื่อเหนือธรรมชาติ และตามด้วยกระแสนิยมทางสังคม เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่มนุษย์เผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขา และทั้งหมดดำรงอยู่อย่างสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้คน สิ่งเหล่านั้นล้วนเชื่อมโยงกับสิ่งทั้งหลายที่พวกเขามองเห็น สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาได้ยิน สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาสัมผัส และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ คนเราอาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ไม่มีความสามารถที่จะหนีรอดหรือปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้นได้ต่อให้พวกเขาต้องการจะทำก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ มวลมนุษย์อับจนหนทาง และทั้งหมดที่มนุษย์สามารถทำได้ก็คือถูกอิทธิพลครอบงำ ติดเชื้อ ถูกควบคุม และถูกผูกมัดโดยสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ไร้พลังอำนาจที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น
1. วิธีที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม
ก่อนอื่น พวกเราจะคุยกันถึงความรู้ ความรู้คือบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เป็นบวกใช่หรือไม่? อย่างน้อยที่สุด ผู้คนคิดว่าความหมายแฝงของคำว่า “ความรู้” เป็นเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ ดังนั้น เหตุใดพวกเราจึงกำลังกล่าวถึงในที่นี้ว่าซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม? ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่ใช่แง่มุมหนึ่งของความรู้หรอกหรือ? กฎวิทยาศาสตร์ของนิวตันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความรู้หรอกหรือ? แรงโน้มถ่วงของโลกก็เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ด้วยมิใช่หรือ? (ใช่) ดังนั้น เหตุใดเล่า ความรู้จึงถูกระบุรายการให้อยู่ท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม? ทรรศนะของพวกเจ้าในการนี้เป็นอย่างไร? ความรู้มีความจริงแม้สักเศษเสี้ยวหนึ่งในตัวมันหรือไม่? (ไม่มี) เช่นนั้นแล้ว เนื้อแท้ของความรู้คือสิ่งใด? ความรู้ทั้งหมดที่ผู้คนขวนขวายได้เรียนรู้นั้นอยู่บนพื้นฐานของสิ่งใด? มันอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการใช่หรือไม่? มิใช่ความรู้หรอกหรือที่มนุษย์ได้มาโดยผ่านทางการสำรวจค้น และการรวมยอด บนพื้นฐานของอเทวนิยม? ความรู้นี้มีความเชื่อมโยงกับพระเจ้าบ้างหรือไม่? มันเชื่อมโยงกับการนมัสการพระเจ้าหรือไม่? มันเชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่? (ไม่) ดังนั้น ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร? เราเพิ่งกล่าวไปว่าไม่มีสิ่งใดจากความรู้นี้ที่เชื่อมโยงกับการนมัสการพระเจ้าหรือกับความจริงเลย ผู้คนบางคนคิดถึงมันเช่นนี้ว่า “ความรู้อาจไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริง แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม” ทรรศนะของพวกเจ้าในเรื่องนี้เป็นอย่างไร? เจ้าได้รับการสอนด้วยความรู้ที่ว่าความสุขของบุคคลหนึ่งต้องสร้างขึ้นด้วยสองมือของพวกเขาเองใช่หรือไม่? ความรู้สอนเจ้าว่าชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในมือของเขาเองใช่หรือไม่? (ใช่) นี่เป็นการพูดคุยประเภทใด? (มันเป็นการพูดคุยที่ชั่วร้าย) ถูกต้องที่สุด! มันเป็นการพูดคุยที่ชั่วร้าย! ความรู้เป็นเรื่องซับซ้อนที่จะสนทนากัน เจ้าอาจกล่าวระบุอย่างเรียบง่ายว่าสาขาของความรู้ไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าความรู้ นั่นก็คือสาขาหนึ่งของความรู้ที่เรียนรู้บนพื้นฐานของการไม่นมัสการพระเจ้าและบนการไม่เข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เมื่อผู้คนศึกษาความรู้ชนิดนี้ พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง พวกเขามองไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงกำกับดูแลหรือบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือการศึกษาวิจัยและสำรวจค้นความรู้สาขาวิชานั้นอย่างไม่รู้จบ และแสวงค้นคำตอบบนพื้นฐานของความรู้ อย่างไรก็ตาม มันไม่ถูกหรือที่ว่าหากผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้าและกลับไล่ตามเสาะหาการศึกษาวิจัยเท่านั้น พวกเขาจะไม่มีวันพบเจอคำตอบที่แท้จริง? ทั้งหมดที่ความรู้สามารถมอบให้เจ้าได้ก็คือการทำมาหากิน อาชีพการงาน รายได้ เพื่อที่เจ้าจะไม่ต้องหิวโหย แต่มันจะไม่มีวันทำให้เจ้านมัสการพระเจ้า และมันจะไม่มีวันรักษาเจ้าให้ห่างจากความชั่ว ยิ่งเจ้าศึกษาความรู้มากขึ้น เจ้าจะยิ่งอยากเป็นกบฏต่อพระเจ้า อยากให้พระเจ้าอยู่ภายใต้การศึกษาของเจ้า อยากทดลองพระเจ้า และอยากต้านทานพระเจ้ามากขึ้น ดังนั้น บัดนี้ พวกเรามองเห็นว่าความรู้กำลังสอนสิ่งใดให้ผู้คน? ทั้งหมดก็คือปรัชญาของซาตานนั่นเอง ปรัชญาและกฎแห่งการอยู่รอดที่ซาตานเผยแพร่ไปท่ามกลางมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีความสัมพันธ์อันใดกับความจริงบ้างหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริงเลย และในข้อเท็จจริงแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง ผู้คนมักกล่าวบ่อยครั้งว่า “ชีวิตคือการเคลื่อนที่” และ “มนุษย์คือเหล็ก ข้าวคือเหล็กกล้า มนุษย์รู้สึกหิวอย่างรุนแรงหากเขาข้ามอาหารไปสักมื้อ” คติพจน์เหล่านี้คือสิ่งใด? คติพจน์เหล่านี้เป็นเหตุผลวิบัติ และการได้ยินคติพจน์เหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกขยะแขยง ในสิ่งที่เรียกว่าความรู้ของมนุษย์นั้น ซาตานได้ชุบย้อมปรัชญาสำหรับการดำรงชีวิตของมันและการคิดของมันเอาไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว และขณะที่ซาตานทำการนี้ มันเปิดโอกาสให้มนุษย์นำการคิด ปรัชญา และทัศนคติของมันไปใช้เพื่อที่มนุษย์อาจปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า ปฏิเสธอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งและเหนือชะตากรรมของมนุษย์ ดังนั้นขณะที่การศึกษาของมนุษย์ก้าวหน้าไปและเขาได้รับความรู้มากขึ้น เขารู้สึกว่าการดำรงอยู่ของพระเจ้ากลายเป็นคลุมเครือ และอาจถึงขั้นไม่รู้สึกอีกต่อไปว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ขณะที่ซาตานได้เพิ่มทัศนคติ มโนคติที่หลงผิด และความคิดทั้งหลายเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์ไม่ถูกทำให้เสื่อมทรามในช่วงระหว่างกระบวนการนี้หรอกหรือ? (ใช่) ตอนนี้มนุษย์วางชีวิตของเขาบนพื้นฐานของสิ่งใด? เขากำลังดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความรู้นี้จริงๆ ใช่หรือไม่? ไม่ มนุษย์กำลังวางชีวิตของเขาบนพื้นฐานของความคิด ทรรศนะ และปรัชญาของซาตานที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในความรู้เหล่านี้ นี่คือที่ซึ่งส่วนที่เป็นแก่นสารของการที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามเกิดขึ้น นี่เป็นทั้งเป้าหมายของซาตานและวิธีการของมันในการทำให้มนุษย์เสื่อมทราม
พวกเราจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงแง่มุมที่ผิวเผินที่สุดของความรู้ ไวยากรณ์และคำพูดในภาษาสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? คำพูดสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? (ไม่ได้) คำพูดไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ คำพูดเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้เพื่อพูดและคำพูดยังเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้สื่อสารกับพระเจ้าอีกด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าในปัจจุบัน ภาษาและคำพูดคือวิธีที่พระเจ้าทรงสื่อสารกับผู้คนด้วย คำพูดเป็นเครื่องมือ และคำพูดเป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง และสองคูณสองเท่ากับสี่ นี่ไม่ใช่ความรู้หรอกหรือ? แต่การนี้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมทรามได้หรือไม่? นี่เป็นความรู้ทั่วไป─มันเป็นรูปแบบที่ตายตัว─และดังนั้นมันไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ ดังนั้น ความรู้ประเภทใดหรือที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? ความรู้ที่ทำให้เสื่อมทรามคือความรู้ที่ระคนไปด้วยทัศนคติและความคิดของซาตาน ซาตานพยายามที่จะพร่ำฝังทัศนคติและความคิดเหล่านี้เข้าไปในมนุษยชาติโดยผ่านทางสื่อกลางของความรู้ ยกตัวอย่างเช่น ในบทความหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดผิดเกี่ยวกับคำที่เขียนขึ้นในตัวของมันเอง ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและเจตนาของผู้เขียนตอนที่พวกเขาได้เขียนบทความนั้น ตลอดจนเนื้อหาจากความคิดของพวกเขาด้วย เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายซึ่งมีจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้ากำลังดูรายการแสดงทางโทรทัศน์ สิ่งทั้งหลายประเภทใดในรายการนั้นหรือ ที่สามารถเปลี่ยนทรรศนะของผู้คนได้? สิ่งที่ผู้แสดงพูด คำพูดในตัวมันเองจะทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? (ไม่) สิ่งทั้งหลายจำพวกใดที่จะทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? มันคงจะเป็นแก่นความคิดทั้งหลายและเนื้อหาของรายการแสดงนั้น ซึ่งคงจะเป็นตัวแทนของทรรศนะของผู้กำกับ ข้อมูลที่พกพามาในทรรศนะเหล่านี้สามารถแกว่งหัวใจและจิตใจของผู้คนได้ นั่นไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? บัดนี้พวกเจ้ารู้แล้วว่าเรากำลังอ้างอิงถึงสิ่งใดในการเสวนาเกี่ยวกับการที่ซาตานใช้ความรู้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เจ้าจะไม่เข้าใจผิดแล้วใช่หรือไม่? ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เจ้าอ่านนวนิยายสักเรื่องหรือบทความสักบทความ เจ้าจะสามารถประเมินค่าได้ใช่หรือไม่ว่า ความคิดที่แสดงออกอยู่ในคำทั้งหลายที่เขียนไว้นั้น จะทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามหรือจะเป็นมีส่วนร่วมสนับสนุนต่อมนุษยชาติ? (ใช่ ได้นิดหน่อย) นี่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต้องศึกษาและได้รับประสบการณ์อย่างช้าๆ และไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่เข้าใจได้อย่างง่ายดายในทันที ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทำการวิจัยหรือศึกษาในสาขาวิชาหนึ่งของความรู้ แง่มุมในเชิงบวกบางอย่างของความรู้นั้นอาจช่วยเจ้าให้เข้าใจความรู้ทั่วไปบางอย่างเกี่ยวกับสาขานั้น ในขณะที่ยังทำให้เจ้าสามารถรู้ว่าผู้คนควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดอีกด้วย จงดู “ไฟฟ้า” เป็นตัวอย่าง─นี่เป็นสาขาหนึ่งของความรู้มิใช่หรือ? เจ้าจะไม่เป็นคนไม่รู้เท่าทันหรอกหรือหากเจ้าไม่รู้ว่าไฟฟ้าสามารถช็อตและทำร้ายผู้คนได้? แต่ทันทีที่เจ้าเข้าใจสาขาของความรู้นี้ เจ้าก็จะไม่ประมาทในการสัมผัสกับวัตถุที่มีกระแสไฟฟ้า และเจ้าก็จะรู้วิธีการที่จะใช้ไฟฟ้า เหล่านี้เป็นสิ่งเชิงบวกทั้งคู่ ตอนนี้เจ้าเข้าใจชัดเจนแล้วใช่หรือไม่กับสิ่งที่พวกเราได้สนทนากันมาในแง่ที่เกี่ยวกับวิธีที่ความรู้ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม? มีความรู้อีกหลายชนิดที่ศึกษากันในโลกนี้ และพวกเจ้าต้องใช้เวลาเพื่อแยกความแตกต่างของความรู้เหล่านั้นด้วยตัวพวกเจ้าเอง
2. วิธีที่ซาตานใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม
วิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? วิทยาศาสตร์มีเกียรติสูงในจิตใจของมนุษย์ทุกคนและถือว่าลุ่มลึกมิใช่หรือ? เมื่อกล่าวถึงวิทยาศาสตร์ ผู้คนไม่รู้สึกหรือว่า “นี่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกินเอื้อมถึงสำหรับผู้คนธรรมดา นี่เป็นหัวข้อที่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้ นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใด”? มันมีความเชื่อมโยงอันใดกับผู้คนธรรมดาหรือไม่? (มี) ซาตานใช้วิทยาศาสตร์ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร? ในการสนทนาของพวกเราตรงนี้ พวกเราจะพูดคุยถึงสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนมักจะเผชิญในชีวิตของพวกเขาเองเท่านั้น และไม่พูดถึงเรื่องอื่นๆ มีคำหนึ่งคือ “ยีน” เจ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่? พวกเจ้าทุกคนคุ้นเคยกับคำนี้มิใช่หรือ? ยีนไม่ได้ถูกค้นพบโดยผ่านทางวิทยาศาสตร์หรอกหรือ? อันที่จริงแล้วยีนมีความหมายต่อผู้คนอย่างไร? ยีนไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าร่างกายเป็นสิ่งลึกลับหรอกหรือ? เมื่อผู้คนได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับหัวข้อนี้ จะไม่มีผู้คนบางคน─โดยเฉพาะคนอยากรู้อยากเห็น─ที่ต้องการจะรู้มากขึ้นและต้องการรายละเอียดมากขึ้นหรอกหรือ? ผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นเหล่านี้จะมุ่งเน้นพลังงานของพวกเขาไปกับหัวเรื่องนี้ และเมื่อพวกเขาไม่มีสิ่งอื่นใดให้ทำ พวกเขาก็จะค้นคว้าหาข้อมูลในหนังสือและทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้รายละเอียดที่มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งนั้น วิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? กล่าวตรงๆ ได้ว่า วิทยาศาสตร์คือความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์อยากรู้อยากเห็น สิ่งทั้งหลายที่ยังไม่รู้ และพระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกแก่พวกเขา วิทยาศาสตร์คือความคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งลึกลับทั้งหลายที่มนุษย์ต้องการสำรวจค้น วงเขตของวิทยาศาสตร์คือสิ่งใด? เจ้าสามารถกล่าวได้ว่ามันค่อนข้างกว้าง มนุษย์ค้นคว้าและศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสนใจ วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยรายละเอียดและกฎของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ และต่อมาเป็นการนำเสนอทฤษฎีที่เป็นไปได้ทั้งหลายซึ่งทำให้ทุกคนต้องคิดว่า “นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เป็นเลิศจริงๆ! พวกเขารู้มากมายยิ่งนัก เพียงพอแล้วที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้!” พวกเขามีความเลื่อมใสอย่างมากให้แก่นักวิทยาศาสตร์มิใช่หรือ? ผู้คนที่ศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ พวกเขามีทรรศนะแบบใดกัน? พวกเขาไม่ต้องการศึกษาวิจัยจักรวาล ศึกษาวิจัยสิ่งลึกลับทั้งหลายในสาขาวิชาที่พวกเขาสนใจหรอกหรือ? บทอวสานสุดท้ายของการนี้เป็นอย่างไร? ในวิทยาศาสตร์บางอย่าง ผู้คนได้บทสรุปของพวกเขาด้วยการคาดคะเน และในด้านอื่นๆ พวกเขาพึ่งพาประสบการณ์แบบมนุษย์เพื่อให้ได้บทสรุป ถึงกระนั้นในสาขาอื่นๆ ของวิทยาศาสตร์ ผู้คนก็มาถึงบทสรุปของพวกเขาบนพื้นฐานของการสังเกตการณ์เชิงประวัติศาสตร์หรือทางภูมิหลัง นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ดังนั้นวิทยาศาสตร์ทำสิ่งใดให้ผู้คนหรือ? สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำก็แค่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นวัตถุในโลกทางกายภาพ และเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ แต่มันไม่สามารถทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง มนุษย์ดูเหมือนว่าจะหาคำตอบในวิทยาศาสตร์ แต่คำตอบเหล่านั้นน่าฉงนฉงายและนำมาเพียงความพึงพอใจชั่วคราวเท่านั้น ความพึงพอใจที่ทำหน้าที่เพียงเพื่อจำกัดขอบเขตหัวใจของมนุษย์ไว้กับโลกทางวัตถุเท่านั้น มนุษย์รู้สึกว่าพวกเขาได้รับคำตอบจากวิทยาศาสตร์แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดประเด็นปัญหาใดขึ้นก็ตาม พวกเขาใช้ทรรศนะทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาเป็นพื้นฐานเพื่อพิสูจน์และยอมรับประเด็นปัญหานั้น หัวใจมนุษย์กลายเป็นถูกครอบงำด้วยวิทยาศาสตร์และถูกมันล่อลวงจนถึงจุดที่มนุษย์ไม่มีจิตใจอีกต่อไปที่จะรู้จักพระเจ้า นมัสการพระเจ้า และเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมาจากพระเจ้าและว่ามนุษย์ควรมองที่พระองค์เพื่อหาคำตอบ นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? ยิ่งบุคคลหนึ่งเชื่อในวิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งกลายเป็นไร้สาระมากขึ้นเท่านั้น โดยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทางออกเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าการศึกษาวิจัยสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง พวกเขาไม่แสวงหาพระเจ้าและพวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ แม้กระทั่งผู้คนบางคนที่ได้ติดตามพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็จะไปศึกษาวิจัยแบคทีเรียตามอำเภอใจ หรือมองหาข้อมูลบางอย่างเพื่อเป็นคำตอบแก่ประเด็นปัญหาหนึ่ง ผู้คนเช่นนั้นไม่มองประเด็นเหล่านั้นจากมุมมองของความจริง และในกรณีส่วนใหญ่พวกเขาต้องการที่จะพึ่งพาทรรศนะหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือทางออกเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาไม่พึ่งพาพระเจ้าและพวกเขาไม่แสวงหาพระเจ้า ผู้คนเยี่ยงนี้มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาหรือไม่? (ไม่มี) มีแม้กระทั่งผู้คนบางคนที่ต้องการศึกษาวิจัยพระเจ้าในบางหนทางในขณะที่พวกเขาศึกษาวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาหลายคนที่ได้ไปยังภูเขาที่เรือใหญ่ได้มาหยุดพัก และด้วยเหตุนี้พวกเขาได้พิสูจน์การมีอยู่ของเรือใหญ่นั้น แต่ในการปรากฏของเรือใหญ่นั้นพวกเขามองไม่เห็นการดำรงอยู่ของพระเจ้า พวกเขาเพียงแต่เชื่อในเรื่องราวและประวัติศาสตร์เท่านั้น นี่คือผลลัพธ์ของการที่พวกเขาศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และศึกษาโลกทางวัตถุ หากเจ้าศึกษาวิจัยสิ่งทั้งหลายทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นจุลชีววิทยา ดาราศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์ เจ้าจะไม่มีวันพบผลลัพธ์ที่กำหนดพิจารณาว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่หรือว่าพระองค์ทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นวิทยาศาสตร์ทำสิ่งใดเพื่อมนุษย์เล่า? มันมิได้ทำให้มนุษย์มีระยะห่างจากพระเจ้าหรอกหรือ? มันมิได้เป็นเหตุให้ผู้คนนำพระเจ้ามาอยู่ภายใต้การศึกษาทั้งหลายหรอกหรือ? มันมิได้ทำให้ผู้คนกังขามากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ดังนั้น ซาตานต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไร? ซาตานมิได้ต้องการที่จะใช้บทสรุปทางวิทยาศาสตร์มาหลอกลวงผู้คนและทำให้พวกเขามึนชา และใช้คำตอบที่กำกวมกุมหัวใจของผู้คนเอาไว้เพื่อที่พวกเขาจะไม่เสาะหาหรือเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ดังนั้น นี่คือเหตุผลที่เราพูดว่าวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่ซาตานใช้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม
3. วิธีที่ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม
สิ่งทั้งหลายมากมายที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตามประเพณีนั้น มีอยู่หรือว่าไม่มี? (มี) “วัฒนธรรมตามประเพณี” นี้หมายถึงสิ่งใด? บางคนพูดว่ามันถูกส่งผ่านลงมาจากบรรพบุรุษ─นี่คือแง่มุมหนึ่ง ตั้งแต่ปฐมกาล วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม คติพจน์ และกฎเกณฑ์ทั้งหลายได้ถูกส่งผ่านลงมาภายในครอบครัว กลุ่มชาติพันธุ์ และแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด และสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นถูกปลูกฝังอยู่ในความคิดของผู้คน ผู้คนพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนที่ขาดเสียไม่ได้ในชีวิตของพวกเขาและถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นกฎเกณฑ์ โดยถือปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นเสมือนว่ามันเป็นชีวิตเสียเอง แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่เคยต้องการเปลี่ยนแปลงหรือทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้เลย เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกส่งผ่านลงมาจากบรรพบุรุษของพวกเขา มีแง่มุมอื่นๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมตามประเพณีที่ขุดฝังอยู่ในกระดูกดำของผู้คน เช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลายที่ส่งผ่านลงมาจากขงจื๊อและเม่งจื๊อ และสิ่งทั้งหลายที่ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อสอนแก่ผู้คน นี่ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? วัฒนธรรมตามประเพณีนั้นรวมสิ่งใดไว้บ้าง? มันรวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ผู้คนเฉลิมฉลองหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลโคมไฟ วันเช็งเม้ง เทศกาลไหว้ขนมจ่าง ตลอดจนเทศกาลสารทจีน เทศกาลไหว้พระจันทร์ บางครอบครัวถึงขั้นเฉลิมฉลองวันที่ผู้อาวุโสสัมฤทธิ์ถึงวัยเฉพาะ หรือเมื่อลูกหลานมีอายุถึงหนึ่งเดือนหรือหนึ่งร้อยวัน และอื่นๆ เหล่านี้คือวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามประเพณีทั้งสิ้น วัฒนธรรมตามประเพณีไม่ใช่เป็นฐานที่มาของวันหยุดนักขัตฤกษ์เหล่านี้หรอกหรือ? แก่นของวัฒนธรรมตามประเพณีคือสิ่งใด? มันมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้าหรือไม่? มันมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการบอกให้ผู้คนปฏิบัติความจริงหรือไม่? มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ใดเพื่อให้ผู้คนถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า ไปยังแท่นบูชาพระเจ้า และรับคำสอนของพระองค์บ้างหรือไม่? มีวันหยุดนักขัตฤกษ์เยี่ยงนี้บ้างหรือไม่? (ไม่มี) ผู้คนทำสิ่งใดในวันหยุดทั้งหมดเหล่านี้? ในยุคสมัยใหม่ วันหยุดเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นวาระโอกาสสำหรับการกิน การดื่ม และความสนุกสนาน แหล่งกำเนิดใดเป็นฐานที่มาวัฒนธรรมตามประเพณี? วัฒนธรรมตามประเพณีมาจากผู้ใด? (ซาตาน) มันมาจากซาตาน เบื้องหลังฉากของวันหยุดตามประเพณีเหล่านี้ ซาตานปลูกฝังบางสิ่งเฉพาะในตัวมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งใด? การทำให้แน่ใจว่าผู้คนจะจดจำบรรพบุรุษของพวกเขาคือหนึ่งในสิ่งเหล่านั้นใช่หรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงระหว่างวันเช็งเม้ง ผู้คนปัดกวาดเช็ดถูสุสานและถวายเครื่องบูชาแก่บรรพบุรุษของพวกเขา เพื่อให้ไม่ลืมบรรพบุรุษของพวกเขา อีกทั้งซาตานยังทำให้แน่ใจด้วยว่าผู้คนจะจดจำการเป็นคนรักชาติ ซึ่งตัวอย่างของการนี้ก็คือเทศกาลไหว้ขนมจ่าง แล้วเทศกาลไหว้พระจันทร์คือสิ่งใด? (งานรวมญาติ) ภูมิหลังของการรวมญาติคือสิ่งใด? สิ่งใดคือเหตุผลสำหรับการนี้? มันเป็นไปเพื่อสื่อสารและเชื่อมโยงกันทางอารมณ์ แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันส่งท้ายปีเก่าทางจันทรคติหรือเทศกาลโคมไฟ มีหนทางมากมายในการบรรยายเหตุผลเบื้องหลังการฉลองเหล่านี้ ไม่ว่าคนเราจะบรรยายเหตุผลเหล่านั้นอย่างไร แต่ละเหตุผลคือหนทางที่ซาตานปลูกฝังปรัชญาของมันและความคิดของมันในตัวผู้คน เพื่อที่พวกเขาจะไถลห่างไปจากพระเจ้าและไม่รู้ว่ามีพระเจ้า และถวายเครื่องบูชาให้แก่บรรพบุรุษของพวกเขาหรือไม่ก็แก่ซาตาน หรือกิน ดื่ม และมีความสนุกสนานกันเพื่อประโยชน์ของความอยากได้อยากมีแห่งเนื้อหนัง ขณะที่มีการฉลองวันหยุดเหล่านี้แต่ละวัน ความคิดและทรรศนะของซาตานก็ถูกปลูกลึกลงไปในจิตใจของผู้คนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เมื่อผู้คนมีอายุถึงสี่สิบปี ห้าสิบปี หรือแม้กระทั่งมีอายุมากขึ้น ความคิดและทัศนคติเหล่านี้ของซาตานก็ได้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนทำจนสุดกำลังของพวกเขาเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้ต่อไปยังคนรุ่นต่อไปไม่ว่าจะถูกหรือผิด โดยไม่เลือกหน้าและโดยไม่มีข้อสงสัย นี่ไม่เป็นดังนั้นหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) วัฒนธรรมตามประเพณีและวันหยุดนักขัตฤกษ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร? เจ้ารู้หรือไม่? (ผู้คนกลายเป็นถูกกักขังและถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ของประเพณีเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาไม่มีเวลาหรือพลังงานที่จะแสวงหาพระเจ้า) นี่เป็นหนึ่งแง่มุม ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนฉลองในช่วงระหว่างตรุษจีน─หากเจ้าไม่ฉลองมัน เจ้าจะไม่รู้สึกเศร้าใจหรอกหรือ? มีความเชื่อเหนือธรรมชาติที่เจ้ายึดถือในหัวใจของเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้าอาจจะรู้สึกว่า “ฉันไม่ได้ฉลองปีใหม่ และในเมื่อวันตรุษจีนเป็นวันไม่ดี ตลอดทั้งปีที่เหลือก็จะไม่ดีไปด้วย” ใช่หรือไม่? เจ้าจะรู้สึกไม่สบายใจและกลัวอยู่บ้างนิดหน่อยมิใช่หรือ? มีแม้กระทั่งผู้คนบางคนที่ไม่ได้ทำเครื่องบูชาให้บรรพบุรุษของพวกเขามาหลายปี และผู้ซึ่งจู่ๆ ก็ฝันว่าคนที่ตายไปแล้วมาขอเงินจากพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร? “น่าเศร้าอะไรเช่นนี้ที่ตอนนี้บุคคลผู้นี้จำเป็นต้องใช้เงิน! ฉันจะเผาเงินกระดาษให้พวกเขาบ้าง หากฉันไม่ทำ นั่นคงจะไม่ถูกต้องแน่ มันอาจจะทำให้เกิดปัญหากับพวกเราคนที่ยังมีชีวิตอยู่─ใครจะบอกได้ว่าโชคร้ายจะกระหน่ำมาเมื่อไหร่?” พวกเขาจะมีเค้าเมฆเล็กๆ นี้แห่งความเกรงกลัวและความกังวลในหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ ใครให้ความกังวลนี้แก่พวกเขา? (ซาตาน) ซาตานคือแหล่งกำเนิดของความกังวลนี้ นี่ไม่ใช่หนึ่งในหลายหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรอกหรือ? มันใช้วิธีการและข้ออ้างทั้งหลายเพื่อควบคุมเจ้า เพื่อขู่เจ้า และเพื่อผูกมัดเจ้า จนเจ้าตกอยู่ในความงุนงงและยอมแพ้และนบนอบต่อมัน นี่คือวิธีที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม บ่อยครั้งเมื่อผู้คนอ่อนแอหรือเมื่อพวกเขาไม่ตระหนักรู้อย่างเต็มที่ถึงสถานการณ์ พวกเขาอาจทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ตั้งใจในหนทางที่สับสนปนเป กล่าวคือ พวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานโดยไม่ตั้งใจและอาจจะกระทำการโดยไม่รู้ตัว อาจจะทำสิ่งทั้งหลายโดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ นี่คือหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ถึงขึ้นมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ตอนนี้ลังเลที่จะแยกไปจากวัฒนธรรมตามประเพณีที่หยั่งรากลึก ผู้ที่เพียงไม่สามารถละวางมันได้ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาอ่อนแอและนิ่งเฉยเสียจนพวกเขาปรารถนาที่จะฉลองวันหยุดประเภทเหล่านี้และพวกเขาปรารถนาที่จะพบกับซาตานและทำให้ซาตานพึงพอใจอีกครั้ง เพื่อนำความชูใจมาสู่หัวใจของพวกเขา ภูมิหลังของวัฒนธรรมตามประเพณีคือสิ่งใด? มือสีดำของซาตานกำลังชักใยอยู่เบื้องหลังฉากเหล่านี้ใช่หรือไม่? ธรรมชาติชั่วของซาตานกำลังบงการและควบคุมอยู่ใช่หรือไม่? ซาตานมีอิทธิพลควบคุมเหนือทั้งหมดนี้ใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อผู้คนดำรงชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมตามประเพณีหนึ่งและฉลองวันหยุดตามประเพณีประเภทเหล่านี้ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่านี่คือสภาพแวดล้อมที่พวกเขากำลังถูกซาตานหลอกและทำให้เสื่อมทราม และที่มากกว่านั้นก็คือ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพวกเขามีความสุขที่ถูกซาตานหลอกและทำให้เสื่อมทราม? (ได้) นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้าทุกคนยอมรับ คือบางสิ่งบางอย่างที่พวกเจ้ารู้ดี
4. วิธีที่ซาตานใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม
พวกเจ้าคุ้นเคยกับคำว่า “ความเชื่อเหนือธรรมชาติ” ใช่ไหม? มีความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างความเชื่อเหนือธรรมชาติกับวัฒนธรรมตามประเพณี แต่พวกเราจะไม่พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นในวันนี้ ในทางกลับกัน เราจะเสวนาถึงรูปแบบของความเชื่อเหนือธรรมชาติที่เผชิญกันโดยทั่วไปมากที่สุด นั่นคือ การดูดวง การทำนายโชคชะตา การจุดธูป และการนมัสการพระพุทธเจ้า ผู้คนบางคนฝึกดูดวง คนอื่นๆ นมัสการพระพุทธเจ้าและจุดธูป ในขณะที่คนอื่นๆ ได้อ่านโชคชะตาของพวกเขา หรือให้ใครบางคนอ่านโหงวเฮ้งของพวกเขาแล้วบอกโชคชะตาของพวกเขาในหนทางนี้ พวกเจ้ากี่คนที่ได้เคยรับการทำนายโชคชะตาหรืออ่านโหงวเฮ้ง? นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนสนใจมิใช่หรือ? (ใช่) เพราะเหตุใดเล่า? ผู้คนจะได้รับประโยชน์จำพวกใดจากการทำนายโชคชะตาและการดูดวง? พวกเขาได้รับความพึงพอใจประเภทใดจากการนั้น? (ความอยากรู้อยากเห็น) มันเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นกระนั้นหรือ? เท่าที่เราเห็น มันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเช่นนั้น เป้าหมายของการดูดวงและการทำนายโชคชะตาคือสิ่งใด? เหตุใดต้องทำการดูดวง? นั่นไม่ใช่เพื่อมองเห็นอนาคตหรอกหรือ? ผู้คนบางคนอ่านโหงวเฮ้งเพื่อทำนายอนาคต คนอื่นๆ ทำเพื่อดูว่าพวกเขาจะมีโชคดีหรือไม่ ผู้คนบางคนทำเพื่อดูว่าชีวิตแต่งงานของพวกเขาจะเป็นเช่นไร และกระนั้นคนอื่นๆ ก็ทำเพื่อดูว่าปีหน้าจะนำโชคลาภใดมาให้ ผู้คนบางคนอ่านโหงวเฮ้งเพื่อดูว่าความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของพวกเขาและของบุตรชายหรือบุตรสาวของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และนักธุรกิจบางคนทำเพื่อดูว่าพวกเขาจะหาเงินได้มากเพียงใด โดยแสวงหาคำแนะนำของคนอ่านโหงวเฮ้งว่าพวกเขาควรจะใช้การกระทำใด ดังนั้น การนี้ทำไปเพียงเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นใช่หรือไม่? เมื่อผู้คนรับการอ่านโหงวเฮ้งของพวกเขาหรือทำสิ่งทั้งหลายจำพวกเหล่านี้ นั่นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลในอนาคตของพวกเขาเอง พวกเขาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชะตากรรมของพวกเขาเอง สิ่งใดจากการนี้บ้างที่มีประโยชน์? (ไม่มี) เหตุใดมันจึงไม่มีประโยชน์? มันไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือที่ได้รับความรู้บางอย่างโดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้? การปฏิบัติทั้งหลายเหล่านี้อาจช่วยให้เจ้ารู้ว่าปัญหาอาจจะเกิดขึ้นเมื่อใด และหากเจ้าเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เจ้าจะสามารถหลีกเลี่ยงมันได้ไม่ใช่หรือ? หากเจ้ารับการทำนายโชคชะตา นั่นอาจจะแสดงให้เจ้าเห็นวิธีที่จะค้นพบเส้นทางซึ่งถูกต้องที่จะออกไปจากเขาวงกตปริศนา เพื่อที่เจ้าอาจจะได้ชื่นชมกับโชคดีในปีข้างหน้าและได้มามีความอุดมในโภคทรัพย์ยิ่งใหญ่โดยผ่านทางธุรกิจของเจ้า ดังนั้น มันมีหรือมันไม่มีประโยชน์เล่า? ไม่ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่ ก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับพวกเรา และการสามัคคีธรรมของพวกเราวันนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ ซาตานใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามอย่างไรหรือ? ผู้คนล้วนต้องการรู้โชคชะตาของตนเอง ดังนั้น ซาตานจึงหาประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาเพื่อชักนำพวกเขา ผู้คนเข้ามาพัวพันในการดูดวง การทำนายโชคชะตา และการอ่านโหงวเฮ้งเพื่อที่จะเรียนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาในอนาคต และถนนประเภทใดที่ทอดอยู่ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในที่สุด โชคชะตาและความสำเร็จที่คาดว่าจะเป็นไปได้ที่ผู้คนเป็นกังวลถึงยิ่งนักนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของผู้ใดเล่า? (ในพระหัตถ์ของพระเจ้า) สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยการใช้วิธีการเหล่านี้ ซาตานต้องการให้ผู้คนรู้สิ่งใด? ซาตานต้องการที่จะใช้การอ่านโหงวเฮ้งและการทำนายโชคชะตาเพื่อบอกกับผู้คนว่ามันรู้โชคชะตาในอนาคตของพวกเขา และว่ามันไม่เพียงแค่รู้สิ่งเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วย ซาตานต้องการที่จะใช้ข้อได้เปรียบจากโอกาสนี้และใช้วิธีการนี้เพื่อควบคุมผู้คน จนกระทั่งผู้คนมีความเชื่อในตัวมันแบบไม่ลืมหูลืมตาและเชื่อฟังทุกคำพูดของมัน ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้ารับการอ่านโหงวเฮ้ง หากหมอดูหลับตาของเขาและบอกเจ้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นกับเจ้าในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านไปด้วยความกระจ่างแจ้งอย่างเพียบพร้อม เจ้าจะรู้สึกอย่างไรภายใน? เจ้าจะรู้สึกในทันทีว่า “เขาช่างถูกต้องแม่นยำยิ่งนัก! ฉันไม่เคยบอกอดีตของฉันแก่ผู้ใดมาก่อน เขารู้เกี่ยวกับมันได้อย่างไรนี่? ฉันเลื่อมใสหมอดูคนนี้จริงๆ!” สำหรับซาตานแล้ว มันไม่ใช่ง่ายดายเหลือเกินหรอกหรือที่จะรู้อดีตของเจ้า? พระเจ้าได้ทรงนำเจ้ามาถึงที่ที่เจ้าอยู่ในวันนี้ และตลอดเวลานั้นซาตานก็ทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและติดตามเจ้ามาโดยตลอด ช่วงตอนในหลายทศวรรษของชีวิตของเจ้าไม่มีความหมายใดต่อซาตาน และไม่ลำบากยากเย็นสำหรับซาตานเลยที่จะรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเจ้าเรียนรู้ว่าทั้งหมดที่ซาตานพูดนั้นถูกต้องแม่นยำ เจ้าจะไม่มอบหัวใจของเจ้าให้มันหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่กำลังพึ่งพาอาศัยมันในการควบคุมอนาคตของเจ้าและโชคชะตาของเจ้าหรอกหรือ? ในทันทีนั้น หัวใจของเจ้าจะรู้สึกนับถือหรือเคารพมันอยู่บ้าง และสำหรับผู้คนบางคนนั้น ดวงจิตของพวกเขาอาจจะถูกมันฉกไปแล้วตรงจุดนี้ และเจ้าจะถามหมอดูทันทีว่า “ฉันควรทำสิ่งใดต่อไป? ฉันควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดในปีที่จะมาถึงนี้? ฉันต้องไม่ทำสิ่งใดบ้าง?” และต่อมา เขาจะพูดว่า “เจ้าต้องไม่ไปที่นั่น เจ้าต้องไม่ทำการนี้ ต้องไม่สวมเสื้อผ้าสีนั้นสีนี้ เจ้าควรไปสถานที่นั้นๆ ให้น้อยลง ทำสิ่งนั้นๆ ให้มากขึ้น...” เจ้าจะไม่รับเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาพูดไว้กับหัวใจในทันทีหรอกหรือ? เจ้าจะจดจำคำพูดของเขารวดเร็วกว่าพระวจนะของพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงจะจดจำสิ่งเหล่านั้นอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้? เพราะเจ้าคงจะต้องการพึ่งพาซาตานเพื่อโชคดี นี่ไม่ใช่เวลาที่มันยึดหัวใจของเจ้าหรอกหรือ? เมื่อการทำนายของมันเป็นจริง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าจะไม่ต้องการตรงกลับไปหามันเพื่อค้นหาว่าปีต่อไปจะนำพาโชคชะตาใดมากระนั้นหรือ? (ใช่) เจ้าคงจะทำสิ่งใดก็ตามที่ซาตานบอกให้เจ้าทำและเจ้าคงจะหลีกเลี่ยงสิ่งทั้งหลายที่มันบอกให้หลีกเลี่ยง ในหนทางนี้ เจ้าไม่ใช่กำลังเชื่อฟังสิ่งทั้งหลายที่มันพูดหรอกหรือ? เจ้าจะตกไปสู่อ้อมกอดของมัน ถูกหลอกลวง และมาอยู่ภายใต้การควบคุมของมันอย่างรวดเร็วมาก การนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าเชื่อว่าสิ่งที่มันพูดเป็นความจริง และเพราะเจ้าเชื่อว่ามันรู้เกี่ยวกับชีวิตในอดีตของเจ้า ชีวิตของเจ้าในตอนนี้ และสิ่งที่อนาคตจะนำมา นี่คือวิธีการที่ซาตานใช้เพื่อควบคุมผู้คน แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้ใดหรือคือผู้ควบคุมจริงๆ? พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่ซาตาน ซาตานแค่กำลังใช้ลูกเล่นอันหลักแหลมของมันในกรณีนี้เพื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้คนที่ไม่รู้เท่าทัน ใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้คนที่เพียงแค่มองเห็นโลกทางวัตถุเท่านั้น ให้มาเชื่อและพึ่งพามัน เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานและเชื่อคำพูดทุกคำของมัน แต่ซาตานเคยคลายกำมือของมันหรือไม่เมื่อผู้คนต้องการที่จะเชื่อและติดตามพระเจ้า? ซาตานไม่เคยทำเช่นนั้น ในสถานการณ์นี้ ผู้คนกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานจริงๆ ใช่หรือไม่? (ใช่) พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพฤติกรรมของซาตานในด้านนี้ช่างไร้ยางอาย? (ได้) เหตุใดพวกเราจึงกล่าวเช่นนั้นได้? เพราะเหล่านี้คือชั้นเชิงที่ฉ้อฉลและหลอกลวง ซาตานไร้ยางอายและชี้นำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดไปว่ามันควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาและว่ามันควบคุมชะตากรรมจริงๆ ของพวกเขา การนี้เป็นเหตุให้ผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเชื่อฟังมันอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกหลอกด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ผู้คนก็กราบไหว้ลงต่อหน้ามันในความมึนงงของพวกเขา ดังนั้น ซาตานใช้วิธีการแบบใด มันพูดสิ่งใดเพื่อทำให้เจ้าเชื่อในมัน? ยกตัวอย่างเช่น เจ้าอาจไม่ได้บอกซาตานว่ามีกี่คนในครอบครัวของเจ้า แต่มันอาจจะยังคงสามารถบอกเจ้าได้ว่ามีกี่คน และบอกอายุบิดามารดาและลูกหลานของเจ้า ถึงแม้เจ้าอาจจะได้มีความสงสัยและกังขาเกี่ยวกับซาตานมาก่อนหน้านี้ แต่หลังจากได้ยินมันพูดสิ่งเหล่านี้ เมื่อนั้นเจ้าจะไม่รู้สึกว่ามันน่าเชื่อมากขึ้นสักเล็กน้อยหรอกหรือ? เมื่อนั้นซาตานอาจจะพูดว่า งานนั้นลำบากยากเย็นสำหรับเจ้าเพียงใดในช่วงนี้ ว่าผู้บังคับบัญชาของเจ้าไม่ให้การยอมรับแก่เจ้าอย่างที่เจ้าสมควรได้รับ และทำงานขัดแย้งกับเจ้าอยู่เสมอ และอื่นๆ หลังจากได้ยินการนั้นแล้ว เจ้าคงจะคิดว่า “นั่นถูกต้องไม่มีผิด! สิ่งทั้งหลายในเรื่องงานไม่ได้ราบรื่นเลย” ดังนั้นเจ้าคงจะเชื่อซาตานมากขึ้นนิดหน่อย ต่อมามันคงจะพูดสิ่งอื่นบางอย่างเพื่อหลอกลวงเจ้า ทำให้เจ้าเชื่อมันมากยิ่งขึ้นไปอีก เจ้าคงจะพบทีละเล็กทีละน้อยว่าตัวเจ้าเองไม่สามารถต้านทานหรือยังคงสงสัยมันได้อีกต่อไป ซาตานแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมยิบย่อยไม่กี่อย่าง แม้กระทั่งเล่ห์เหลี่ยมสัพเพเหระ และทำให้เจ้าประหลาดใจสับสนในหนทางนี้ เมื่อเจ้ากลายเป็นประหลาดใจสับสน เจ้าจะไม่สามารถระลึกได้ว่าตัวเจ้านั้นอยู่ตำแหน่งแห่งหนใดกันแน่ เจ้าจะทำอะไรไม่ถูก และเจ้าจะเริ่มทำตามสิ่งที่ซาตานพูด นี่คือวิธีการ “อันปราดเปรื่อง” ที่ซาตานใช้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม ซึ่งทำให้เจ้าตกไปอยู่ในกับดักของมันและถูกมันล่อลวงโดยไม่รู้ตัว ซาตานบอกเจ้าไม่กี่อย่างที่ผู้คนจินตนาการว่าดี และต่อมามันบอกเจ้าว่าให้ทำสิ่งใดและให้หลีกเลี่ยงสิ่งใด นี่คือวิธีที่เจ้าถูกทำให้หลงกลโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เจ้าตกหลุมกลลวงนั้น สิ่งทั้งหลายจะแก้ยากสำหรับเจ้า เจ้าจะคิดถึงสิ่งที่ซาตานพูดและสิ่งที่มันบอกให้เจ้าทำอยู่เนืองนิตย์ และเจ้าจะไม่รู้ตัวว่าถูกมันครอบงำ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? นั่นเป็นเพราะมวลมนุษย์ขาดพร่องความจริง และดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะตั้งมั่นและต้านทานการล่อลวงและการทดลองของซาตานได้ เมื่อเผชิญหน้ากับความชั่วของซาตานและการหลอกลวง การหักหลัง และความคิดร้ายของมัน มวลมนุษย์ช่างไม่รู้เท่าทัน ไม่เป็นผู้ใหญ่ และอ่อนแอ มิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามหรอกหรือ? (ใช่) มนุษย์ถูกหลอกและถูกใช้เล่ห์เหลี่ยมทีละเล็กทีละน้อยด้วยวิธีการหลากหลายของซาตานโดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขาขาดพร่องความสามารถในการแยกความแตกต่างระหว่างด้านบวกและด้านลบ พวกเขาขาดพร่องวุฒิภาวะนี้และความสามารถที่จะมีชัยเหนือซาตาน
5. วิธีที่ซาตานใช้กระแสนิยมทางสังคมเพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทราม
กระแสนิยมทางสังคมได้มามีขึ้นเมื่อใด? สิ่งเหล่านั้นเพียงแค่มามีอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้นหรือ? คนเราสามารถพูดได้ว่ากระแสนิยมทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อซาตานเริ่มทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม กระแสนิยมทางสังคมรวมถึงสิ่งใดบ้าง? (ลีลาการแต่งกายและการแต่งหน้า) เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนมักเข้ามาติดต่อสัมพันธ์ด้วย ลักษณะแนวของเสื้อผ้า แฟชั่น และกระแสนิยม─สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นหนึ่งแง่มุมเล็กๆ แง่มุมหนึ่ง มีสิ่งอื่นใดอีกหรือไม่? วลียอดนิยมทั้งหลายที่ผู้คนมักจะโพล่งออกมาบ่อยครั้งนั้นนับด้วยหรือไม่? ลีลาชีวิตที่ผู้คนอยากได้อยากมีนับด้วยหรือไม่? ดาวรุ่งนักดนตรี คนเด่นคนดัง นิตยสาร นวนิยายที่ผู้คนชอบนับด้วยหรือไม่? (นับ) ในจิตใจของพวกเจ้านั้น แง่มุมใดของกระแสนิยมทางสังคมที่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้? สิ่งใดจากกระแสนิยมเหล่านี้ที่จูงใจพวกเจ้ามากที่สุด? ผู้คนบางคนอาจกล่าวว่า “พวกเราล้วนมาถึงวัยเฉพาะแล้ว พวกเราอยู่ในวัยห้าสิบหรือหกสิบปี เจ็ดสิบหรือแปดสิบปี และพวกเราไม่สามารถเข้ากันได้กับกระแสนิยมเหล่านี้อีกต่อไป และกระแสนิยมเหล่านี้ไม่อยู่ในความสนใจของพวกเราจริงๆ” การนี้ถูกต้องใช่หรือไม่? คนอื่นๆ อาจกล่าวว่า “พวกเราไม่ทำตามพวกคนเด่นคนดัง นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่พวกคนหนุ่มสาวในวัยยี่สิบกว่าๆ ทำกัน พวกเราไม่สวมเสื้อผ้าตามแฟชั่นด้วย นั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนซึ่งใส่ใจภาพลักษณ์ทำกัน” ดังนั้นอะไรหรือในสิ่งเหล่านี้ที่สามารถทำให้พวกเจ้าเสื่อมทรามได้? (คติพจน์ยอดนิยม) คติพจน์เหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่? เราจะให้ตัวอย่างหนึ่ง แล้วพวกเจ้าจึงสามารถมองเห็นได้ว่ามันทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรือไม่ กล่าวคือ “เงินทำให้โลกหมุนไป” นี่เป็นกระแสนิยมหนึ่งหรือไม่? เมื่อเปรียบเทียบกับกระแสนิยมด้านแฟชั่นและอาหารชั้นเลิศที่พวกเจ้าได้กล่าวเปรยถึง นี่ไม่เลวร้ายกว่ามากหรอกหรือ? “เงินทำให้โลกหมุนไป” เป็นปรัชญาหนึ่งของซาตานและมันแพร่หลายไปท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งหมด ในทุกสังคมมนุษย์ เจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่านั่นเป็นกระแสนิยมเพราะนั่นได้ถูกปลูกฝังในหัวใจของทุกผู้คน ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น ผู้คนไม่ได้ยอมรับคติพจน์นี้ แต่ต่อมาพวกเขาก็ให้การยอมรับการนั้นโดยปริยายเมื่อพวกเขาเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับชีวิตจริง และเริ่มที่จะรู้สึกว่าอันที่จริงแล้วคำพูดเหล่านี้จริงแท้ นี่ไม่ใช่กระบวนการที่ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามหรอกหรือ? บางทีผู้คนอาจไม่เข้าใจคติพจน์นี้ในระดับเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีระดับการตีความและการยอมรับคติพจน์ที่แตกต่างกันไปโดยมีพื้นฐานมาจากสิ่งทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาและจากประสบการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขาเอง นั่นไม่ใช่กรณีนี้หรอกหรือ? ไม่ว่าใครบางคนจะมีประสบการณ์กับคติพจน์นี้มากเพียงใด ผลด้านลบใดหรือที่มันสามารถมีต่อหัวใจของใครบางคนได้? บางสิ่งบางอย่างถูกเปิดเผยโดยผ่านทางอุปนิสัยแบบมนุษย์ของผู้คนในพิภพนี้ รวมถึงพวกเจ้าแต่ละคน สิ่งที่ถูกเปิดเผยนี้จะได้รับการตีความอย่างไร? มันคือการบูชาเงิน มันยากที่จะลบเรื่องนี้ออกไปจากหัวใจของใครบางคนใช่หรือไม่? มันยากมาก! ดูเหมือนว่าการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานจะลึกซึ้งจริงๆ! ดังนั้นหลังจากที่ซาตานใช้กระแสนิยมนี้เพื่อทำให้ผู้คนเสื่อมทราม มันถูกสำแดงในพวกเขาอย่างไร? พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกเจ้าไม่สามารถอยู่รอดในพิภพนี้ได้โดยปราศจากเงินเลย ว่าแม้แต่วันหนึ่งที่ปราศจากเงินก็คงจะเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่? สถานะของผู้คนขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีเงินมากเพียงใด เช่นเดียวกับความนับถือที่พวกเขาอยากได้มา หลังของคนยากจนก้มโค้งด้วยความอดสู ในขณะที่คนมั่งคั่งชื่นชมกับสถานที่สูงส่งของพวกเขา พวกเขาเชิดและเย่อหยิ่ง พูดเสียงดังและดำรงชีวิตอย่างโอหัง คติพจน์และกระแสนิยมนี้นำพาสิ่งใดมาสู่ผู้คนหรือ? จริงหรือไม่ที่ผู้คนมากมายทำการพลีอุทิศทุกอย่างในการไล่ตามเสาะหาเงินตรา? ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรีและความสัตย์สุจริตของพวกเขาไปในการไล่ตามเสาะหาเงินตราที่มากขึ้นหรอกหรือ? ที่มากกว่านั้นคือ ผู้คนมากมายไม่ได้สูญเสียโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาและติดตามพระเจ้าไปเพื่อประโยชน์ของเงินหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ความสูญเสียสำหรับผู้คนหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) ซาตานไม่ส่อแววร้ายหรอกหรือที่ใช้วิธีการนี้และคติพจน์นี้เพื่อทำให้มนุษย์เสื่อมทรามถึงระดับเช่นนั้น? นี่ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมที่คิดร้ายหรอกหรือ? ขณะที่เจ้าดำเนินก้าวหน้าจากการคัดค้านคติพจน์ยอดนิยมนี้ไปสู่การยอมรับในที่สุดว่ามันเป็นความจริง หัวใจของเจ้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของซาตานโดยบริบูรณ์ และดังนั้นเจ้าก็ได้มาดำรงชีวิตอยู่ด้วยคติพจน์นี้โดยไม่ตั้งใจ คติพจน์นี้ส่งผลต่อเจ้าถึงระดับใดหรือ? เจ้าอาจจะรู้จักหนทางที่แท้จริง และเจ้าอาจจะรู้จักความจริง แต่เจ้าไร้พลังที่จะไล่ตามเสาะหาการนั้น เจ้าอาจจะรู้อย่างชัดเจนว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แต่เจ้าไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา หรือที่จะทนทุกข์เพื่อให้ได้รับความจริงนั้นมา ในทางกลับกัน เจ้าคงจะพลีอุทิศอนาคตและชะตาลิขิตของเจ้าเองเพื่อต้านทานพระเจ้าจนถึงที่สุดมากกว่า ไม่สำคัญว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเข้าใจหรือไม่ว่าความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเจ้านั้นลึกซึ้งเพียงใดหรือยิ่งใหญ่เพียงใด เจ้าคงจะยืนกรานอย่างดื้อด้านในการที่จะมีหนทางของเจ้าเองและจ่ายราคาให้แก่คติพจน์นี้ กล่าวคือ คติพจน์นี้ได้ควบคุมพฤติกรรมของเจ้าและความคิดของเจ้าเอาไว้แล้ว และเจ้าก็คงจะให้มันควบคุมชะตากรรมของเจ้ามากกว่าที่จะล้มเลิกมันทั้งหมด ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนกระทำการในหนทางนี้ ที่ว่าพวกเขาถูกคติพจน์นี้ควบคุมและถูกมันบงการ แสดงตัวอย่างว่าการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานมีประสิทธิภาพมิใช่หรือ? นี่เป็นปรัชญาและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานที่หยั่งรากในหัวใจของเจ้ามิใช่หรือ? หากเจ้าทำการนี้ ซาตานไม่ได้สัมฤทธิ์เป้าหมายของมันแล้วหรือ? (ใช่แล้ว) เจ้าเห็นหรือไม่ว่าซาตานได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในหนทางนี้อย่างไร? เจ้าสามารถรู้สึกถึงมันได้หรือไม่? (ไม่) เจ้าทั้งไม่เห็นมันและไม่รู้สึกถึงมัน เจ้ามองเห็นความชั่วของซาตานตรงนี้หรือไม่? ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามในทุกที่และทุกเวลา ซาตานทำให้เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะป้องกันตัวจากความเสื่อมทรามนี้ และทำให้มนุษย์อับจนหนทางที่จะต่อต้านมัน ซาตานทำให้เจ้ายอมรับความคิดของมัน ทัศนคติของมัน และสิ่งชั่วทั้งหลายที่มาจากมันในสถานการณ์ที่เจ้าไม่รู้ตัวและเมื่อเจ้าไม่มีการระลึกรู้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดกับเจ้า ผู้คนยอมรับสิ่งเหล่านี้และไม่มีการยกเว้นใดๆ ต่อสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาทะนุถนอมและยึดมั่นกับสิ่งเหล่านี้เหมือนทรัพย์สมบัติล้ำค่า พวกเขาปล่อยให้สิ่งเหล่านี้บงการพวกเขาและทำกับพวกเขาเหมือนเป็นของเล่น นี่คือวิธีที่การทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของซาตานนั้นยิ่งดิ่งลึกมากขึ้นตลอดเวลา
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ