พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

สิทธิอำนาจของพระเจ้า (1) ตอนที่สาม

พระวจนะต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดได้ในการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความหมายของพระวจนะเหล่านี้จะมีอยู่ในการสามัคคีธรรมด้านล่างนี้ พวกเรามาอ่านองค์พระคัมภีร์กันต่อไปเถิด

4. การทรงบัญชาของพระเจ้าที่มีต่อซาตาน

โยบ 2:6 และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า "ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น"

ซาตานไม่เคยกล้าฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเป็นเพราะการนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นระเบียบ

นี่คือบทตัดตอนจากหนังสือโยบ และ "เขา" ในพระวจนะเหล่านี้อ้างอิงถึงโยบ ถึงแม้จะพอสังเขป แต่ประโยคนี้ขยายความได้หลายประเด็น มันพรรณนาถึงการแลกเปลี่ยนเฉพาะระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ และบอกกับพวกเราว่า เป้าหมายของพระวจนะของพระเจ้าก็คือซาตาน มันยังบันทึกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้อย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย พระวจนะของพระเจ้าคือการทรงบัญชาและคำสั่งต่อซาตาน รายละเอียดเฉพาะของคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับการไว้ชีวิตโยบและเส้นที่พระองค์ได้ทรงขีดไว้ให้ซาตานปฏิบัติต่อโยบ—นั่นคือซาตานต้องไว้ชีวิตโยบ สิ่งแรกที่พวกเราเรียนรู้จากประโยคนี้ก็คือว่า พระวจนะเหล่านี้คือพระวจนะที่พระเจ้าตรัสต่อซาตาน ตามตัวบทเดิมของหนังสือโยบนั้น บอกให้พวกเรารู้ถึงภูมิหลังของพระวจนะดังกล่าว นั่นคือ ซาตานได้ปรารถนาที่จะกล่าวหาโยบ และดังนั้นมันจึงต้องได้รับความเห็นด้วยจากพระเจ้าก่อนที่มันจะสามารถทดลองเขาได้ เมื่อทรงยินยอมต่อข้อเรียกร้องของซาตานที่จะทดลองโยบแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงวางเงื่อนไขดังต่อไปนี้แก่ซาตาน กล่าวคือ "โยบอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น" อะไรคือธรรมชาติของพระวจนะเหล่านี้? พระวจนะเหล่านี้เป็นการทรงบัญชา เป็นคำสั่งอย่างชัดเจน เมื่อได้เข้าใจธรรมชาติของพระวจนะเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่า เจ้าก็ควรจะจับความเข้าใจด้วยว่า องค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งได้ทรงออกคำสั่งนี้คือพระเจ้า และว่าผู้ที่ได้รับคำสั่งนี้ และเชื่อฟังคำสั่งนี้ก็คือซาตาน ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกล่าวว่า สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานในคำสั่งนี้นั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อทุกคนที่อ่านพระวจนะเหล่านี้ แน่นอนว่า นี่ยังเป็นสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ และเป็นความแตกต่างระหว่างพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้ากับซาตานตามที่ถูกจัดเตรียมไว้ในบันทึกทั้งหลายเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนระหว่างพระเจ้ากับซาตานในองค์พระคัมภีร์เหล่านี้ และเป็นความแตกต่างที่โดดเด่นชัดเจนระหว่างพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้ากับซาตานที่มนุษย์ในปัจจุบันสามารถเรียนรู้ได้ในบันทึกที่เป็นตัวบทและตัวอย่างเฉพาะนี้ ณ จุดนี้ เราต้องกล่าวว่า บันทึกพระวจนะเหล่านี้เป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในความรู้ของมวลมนุษย์เกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้า และมันจัดเตรียมข้อมูลที่สำคัญให้แก่ความรู้ของมวลมนุษย์ในเรื่องพระเจ้า มนุษย์สามารถเข้าใจแง่มุมเฉพาะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแง่มุมในด้านสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางการแลกเปลี่ยนนี้ระหว่างพระผู้สร้างกับซาตานในโลกฝ่ายวิญญาณ พระวจนะเหล่านี้คืออีกหนึ่งคำพยานต่อสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

จากภายนอกนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงร่วมบทสนทนากับซาตาน ในแง่ของแก่นแท้นั้น ท่าทีที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสกับซาตาน และตำแหน่งที่พระองค์ทรงยืนอยู่นั้นสูงกว่าซาตาน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระยาห์เวห์พระเจ้ากำลังทรงบัญชาแก่ซาตานด้วยพระกระแสเสียงที่เป็นคำสั่ง และกำลังทรงบอกกับซาตานว่ามันควรทำและไม่ควรทำสิ่งใด ว่าโยบนั้นอยู่ในมือของมันแล้ว และว่ามันมีอิสระในการจะปฏิบัติต่อโยบอย่างไรก็ตามที่มันปรารถนา—แต่ว่ามันต้องไม่เอาชีวิตของโยบ ตัวบทย่อยก็คือว่า ถึงแม้โยบจะถูกวางไว้ในมือของซาตาน แต่ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ซาตาน ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชีวิตของโยบไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ เว้นแต่พระเจ้าทรงอนุญาต ท่าทีของพระเจ้าได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในการทรงบัญชาต่อซาตานครั้งนี้ และการทรงบัญชานี้ยังสำแดงและเปิดเผยว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสนทนากับซาตานจากตำแหน่งใด ในการนี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงถือครองพระสถานะของพระเจ้าผู้ทรงสร้างความสว่าง และอากาศ และทุกสรรพสิ่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย พระสถานะของพระเจ้าผู้ทรงถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังทรงถือครองสถานะของพระเจ้าผู้ทรงบัญชามวลมนุษย์ และทรงบัญชาแดนคนตาย และพระเจ้าผู้ทรงควบคุมความมีชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงด้วย ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น ผู้ใดอีกหรือนอกจากพระเจ้า ที่จะกล้าออกคำสั่งเช่นนั้นแก่ซาตาน? และเหตุใดหรือ พระเจ้าจึงได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่ซาตานโดยพระองค์เอง? เพราะชีวิตของมนุษย์ รวมถึงชีวิตของโยบนั้น ถูกควบคุมโดยพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานทำอันตรายหรือเอาชีวิตของโยบ และแม้กระทั่งเมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานทดลองโยบ พระเจ้าก็ยังคงไม่ทรงลืมที่จะออกคำสั่งดังกล่าวเป็นพิเศษ และได้ทรงบัญชาซาตานอีกครั้งว่าจงอย่าเอาชีวิตของโยบ ซาตานไม่เคยกล้าที่จะฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและคำบัญชาเฉพาะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าที่จะเยาะเย้ยท้าทายคำบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างอิสระ เช่นนั้นเองคือขีดจำกัดทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าที่จะข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น การนี้มิใช่พระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? การนี้มิใช่คำพยานต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากในเรื่องวิธีประพฤติตนต่อพระเจ้า และวิธีมีทรรศนะต่อพระเจ้า และดังนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นพระสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และมีความซึ้งคุณค่าอันลึกซึ้งต่อพระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ มันไม่กล้าที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเลย อีกทั้งไม่กล้าที่จะล่วงละเมิดสิ่งเหล่านั้นในหนทางใดเลย หรือที่จะทำสิ่งใดที่เป็นการฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันไม่กล้าที่จะท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโอหังโดยกำเนิด แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้มัน เป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่มันยึดปฏิบัติตามเขตคั่นเหล่านี้อย่างเคร่งครัด มันได้ยึดปฏิบัติตามการทรงบัญชาและคำสั่งทุกประการที่พระเจ้าทรงมอบให้กับมัน และไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเครื่องหมายนั้นเลย ถึงแม้ว่าซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็มีปัญญากว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักเขตคั่นของมันเอง จากการกระทำ "ที่นบนอบ" ของซาตานจะเห็นได้ว่า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์ซึ่งซาตานไม่อาจฝ่าฝืนได้ และเห็นได้ว่า เป็นเพราะความทรงเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่ชัดนั่นเอง ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปอย่างเป็นระเบียบ มวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นภายในครรลองที่พระเจ้าทรงสถาปนาขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำความเสียหายให้กับคำสั่งนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากคำสั่งและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีพระอัตลักษณ์แห่งพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์

อัตลักษณ์พิเศษของซาตานได้ทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในการสำแดงแง่มุมนานาสารพัดของมัน มีแม้กระทั่งผู้คนโง่เขลามากมายที่เชื่อว่าซาตานก็มีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกันกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ มวลมนุษย์จึงสงวนที่ในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน นอกเหนือจากการนมัสการพระเจ้า และแม้กระทั่งนมัสการซาตานในฐานะพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่ารังเกียจ พวกเขาน่าเวทนาเนื่องจากความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่ารังเกียจเนื่องจากความนอกรีตและเนื้อแท้ที่ชั่วในตัวของพวกเขา ณ จุดนี้ เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่พวกเจ้าว่า สิทธิอำนาจคือสิ่งใด และมันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และมันเป็นตัวแทนของสิ่งใด กล่าวโดยกว้างๆ ก็คือพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของมไหศวรรย์และแก่นแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของพระสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานกล้าหรือที่จะกล่าวว่ามันโดยตัวมันเองเป็นพระเจ้า? ซาตานกล้าหรือที่จะกล่าวว่า มันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง? แน่นอนว่ามันไม่กล้า! เพราะมันไม่มีความสามารถในการสร้างทุกสรรพสิ่ง จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยสร้างสิ่งใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เลย และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย เพราะมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองพระสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิ่งนี้กำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของมัน มันมีฤทธานุภาพแบบเดียวกันกับพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่มี! พวกเราเรียกพฤติการณ์ของซาตาน และปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่ซาตานแสดงว่าอย่างไร? มันคือฤทธานุภาพหรือ? สามารถเรียกมันว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่! ซาตานชี้นำกระแสความชั่ว และทำให้เกิดความเสียหาย ลดคุณค่า และขัดจังหวะพระราชกิจของพระเจ้าทุกแง่มุม สำหรับหลายพันปีหลังๆ มานี้ นอกจากการทารุณกรรมและการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การยั่วยวนและการหลอกลวงมนุษย์ไปในความชั่วช้าและการไม่ยอมรับพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงามรณะแล้ว ซาตานได้เคยทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับการรำลึกถึง การชมเชย หรือการทะนุถนอมจากมนุษย์แม้แต่น้อยนิดหรือไม่? หากซาตานได้ครอบครองสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ มวลมนุษย์น่าจะได้ถูกมันทำให้เสื่อมทรามแล้วหรือไม่? หากซาตานครอบครอบสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำอันตรายแล้วหรือไม่? หากซาตานครอบครองพลังอำนาจและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์น่าจะได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายแล้วหรือไม่? ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือพลังอำนาจ พวกเราควรจะสรุปอย่างไรเกี่ยวกับแก่นแท้ของทุกอย่างที่มันทำ? มีบรรดาผู้ที่นิยามทุกอย่างที่ซาตานทำว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยม แต่กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก ความประพฤติชั่วในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้นเองหรือ? กำลังบังคับชั่วที่ซาตานนำมาใช้ทำทารุณกรรมโยบ และความอยากอันดุร้ายของมันในการที่จะทำทารุณกรรมและกลืนกินเขานั้น ไม่อาจที่จะสัมฤทธิผลได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยม เมื่อมองย้อนกลับไป ฝูงแกะฝูงวัวของโยบ ที่กระจัดกระจายออกไปกว้างไกลทั่วเนินเขาและภูเขาได้หายวับไปในชั่วพริบตา โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบปลาสนาการไปในชั่วพริบตา การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยมกระนั้นหรือ? ธรรมชาติของทุกอย่างที่ซาตานทำสอดรับและเหมาะกับคำศัพท์เฉพาะในด้านลบอย่างเช่น การลดคุณค่า การขัดจังหวะ การทำลาย การทำอันตราย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้น การเกิดขึ้นของทุกสิ่งที่ชั่วและไม่ชอบธรรมก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องโยงใยกับพฤติการณ์ของซาตาน และไม่อาจแยกได้จากแก่นแท้อันชั่วร้ายของซาตาน ไม่ว่าซาตานจะ "ทรงพลัง" เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ยั่วยวนและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์กลและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะฉลาดแยบยลเพียงใด ไม่ว่ารูปแบบในการที่มันดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด แต่มันไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมวัตถุใดได้เลย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตลอดทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่เกิดมาจากมัน หรือดำรงอยู่เนื่องจากมัน ไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่มันปกครอง หรือที่มันควบคุม ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและคำบัญชาทั้งหมดของพระเจ้า หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดิน หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่แม้กระทั่งเป็นอิสระที่จะเคลื่อนย้ายมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะเคลื่อนย้ายมวลมนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา นกที่บินอยู่ในอากาศ ปลาในทะเล และหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก บทบาทของมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คือเพื่อรับใช้ทุกสรรพสิ่งและทำงานให้แก่มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์ ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าแก่นแท้ของมันจะชั่วเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือยึดปฏิบัติตามหน้าที่รับผิดชอบของมันอย่างเป็นหน้าที่ นั่นคือ การปรนนิบัติพระเจ้า และการจัดเตรียมความเป็นขั้วตรงข้ามให้กับพระเจ้า เช่นนั้นเองที่เป็นเนื้อแท้และตำแหน่งของซาตาน แก่นแท้ของมันไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับพลังอำนาจ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงแค่ของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรในการปรนนิบัติพระเจ้าเท่านั้น!

เมื่อได้เข้าใจหน้าตาที่แท้จริงของซาตานแล้ว ผู้คนหลายคนยังคงไม่เข้าใจว่าสิทธิอำนาจคือสิ่งใด ดังนั้น ขอให้เราได้บอกเจ้าเถิด! ตัวสิทธิอำนาจเองนั้น สามารถอธิบายได้ว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า ประการแรก อาจกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า ทั้งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนั้นเป็นเชิงบวก ทั้งสองสิ่งนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับสิ่งใดที่เป็นเชิงลบเลย และไม่มีความเกี่ยวโยงกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปแบบใดก็ได้ที่มีชีวิตและความทรงพลัง และการนี้ได้รับการกำหนดพิจารณาโดยชีวิตของพระเจ้า พระเจ้าคือชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ กล่าวคือ เริ่มมีขึ้นมาตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์โดยการทรงบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงปกครองและทรงบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนตลอดไปตลอดกาลนาน ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองและถือครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นคำว่า "สิทธิอำนาจ" เอง หรือแก่นแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างได้เท่านั้น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจและแก่นแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และมันเป็นตัวแทนสิทธิอำนาจและพระสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเกี่ยวข้องกับคำว่า "สิทธิอำนาจ" ได้ นี่คือการตีความคำว่าสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

แม้ว่าซานตานจะได้มองโยบด้วยสายตาอันละโมบ แต่หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้าแล้ว มันก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องแม้ขนสักเส้นเดียวบนร่างกายของโยบ ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยกำเนิด แต่หลังจากพระเจ้าได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องยึดปฏิบัติตามการทรงบัญชาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าซานตานจะบ้าระห่ำดังเช่นหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าที่จะลืมขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้กับมัน ไม่กล้าที่จะละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และในทุกอย่างที่ซาตานทำนั้น มันไม่กล้าที่จะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและขีดจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จากการนี้สามารถมองเห็นว่า ซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะใดๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า สำหรับซาตานแล้วนั้น พระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ คือการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังของพระวจนะทุกคำของพระเจ้าแสดงนัยการลงโทษของพระเจ้าต่อพวกที่ละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่า หากมันละเมิดคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลพวงที่ตามมาจากการฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้าและการต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ แล้วผลพวงที่ตามมาเหล่านี้คือสิ่งใด? ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า ผลพวงเหล่านั้นคือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษนั่นเอง การกระทำของซาตานที่มีต่อโยบนั้น เป็นแค่หน่วยจุลภาคแห่งการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของมัน และเมื่อซาตานกำลังดำเนินการกระทำเหล่านี้ ขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่ซาตานนั้น ก็เป็นแค่หน่วยจุลภาคของหลักธรรมเบื้องหลังทุกอย่างที่มันทำนั่นเอง นอกจากนี้ บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ ก็เป็นเพียงแค่หน่วยจุลภาคของบทบาทและตำแหน่งในพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยสิ้นเชิงของซาตานในการทดลองโยบนั้น เป็นเพียงหน่วยจุลภาคของการที่ซาตานไม่กล้าทำการต่อต้านพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า หน่วยจุลภาคเหล่านี้ให้คำเตือนใดแก่พวกเจ้า? ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่สามารถฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่กล้าละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดเลยที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างลงทัณฑ์ต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านั้น มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงสามารถตั้งธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำให้พวกมันมีผลบังคับ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้น ที่บุคคลหรือสิ่งอันใดก็ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจอันสูงสุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง" ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลยเว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์!

บัดนี้พวกเจ้ามีความรู้ใหม่ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้วใช่หรือไม่? ประการแรก มีความแตกต่างระหว่างสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่เพิ่งกล่าวถึงไป กับพลังอำนาจของมนุษย์? สิ่งใดคือความแตกต่าง? ผู้คนบางคนกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองนั้น นั่นถูกต้องแล้ว! ถึงแม้ว่าผู้คนจะกล่าวว่าไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง ในความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์นั้น บ่อยครั้งที่พลังอำนาจของมนุษย์ถูกนำมาสับสนปนเปกับสิทธิอำนาจ และบ่อยครั้งที่ทั้งสองนั้นถูกนำมาเทียบเคียงกัน กำลังเกิดอะไรขึ้นตรงนี้หรือ? ผู้คนมิใช่กำลังทำผิดพลาดโดยการแทนที่สิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งโดยไม่เจตนาหรอกหรือ? ทั้งสองนั้นไม่เชื่อมโยงกัน และไม่มีการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง แต่กระนั้นผู้คนก็ยังคงห้ามตัวเองไม่ได้ การนี้ควรแก้ไขอย่างไรดี? หากเจ้าปรารถนาที่จะหาข้อยุติอย่างแท้จริง หนทางเดียวเท่านั้นก็คือ การเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า หลังจากการเข้าใจและรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่กล่าวถึงพลังอำนาจของมนุษย์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปพร้อมๆ กัน

พลังอำนาจของมนุษย์หมายถึงสิ่งใดหรือ? กล่าวง่ายๆ ได้ว่า มันคือความสามารถหรือทักษะที่ทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทราม ความอยากได้อยากมี และความทะเยอทะยานของมนุษย์สามารถขยับขยายและสำเร็จลุล่วงจนถึงขอบข่ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ การนี้นับว่าเป็นสิทธิอำนาจหรือไม่? ไม่ว่าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะบวมโตหรือให้ผลงามเพียงใด ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นครองสิทธิอำนาจ อย่างมากที่สุดความพองโตและความสำเร็จนี้ก็เป็นแค่การสาธิตแสดงการเล่นตลกโปกฮาของซาตานท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น อย่างมากที่สุดมันก็เป็นเรื่องชวนหัวที่ซาตานแสดงเป็นบรรพบุรุษของตัวมันเอง เพื่อที่จะลุล่วงความทะเยอทะยานของมันในการที่จะเป็นพระเจ้า

บัดนี้ โดยแท้แล้ว เจ้ามีทรรศนะต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างไรหรือ? บัดนี้เมื่อได้สามัคคีธรรมถึงพระวจนะเหล่านี้แล้ว เจ้าควรจะมีความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า ดังนั้น เราขอถามพวกเจ้าว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด? มันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่? มันเป็นสัญลักษณ์ของฤทธานุภาพของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่? มันเป็นสัญลักษณ์ของพระสถานะอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เองใช่หรือไม่? ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งนั้น เจ้ามองว่าสิ่งใดเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า? เจ้ามองมันอย่างไร? ในแง่ของฤดูกาลทั้งสี่ที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์นั้น ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวได้? ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้แตกหน่อและผลิบาน ในฤดูร้อน พวกมันปกคลุมไปด้วยใบไม้ ในฤดูใบไม้ร่วง พวกมันออกผล และในฤดูหนาว ใบไม้ก็ร่วงโรย ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนธรรมบัญญัติข้อนี้ได้? การนี้สะท้อนแง่มุมหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าได้ตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" แล้วความสว่างก็เกิด ความสว่างนี้ยังคงมีอยู่หรือไม่? มันมีอยู่เนื่องจากสิ่งใด? แน่นอนว่า มันมีอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า และเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า อากาศที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นยังคงมีอยู่หรือไม่? อากาศที่มนุษย์หายใจนั้นมาจากพระเจ้าใช่หรือไม่? ผู้ใดบ้างที่สามารถพรากสิ่งทั้งหลายที่มาจากพระเจ้าไปได้? ผู้ใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนแก่นแท้และการทำหน้าที่ของพวกมัน? ผู้ใดบ้างที่สามารถก่อความยุ่งเหยิงให้กับกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงจัดสรรไว้ และให้กับธรรมบัญญัติแห่งกลางคืนและกลางวันที่พระเจ้าทรงวางระเบียบไว้? ซาตานสามารถทำสิ่งดังกล่าวได้หรือไม่? ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่หลับในตอนกลางคืน และใช้กลางคืนเสมือนเป็นกลางวัน เช่นนั้นแล้วมันก็ยังคงเป็นยามราตรี เจ้าอาจจะเปลี่ยนกิจวัตรประจำของเจ้า แต่เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติแห่งการสับเปลี่ยนระหว่างกลางคืนและกลางวันได้—นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีบุคคลใดสามารถปรับเปลี่ยนได้ มิใช่หรือ? ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้สิงโตไถพรวนเหมือนวัวได้? ผู้ใดบ้างที่สามารถเปลี่ยนช้างให้เป็นลาได้? ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ไก่โผบินไปในอากาศเหมือนนกอินทรีได้? ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้หมาป่ากินหญ้าเหมือนแกะได้? (ไม่มี) ผู้ใดบ้างที่สามารถทำให้ปลาในน้ำดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินแห้งได้? พวกมนุษย์ไม่สามารถทำการนั้นได้ เหตุใดจึงไม่ได้? นั่นเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงบัญชาให้ปลาดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ และดังนั้นพวกมันจึงดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ พวกมันจะไม่สามารถรอดชีวิตบนแผ่นดินได้ และจะตาย พวกมันไม่สามารถฝ่าฝืนขีดจำกัดแห่งการทรงบัญชาของพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งมีธรรมบัญญัติและขีดจำกัดต่อการดำรงอยู่ของพวกมัน และพวกมันแต่ละชนิดมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพระผู้สร้าง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปรับเปลี่ยนหรือก้าวล้ำได้ ยกตัวอย่างเช่น สิงโตจะดำรงชีวิตอยู่ในป่า ในที่ห่างไกลจากชุมชนมนุษย์เสมอ และไม่มีวันที่จะเชื่องและสัตย์ซื่อเหมือนวัวจนดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันกับมนุษย์และทำงานให้มนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าช้างและลาจะเป็นสัตว์ทั้งคู่และมีสี่ขาทั้งคู่ และเป็นสรรพสิ่งทรงสร้างที่หายใจด้วยอากาศ แต่พวกมันก็เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพราะพระเจ้าได้ทรงแยกพวกมันออกเป็นชนิดที่แตกต่างกัน พวกมันแต่ละประเภทมีสัญชาตญาณของพวกมันเอง และดังนั้น พวกมันจึงไม่เคยสับเปลี่ยนกันได้ ถึงแม้ว่าไก่จะมีขาและปีกสองข้างเหมือนกันกับนกอินทรี แต่มันจะไม่มีวันสามารถบินไปในอากาศได้ อย่างมากที่สุดมันก็เพียงแค่สามารถบินขึ้นไปบนต้นไม้—การนี้ถูกกำหนดโดยสัญชาตญาณของมัน ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคำบัญชาแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ในพัฒนาการของมวลมนุษย์วันนี้นั้น สามารถกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์นั้นกำลังเฟื่องฟู และสามารถบรรยายได้ว่า ความสัมฤทธิ์ผลในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ช่างน่าประทับใจ ต้องกล่าวว่า ความสามารถของมนุษย์นั้นกำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ มวลมนุษย์ได้สร้างเครื่องบิน เรือบรรทุกเครื่องบิน และระเบิดปรมาณูแล้ว มวลมนุษย์ได้ไปในห้วงอวกาศ ได้เดินบนดวงจันทร์ ได้ประดิษฐ์คิดค้นอินเทอร์เน็ต และได้มาใช้ชีวิตในแนวที่เปี่ยมเทคโนโลยี แต่กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจได้ สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกอย่าง และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งความมีชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกินกว่าพลังอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย ณ จุดนี้ ต้องกล่าวว่า ไม่สำคัญว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะบรรลุความสำเร็จสูงส่งเพียงใด มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้กับสิ่งใดก็ตามจากพระดำริของพระผู้สร้าง และมันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความเปี่ยมปาฏิหาริย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและพระอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก แต่กระนั้น มหาสมุทรเหล่านั้นก็ไม่เคยฝ่าฝืนขีดจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนแผ่นดินตามใจชอบเลย และเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกมันแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ ณ ที่ใดก็ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญชาพวกมัน และหากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และสามารถเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมันไปและหยุดอยู่ ก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

กล่าวตรงๆ ก็คือ "สิทธิอำนาจของพระเจ้า" หมายความว่า มันขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และมันจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา ธรรมบัญญัติแห่งทุกสรรพสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมันได้ มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยความปรารถนาของมนุษย์ แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยพระดำริของพระเจ้า พระปัญญาของพระเจ้า และพระบัญชาของพระเจ้าแทน นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่มีดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตาของมนุษย์—พวกมันล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามคำสั่งของพระเจ้า ตามพระบัญญัติทั้งหลายของพระเจ้า และตามธรรมบัญญัติทั้งหลายแห่งปฐมกาลของการทรงสร้าง ไม่มีบุคคลแม้สักคนเดียวหรือวัตถุแม้สักสิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติของพวกมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองตามธรรมชาติที่พวกมันใช้ทำหน้าที่ พวกมันได้เริ่มมีขึ้นมาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้ บัดนี้เมื่อได้กล่าวมามากถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้สึกได้หรือไม่ว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าคือสัญลักษณ์หนึ่งของพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้า? สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถถูกครองโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดได้หรือไม่? มันสามารถถูกเลียนแบบ ถูกปลอมมาเป็น หรือถูกแทนที่โดยบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอันใดได้หรือไม่?

พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างนั้นทรงเอกลักษณ์ และพวกเจ้าไม่ควรยึดปฏิบัติตามแนวความคิดแบบพหุเทวนิยม

ถึงแม้ทักษะและความสามารถของซาตานจะยิ่งใหญ่กว่าทักษะและความสามารถของมนุษย์ ถึงแม้ว่ามันจะสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ ไม่ว่าเจ้าจะอิจฉาหรือใฝ่ฝันในสิ่งที่ซาตานทำหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเกลียดชังหรือขยะแขยงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นพวกมันหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าซาตานจะสามารถสัมฤทธิผลมากเพียงใด หรือมันสามารถหลอกลวงผู้คนให้นมัสการและบูชามันกี่คนก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะนิยามมันอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่อาจสามารถกล่าวได้ว่า มันมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรรู้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจ ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพในการควบคุมและปกครองทุกสรรพสิ่ง เพียงเพราะซาตานมีความสามารถในการหลอกลวงผู้คนและสามารถปลอมเป็นพระเจ้า เลียนแบบหมายสำคัญและปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าทรงทำ และได้ทำสิ่งทั้งหลายที่คล้ายกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าก็เชื่ออย่างเข้าใจผิดว่า พระเจ้าไม่ทรงเอกลักษณ์ ว่ามีพระเจ้าหลายองค์ ว่าพระเจ้าที่แตกต่างกันเหล่านี้ก็แค่มีทักษะมากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง และว่ามีความแตกต่างในความกว้างขวางแห่งฤทธานุภาพที่พระเจ้าเหล่านั้นใช้แกว่งไกว เจ้าจัดอันดับความยิ่งใหญ่ตามลำดับการมาถึงของพระเจ้าเหล่านั้นและตามอายุของพระเจ้าเหล่านั้น และเจ้าเชื่ออย่างผิดๆ ว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ นอกเหนือจากพระเจ้า และคิดว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่ทรงเอกลักษณ์ หากเจ้ามีแนวคิดเช่นนั้น หากเจ้าไม่ระลึกได้ถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจ และหากเจ้าเพียงแต่ยึดปฏิบัติตามแนวคิดพหุเทวนิยม เช่นนั้นแล้ว เราว่า เจ้าก็คือสวะของสิ่งทรงสร้าง เจ้าเป็นรูปจำแลงแท้จริงของซาตาน และเจ้าเป็นคนชั่วโดยสมบูรณ์! พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพยายามจะสอนพวกเจ้าโดยการกล่าวคำพูดเหล่านี้หรือไม่? ไม่สำคัญว่าเวลา สถานที่ หรือภูมิหลังของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าต้องไม่สับสนปนเปพระเจ้ากับบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอื่นใด ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เองนั้นไม่อาจเป็นที่รู้จักได้หรือไม่อาจเข้าหาได้เพียงใดก็ตาม ไม่ว่าความประพฤติและคำพูดของซาตานจะตรงกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของเจ้ามากเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าพึงพอใจเพียงใดก็ตาม จงอย่าโง่เขลา จงอย่าสับสนไปกับมโนทัศน์เหล่านี้ จงอย่าปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า จงอย่าปฏิเสธพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้า จงอย่าผลักพระเจ้าออกนอกประตูและนำซาตานเข้ามาแทนที่พระเจ้าภายในหัวใจของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า เราไม่กังขาเลยว่า พวกเจ้ามีความสามารถในการจินตนาการถึงผลพวงที่ตามมาของการทำเช่นนั้น!

ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์จะถูกทำให้เสื่อมทราม แต่เขายังคงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามเรื่อยมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว มันได้ทำความชั่วจำนวนนับไม่ถ้วน ได้หลอกลวงผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า และได้ก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายในโลก มันได้ทำทารุณกรรมมนุษย์ หลอกลวงมนุษย์ หลอกล่อมนุษย์ให้ต่อต้านพระเจ้า และได้กระทำพฤติการณ์ชั่วที่ได้ลดคุณค่าและทำให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้างุนงงสับสนครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ทุกสรรพสิ่งและสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งหลายยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติและการอาละวาดเพ่นพ่านอันชั่วร้ายของซาตานนั้นอัปลักษณ์ยิ่งนัก น่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่นยิ่งนัก และช่างเล็กน้อยและอ่อนไหวเปราะบางยิ่งนัก ถึงแม้ว่าซาตานจะเดินอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง แต่มันก็ไม่สามารถมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยนิดในผู้คน สิ่งของ หรือวัตถุใดๆ ที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา หลายพันปีได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมวลมนุษย์ก็ยังคงชื่นชมความสว่างและอากาศที่พระเจ้าประทานให้ ยังคงหายใจด้วยลมปราณที่พระเจ้าพระองค์เองทรงถ่ายทอดออกมา ยังคงชื่นชมดอกไม้ นก ปลา และแมลงทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และชื่นชมทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้ วันและคืนยังคงแทนที่กันอย่างต่อเนื่อง ฤดูกาลทั้งสี่ยังคงปรับเปลี่ยนตามปกติ ห่านป่าที่บินอยู่ในท้องฟ้าจากไปในฤดูหนาว และยังคงหวนคืนมาในฤดูใบไม้ผลิถัดไป ปลาในน้ำไม่เคยทิ้งแม่น้ำและทะเลสาบ—ซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน จักจั่นบนแผ่นดินโลกร้องเพลงออกมาจากใจของพวกมันในระหว่างวันแห่งฤดูร้อน และจิ้งหรีดในพงหญ้าฮัมเพลงแผ่วเบาเป็นจังหวะเดียวกับสายลมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ห่านป่ารวมตัวกันเป็นฝูง ในขณะที่นกอินทรียังคงสันโดษ ความภาคภูมิของสิงโตยังคงค้ำชูตนเองโดยการล่า กวางเอลก์ไม่ไถลห่างไปจากหญ้าและดอกไม้…สิ่งทรงสร้างมีชีวิตทุกประเภทท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจากไปและหวนคืนมา และแล้วก็จากไปอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงนับล้านที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว—แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสัญชาตญาณและธรรมบัญญัติแห่งการอยู่รอด พวกมันดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาตญาณของพวกมันได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถลดคุณค่ากฎเกณฑ์ในการอยู่รอดของพวกมันได้ ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะถูกซาตานหลอกลวงและทำให้เสื่อมทราม แต่มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถยอมสละน้ำที่พระเจ้าทรงทำไว้ และอากาศที่พระเจ้าทรงทำไว้ และทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้ และมนุษย์ยังคงดำรงชีวิตและแพร่หลายในพื้นที่นี้ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ สัญชาตญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ยังคงพึ่งพาสายตาของเขาในการมอง พึ่งพาหูของเขาในการได้ยิน พึ่งพาสมองของเขาในการคิด พึ่งพาหัวใจของเขาในการเข้าใจ พึ่งพาขาและเท้าของเขาในการเดิน พึ่งพามือของเขาในการทำงาน และอื่นๆ สัญชาตญาณทั้งหมดที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์เพื่อให้เขาสามารถยอมรับการจัดเตรียมของพระเจ้าได้นั้นยังคงไม่ปรับเปลี่ยน ปฏิภาณทั้งหลายที่มนุษย์ใช้เพื่อร่วมมือกับพระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง ปฏิภาณของมวลมนุษย์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความอยากพบต้นกำเนิดของตนของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระผู้สร้างของมวลมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นคือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และผู้ซึ่งได้ทนฝ่าการทำลายล้างนองเลือดที่ซาตานเป็นผู้ทำ ถึงแม้ว่ามวลมนุษย์ได้ถูกซาตานเหยียบย่ำ และไม่ใช่อาดัมกับเอวาจากปฐมกาลแห่งการทรงสร้างอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายที่เป็นปรปักษ์กับพระเจ้า เช่น ความรู้ จินตนาการ มโนคติที่หลงผิด และอื่นๆ และเต็มไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว มวลมนุษย์ยังคงเป็นมวลมนุษย์แบบเดียวกันกับที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา มวลมนุษย์ยังคงได้รับการปกครองและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายในครรลองที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดขึ้น และดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์ผู้ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นเพียงแค่ถูกปกคลุมด้วยคราบสกปรก มีท้องที่ร้องโครกคราก มีปฏิกิริยาที่เชื่องช้าไปสักหน่อย มีความจำที่ไม่ดีเท่าที่เคยเป็น และชราภาพขึ้นเล็กน้อย—แต่การทำหน้าที่และสัญชาตญาณทั้งหมดของมนุษย์นั้นไม่มีการเสียหายเลยโดยสิ้นเชิง นี่คือมวลมนุษย์ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องได้ยินการทรงเรียกของพระผู้สร้าง และได้ยินพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง และเขาจะยืนขึ้นและรีบค้นหาตำแหน่งแหล่งกำเนิดของเสียงนั้น มวลมนุษย์นี้เพียงแต่ต้องมองเห็นพระรูปกายของพระผู้สร้าง และเขาจะกลายเป็นไร้ความใส่ใจในสิ่งอื่นใดทั้งหมด และละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะอุทิศตนต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งจะวางชีวิตของเขาลงเพื่อพระองค์ เมื่อหัวใจของมวลมนุษย์เข้าใจพระวจนะเปี่ยมน้ำใสใจจริงของพระผู้สร้าง มวลมนุษย์จะไม่ยอมรับซาตานและมาอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง เมื่อมวลมนุษย์ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเขาโดยหมดจดแล้ว และได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อนั้น ความจำของมวลมนุษย์จะฟื้นคืนมา และ ณ เวลานี้เอง มวลมนุษย์จึงจะได้หวนคืนสู่อำนาจครอบครองของพระผู้สร้างแล้วอย่างแท้จริง

14 ธันวาคม ค.ศ. 2013

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger