พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5

ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (2) ตอนที่หนึ่ง

วันนี้ พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย พวกเรามาขับร้องเพลงสรรเสริญกันเถิด จงหาสักเพลงที่พวกเจ้าชอบและที่พวกเจ้าขับร้องเป็นประจำ (พวกเราอยากจะขับร้องเพลงสรรเสริญที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ “ความรักบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน”)

1. “ความรัก” อ้างอิงถึงอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งซึ่งบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ที่เจ้าใช้หัวใจของเจ้าเพื่อรัก เพื่อรู้สึก และเพื่อไตร่ตรอง ในความรักไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีระยะห่าง ในความรักไม่มีความสงสัย ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีความเจ้าเล่ห์ ในความรักไม่มีการค้าขาย และไม่มีสิ่งใดไม่บริสุทธิ์ หากเจ้ารัก เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่หลอกลวง พร่ำบ่น ทรยศ ก่อกบฏ เรียกร้องหรือแสวงหาที่จะได้รับบางสิ่งหรือได้รับในบางปริมาณที่เจาะจง

2. “ความรัก” อ้างอิงถึงอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งซึ่งบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน ที่เจ้าใช้หัวใจของเจ้าเพื่อรัก เพื่อรู้สึก และเพื่อไตร่ตรอง ในความรักไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีระยะห่าง ในความรักไม่มีความสงสัย ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีความเจ้าเล่ห์ ในความรักไม่มีการค้าขาย และไม่มีสิ่งใดไม่บริสุทธิ์ หากเจ้ารัก เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทุ่มเทอุทิศตัวของเจ้าอย่างยินดี จะทนทุกข์กับความยากลำบากอย่างยินดี เจ้าจะไปกันได้กับเรา เจ้าจะละทิ้งทุกอย่างที่เจ้ามีเพื่อเรา เจ้าจะยอมละทิ้งครอบครัวของเจ้า อนาคตของเจ้า วัยเยาว์ของเจ้า และการสมรสของเจ้า หาไม่แล้ว ความรักของเจ้าจะไม่ใช่ความรักเลย แต่เป็นการหลอกลวงและการทรยศ!

เพลงสรรเสริญนี้เป็นตัวเลือกที่ดี พวกเจ้าทุกคนชื่นชมในการขับร้องบทเพลงนี้หรือไม่? (ใช่แล้ว) พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรหลังจากร้องเพลงนี้? พวกเจ้าสามารถรู้สึกถึงความรักแบบนี้ภายในตัวพวกเจ้าเองหรือไม่? (ยังเลย) คำใดในบทเพลงนี้ที่ขับเคลื่อนเจ้าอย่างลึกซึ้งที่สุด? (ในความรักไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีระยะห่าง ในความรักไม่มีความสงสัย ไม่มีการหลอกลวง ไม่มีการค้า และไม่มีความเจ้าเล่ห์ ในความรักไม่มีตัวเลือก และไม่มีสิ่งใดไม่บริสุทธิ์ แต่ภายในตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังคงมองเห็นความไม่บริสุทธิ์มากมายยิ่งนัก และหลายส่วนของข้าพเจ้าที่พยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่ได้บรรลุถึงความรักประเภทที่บริสุทธิ์และไร้มลทินเลยจริงๆ) หากเจ้ายังไม่ได้บรรลุถึงความรักที่บริสุทธิ์และไร้มลทิน เช่นนั้นแล้ว ความรักของเจ้าอยู่ที่ระดับใด? (ข้าพเจ้าอยู่แค่ในช่วงระยะที่ข้าพเจ้าเต็มใจจะแสวงหา ที่ซึ่งข้าพเจ้ากำลังโหยหา) ว่ากันตามวุฒิภาวะของเจ้าเอง และพูดจากประสบการณ์ของเจ้าเองแล้ว เจ้าได้บรรลุถึงระดับใดหรือ? เจ้ามีความหลอกลวงหรือไม่? เจ้ามีการร้องทุกข์หรือไม่? (มี) เจ้ามีข้อเรียกร้องภายในหัวใจของเจ้าหรือไม่? มีสิ่งทั้งหลายที่เจ้าต้องการและอยากได้จากพระเจ้าหรือไม่? (มี ข้าพเจ้ามีสิ่งแปดเปื้อนต่างๆ เหล่านี้อยู่ภายใน) สิ่งเหล่านั้นจะออกมาในรูปการณ์แวดล้อมใด? (เมื่อสถานการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสำหรับข้าพเจ้าไม่เข้ากันกับมโนคติที่หลงผิดของข้าพเจ้า หรือเมื่อความอยากได้อยากมีของข้าพเจ้าไม่ได้รับการตอบสนอง กล่าวคือ ในช่วงขณะเช่นนั้น ข้าพเจ้าเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามประเภทนี้ออกมา) พวกเจ้า พี่น้องชายหญิงที่มาจากไต้หวัน พวกเจ้าขับร้องเพลงสรรเสริญนี้บ่อยๆ ด้วยหรือไม่? พวกเจ้าสามารถบอกสักเล็กน้อยเกี่ยวกับความเข้าใจของพวกเจ้าในเรื่อง “ความรักบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน” ได้หรือไม่? เหตุใดพระเจ้าจึงทรงนิยามความรักในหนทางนี้? (ข้าพเจ้าชอบบทเพลงสรรเสริญนี้มาก เพราะข้าพเจ้าสามารถเห็นได้จากบทเพลงนี้ว่าความรักนี้เป็นความรักที่ครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงมีหนทางอีกยาวไกลทีเดียวกว่าจะทำได้ตามมาตรฐานนั้น และข้าพเจ้ายังคงอยู่ไกลจากการบรรลุถึงความรักที่แท้จริงอย่างมาก มีบางอย่างที่ข้าพเจ้าสามารถทำให้มีความก้าวหน้าและให้ความร่วมมือได้ โดยผ่านทางความแข็งแกร่งที่พระวจนะของพระองค์มอบให้แก่ข้าพเจ้าและโดยผ่านทางการอธิษฐาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับการทดสอบหรือการเผยเฉพาะบางอย่าง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่มีอนาคตหรือชะตาลิขิต ว่าข้าพเจ้าไม่มีบั้นปลาย ในชั่วขณะเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนแอมาก และประเด็นปัญหานี้รบกวนข้าพเจ้าอยู่บ่อยครั้ง) ท้ายที่สุดแล้วเจ้ากำลังอ้างอิงถึงสิ่งใดเมื่อเจ้ากล่าวว่า “อนาคตและชะตาลิขิต”? มีบางสิ่งบางอย่างซึ่งเฉพาะเจาะจงที่เจ้ากำลังอ้างอิงถึงหรือไม่? มันเป็นภาพหรือบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าได้จินตนาการขึ้นมา หรือว่า อนาคตและชะตาลิขิตของเจ้าเป็นสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างแท้จริง? มันเป็นวัตถุที่เป็นจริงหรือไม่? เราต้องการให้พวกเจ้าแต่ละคนคิดเกี่ยวกับมัน กล่าวคือ ความกังวลที่พวกเจ้ามีสำหรับอนาคตและชะตาลิขิตของพวกเจ้านั้นอ้างอิงถึงสิ่งใด? (มันคือการมีความสามารถที่จะได้รับการช่วยให้รอดเพื่อที่ข้าพเจ้าจะสามารถอยู่รอดได้) พวกเจ้า พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ เจ้าก็จงพูดคุยด้วยสักเล็กน้อยเถิดเกี่ยวกับความเข้าใจของเจ้าในเรื่อง “ความรักบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน” (เมื่อบุคคลหนึ่งมีสิ่งนั้น ก็ไม่มีราคีใดที่มาจากแต่ละตัวบุคคลของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่ถูกควบคุมด้วยอนาคตและชะตาลิขิตของพวกเขา ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็สามารถที่จะเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าและการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ได้อย่างครบถ้วน และติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุด มีเพียงความรักต่อพระเจ้าประเภทนี้เท่านั้นที่เป็นความรักบริสุทธิ์และไร้มลทิน ในการวัดตัวข้าพเจ้าเองกับสิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้ค้นพบว่า ถึงแม้จะปรากฏชัดว่าข้าพเจ้าได้สละตัวเองหรือทิ้งสิ่งทั้งหลายเฉพาะบางอย่างในช่วงไม่กี่ปีหลังของการที่เชื่อในพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงไม่สามารถมอบหัวใจของข้าพเจ้าให้พระองค์ได้อย่างแท้จริง เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโปงข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ และข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในสภาวะด้านลบ ข้าพเจ้ามองเห็นตัวเองกำลังปฏิบัติหน้าที่ของข้าพเจ้าอยู่ แต่ในเวลาเดียวกันนั้นข้าพเจ้าก็กำลังพยายามที่จะทำข้อตกลงกับพระเจ้า ข้าพเจ้าไร้ความสามารถที่จะรักพระเจ้าจนหมดทั้งหัวใจของข้าพเจ้าได้ และบั้นปลายของข้าพเจ้า อนาคตของข้าพเจ้า และชะตาลิขิตของข้าพเจ้านั้น อยู่ในความนึกคิดจิตใจของข้าพเจ้าตลอดเวลา)

ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้รับการจับความเข้าใจเกี่ยวกับเพลงสรรเสริญนี้บ้างแล้ว และได้ทำการความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างเพลงสรรเสริญนี้กับประสบการณ์จริงของพวกเจ้าแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้ามีระดับแตกต่างกันในการยอมรับแต่ละวลีในเพลงสรรเสริญ “ความรักบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน” นี้ ผู้คนบางคนคิดว่ามันเกี่ยวกับความเต็มใจ ผู้คนบางคนกำลังพยายามที่จะทิ้งอนาคตของเขา ผู้คนบางคนกำลังพยายามที่จะปล่อยครอบครัวของพวกเขาไป และผู้คนบางคนไม่ได้กำลังพยายามที่จะรับสิ่งอันใด คนอื่นๆ ยังคงกำลังพึงประสงค์ให้ตัวเองไม่มีการหลอกลวง ไม่มีการร้องทุกข์ และที่จะไม่กบฏต่อพระเจ้า เหตุใดหรือพระเจ้าจึงทรงต้องประสงค์ที่จะแนะนำความรักประเภทนี้และทรงพึงประสงค์ที่จะให้ผู้คนรักพระองค์ในหนทางนี้? นี่คือความรักชนิดที่ผู้คนสามารถบรรลุได้หรือไม่? กล่าวคือ ผู้คนสามารถที่จะรักในหนทางนี้ได้หรือไม่? ผู้คนอาจมองเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถ เพราะพวกเขาไม่มีคำบอกใบ้อันใดเกี่ยวกับความรักชนิดนี้ เมื่อผู้คนไม่มีสิ่งนั้น และเมื่อโดยรากฐานแล้วพวกเขาไม่รู้เรื่องความรัก พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้ และพระวจนะเหล่านี้ก็ย่อมไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับพวกเขา ในเมื่อผู้คนดำรงชีวิตอยู่ในพิภพนี้และอยู่ในอุปนิสัยที่เสื่อมทราม หากผู้คนมีความรักชนิดนี้ หรือหากบุคคลหนึ่งสามารถครองความรักชนิดนี้ ความรักที่ไม่มีการร้องขอและไม่มีการเรียกร้อง ความรักที่ทำให้พวกเขาเต็มใจที่จะอุทิศตัวเองและสู้ทนกับความทุกข์และละวางทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเป็นเจ้าของ เช่นนั้นแล้ว ผู้คนอื่นจะคิดเกี่ยวกับใครบางคนซึ่งครองความรักชนิดนี้อย่างไร? บุคคลเช่นนั้นจะไม่มีความเพียบพร้อมหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) บุคคลซึ่งมีความเพียบพร้อมเช่นนั้นมีอยู่จริงในพิภพนี้หรือไม่? ไม่ บุคคลเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง ใช่หรือไม่? บุคคลชนิดนี้ไม่มีอยู่จริงในพิภพนี้เลย เว้นแต่ว่า พวกเขาจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในสุญญากาศ นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? เพราะฉะนั้น ผู้คนบางคนใช้ความพยายามอันใหญ่หลวงเพื่อวัดตัวพวกเขาเองกับคำพูดเหล่านี้โดยผ่านทางประสบการณ์ทั้งหลายของพวกเขา พวกเขาจัดการกับตัวเอง ยับยั้งตัวเอง และพวกเขาถึงขั้นละทิ้งตัวเองอยู่เนืองนิตย์ กล่าวคือ พวกเขาสู้ทนกับความทุกข์และทำให้ตัวเองละวางมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา พวกเขาละวางความเป็นกบฏของพวกเขา และความอยากได้อยากมีและความต้องการของพวกเขาเอง แต่ในท้ายที่สุดพวกเขายังคงไม่สามารถดีได้เพียงพอ เหตุใดจึงเกิดการนั้นขึ้น? พระเจ้าตรัสสิ่งเหล่านี้เพื่อจัดเตรียมมาตรฐานหนึ่งให้ผู้คนได้ติดตาม เพื่อที่ผู้คนจะได้รู้จักมาตรฐานที่พระเจ้าทรงเรียกร้องต่อพวกเขา แต่พระเจ้าเคยตรัสว่ามนุษย์ต้องสัมฤทธิ์การนี้ในทันทีหรือไม่? พระเจ้าเคยตรัสว่าผู้คนต้องสัมฤทธิ์การนี้เป็นเวลานานเพียงใดหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าเคยตรัสว่าผู้คนต้องรักพระองค์ในหนทางนี้หรือไม่? ข้อมูลอักษรบทตอนนี้กล่าวการนั้นหรือไม่? ไม่ มันไม่ได้กล่าวเช่นนั้น พระเจ้าแค่กำลังทรงบอกผู้คนเกี่ยวกับความรักที่พระองค์ทรงอ้างอิงถึง ส่วนการที่ผู้คนสามารถรักพระเจ้าในหนทางนี้และปฏิบัติกับพระเจ้าในหนทางนี้ได้หรือไม่นั้น ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อพวกมนุษย์คือสิ่งใดเล่า? ไม่จำเป็นเลยที่ต้องไปถึงข้อพึงประสงค์เหล่านั้นในทันที เพราะนั่นคงจะอยู่เหนือความสามารถของผู้คน พวกเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าผู้คนจำเป็นต้องพบกับสภาพเงื่อนไขจำพวกใดเพื่อที่จะรักในหนทางนี้? หากผู้คนอ่านพระวจนะเหล่านี้เป็นนิจศีล พวกเขาจะค่อยๆ มีความรักนี้หรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว สภาพเงื่อนไขเหล่านี้คือสิ่งใด? ก่อนอื่น ผู้คนสามารถเป็นอิสระจากความสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าได้อย่างไร? (มีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้) การเป็นอิสระจากความหลอกลวงเป็นอย่างไร? (พวกเขาต้องเป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน) การเป็นใครบางคนที่ไม่ทำข้อตกลงกับพระเจ้าเป็นอย่างไร? นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน การเป็นอิสระจากความฉลาดแกมโกงเป็นอย่างไร? การกล่าวว่าไม่มีตัวเลือกในความรักหมายความว่าอย่างไร? สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้กลับมาสู่การเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์หรือไม่? มีรายละเอียดมากมายในที่นี้ การที่พระเจ้าทรงสามารถตรัสถึงและให้นิยามความรักชนิดนี้ในหนทางนี้พิสูจน์ถึงสิ่งใด? พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงครองความรักชนิดนี้? (ได้) พวกเจ้าสามารถมองเห็นการนี้ที่ใด? (ในความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์) ความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์มีเงื่อนไขหรือไม่? (ไม่มี) มีสิ่งกีดขวางหรือระยะห่างระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์หรือไม่? (ไม่มี) พระเจ้าทรงมีความสงสัยเกี่ยวกับมนุษย์หรือไม่? (ไม่มี) พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตมนุษย์และทรงเข้าใจมนุษย์ พระองค์ทรงเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริง พระเจ้าทรงเต็มไปด้วยความหลอกลวงต่อมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ในเมื่อพระเจ้าตรัสถึงความรักนี้อย่างเพียบพร้อมเพียงนั้น พระทัยของพระองค์หรือเนื้อแท้ของพระองค์จะสามารถมีความเพียบพร้อมถึงเพียงนั้นได้หรือไม่? (ได้) ผู้คนเคยให้นิยามความรักในหนทางนี้หรือไม่? มนุษย์ได้ให้นิยามความรักในรูปการณ์แวดล้อมใด? มนุษย์กล่าวถึงความรักอย่างไร? มนุษย์ไม่กล่าวถึงความรักในแง่ของการให้หรือการถวายหรอกหรือ? (พูด) นิยามความรักนี้พูดง่ายเกินไป มันขาดพร่องเนื้อแท้

คำนิยามของพระเจ้าเกี่ยวกับความรักและหนทางที่พระเจ้าตรัสถึงความรักนั้นเชื่อมโยงกับแง่มุมหนึ่งแห่งเนื้อแท้ของพระองค์ แต่นั่นคือแง่มุมใด? ครั้งที่แล้วพวกเราได้สามัคคีธรรมกันเกี่ยวกับหัวเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่ง หัวเรื่องที่ผู้คนได้สนทนากันมาก่อนบ่อยครั้งแล้ว หัวเรื่องนี้ประกอบด้วยคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในครรลองของการที่เชื่อในพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นคำหนึ่งที่ทุกคนรู้สึกทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย เหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? นั่นเป็นคำที่มาจากภาษาของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม คำนิยามของคำนี้เป็นทั้งชัดแจ้งและทั้งคลุมเครือในท่ามกลางมนุษย์ คำนี้คืออะไร? (ความบริสุทธิ์) ความบริสุทธิ์ นั่นคือ หัวข้อของพวกเราที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันไปเมื่อครั้งที่แล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับส่วนหนึ่งของหัวข้อนี้ ทุกคนได้รับความเข้าใจใหม่บางอย่างเกี่ยวกับเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้าโดยผ่านทางการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วของพวกเราหรือไม่? แง่มุมใดหรือจากความเข้าใจนี้ ที่พวกเจ้าพิจารณาว่าเป็นสิ่งใหม่ทั้งสิ้น? กล่าวคือ อะไรคือสิ่งที่อยู่ภายในความเข้าใจนี้หรือภายในคำพูดเหล่านี้ ที่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่า ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นแตกต่างหรือแปรปรวนไปจากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตามที่เราได้พูดเกี่ยวกับการนั้นในช่วงระหว่างการสามัคคีธรรม? เจ้ามีความประทับใจอันใดเกี่ยวกับการนี้บ้างหรือไม่? (พระเจ้าตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงรู้สึกในพระทัยของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ไม่ปนเปื้อน นี่คือการสำแดงถึงแง่มุมหนึ่งของความบริสุทธิ์) (ยังมีความบริสุทธิ์อยู่ด้วยเมื่อพระเจ้าทรงพิโรธต่อมนุษย์ พระพิโรธของพระองค์ปราศจากมลทิน) (สำหรับความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามีทั้งพระพิโรธของพระเจ้าและความปรานีของพระองค์ภายในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ การนี้ได้ทิ้งความประทับใจอันแรงกล้าอย่างยิ่งต่อข้าพเจ้า ในการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้วของพวกเรานั้น ได้มีการกล่าวเปรยด้วยว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์—ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการนี้ในอดีต หลังจากได้ยินสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสามัคคีธรรมแล้วเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจว่า พระพิโรธของพระเจ้าแตกต่างจากโมหะแบบมนุษย์ พระพิโรธของพระเจ้าเป็นสิ่งเชิงบวก และสิ่งนั้นมีหลักการ ซึ่งถูกส่งออกมาเนื่องจากเนื้อแท้โดยกำเนิดของพระเจ้า พระเจ้าทรงมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเชิงลบ และดังนั้นพระองค์จึงทรงปลดปล่อยพระพิโรธของพระองค์ออกมา นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้ครองโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใด) หัวข้อของพวกเราวันนี้คือความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ผู้คนทั้งหมดได้ยินและได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ผู้คนมากมายพูดคุยเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าในเวลาเดียวกัน พวกเขากล่าวว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ คำว่า “บริสุทธิ์” ไม่ใช่คำที่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนใดอย่างแน่นอน─มันเป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่ในแง่ของความหมายภายในคำนั้น ผู้คนสามารถมองเห็นการแสดงออกใดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าหรือ? พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสิ่งใดที่ผู้คนสามารถระลึกรู้ได้หรือ? เราเกรงว่านี่จะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดรู้เลย พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรม แต่เช่นนั้นแล้วหากเจ้านึกถึงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าแล้วกล่าวว่าสิ่งนั้นบริสุทธิ์ นั่นดูเหมือนจะค่อนข้างคลุมเครือ ค่อนข้างบิดเบือนปะปน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เจ้าพูดว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรม หรือเจ้าพูดว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์นั้นบริสุทธิ์ ดังนั้นในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าบรรยายลักษณะเฉพาะของความบริสุทธิ์ของพระเจ้าอย่างไร พวกเจ้าเข้าใจสิ่งนั้นว่าอย่างไร? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งใดหรือที่ผู้คนจะระลึกได้ว่าบริสุทธิ์เกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผย หรือสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น? พวกเจ้าเคยคิดถึงการนี้มาก่อนหรือไม่? สิ่งที่เราได้เห็นก็คือว่า บ่อยครั้งที่ผู้คนโพล่งออกมาด้วยคำที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือมีวลีที่ได้ถูกพูดไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าพวกเขาก็ไม่แม้แต่จะรู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไร นั่นล่ะคือวิธีที่ทุกคนพูดถึงการนั้น และพวกเขาพูดในวิธีนั้นจนติดเป็นนิสัย นั่นจึงกลายเป็นคำศัพท์เฉพาะชุดหนึ่งสำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาได้เจาะลึกและศึกษารายละเอียดจริงๆ แล้ว พวกเขาก็คงจะพบว่าพวกเขาไม่รู้ว่าความหมายจริงคืออะไรหรือการนั้นอ้างอิงถึงสิ่งใด เช่นเดียวกับคำว่า “บริสุทธิ์” ไม่มีผู้ใดเลยที่รู้อย่างแน่ชัดว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าแง่มุมใดที่ถูกอ้างอิงถึงเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระองค์ที่พวกเขาพูดถึงกัน และไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะปรับคำว่า “บริสุทธิ์” ให้เข้ากันกับพระเจ้าอย่างไร ผู้คนสับสนในหัวใจของพวกเขา และการระลึกได้ของพวกเขาที่มีต่อความบริสุทธิ์ของพระเจ้าก็คลุมเครือและไม่ชัดเจน ส่วนเรื่องพระเจ้าทรงบริสุทธิ์อย่างไรนั้น ก็ไม่มีผู้ใดเข้าใจชัดเจนเสียทีเดียว วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหัวข้อนี้เพื่อที่จะปรับคำว่า “บริสุทธิ์” ให้เข้ากันกับพระเจ้า เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นเนื้อหาที่แท้จริงในเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ นี่จะกีดกันผู้คนบางคนไม่ให้ใช้คำนี้อย่างติดเป็นนิสัยและอย่างไม่ระมัดระวัง และไม่ให้พูดสิ่งทั้งหลายอย่างไร้แบบแผนเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นหมายถึงอะไรหรือสิ่งเหล่านั้นถูกต้องและแม่นยำหรือไม่ ผู้คนมักพูดเช่นนี้อยู่เสมอว่า เจ้ามี เขามี และด้วยเหตุนี้มันจึงได้กลายเป็นวาทะติดปาก การนี้ทำให้คำศัพท์เฉพาะดังกล่าวหมองมัวโดยไม่ตั้งใจ

โดยผิวเผินแล้วนั้น คำว่า “บริสุทธิ์” ดูเหมือนง่ายมากที่จะเข้าใจมิใช่หรือ? อย่างน้อยที่สุดจริงๆ ผู้คนก็เชื่อว่าคำว่า “บริสุทธิ์” หมายถึง สะอาด ไม่มีรอยเปื้อน ศักดิ์สิทธิ์ และไร้มลทิน ยังมีบรรดาผู้ที่เอาคำว่า “ความบริสุทธิ์” กับคำว่า “ความรัก” มาเกี่ยวข้องกันในเพลงสรรเสริญ “ความรักบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน” ซึ่งเราเพิ่งขับร้องกันไปเมื่อครู่ การนี้ถูกต้อง นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำนี้ ความรักของพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อแท้ของพระองค์ แต่นั่นไม่ใช่ความครบถ้วนบริบูรณ์ของเนื้อแท้ของพระองค์ อย่างไรก็ตาม ในมโนคติที่หลงผิดของผู้คน พวกเขามองเห็นคำนี้และมีแนวโน้มที่จะเอาคำนี้ไปเชื่อมสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาเองมีทรรศนะว่าบริสุทธิ์และสะอาด หรือกับสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาคิดโดยส่วนตัวว่าไม่มีรอยเปื้อนหรือไร้มลทิน ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนได้กล่าวว่าดอกบัวนั้นสะอาด และว่ามันเบ่งบานแบบไร้มลทินจากโคลนตมสกปรก ดังนั้นผู้คนจึงได้เริ่มประยุกต์ใช้คำว่า “บริสุทธิ์” กับดอกบัว ผู้คนบางคนมองเห็นเรื่องราวความรักที่แต่งขึ้นว่าบริสุทธิ์ หรือพวกเขาอาจมีทรรศนะว่าตัวละครอันน่าทึ่งประทับใจที่เสกสรรขึ้นบางตัวนั้นบริสุทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนพิจารณาว่าผู้คนจากพระคัมภีร์ หรือคนอื่นๆ ที่ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือฝ่ายจิตวิญญาณทั้งหลาย เช่น เหล่าวิสุทธิชน อัครทูตทั้งหลาย หรือคนอื่นๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยติดตามพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์─ว่าได้ผ่านประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่ผู้คนคิดฝันไปเอง สิ่งเหล่านี้คือมโนคติที่หลงผิดที่มนุษย์ยึดถือ เหตุใดผู้คนจึงยึดถือมโนคติที่หลงผิดเช่นนี้เล่า? เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก กล่าวคือ นั่นเป็นเพราะผู้คนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและอาศัยอยู่ในโลกแห่งความชั่วและความโสโครก ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสัมผัส ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้รับประสบการณ์คือความชั่วและความเสื่อมทรามของซาตาน ตลอดจนการวางกลอุบาย การต่อสู้ประชิดตัว และสงครามที่เกิดขึ้นท่ามกลางผู้คนภายใต้อิทธิพลของซาตาน เพราะฉะนั้น แม้เมื่อพระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ในผู้คน และแม้เมื่อพระองค์ตรัสกับพวกเขาและทรงเปิดเผยพระอุปนิสัยและเนื้อแท้ของพระองค์ พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นหรือรู้จักความบริสุทธิ์และเนื้อแท้ของพระเจ้าได้ บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ แต่พวกเขาขาดพร่องความเข้าใจที่แท้จริง พวกเขาเพียงแค่กำลังกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่า เพราะผู้คนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความโสโครกและความเสื่อมทราม และอยู่ในแดนครอบครองของซาตาน และพวกเขาไม่เห็นความสว่าง ไม่รู้จักสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องเชิงบวกเลย และยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้จักความจริง ไม่มีผู้ใดรู้อย่างแท้จริงเลยว่า “บริสุทธิ์” หมายถึงอะไร ดังนั้น มีสิ่งที่บริสุทธิ์หรือผู้คนที่บริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางมนุษยชาติที่เสื่อมทรามนี้บ้างหรือไม่? พวกเราสามารถกล่าวด้วยความมั่นใจได้ว่า ไม่ ไม่มี เพราะมีเพียงเนื้อแท้ของพระเจ้าเท่านั้นที่บริสุทธิ์

ครั้งที่แล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมกันเกี่ยวกับแง่มุมหนึ่งที่ว่า เนื้อแท้ของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์อย่างไร การนี้ได้จัดเตรียมแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่ผู้คนในการได้รับความรู้เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า แต่นั่นไม่เพียงพอ นั่นไม่สามารถพอที่จะทำให้ผู้คนรู้จักความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งนั่นยังไม่สามารถพอที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งไปกว่านั้น นั่นไม่สามารถพอที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของความบริสุทธิ์ที่จำแลงร่างขึ้นอย่างครบถ้วนในพระเจ้าได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่พวกเราต้องสานต่อการสามัคคีธรรมของพวกเราในเรื่องนี้ต่อไป ครั้งที่แล้ว การสามัคคีธรรมของพวกเราได้กล่าวถึงสามหัวข้อ ดังนั้น บัดนี้พวกเราควรสนทนาหัวข้อที่สี่กัน พวกเราจะเริ่มต้นด้วยการอ่านจากคัมภีร์ทั้งหลาย

การทดลองของซาตาน

มัทธิว 4:1-4 ครั้งนั้น พระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อมารจะได้มาทดลอง และพระองค์ทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน ภายหลังพระองค์ก็ทรงหิว ส่วนผู้ทดลองมาหาพระองค์ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” พระองค์ตรัสตอบว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ‘มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’”

เหล่านี้คือคำพูดที่มารใช้เพื่อพยายามทดลององค์พระเยซูเจ้าเป็นครั้งแรก เนื้อหาของสิ่งที่มารได้กล่าวไว้คืออะไร? (“ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง”) คำพูดที่มารได้พูดไปเหล่านี้ช่างเรียบง่ายทีเดียว ว่าแต่มีปัญหาเกี่ยวกับแก่นแท้ของคำพูดเหล่านี้หรือไม่? มารกล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” แต่ในหัวใจของมันนั้น มันรู้หรือมันไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า? มันรู้หรือมันไม่รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ (มันรู้) เช่นนั้นแล้วเหตุใดมันจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านเป็น”? (มันกำลังพยายามที่จะทดลองพระเจ้า) แต่จุดประสงค์ของมันในการทำเช่นนั้นคืออะไรหรือ? มันได้กล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” ในหัวใจของมันนั้น มันรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มันรู้อยู่แก่ใจของมัน แต่ทั้งที่รู้การนี้ มันได้นบนอบต่อพระองค์และนมัสการพระองค์หรือไม่? (ไม่) มันต้องการทำสิ่งใด? มันต้องการที่จะใช้วิธีการนี้และคำพูดเหล่านี้เพื่อทำให้องค์พระเยซูเจ้ากริ้ว และจากนั้นจึงหลอกพระองค์ให้กระทำการอยู่ในแนวเดียวกับเจตนาของมัน นี่ไม่ใช่ความหมายเบื้องหลังคำพูดของมารหรอกหรือ? ในหัวใจของซาตาน มันรู้อย่างชัดเจนว่านี่คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า แต่อย่างไรก็ดีมันได้กล่าวคำพูดเหล่านี้ไป นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของซาตานหรอกหรือ? ธรรมชาติของซาตานคือสิ่งใด? (กลับกลอก ชั่ว และไม่มีความเคารพต่อพระเจ้า) ผลสืบเนื่องใดที่จะส่งผลจากการไม่มีความเคารพต่อพระเจ้า? นั่นไม่ใช่การที่มันต้องการโจมตีพระเจ้าหรอกหรือ? มันได้ต้องการใช้วิธีการนี้โจมตีพระเจ้า และดังนั้นมันจึงได้กล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” นี่ไม่ใช่เจตนาชั่วของซาตานหรอกหรือ? จริงๆ แล้วมันกำลังพยายามที่จะทำสิ่งใด? จุดประสงค์ของมันชัดแจ้งมาก กล่าวคือ มันกำลังพยายามที่จะใช้วิธีการนี้เพื่อปฏิเสธพระสถานภาพและพระอัตลักษณ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า สิ่งที่ซาตานหมายถึงในคำพูดเหล่านั้นก็คือ “หากท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงแปรสภาพก้อนหินเหล่านี้ให้เป็นขนมปัง หากท่านไม่สามารถทำการนี้ได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็ไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า ดังนั้น ท่านก็ไม่ควรดำเนินงานของท่านอีกต่อไป” การนี้ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? มันต้องการที่จะใช้วิธีการนี้เพื่อโจมตีพระเจ้า มันต้องการที่จะรื้อถอนและทำลายพระราชกิจของพระเจ้า นี่คือความมุ่งร้ายของซาตาน การปองร้ายของมันเป็นการแสดงออกตามธรรมชาติถึงธรรมชาติของมัน ถึงแม้ว่ามันจะรู้ว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นการทรงจุติเป็นมนุษย์จริงๆ ของพระเจ้าพระองค์เอง แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะทำสิ่งประเภทนี้ โดยติดตามเบื้องหลังพระปฤษฎางค์ของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด โจมตีพระองค์อย่างยืนกรานไม่ลดละและพยายามอย่างหนักที่จะก่อวินาศกรรมและทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงัก

บัดนี้ พวกเรามาวิเคราะห์วลีนี้ที่ซาตานได้พูดกันเถิด นั่นคือ “จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปัง” การแปรสภาพก้อนหินให้เป็นขนมปัง─นี่หมายถึงสิ่งใดหรือไม่? หากมีอาหาร เหตุใดจึงไม่กินอาหาร? เหตุใดจึงจำเป็นต้องแปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหาร? สามารถกล่าวได้หรือว่า ตรงนี้ไม่มีความหมายอะไรอยู่เลย? ถึงแม้ว่าพระองค์กำลังทรงอดพระกระยาหารอยู่ ณ เวลานั้น แน่หรือว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงมีพระกระยาหารเพื่อเสวย? (พระองค์ทรงมี) ดังนั้น ตรงนี้ พวกเราสามารถมองเห็นความวิปริตในคำพูดของซาตานได้ สำหรับการหักหลังและการคิดร้ายทั้งหมดของซาตานนั้น พวกเรายังคงสามารถมองเห็นความวิปริตและความไร้สาระของมัน ซาตานทำสิ่งทั้งหลายมากมายที่ทำให้พวกเจ้าสามารถมองเห็นธรรมชาติที่คิดร้ายของมัน เจ้าสามารถมองเห็นว่ามันทำสิ่งทั้งหลายที่ก่อวินาศกรรมต่อพระราชกิจของพระเจ้า และเมื่อเห็นการนี้ เจ้ารู้สึกว่ามันน่าเกลียดชังและน่าโกรธเกรี้ยว แต่ในทางตรงกันข้าม เจ้าไม่เห็นธรรมชาติที่เป็นเด็กไม่รู้จักโตและน่าขันเบื้องหลังคำพูดและการกระทำของมันหรอกหรือ? นี่เป็นการเปิดเผยหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของซาตาน ในเมื่อมันมีธรรมชาติประเภทนี้ มันก็จะทำสิ่งประเภทนี้ สำหรับผู้คนในวันนี้ คำพูดเหล่านี้ของซาตานวิปริตและน่าหัวเราะ แต่ซาตานก็มีความสามารถในการเปล่งคำพูดเช่นนั้นจริงๆ พวกเราพูดได้หรือไม่ว่ามันไม่รู้เท่าทันและไร้สาระ? ความชั่วของซาตานมีอยู่ทุกหนทุกแห่งและมันกำลังถูกเปิดเผยอยู่เนืองนิตย์ และองค์พระเยซูเจ้าตรัสตอบมันอย่างไรหรือ? (“มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า”) พระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจอันใดบ้างหรือไม่? (พระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจ) เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพระวจนะเหล่านี้มีพลังอำนาจ? นั่นก็เพราะว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง บัดนี้ มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยขนมปังเพียงอย่างเดียวหรือไม่? องค์พระเยซูเจ้าทรงอดพระกระยาหารเป็นเวลาสี่สิบวันและสี่สิบคืน พระองค์ไม่ได้ทรงอดอยากจนสิ้นพระชนม์หรอกหรือ? (ไม่) พระองค์ไม่ได้อดอยากจนสิ้นพระชนม์ ดังนั้นซาตานจึงได้เข้าหาพระองค์ กระตุ้นเตือนพระองค์ให้แปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหารโดยพูดสิ่งทั้งหลายเช่น “หากท่านแปรสภาพก้อนหินให้เป็นอาหารได้ เช่นนั้นแล้วท่านก็จะมีของให้กินไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นแล้วท่านก็จะไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องหิวอีกต่อไปไม่ใช่หรือ?” แต่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้” ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในร่างทางกายภาพ แต่ก็ไม่ใช่อาหารที่ช่วยให้ร่างทางกายภาพของเขามีชีวิตอยู่หรือหายใจได้ แต่เป็นพระวจนะทุกคำที่ดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าต่างหาก ในด้านหนึ่ง พระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง พระวจนะเหล่านี้ให้ความเชื่อแก่ผู้คน ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาสามารถพึ่งพาอาศัยพระเจ้าได้ และว่าพระองค์ทรงเป็นความจริง ในอีกด้านหนึ่ง มีแง่มุมที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงต่อพระวจนะเหล่านี้หรือไม่? องค์พระเยซูเจ้ายังคงประทับยืนอยู่ ยังคงดำรงพระชนม์อยู่หลังการอดพระกระยาหารสี่สิบวันและสี่สิบคืนมิใช่หรือ? นี่มิใช่ตัวอย่างจริงหรอกหรือ? พระองค์มิได้เสวยพระกระยาหารมาเป็นเวลาสี่สิบวันและสี่สิบคืน แต่กระนั้นพระองค์ยังคงดำรงพระชนม์อยู่ นี่คือหลักฐานอันทรงพลังซึ่งยืนยันถึงความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ พระวจนะเหล่านั้นเรียบง่าย แต่สำหรับองค์พระเยซูเจ้าแล้วนั้น พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านั้นเฉพาะเมื่อซาตานทดลองพระองค์เท่านั้น หรือพระวจนะเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงเป็นความจริง และพระเจ้าทรงเป็นชีวิต แต่ความจริงและชีวิตของพระเจ้านั้นเป็นการเพิ่มเติมในภายหลังหรือไม่? สิ่งเหล่านั้นเกิดจากประสบการณ์ในเวลาต่อมาหรือไม่? ไม่—สิ่งเหล่านั้นมีมาแต่เดิมในพระเจ้า กล่าวคือ ความจริงและชีวิตคือเนื้อแท้ของพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับพระองค์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงเปิดเผยล้วนเป็นความจริง ความจริงนี้ พระวจนะเหล่านี้─ไม่ว่าเนื้อหาของพระดำรัสจะยาวหรือสั้น─ก็สามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตและให้ชีวิตแก่มนุษย์ได้ พระวจนะเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนมีความสามารถที่จะได้รับความจริงและความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับเส้นทางแห่งชีวิตมนุษย์ และทำให้พวกเขามีความสามารถที่จะมีความเชื่อในพระเจ้าได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่มาของการที่พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์จากพระวจนะเหล่านี้เป็นไปในเชิงบวก ดังนั้น พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เป็นเชิงบวกนี้บริสุทธิ์? (ได้) คำพูดเหล่านั้นของซาตานมาจากธรรมชาติของซาตาน ซาตานเปิดเผยธรรมชาติชั่วและคิดร้ายของมันทุกหนแห่งอยู่เนืองนิตย์ บัดนี้ ซาตานทำการเปิดเผยเหล่านี้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่? มีใครชี้นำให้มันทำการนี้หรือไม่? มีใครช่วยมันหรือไม่? มีใครบังคับขู่เข็ญมันหรือไม่? (ไม่มี) มันทำการเปิดเผยทั้งหมดเหล่านี้ด้วยความพร้อมใจของมันเอง นี่คือธรรมชาติชั่วของซาตาน สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ และพระองค์ทรงทำมันอย่างไรก็ตาม ซาตานตามติดทุกย่างพระบาทของพระองค์ สาระสำคัญและธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้ที่ซาตานพูดและทำนั้นเป็นธาตุแท้ของซาตาน—ธาตุแท้ที่ชั่วและคิดร้าย บัดนี้ เมื่อพวกเราอ่านต่อไป ซาตานได้พูดอะไรอื่นอีกหรือไม่? พวกเราจงมาอ่านกันเถิด

มัทธิว 4:5-7 แล้วมารก็นำพระองค์ไปยังนครบริสุทธิ์ และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร แล้วทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงกระโดดลงไป เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ‘พระเจ้าจะรับสั่งเรื่องท่านต่อบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ และทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ ไม่ให้เท้าของท่านกระทบหิน’” พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’”

ก่อนอื่นพวกเรามาดูคำพูดที่ซาตานได้กล่าวไว้ตรงนี้กันเถิด ซาตานได้พูดว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงกระโดดลงไป” และต่อมามันได้อ้างคำพูดจากคัมภีร์ทั้งหลายว่า “พระเจ้าจะรับสั่งเรื่องท่านต่อบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ และทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ ไม่ให้เท้าของท่านกระทบหิน” เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินคำพูดของซาตาน? คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโตอย่างยิ่งมิใช่หรือ? คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต วิปริต และน่าขยะแขยง เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? ซาตานมักทำสิ่งที่โง่เขลาทั้งหลาย และมันเชื่อว่าตัวมันเองหลักแหลมมาก บ่อยครั้งที่มันอ้างคำพูดทั้งหลายจากคัมภีร์─แม้กระทั่งพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเอง─โดยพยายามที่จะพลิกพระวจนะเหล่านั้นกลับมาหาพระเจ้าเพื่อโจมตีพระองค์และเพื่อทดลองพระองค์ด้วยความพยายามที่จะสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของมันในการก่อวินาศกรรมต่อแผนการแห่งพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งใดในคำพูดเหล่านี้ที่ซาตานพูดหรือไม่? (ซาตานเก็บงำเจตนาชั่วเอาไว้) ในทุกสิ่งที่ซาตานทำนั้น มันได้พยายามที่จะทดลองมวลมนุษย์อยู่เสมอ ซาตานไม่ได้พูดอย่างตรงไปตรงมา แต่พูดในหนทางที่อ้อมค้อมโดยใช้การทดลอง การหลอกล่อ และการล่อลวง ซาตานนำการทดลองของมันเข้าหาพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา โดยเชื่อว่าพระองค์ย่อมไม่ทรงรู้เท่าทัน ทรงโง่เขลา และไม่ทรงสามารถแยกแยะรูปสัณฐานที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายได้อย่างชัดเจนไม่ผิดกับที่มนุษย์ก็ไม่มีความสามารถแยกแยะได้เช่นกัน ซาตานคิดว่าพระเจ้าและมนุษย์ก็เหมือนกันที่ไม่มีความสามารถที่จะมองทะลุถึงธาตุแท้ของมันและความหลอกลวงและเจตนาส่อแววร้ายของมัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความโง่เขลาของซาตานหรอกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ซาตานอ้างคำพูดจากคัมภีร์ทั้งหลายอย่างเปิดเผย โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับมัน และว่าเจ้าจะไม่สามารถจับข้อตำหนิใดๆ ในคำพูดของมันหรือหลีกเลี่ยงการถูกหลอกได้ นี่ไม่ใช่ความไร้สาระและความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของซาตานหรอกหรือ? การนี้เป็นเหมือนกันไม่มีผิดกับตอนที่ผู้คนเผยแพร่ข่าวประเสริฐและเป็นพยานต่อพระเจ้า กล่าวคือ บางครั้งพวกผู้ปราศจากความเชื่อก็พูดบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกันกับสิ่งที่ซาตานพูดไม่ใช่หรือ? พวกเจ้าได้ยินผู้คนพูดบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกันแล้วหรือไม่? เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อเจ้าได้ยินสิ่งทั้งหลายดังกล่าวนั้น? เจ้ารู้สึกขยะแขยงใช่หรือไม่? (ใช่) เมื่อเจ้ารู้สึกขยะแขยง เจ้าก็รู้สึกไม่ชอบและเกลียดชังใช่หรือไม่? เมื่อเจ้ามีความรู้สึกเหล่านี้เจ้าสามารถระลึกได้หรือไม่ว่าซาตานและอุปนิสัยเสื่อมทรามที่ซาตานทำงานเข้าไปในตัวมนุษย์นั้นเป็นความเลว? ในหัวใจของเจ้า เจ้าเคยมีความตระหนักนี้หรือไม่ว่า “เมื่อซาตานพูด มันทำเช่นนั้นเพื่อให้เป็นการโจมตีและการทดลอง คำพูดของซาตานนั้นไร้สาระ น่าหัวเราะ เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต และน่าขยะแขยง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าคงจะไม่มีวันตรัสหรือทรงพระราชกิจในหนทางเช่นนั้น และที่จริงแล้วพระองค์ก็ไม่เคยทรงทำเช่นนั้น”? แน่นอนว่า ในสถานการณ์นี้ผู้คนมีความสามารถสำนึกรับรู้ถึงมันได้เพียงเลือนรางเท่านั้น และยังคงไม่มีความสามารถที่จะจับความเข้าใจความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ นั่นไม่เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? ด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าแค่รู้สึกว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสคือความจริง เป็นประโยชน์ต่อพวกเรา และพวกเราต้องยอมรับการนั้น” ไม่ว่าเจ้าจะสามารถยอมรับการนี้ได้หรือไม่ก็ตาม เจ้าพูดโดยไม่มีการยกเว้นว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง แต่เจ้าไม่รู้ว่าความจริงโดยตัวของมันเองนั้นบริสุทธิ์และว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์

ดังนั้น การโต้ตอบของพระเยซูต่อคำพูดเหล่านี้ของซาตานเป็นอย่างไร? พระเยซูได้ตรัสกับมันว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’” มีความจริงในพระวจนะเหล่านี้ที่พระเยซูตรัสหรือไม่? (มี) มีความจริงอยู่ในพระวจนะเหล่านี้ โดยผิวเผินแล้ว พระวจนะเหล่านี้เป็นพระบัญชาหนึ่งสำหรับผู้คนที่จะติดตาม เป็นวลีที่เรียบง่าย แต่กระนั้นอย่างไรก็ตาม ทั้งมนุษย์และซาตานมักทำให้พระวจนะเหล่านี้ขุ่นเคืองบ่อยครั้ง ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับซาตานว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” เพราะการนี้เป็นสิ่งที่ซาตานทำบ่อยครั้ง โดยพยายามอย่างหนักขณะที่มันดำเนินการเรื่องนี้ สามารถกล่าวได้ว่าซาตานทำการนี้อย่างหน้าไม่อายและปราศจากความละอาย มันอยู่ในธรรมชาติที่เป็นแก่นแท้ของซาตานที่ไม่ยำเกรงพระเจ้าและที่ไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าในหัวใจของมัน ถึงแม้เมื่อซาตานได้ยืนเคียงข้างพระเจ้าและสามารถมองเห็นพระองค์ มันก็อดไม่ได้ที่ตัวมันจะทำการทดลองพระเจ้า เพราะฉะนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสกับซาตานว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน” เหล่านี้คือพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสกับซาตานบ่อยครั้ง ดังนั้น มันถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำวลีนี้มาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน? (ใช่ เพราะพวกเราก็มักจะทดลองพระเจ้าบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน) เหตุใดผู้คนจึงมักจะทดลองพระเจ้าอยู่บ่อยๆ? นั่นเป็นเพราะผู้คนเต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานใช่หรือไม่? (ใช่) ดังนั้นคำพูดของซาตานข้างต้นเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้คนมักพูดบ่อยครั้งใช่หรือไม่? และผู้คนพูดคำพูดเหล่านี้ในสถานการณ์ใด? คนเราอาจสามารถพูดได้ว่าผู้คนพูดสิ่งทั้งหลายเช่นนี้มาโดยตลอดโดยไม่คำนึงถึงเวลาและสถานที่ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าอุปนิสัยของผู้คนนั้นไม่แตกต่างไปจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานเลย องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสพระวจนะซึ่งเรียบง่ายไม่กี่คำ พระวจนะซึ่งเป็นตัวแทนของความจริง พระวจนะซึ่งผู้คนจำเป็นต้องมี อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์นี้ องค์พระเยซูเจ้ากำลังตรัสในหนทางเช่นนี้เพื่อโต้เถียงกับซาตานกระนั้นหรือ? มีสิ่งใดที่เป็นการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงอยู่ในสิ่งที่พระองค์ตรัสกับซาตานหรือไม่? (ไม่มี) องค์พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรในพระทัยของพระองค์เกี่ยวกับการทดลองของซาตาน? พระองค์ทรงรู้สึกขยะแขยงและผลักไสหรือไม่? (ใช่) องค์พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกผลักไสและขยะแขยง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็มิได้ทรงโต้เถียงกับซาตาน และนับประสาอะไรที่พระองค์จะได้ตรัสถึงหลักการยิ่งใหญ่อันใด เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? (ก็เพราะซาตานเป็นเช่นนี้เสมอ มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เลย) กล่าวได้หรือไม่ว่าซาตานไม่สะทกสะท้านกับเหตุผล? (ใช่) ซาตานสามารถระลึกได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง? ซาตานจะไม่มีวันระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงและจะไม่มีวันยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง นี่คือธรรมชาติของมัน ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของซาตานที่น่าผลักไส สิ่งนั้นคืออะไรหรือ? ในความพยายามของมันที่จะทดลององค์พระเยซูเจ้านั้น ซาตานได้คิดไปว่าต่อให้มันไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็จะยังคงพยายามทำเช่นนั้นอยู่ แม้ว่ามันจะถูกลงโทษ แต่มันก็ได้เลือกแล้วที่จะลองพยายาม แม้ว่ามันคงจะไม่ได้รับข้อได้เปรียบเลยจากการทำเช่นนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะลองพยายาม ยืนกรานในความพยายามของมันและยืนหยัดต่อต้านพระเจ้าจนถึงที่สุด นี่คือธรรมชาติจำพวกใดกัน? มันไม่ใช่ความชั่วหรอกหรือ? หากมนุษย์กลายเป็นโกรธเกรี้ยวและบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อมีการกล่าวเปรยถึงพระเจ้า เขาได้เห็นพระเจ้าแล้วหรือไร? เขารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด? เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด ไม่เชื่อในพระองค์ และพระเจ้าไม่ได้ตรัสกับเขา พระเจ้าไม่เคยสร้างปัญหาให้เขา ดังนั้นเหตุใดเขาจึงต้องโมโห? พวกเราสามารถพูดได้หรือไม่ว่าบุคคลผู้นี้ชั่ว? กระแสนิยมทางโลก การกิน การดื่ม และการแสวงหาความหรรษายินดี การไล่ตามคนเด่นคนดัง─ไม่มีสิ่งใดในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่จะทำให้ผู้คนเช่นนั้นรู้สึกทุกข์ร้อน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกล่าวเปรยถึงคำว่า “พระเจ้า” หรือถึงความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า เขาก็บันดาลโทสะขึ้นมา นี่ไม่ประกอบขึ้นเป็นการมีธรรมชาติชั่วหรอกหรือ? การนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่คือธรรมชาติชั่วของมนุษย์ ตอนนี้ เมื่อพูดถึงตัวของพวกเจ้าเอง มีหรือไม่ เวลาที่พวกเจ้ารู้สึกไม่ชอบเมื่อมีการกล่าวถึงความจริง หรือเมื่อมีการกล่าวถึงการทดสอบมวลมนุษย์ของพระเจ้า หรือพระวจนะเกี่ยวกับการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า พวกเจ้ารู้สึกผลักไส และพวกเจ้าไม่ต้องการได้ยินสิ่งทั้งหลาย เช่นนั้น? หัวใจของพวกเจ้าอาจคิดว่า “ผู้คนทั้งหมดล้วนพูดว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงไม่ใช่หรือ? พระวจนะเหล่านี้บางคำไม่ใช่ความจริง! เห็นได้ชัดว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นเพียงพระวจนะแห่งการตักเตือนมายังมนุษย์!” ผู้คนบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกไม่ชอบอย่างรุนแรงในหัวใจของพวกเขา และคิดว่า “การนี้ถูกพูดถึงทุกวัน─การทดสอบของพระองค์ การพิพากษาของพระองค์ เมื่อใดหรือมันถึงจะจบสิ้น? เมื่อใดพวกเราถึงจะได้รับบั้นปลายที่ดี?” ไม่รู้เลยว่าความโมโหแบบไม่มีเหตุผลนี้มาจากไหน นี่เป็นธรรมชาติจำพวกใดกัน? (ธรรมชาติชั่ว) มันได้รับการกำกับและนำโดยธรรมชาติชั่วของซาตาน จากมุมมองของพระเจ้าในแง่ของธรรมชาติที่ชั่วร้ายของซาตานและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์นั้น พระองค์ไม่เคยทรงโต้เถียงหรือเก็บความแค้นเคืองต่อผู้คน และพระองค์ไม่เคยทรงทำให้เป็นเรื่องใหญ่เมื่อผู้คนกระทำการอย่างโง่เขลา เจ้าจะไม่มีวันเห็นว่าพระเจ้าทรงมีทรรศนะคล้ายกันกับมนุษย์ในเรื่องของสิ่งทั้งหลาย และที่มากกว่านั้นคือ เจ้าจะไม่เห็นว่าพระองค์ทรงใช้ทัศนคติ ความรู้ วิทยาศาสตร์ ปรัชญา หรือการจินตนาการของมวลมนุษย์เพื่อรับมือกับเรื่องทั้งหลาย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยนั้นเชื่อมโยงกับความจริง กล่าวคือ พระวจนะทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสไปและการกระทำทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปนั้นผูกติดอยู่กับความจริง ความจริงนี้ไม่ใช่ผลิตผลของความเพ้อฝันบางอย่างซึ่งไร้พื้นฐาน พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความจริงนี้และพระวจนะเหล่านี้โดยคุณความดีแห่งเนื้อแท้ของพระองค์และพระชนม์ชีพของพระองค์ เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้และเนื้อแท้ของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำไปนั้นคือความจริง พวกเราจึงสามารถพูดได้ว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าบริสุทธิ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำนำพาความมีชีวิตชีวาและความสว่างมาให้ผู้คน ทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกและความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นเชิงบวกเหล่านั้น และชี้หนทางให้แก่มนุษยชาติเพื่อที่พวกเขาจะได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการกำหนดพิจารณาโดยเนื้อแท้ของพระเจ้าและโดยเนื้อแท้แห่งความบริสุทธิ์ของพระองค์ พวกเจ้ามองเห็นการนี้แล้วในตอนนี้มิใช่หรือ? บัดนี้ พวกเราจะไปต่อกันด้วยการอ่านอีกครั้งจากคัมภีร์

มัทธิว 4:8-11 อีกครั้งหนึ่งมารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาที่สูงมาก และได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลก ทั้งความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร แล้วได้ทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านจะก้มลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน” พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ‘จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว’” แล้วมารจึงไปจากพระองค์ และมีพวกทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์

ครั้นลูกเล่นสองครั้งก่อนของมันล้มเหลว มารซาตานก็ยังได้พยายามอีกครั้ง กล่าวคือ มันได้แสดงราชอาณาจักรทั้งหมดในโลกและความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้องค์พระเยซูเจ้าทอดพระเนตร และได้ขอให้พระองค์นมัสการมัน เจ้าสามารถมองเห็นสิ่งใดเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะที่แท้จริงของมารจากสถานการณ์นี้? มารซาตานไม่ใช่ไร้ยางอายโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? (ใช่) มันไร้ยางอายอย่างไร? ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นซาตานยังได้หันกลับ และแสดงทุกสรรพสิ่งให้พระเจ้าทอดพระเนตร โดยกล่าวว่า “จงมองดูความอุดมด้วยโภคทรัพย์และความรุ่งโรจน์ของทุกสิ่งในราชอาณาจักรเหล่านี้ หากพระองค์นมัสการเรา เราจะมอบทั้งหมดนี้ให้แก่พระองค์” นี่ไม่ใช่การพลิกบทบาทโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? ซาตานไม่ไร้ยางอายหรอกหรือ? พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง แต่พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อความชื่นชมยินดีของพระองค์เองกระนั้นหรือ? พระเจ้าได้ทรงมอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่มวลมนุษย์ แต่ซาตานต้องการที่จะยึดมันทั้งหมดและครั้นได้ยึดมันทั้งหมดไปแล้ว มันก็มาบอกพระเจ้าว่า “จงนมัสการเรา! นมัสการเราแล้วเราจะมอบทั้งหมดนี้แก่พระองค์” นี่คือโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของซาตาน มันไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง! ซาตานไม่รู้แม้กระทั่งความหมายของคำว่า “ละอาย” นี่เป็นแค่อีกตัวอย่างหนึ่งของความชั่วของมัน มันไม่รู้แม้กระทั่งว่าความละอายคืออะไร ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและว่าพระองค์ทรงบริหารจัดการและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่เป็นของมนุษย์ และนับประสาอะไรที่จะเป็นของซาตาน แต่เป็นของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นมารซาตานยังได้กล่าวอย่างหน้าไม่อายว่ามันจะให้ทุกสรรพสิ่งแก่พระเจ้า นี่มิใช่อีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซาตานกระทำการอย่างไร้สาระและอย่างไร้ยางอายอีกครั้งหนึ่งหรอกหรือ? การนี้เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงเกลียดชังซาตานมากยิ่งขึ้นไปอีกมิใช่หรือ? ถึงกระนั้นไม่สำคัญว่าซาตานได้ลองพยายามสิ่งใด องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกหลอกหรือไม่? องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสสิ่งใด? (“จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่เพียงผู้เดียว”) พระวจนะเหล่านี้มีความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือไม่? (มี) ความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกใด? พวกเรามองเห็นความชั่วและความไร้ยางอายของซาตานในวาทะของมัน ดังนั้นหากมนุษย์เคารพบูชาซาตาน บทอวสานจะเป็นอย่างไร? พวกเขาจะได้รับความอุดมด้วยโภคทรัพย์และความรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรทั้งหมดหรือไม่? (ไม่) พวกเขาจะได้รับสิ่งใด? มวลมนุษย์จะแค่กลายเป็นไร้ยางอายและน่าหัวเราะเหมือนซาตานหรือไม่? (ใช่) เช่นนั้นแล้วพวกเขาคงจะไม่แตกต่างไปจากซาตานเลย เพราะฉะนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน นั่นคือ “จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” นี่หมายความว่านอกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า นอกจากพระเจ้าพระองค์เองแล้วนั้น หากเจ้ารับใช้สิ่งอื่น หากเจ้าเคารพบูชามารซาตาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คงจะเกลือกกลิ้งอยู่ในความโสมมแบบเดียวกันกับซาตาน เมื่อนั้นเจ้าคงจะร่วมแบ่งปันความไร้ยางอายและความชั่วของซาตานไปกับมัน และเจ้าคงจะทดลองพระเจ้าและโจมตีพระเจ้าเช่นเดียวกันกับซาตาน เช่นนั้นแล้ว บทอวสานจะเป็นอย่างไรสำหรับเจ้า? เจ้าคงจะถูกพระเจ้าทรงเกลียด ถูกพระเจ้าทรงตีกระหน่ำลง ถูกพระเจ้าทำลาย หลังจากซาตานได้ทดลององค์พระเยซูเจ้าหลายครั้งโดยไม่สำเร็จแล้ว มันได้พยายามอีกครั้งหรือไม่? ซาตานไม่ได้พยายามอีกแล้วจากนั้นมันก็ได้จากไป การนี้พิสูจน์สิ่งใด? มันพิสูจน์ให้เห็นว่าธรรมชาติชั่วของซาตาน ความคิดร้ายของมัน และความไร้สาระกับความวิปริตของมันนั้นไม่มีคุณค่าคู่ควรแม้กระทั่งจะกล่าวเปรยถึงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้ซาตานปราชัยด้วยสามประโยคเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นมันก็โกยอ้าวหนีไปแบบหางจุกก้น อับอายเกินกว่าที่จะแสดงให้เห็นใบหน้าของมัน และมันไม่เคยทดลององค์พระเยซูเจ้าอีกเลย เนื่องจากองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้การทดลองของซาตานครั้งนี้ปราชัยไปแล้ว บัดนี้พระองค์จึงทรงสามารถสานต่อพระราชกิจที่พระองค์จำเป็นต้องทรงกระทำและกิจทั้งหลายซึ่งวางอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้อย่างง่ายดาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำและได้ตรัสไปในสถานการณ์นี้มีความหมายซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงอันใดหรือไม่สำหรับมนุษย์ทุกคนหากนำมันมาใช้กับวันปัจจุบัน? (มี) ความหมายที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจำพวกใด? การทำให้ซาตานปราชัยเป็นสิ่งง่ายที่จะทำกระนั้นหรือ? ผู้คนต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติชั่วของซาตานหรือไม่? ผู้คนต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับการทดลองของซาตานหรือไม่? (ต้องมี) เมื่อเจ้าได้รับประสบการณ์กับการทดลองของซาตานในชีวิตของเจ้าเอง หากเจ้าสามารถมองทะลุถึงธรรมชาติชั่วของซาตาน เจ้าจะสามารถทำให้มันปราชัยได้หรือไม่? หากเจ้ารู้ถึงความไร้สาระและความวิปริตของซาตาน เจ้าจะยังคงยืนอยู่ข้างซาตานและโจมตีพระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าเข้าใจว่าความคิดร้ายและความไร้ยางอายของซาตานกำลังถูกเปิดเผยโดยผ่านทางตัวเจ้าอย่างไร—หากเจ้าระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้และเข้าใจอย่างชัดเจน—เจ้าจะยังคงโจมตีและทดลองพระเจ้าในหนทางนี้อยู่หรือไม่? (ไม่ พวกเราจะไม่ทำ) พวกเจ้าจะทำสิ่งใด? (พวกเราจะกบฏต่อซาตานและทิ้งมันไป) นั่นเป็นสิ่งง่ายดายที่จะทำกระนั้นหรือ? นั่นไม่ง่ายเลย ในการทำการนี้ ผู้คนต้องอธิษฐานบ่อยๆ พวกเขาต้องวางตัวเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและตรวจสอบตัวเอง และพวกเขาต้องยอมให้ความมีวินัยของพระเจ้าและการพิพากษากับการตีสอนของพระองค์เกิดขึ้นกับพวกเขา มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ผู้คนจะค่อยๆ แกะตัวเองออกจากการหลอกลวงและการควบคุมของซาตานได้

บัดนี้ เมื่อดูที่คำพูดเหล่านี้ทั้งหมดที่ซาตานได้พูดไปนั้น พวกเราจะสรุปสิ่งทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นธาตุแท้ของซาตานกัน ก่อนอื่น ธาตุแท้ของซาตานสามารถกล่าวถึงได้โดยทั่วไปว่าเป็นสิ่งชั่ว ซึ่งตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เหตุใดเราจึงพูดว่าธาตุแท้ของซาตานนั้นชั่ว? เพื่อตอบคำถามนี้ คนเราต้องตรวจดูผลสืบเนื่องของสิ่งที่ซาตานทำกับผู้คน ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามและควบคุมมนุษย์ และมนุษย์กระทำการภายใต้อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน และดำรงชีวิตอยู่ในพิภพหนึ่งซึ่งผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มวลมนุษย์ถูกซาตานครอบงำและดูดซึมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นมนุษย์จึงมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตาน ซึ่งเป็นธรรมชาติของซาตาน จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ซาตานได้พูดและทำไปนั้น เจ้าได้เห็นความโอหังของมันแล้วหรือยัง? เจ้าได้เห็นความหลอกลวงและความคิดร้ายของมันแล้วหรือยัง? ความโอหังของซาตานส่วนใหญ่แล้วถูกแสดงออกมาอย่างไร? ซาตานเก็บงำความอยากที่จะยึดครองตำแหน่งของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลาหรือไม่? ซาตานต้องการที่จะฉีกทิ้งพระราชกิจของพระเจ้าและตำแหน่งของพระเจ้า และเอาสิ่งนั้นมาให้ตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ผู้คนจะได้ติดตาม สนับสนุน และเคารพบูชาซาตาน นี่คือธรรมชาติอันโอหังของซาตาน เมื่อซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทราม มันบอกพวกเขาตรงๆ หรือไม่ว่าพวกเขาควรทำสิ่งใด? เมื่อซาตานทดลองพระเจ้า มันออกมาพูดหรือไม่ว่า “ข้าพระองค์กำลังทดลองพระองค์ ข้าพระองค์กำลังจะโจมตีพระองค์”? มันไม่ทำเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ดังนั้นซาตานใช้วิธีการใด? มันล่อลวง ทดลอง โจมตี และวางกับดัก และถึงขั้นอ้างพระวจนะจากคัมภีร์ ซาตานพูดและกระทำการในหนทางต่างๆ นานาเพื่อสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ที่ส่อแววร้ายของมันและทำให้เจตนาของมันลุล่วง หลังจากซาตานได้ทำการนี้แล้ว สามารถมองเห็นสิ่งใดจากสิ่งที่สำแดงอยู่ในตัวมนุษย์? ผู้คนกลายเป็นโอหังด้วยหรือไม่? มนุษย์ได้ทนทุกข์จากความเสื่อมทรามของซาตานมาเป็นเวลาหลายพันปี และดังนั้นมนุษย์จึงได้กลายเป็นโอหัง หลอกลวง คิดร้าย และอยู่เหนือเหตุผล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากธรรมชาติของซาตาน ในเมื่อธรรมชาติของซาตานนั้นชั่ว มันจึงได้ให้ธรรมชาติชั่วนี้แก่มนุษย์และนำพาอุปนิสัยชั่วและเสื่อมทรามนี้มาให้มนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน และต้านทานพระเจ้า โจมตีพระเจ้า และทดลองพระองค์เหมือนซาตาน จนถึงขั้นที่มนุษย์ไม่สามารถนมัสการพระเจ้าได้และไม่มีหัวใจที่เคารพพระองค์

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger