มีการเข้าสู่ชีวิตเพียงในการปฏิบัติความจริงเท่านั้น (ตอนที่สาม)
การไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้คนต้องเรียนรู้ที่จะมองสิ่งทั้งหลายตามพระวจนะของพระเจ้า ในอดีต ผู้คนมีทรรศนะที่ผิดมากมาย หากพวกเขาไม่แสวงหาความจริง พวกเขาย่อมจะไม่ตระหนักทรรศนะที่ผิดเหล่านั้น และจะยังคงดำเนินต่อไปดังเช่นแต่ก่อน โดยคิดว่าพวกเขาถูกต้อง อีกทั้งโอหังและคิดว่าตนถูก โดยที่ต่อให้เจ้าตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็จะยังคงไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน เป็นเรื่องยากมากที่จะเปลี่ยนมุมมองซึ่งคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงใช้มองสิ่งทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น เมื่อบางคนเห็นว่ามีคนคนหนึ่งในคริสตจักรที่เคยเป็นผู้นำบริษัทแห่งหนึ่ง ความรู้สึกเคารพและเลื่อมใสก็เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา พวกเขาอิจฉา เลื่อมใส ยกย่องบูชา และแม้กระทั่งเคารพคนเช่นนี้ คนคนนี้มีสถานะในหัวใจของพวกเขา ในสถานการณ์นี้ควรทำสิ่งใด? เจ้าควรแยกแยะคนคนนี้และปฏิบัติต่อพวกเขาโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และมองว่าพวกเขาเป็นใครบางคนที่รักความจริงและไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่ และพวกเขาเป็นใครบางคนที่ควรค่ากับความเคารพหรือไม่ หลังจากปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาและแยกแยะพวกเขาแล้ว หากเจ้าค้นพบว่าพวกเขาไม่ใช่คนจำพวกนี้ เจ้าย่อมจะไม่ยกย่องบูชาคนคนนั้นในหัวใจของเจ้าอีกต่อไป และจะไม่เคารพนับถือพวกเขาอย่างสูงส่ง เจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาและปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาในหนทางปกติ การปฏิบัติต่อพวกเขาในหนทางปกติหมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายถึงการที่สามารถปฏิบัติต่อพวกเขาได้อย่างถูกต้อง หัวใจของผู้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเลือกชอบ ความปรารถนา และการไล่ตามเสาะหาของตนเอง และคุณค่าของหัวใจของผู้คนก็เผยตัวเองออกมาในพฤติกรรมเล็กน้อยมากหลายอย่าง หากมีใครบางคนที่พวกเขาเคารพ เมื่อพวกเขาพูดถึงคนเหล่านั้น คำพูดของพวกเขาย่อมจะรู้กาลเทศะและสุภาพอย่างยิ่ง และพวกเขาย่อมจะอ้างอิงถึงคนเหล่านั้นในลักษณะที่เปี่ยมความเคารพเป็นพิเศษ นี่บ่งชี้สิ่งใด? ว่าคนคนนี้มีสถานะในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาก็ยกย่องบูชาคนคนนี้ นอกจากนี้ มีสิ่งอื่นๆ ที่พวกเขากล่าว พวกเขามักจะกล่าวว่า “คนคนนี้เคยเป็นเจ้าหน้าที่ หากคนคนนี้มายังพระนิเวศของพระเจ้าและได้รับการปฏิบัติดังเช่นคนปกติธรรมดา นั่นคงจะไม่เป็นธรรมต่อพวกเขา” ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขานั้น พวกเขาคิดว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ให้ความสำคัญกับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ บุคคลชั้นสูงเช่นนั้นสามารถถ่อมใจตัวเองและมาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า เป็นผู้เชื่อ และปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดได้ยกย่องบูชาพวกเขาหรือส่งเสริมพวกเขา และเบื้องบนก็ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษในการแนะนำพวกเขากับพี่น้องชายหญิง เจ้าถามพวกเขาว่าหน้าที่ของคนคนนี้เป็นไปอย่างไร และพวกเขาก็กล่าวว่า “คนคนนี้เคยเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง และมีผู้คนหลายพันคนภายใต้พวกเขา การทำงานเล็กน้อยนี้ไม่สำคัญอะไรสำหรับพวกเขา ไม่มีผู้ใดในพระนิเวศของพระเจ้าที่มีขีดความสามารถสูงกว่าพวกเขา พวกเขาเป็นชนชั้นสูง ไม่มีชนชั้นสูงในพระนิเวศของพระเจ้า” นี่เป็นการพูดคุยประเภทไหนกัน? พวกเขาคิดว่าโลกปุถุชนมีชนชั้นสูง แต่พระนิเวศของพระเจ้าไม่มี ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้ามีความจริง—ผู้คนในโลกปุถุชนมีความจริงหรือไม่? เจ้ากล่าวว่าโลกปุถุชนมีชนชั้นสูง แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อในชนชั้นสูง? เหตุใดเจ้าจึงได้มาที่นี่เพื่อเชื่อในพระเจ้า? เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และควรรีบกลับไปโลกปุถุชน ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาสามารถกล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่านั่นเป็นเสียงของซาตานหรอกหรือ? นั่นคือเสียงของซาตาน พวกเขาเชื่อในพระเจ้าและมาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า แต่ยกย่องซาตาน พวกเขาเกือบจะกล่าวว่า “หากคนมีชื่อเสียงคนใดคนหนึ่งเชื่อในพระเจ้า พวกเขาย่อมจะเป็นคนที่มีขีดความสามารถสูงสุด หากพวกเขาไม่สามารถถูกทำให้เพียบพร้อมได้ เช่นนั้นแล้วย่อมไม่มีความหวังสำหรับพวกเราที่เหลือ ในสายตาของพวกเขา พวกเราไม่สำคัญอะไร” ในหัวใจของพวกเขาและในสายตาของพวกเขานั้น คนที่เชื่อในพระเจ้าไม่ดีเท่ากับคนมีชื่อเสียง ผู้ประกอบธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ในโลกปุถุชน มีเพียงคนเหล่านั้นเท่านั้นที่เป็นชนชั้นสูง และเป็นผู้มีความสำคัญ เมื่อเจ้าทำความเข้าใจกับความหมายที่แฝงไว้ในสิ่งที่พวกเขากล่าว พวกเขาใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? (ไม่ใช่) ไม่สำคัญว่าพวกเขารับฟังคำเทศนามามากเพียงใด ทรรศนะและความคิดของพวกเขา ความเห็นเกี่ยวกับโลกของพวกเขา และความเห็นและทรรศนะเกี่ยวกับคนมีชื่อเสียงและชนชั้นสูงของพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาได้รับความจริงแล้วหรือยัง? พวกเขามีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่? (ไม่) คนคนนี้เป็นอะไรหรือ? (ผู้ไม่เชื่อ) พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ พวกเขาเป็นยูดาสและจอมหักหลัง! ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา พระเจ้าไม่ได้ทรงสูงสุดและความจริงก็ไม่ได้สูงที่สุด ตรงกันข้าม อำนาจทางโลก เกียรติยศ ชื่อเสียง และผลประโยชน์นั้นกลับสูงที่สุด คนคนนี้เป็นจอมหักหลัง นี่คือความคิดและทรรศนะของยูดาส นี่คือความคิดและตรรกะของซาตาน แม้ว่าคนเหล่านี้สามารถเข้าใจความจริง แต่ความคิดและทรรศนะของพวกเขาย่อมจะไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าคือความมีหน้ามีตา สถานะ และอำนาจ เมื่อเจ้าอยู่รอบๆ ใครบางคนเช่นนี้ การแสดงออกที่พวกเขามีเวลาที่พูดคุยกับเจ้านั้นไม่เหมาะสม และนั่นทำให้เจ้ามีความรู้สึกบางอย่าง กล่าวคือ คนคนนี้ยากที่จะเข้าใกล้ และบุคคลปกติทั่วไปก็ไม่ปรากฏแก่ตาสำหรับพวกเขา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าได้มากมายนัก ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงสามารถแสดงความจริงได้มากเพียงใด ในหัวใจของพวกเขาย่อมมีสิ่งกีดขวางระหว่างพวกเขากับพระเจ้าอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่าสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์นั้นปกติธรรมดา และไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือทรงฤทธิ์แม้แต่น้อย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถเคารพความรู้และพรสวรรค์ รวมทั้งชื่นชูบุคคลสำคัญได้ เมื่อคนที่โอหัง คิดว่าตนสำคัญ และทะนงตนเช่นนี้ที่เต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เห็นพระคริสต์ที่ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริง พวกเขาสามารถกราบไหว้และนมัสการพระองค์ได้อย่างไร? พวกเขาคิดในใจว่า “ท่านเป็นพระเจ้า ท่านมีเพียงความจริงเท่านั้น ท่านไม่มีความรู้ ฉันมีพรสวรรค์ ความรู้ของฉันสูงกว่าของท่าน ความสามารถพิเศษของฉันก้าวหน้ากว่าของท่าน ความสามารถของฉันในการรับมือกับสิ่งทั้งหลายก็โดดเด่นกว่าของท่าน และฉันก็พูดกับโลกภายนอกเก่งกว่าท่าน” เมื่อพวกเขาทำงานบางอย่างในคริสตจักร มีต้นทุนอยู่บ้าง หรือมีส่วนร่วมแบ่งปันบางอย่าง พวกเขาก็คิดถึงพระเจ้าน้อยลงไปอีกเสียด้วยซ้ำ นี่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? (ไม่ใช่) คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแสดงพฤติกรรมที่น่าเกลียดนานัปการออกมาให้เห็น และไม่มีเหตุผลแม้แต่น้อย ดังนั้นคนเหล่านี้จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ภายนอกของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ—ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงคิดถูก ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคิดว่าพระองค์ทรงคิดผิด ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคิดว่ามีพระเจ้า ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคิดว่าไม่มีพระเจ้า ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ทรงเป็นอธิปไตยเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง ชั่วขณะหนึ่งพวกเขากังขาที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นอธิปไตยเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง หัวใจของพวกเขาเกิดความขัดแย้งและสู้รบอยู่เสมอ แม้ว่าคนประเภทที่สองมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและเข้าใจความจริงในเชิงที่ตื้นเขินที่สุดของความหมายของความจริง—ซึ่งก็คือความหมายของคำพูดและคำสอนเท่านั้น ซึ่งยังคงนับว่าเป็นการมีความสามารถในการจับใจความอยู่บ้าง—ในขณะที่พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงบางประการ แต่พวกเขาก็ไม่เคยนำความจริงเหล่านั้นไปปฏิบัติเลย การสำแดงของพวกเขาเป็นอย่างไร? การไล่ตามไขว่คว้างาน การไล่ตามไขว่คว้าการได้รับพร การไล่ตามไขว่คว้าการตอบสนองความเชื่อที่คลุมเครือและเสบียงอาหารฝ่ายวิญญาณของตนเอง และการไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะ นี่คือบุคคลประเภทที่สอง
ประเภทที่สามคือคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไล่ตามเสาะหาความจริง คนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณสามารถเข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้ากำลังกล่าวสิ่งใด รับสภาวะนานาสารพันที่เปิดโปงในพระวจนะของพระเจ้าและยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเอง และตระหนักรู้ว่าอะไรเป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาวะของตน อย่างไรก็ตาม การที่สามารถยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาได้นั้นไม่ได้หมายความว่าเจ้าเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หลังจากยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเองแล้ว หากเจ้าปฏิบัติและเข้าสู่ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากผู้คนสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า และใช้หลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาเข้าใจเป็นรากฐานซึ่งใช้ในการเข้าสู่อย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้สำแดงตนออกมาอย่างไรในแง่ของการไล่ตามเสาะหาความจริง? เหตุผลหนึ่งก็คือ พวกเขาสามารถยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงเมื่อเผชิญกับสภาพการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้และสัมฤทธิ์การนบนอบ อีกแง่มุมหนึ่งก็คือพวกเขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาวะและการเผยในชีวิตประจำวันของตนทุกแง่มุม แล้วก็สามารถยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเองตามพระวจนะของพระเจ้า แก้ไขปัญหา และสามารถไปถึงจุดที่พวกเขามีหลักธรรมในหนทางที่พวกเขาจัดการกับเรื่องทุกจำพวก และมีเส้นทางสู่การปฏิบัติในเรื่องทุกจำพวก ตัวอย่างเช่น ครั้งสุดท้ายที่เราได้สามัคคีธรรมและชำแหละบาปหลักเจ็ดอย่างของเปาโล พวกเจ้าต้องสามารถยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเอง เข้าใจการนั้นอย่างแท้จริง รวมทั้งปฏิบัติและเข้าสู่ การยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาและการเข้าสู่ชีวิตเชื่อมโยงถึงกันอย่างซับซ้อน การที่สามารถยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเองได้คือทางผ่านสู่การเข้าสู่ชีวิต วิธีที่เจ้าเข้าสู่หลังจากก้าวผ่านทางผ่านจะขึ้นอยู่กับว่าเจ้าเข้าใจความจริงแง่มุมนี้หรือไม่? เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงแง่มุมหนึ่ง เจ้าย่อมสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงแง่มุมหนึ่งได้ และเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงสองแง่มุม เจ้าก็ย่อมสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงสองแง่มุมได้ หากเจ้าเพียงแค่เข้าใจคำสอนและไม่มีหลักธรรมแห่งการเข้าสู่ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงได้ ดังนั้นการที่เจ้าเข้าใจความจริงที่มากมายเป็นลำดับแรกจึงมีความสำคัญ เจ้าสามารถเข้าใจความจริงเหล่านั้นได้อย่างไร? เจ้าต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มาก ไตร่ตรองพระวจนะของพระองค์ ยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบระหว่างพระวจนะเหล่านั้นกับชีวิตจริงของเจ้าและหน้าที่ที่เจ้าปฏิบัติ ค้นหาหลักธรรมแห่งการปฏิบัติและค้นหาเส้นทางสู่การปฏิบัติ เมื่อนั้นการเข้าสู่ความเป็นจริงย่อมจะเป็นเรื่องง่าย หากมีปัญหาที่แท้จริงบางอย่าง เจ้าต้องเปรียบเทียบปัญหาเหล่านั้นกับพระวจนะของพระเจ้าบทตอนที่สัมพันธ์กัน และแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หากเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งขึ้นไปอีกที่จะยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับพระวจนะของพระเจ้า สามารถแยกแยะได้ว่ามโนคติอันหลงผิดหรือความเข้าใจผิดเหล่านี้อันที่จริงแล้วผิดในหนทางใด และสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาลักษณะใด เจ้าต้องสามารถชำแหละปัญหาเหล่านี้ จากนั้นจึงแสวงหาความจริงที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นี่คือเส้นทางสู่การเข้าสู่ชีวิต เปาโลทำงานมากมายยิ่งนัก แต่เขามีเส้นทางสู่การเข้าสู่ชีวิตหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอนที่สุด อะไรคือบาปประการแรกในบาปหลักเจ็ดประการของเปาโล? เขาปฏิบัติต่อการไล่ตามไขว่คว้ามงกุฎและการไล่ตามไขว่คว้าพรดังเช่นวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องเหมาะสม การปฏิบัติต่อการไล่ตามไขว่คว้าพรดังเช่นวัตถุประสงค์นั้นผิดในหนทางใด? การปฏิบัติดังกล่าวขัดแย้งกับความจริงอย่างสิ้นเชิง และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่จะช่วยผู้คนให้รอด เนื่องจากการได้รับพรไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ถูกต้องเหมาะสมที่ผู้คนจะไล่ตามเสาะหา อะไรคือวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องเหมาะสม? การไล่ตามเสาะหาความจริง การไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย และการที่สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้า เหล่านี้คือวัตถุประสงค์ที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา ตัวอย่างเช่น สมมติว่าการถูกตัดแต่งทำให้เจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิด และเจ้ากลายเป็นไร้ความสามารถที่จะนบนอบ เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถนบนอบได้? เพราะเจ้ารู้สึกว่าบั้นปลายของเจ้าหรือความฝันที่จะได้รับพรของเจ้าถูกท้าทาย เจ้ากลายเป็นคิดลบและหัวเสีย และต้องการล้มเลิกหน้าที่ของตน อะไรคือเหตุผลสำหรับการนี้? มีปัญหากับการไล่ตามเสาะหาของเจ้า แล้วการนี้ควรแก้ไขอย่างไร? การที่เจ้าละทิ้งแนวคิดที่เข้าใจกันผิดเหล่านี้ทันที และการที่เจ้าแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เจ้าควรพูดกับตัวเองว่า “ฉันต้องไม่ล้มเลิก ฉันยังคงต้องทำหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำให้ดี และละวางความพึงปรารถนาที่จะได้รับพรของฉัน” เมื่อเจ้าละทิ้งความพึงปรารถนาที่จะได้รับพรและเจ้าเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าก็ย่อมโล่งอก และเจ้าจะยังคงสามารถคิดลบได้อยู่หรือไม่? แม้ว่ายังคงมีช่วงเวลาที่เจ้าคิดลบ แต่เจ้าก็ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จำกัดควบคุมเจ้า และในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าคอยอธิษฐานและต่อสู้เรื่อยไป โดยเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการไล่ตามเสาะหาของตน จากการไล่ตามเสาะหาการได้รับพรและการมีบั้นปลายเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าก็พูดกับตัวเองในใจว่า “การไล่ตามเสาะหาความจริงคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เพื่อเข้าใจความจริงบางอย่างในวันนี้—ไม่มีการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่คือพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพรทั้งปวง ต่อให้พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ฉัน และฉันไม่มีบั้นปลายที่ดี และความหวังที่จะได้รับพรของฉันถูกทำให้แตกกระจัดกระจาย ฉันก็จะยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ฉันมีภาระผูกพันที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม ฉันจะไม่ยอมให้ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฉันอย่างถูกควร ฉันจะไม่ยอมให้ส่งผลต่อการทำพระบัญชาที่พระเจ้าทรงมีต่อฉันให้สำเร็จลุล่วง นี่คือหลักธรรมที่ฉันใช้ในการปฏิบัติตน” และในการนี้ เจ้ายังไม่ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดควบคุมแห่งเนื้อหนังหรอกหรือ? บางคนอาจกล่าวว่า “เอ้อ ถ้าเกิดฉันยังคงคิดลบอยู่ล่ะ?” เช่นนั้นแล้วก็จงแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขการนั้นอีกครั้ง ไม่ว่าเจ้าตกอยู่ในความคิดลบกี่ครั้งก็ตาม หากเจ้าเพียงแค่คอยแสวงหาความจริงเรื่อยไปเพื่อแก้ไขการนั้น และคอยเพียรพยายามเพื่อให้ได้ความจริงเรื่อยไป เจ้าย่อมจะผุดขึ้นมาจากความคิดลบของตนอย่างช้าๆ และอยู่มาวันหนึ่งเจ้าย่อมจะรู้สึกว่าเจ้าไม่มีความพึงปรารถนาที่จะได้รับพรและไม่ถูกบั้นปลายและผลลัพธ์ของตนจำกัดควบคุม และเจ้าย่อมใช้ชีวิตโดยปราศจากสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นและเป็นอิสระขึ้น เจ้าจะรู้สึกว่าชีวิตที่เจ้าเคยมีก่อนหน้านั้นที่ในทุกๆ วันเจ้าใช้ชีวิตเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะได้รับพรและบั้นปลายของตนนั้นน่าเหนื่อยอ่อน การพูด การทำงาน และการเค้นสมองในทุกๆ วันเพื่อประโยชน์แห่งการได้รับพร—แล้วการนั้นจะทำให้เจ้าได้รับสิ่งใดในท้ายที่สุด? อะไรคือคุณค่าของชีวิตเช่นนี้? เจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่กลับสูญวันที่ดีที่สุดทั้งหมดของตนไปเปล่าๆ กับสิ่งที่ไม่มีนัยสำคัญ ในท้ายที่สุด เจ้าก็ไม่ได้รับความจริงใดๆ และเจ้าก็ไม่สามารถกล่าวคำพยานจากประสบการณ์ใดๆ ได้ เจ้าทำให้ตัวเองเป็นเหมือนคนโง่ เสื่อมเสียและล้มเหลวอย่างถึงที่สุด และจริงๆ แล้วอะไรคือสาเหตุของการนี้? นั่นก็คือว่าเจตนาที่จะได้รับพรของเจ้าแรงกล้าเกินไป ผลลัพธ์และบั้นปลายของเจ้ายึดครองหัวใจของเจ้าและพันธนาการเจ้าไว้แน่นเกินไป แต่เมื่อมาถึงวันที่เจ้าผุดขึ้นมาจากพันธนาการแห่งความสำเร็จในอนาคตและบั้นปลายของตน เจ้าย่อมจะสามารถทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลังและติดตามพระเจ้าได้ เจ้าจะสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์เมื่อใด? ขณะที่การเข้าสู่ชีวิตของเจ้าลึกซึ้งอย่างไม่หยุด เจ้าย่อมจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตน และนั่นก็คือเวลาที่เจ้าจะสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์ บางคนพูดว่า “ฉันสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ฉันต้องการ” การนี้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติหรือไม่? (ไม่) ผู้อื่นพูดว่า “ฉันได้ขบคิดทั้งหมดนี้ออกในชั่วข้ามคืน ฉันเป็นคนเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนหรือบอบบางเช่นพวกคุณที่เหลือ ความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากได้อยากมีของพวกคุณแรงกล้าเกินไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกคุณถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกมากกว่าที่ฉันเป็น” สถานการณ์เป็นเช่นนั้นหรือไม่? ไม่ใช่ มวลมนุษย์ทั้งปวงมีธรรมชาติที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างเดียวกัน ในเชิงลึกแล้วไม่แตกต่างกัน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างพวกเขาอยู่ที่ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์หรือไม่ และพวกเขาเป็นคนประเภทใด บรรดาผู้ที่รักและยอมรับความจริงสามารถรับรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองได้อย่างค่อนข้างลึกซึ้งและชัดเจน และผู้อื่นก็คิดอย่างผิดๆ ว่าคนเช่นนั้นเสื่อมทรามอย่างดิ่งลึก พวกที่ไม่รักหรือไม่ยอมรับความจริงคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่มีความเสื่อมทราม พวกเขาจะเป็นวิสุทธิชนด้วยพฤติกรรมที่ดีอีกสองสามอย่าง ทัศนคตินี้ไม่ถูกต้องอย่างเห็นได้ชัด—ในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าความเสื่อมทรามของพวกเขาตื้นเขิน แต่เป็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริงและไม่มีความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับแก่นแท้และความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของตน โดยสรุป เพื่อเชื่อในพระเจ้า คนเราต้องยอมรับความจริง ปฏิบัติความจริง เข้าสู่ความเป็นจริง และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนก่อนที่พวกเขาจะสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาที่ไม่ถูกต้องของตนได้ และก่อนที่พวกเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการไล่ตามไขว่คว้าพรและการเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างสมบูรณ์ ในหนทางนี้ คนเราจึงจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า ความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงเพื่อพิพากษาและชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ใช้ได้ผลในการบรรลุเป้าหมายนี้
ทีนี้มีใครบ้างไหมท่ามกลางพวกเจ้าที่ยังคงมีความพึงปรารถนาที่จะเป็นพระเจ้า? (ไม่มี) เหตุผลที่พวกเจ้าไม่มีความพึงปรารถนานี้เป็นเพราะพวกเจ้าไม่อาจหาญที่จะมี หรือเพราะพวกเจ้าไม่มีความหวังหรือภูมิหลังและสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องเหมาะสม? เป็นเรื่องยากที่จะพูด อันดับแรกเลยก็คือ เป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีผู้ใดที่ปรารถนาที่จะไล่ตามไขว่คว้าการเป็นพระเจ้าอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม ในสภาพการณ์พิเศษ หากมีคนที่เคารพเจ้า ยกย่องเจ้า กล่าวคำชมและกล่าวชมเชยเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เจ้ามีสถานะในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาสถาปนาเจ้าเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบและทรงอานุภาพจำพวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว—แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นพยานยืนยันว่าเจ้าเป็นพระเจ้า และพวกเขาก็รู้ว่าเจ้าเป็นมนุษย์ แต่พวกเขาก็ยังคงเคารพเจ้า เชื่อฟังเจ้า และปฏิบัติต่อเจ้าราวกับว่าเจ้าเป็นพระเจ้า—ในใจเจ้าจะรู้สึกอย่างไร? เจ้าจะไม่รู้สึกถึงความชื่นชมยินดีและความพึงพอใจเป็นพิเศษหรอกหรือ? (รู้สึก) นี่มากพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ายังคงมีความพึงปรารถนานี้ ทุกคนที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมีความพึงปรารถนาที่จะเป็นพระเจ้า เพียงแค่ว่าเมื่อไม่มีใครปฏิบัติต่อเจ้าอย่างพระเจ้า เจ้าย่อมรู้สึกว่าเจ้าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม เมื่อเจ้ารู้สึกว่าเจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสม สภาพแวดล้อมเหมาะสม และเงื่อนไขทั้งหลายนั้นเพียงพอ เจ้าย่อมจะยกระดับตนเองไปสู่ตำแหน่งนั้น หรือบางทีเจ้าอาจจะไม่ยกระดับตนเอง แต่เวลาที่คนอื่นยกระดับเจ้าอยู่ท่าเดียว เจ้าจะยังคงถ่อมตัวอยู่หรือไม่? เจ้าก็คงจะยอมรับการยกระดับนั้น “อย่างไม่มีการสงวนท่าที” เกิดอะไรขึ้นตรงนี้? ธรรมชาติของซาตานได้ฝังรากลึกภายในตัวผู้คน และยังคงไม่ได้รับการแก้ไข—ผู้คนไม่ต้องการที่จะเป็นผู้คนเลย พวกเขาต้องการที่จะเป็นพระเจ้าอยู่เสมอ คนคนหนึ่งจะสามารถเป็นพระเจ้าแค่ด้วยการปรารถนาเช่นนั้นได้หรือ? ซาตานต้องการที่จะเป็นพระเจ้าอยู่เสมอ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับมัน? มันถูกโยนจากสวรรค์ลงไปยังโลก นั่นเป็นชะตากรรมของซาตานในการต้องการที่จะเป็นพระเจ้า จงบอกเราที เรารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับอัตลักษณ์ สถานะ และแก่นแท้ของเราเอง? แน่นอนว่าพวกเจ้าย่อมไม่รู้ เราไม่รู้สึกอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติอย่างยิ่ง พระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นปกติเป็นพิเศษ ไม่มีสิ่งใดที่เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพระองค์ พระองค์ไม่ทรงมีความรู้สึกใดเป็นพิเศษ เจ้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้ารู้ว่าเจ้าชอบอะไร เจ้ารู้ว่าเจ้าเกิดมาในครอบครัวไหน เจ้าอายุเท่าไหร่ และเจ้าได้รับการศึกษามามากเพียงใด เจ้ารู้ว่าเจ้ามีหน้าตาอย่างไร แต่การรู้ว่าแก่นแท้ภายในของเจ้าเป็นอย่างไรเป็นเรื่องปกติหรือไม่ หรือการไม่รู้เป็นเรื่องปกติ? (การไม่รู้เป็นเรื่องปกติ) การไม่มีความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ การมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ นั่นคงจะไม่ใช่เรื่องของเนื้อหนัง และคงจะไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ความเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องไม่ปกติ บรรดาผู้ที่ประพฤติตนในหนทางที่ไม่ปกติและมีความรู้สึกที่ไม่ปกติอยู่เสมอคือจิตวิญญาณชั่ว ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย บางคนถามเราว่าเรารู้หรือไม่ว่าเราเป็นใคร จงบอกเราที เราจะรู้กระนั้นหรือ? เราควรรู้กระนั้นหรือ? เรามีตรรกะและวิธีการคิดของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ เรามีความคิดที่ปกติและชีวิตแห่งเนื้อหนังอันเป็นกิจวัตรที่ปกติ เรามีมโนธรรม ความมีเหตุผล และดุลพินิจของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และเราก็มีหลักธรรมในการวางตัว การจัดการรับมือกับเรื่องต่างๆ และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ชัดเจน ในเรื่องของวิธีทำสิ่งทั้งหลาย วิธีปฏิบัติต่อคนที่แตกต่างกัน วิธีช่วยเหลือคน และจะช่วยเหลือคนไหน เรามีหลักธรรมทั้งหมดนี้ การใช้ชีวิตในความเป็นมนุษย์ที่ปกติและการทำสิ่งทั้งหลายที่เราควรทำคือความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ไม่มีอะไรที่เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระเจ้าไม่ทรงทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติ การที่เราไม่รู้เป็นเรื่องปกติ หากเรารู้ นั่นก็คงจะก่อให้เกิดเรื่องเดือดร้อน เหตุใดการนั้นจึงจะก่อให้เกิดเรื่องเดือดร้อน? หากเรารู้ เราก็คงจะมีภาระ เรื่องต่างๆ จะพัวพันกันมากเกินไป และเรื่องเหล่านั้นก็คงจะไม่สอดคล้องกัน เพราะส่วนที่เรารู้จะไม่ใช่เรื่องของเนื้อหนังหรือโลกทางวัตถุ แต่จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติและจะไม่สอดคล้องกับเรื่องต่างๆ ของโลกนี้ เหมือนกันไม่มีผิดกับที่บางคนสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ พวกเขาใช้ชีวิตในเนื้อหนังและในโลกทางวัตถุ แต่กลับมองเห็นโลกที่ไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่ทางวัตถุ พวกเขาสามารถมองเห็นสองโลก และสามารถพูดสิ่งแปลกๆ บางอย่างได้ นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ การนี้จะมีอิทธิพลต่อความคิดและงานของคนอื่น นอกจากการนี้แล้ว สำหรับคนที่เชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริง การที่พวกเขารู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณยังคงเป็นเรื่องจำเป็น มีสิ่งต่างๆ มากมายที่คนที่ไม่มีทางรู้เลย แต่การไม่รู้อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่การสูญเสีย การรู้หรือไม่รู้ก็น่าพอใจทั้งสองอย่าง พระเจ้าได้ทรงจำกัดเขตแนวเขตของสิ่งต่างๆ ที่สิ่งมีชีวิตที่ต้องตายสามารถเข้าใจ รู้ และรู้สึกถึงได้ไว้แล้ว พระเจ้าไม่ตรัสสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องรู้น้อยไปแม้ประโยคเดียว—พระองค์ตรัสบอกทุกสิ่งทุกอย่างกับเจ้า และไม่ทรงทิ้งความรู้ของเจ้าให้ขาดพร่อง อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงปิดผนึกสิ่งที่เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้โดยสมบูรณ์ พระองค์จะไม่ตรัสบอกเจ้า และจะไม่ทรงทำให้ความคิดและความรู้สึกนึกคิดของเจ้าว้าวุ่น อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายนั้น เรื่องต่างๆ ของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณเป็นความล้ำลึก ปรากฏการณ์ที่แปลก หรือเรื่องของโลกที่แตกต่างออกไปจำพวกหนึ่ง ในหัวใจของพวกเขา ผู้คนต้องการรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เจ้าสามารถทำอะไรได้บ้างด้วยความรู้เช่นนั้น? เจ้าสามารถตรวจสอบยืนยันการนั้นได้หรือไม่? เจ้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนั้นได้หรือไม่? หลายๆ เรื่องของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณเป็นความลับและไม่สามารถเผยก่อนเวลาได้ นี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถมีส่วนร่วมได้—การรู้ในปริมาณจำกัดก็เพียงพอแล้ว พระเจ้าทรงเป็นอธิปไตยเหนือโลกนี้และเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ และก็มีข้อล้ำลึกมากมายเกินไป สิ่งที่พวกเราควรเข้าใจคือพระวจนะและความจริงของพระเจ้า และเจตนารมณ์ของพระองค์ พวกเราควรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง สัมฤทธิ์การนบนอบอธิปไตยทั้งหมดของพระเจ้าที่คนสามารถเข้าถึงได้ เข้าใจและตระหนักรู้อธิปไตยดังกล่าว แล้วจึงกลายเป็นสามารถยำเกรงพระเจ้าได้ ยอมรับพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างของเจ้า ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นอธิปไตยเหนือทั้งหมด โดยในที่สุดแล้วก็กลายเป็นสามารถเปล่งถ้อยคำเหล่านั้นที่โยบกล่าวว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) ผู้คนต้องได้รับประสบการณ์กับสิ่งใดเพื่อสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้? พวกเขาต้องได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอน การถูกตัดแต่ง ทดสอบ และถลุง และได้รับประสบการณ์กับสภาพการณ์ทุกรูปแบบที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการ และรู้จักกิจการทั้งหลายของพระเจ้า รู้จักพระอุปนิสัยของพระองค์ เข้าใจแก่นแท้ของพระผู้สร้าง และสามารถยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบระหว่างตัวเองกับพระวจนะของพระเจ้าที่พวกเขาได้อ่านมาหรือคำเทศนาที่พวกเขาได้ยินมาโดยผ่านทางสภาพการณ์ดังกล่าว ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร พระองค์ทรงเอาไปเสียหรือประทาน พวกเขาย่อมสัมฤทธิ์ความเข้าใจที่เป็นธรรมและถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับกิจการทั้งหลายของพระเจ้า และนบนอบและยอมรับกิจการเหล่านั้นในลักษณะที่สมควรแก่ความมีเหตุผลของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายที่จะสำเร็จลุล่วง
พวกเรากลับมาที่หัวข้อของพวกเราเกี่ยวกับการสามัคคีธรรมสำหรับวันนี้กันเถิด การสำแดงของคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและการสำแดงของคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงโดยพื้นฐานแล้วก็คือสามประเภทนี้ เราได้จำแนกความต่างระหว่างคนสามประเภทนี้ไว้อย่างละเอียดแล้ว กล่าวคือ ประเภทแรกคือคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ประเภทที่สองคือคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และประเภทที่สามคือคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและไล่ตามเสาะหาความจริง ในบรรดาคนสามประเภทนี้ ประเภทใดมีความหวังที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้? (ประเภทที่สาม) คนประเภทใดมีความหวังที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถพัฒนาและเปลี่ยนเป็นคนที่มีความเป็นจริงความจริงได้? (ประเภทที่สอง) ในกรณีนี้ คนประเภทแรกได้ถูกตัดสินประหารชีวิตแน่แล้วหรือยัง? คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณสามารถเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือมีความเข้าใจเพียงครึ่งเดียวได้หรือไม่? คนที่มีความเข้าใจอยู่ครึ่งเดียวย่อมมีความหวังอยู่บ้าง พวกเขาค่อนข้างดีกว่าคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณแต่อย่างใด ในบรรดาคนสามประเภทนี้ ประเภทใดมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดมากกว่ากัน? (ประเภทที่สาม) แล้วคนประเภทที่สองล่ะ? (นั่นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาส่วนตัวของพวกเขา หากพวกเขาสามารถพลิกฟื้นสิ่งทั้งหลายให้ดีขึ้น กลับใจ และไล่ตามเสาะหาความจริงได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมสามารถมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด) เราจะบอกพวกเจ้าตรงๆ พวกเจ้ายังไม่เข้าใจชัดเจนอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับคนประเภทที่สอง แม้ว่าคนประเภทที่สองมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่พวกเขาก็ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และนี่เป็นเรื่องวิกฤติ ไม่ว่าพวกเขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่ ตราบที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาย่อมไม่สามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้อย่างแน่นอนที่สุด สิ่งที่เราต้องการเน้นย้ำในที่นี้คือคนประเภทแรก พวกที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ สมมติว่าพวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณแต่พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ดี และพวกเขาก็สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างเต็มใจ ใส่ใจต่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส และมีหัวใจที่นบนอบ—เพียงแค่ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการจับใจความเมื่อเป็นเรื่องของความจริง—แต่พวกเขาสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าบางส่วนและตรวจสอบตัวเองกับพระวจนะเหล่านั้น แล้วจึงปฏิบัติและเข้าสู่พระวจนะเหล่านั้น คนเช่นนี้มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาสามารถค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจฝ่ายวิญญาณได้ด้วยการก้าวผ่านประสบการณ์ดังกล่าวสักพักหนึ่ง ยิ่งพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างตั้งใจมากขึ้นเท่าใด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยิ่งให้ความรู้แจ้งพวกเขามากขึ้นเท่านั้น พวกเขาสามารถเปรียบเทียบอะไรก็ตามที่พวกเขาเข้าใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้ากับสภาวะของตนเอง ยอมรับการตัดแต่ง การพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และการถลุงของพระเจ้า ยอมลำบากสำหรับการนี้ และสุดท้ายแล้วก็สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงบางอย่างซึ่งสอดรับกันในอุปนิสัยของตน คนเช่นนี้ยังนับว่าเป็นบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงด้วย เนื่องจากพวกเขาได้รับการพิจารณาว่าเป็นบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขามีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่? (มีความหวัง) พวกเขามีความหวัง—ด้วยเหตุนี้ คนเช่นนี้จึงไม่สามารถถูกส่งไปตายได้ ในทางกลับกัน เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรสำหรับคนจำพวกที่สามารถเข้าใจความจริงและยกตัวเองมาเปรียบกับความจริงได้ แต่ไม่เคยเข้าสู่ความจริง อะไรคือรากเหง้าของปัญหานี้? (ท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง) นั่นก็คือท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง ซึ่งเป็นท่าทีของความไม่เคารพและการดูถูก “การดูถูก” หมายความว่าอย่างไร? นั่นหมายถึงการไม่ยอมรับความจริง นั่นหมายถึงการดูแคลนความจริง นั่นหมายถึงการไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริง และการไม่คำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงจัง ไม่สำคัญว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่พวกเขาได้ยินมากเพียงใด พวกเขาไม่ปฏิบัติความจริง และไม่สำคัญว่าพวกเขายกตัวเองมาเปรียบกับความจริงในระดับใด ต่อให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาเป็นคนจำพวกใด พวกเขาก็ยังคงไม่กลับใจ แม้ว่าพวกเขารู้ว่าแง่มุมที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดของการเชื่อในพระเจ้าคือการปฏิบัติความจริง แต่คำว่า “ปฏิบัติ” ก็ไม่เกี่ยวข้องกับคนเช่นนี้ คนเช่นนี้ไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยง่าย
ทีนี้พวกเราควรให้นิยามการไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร? การไล่ตามเสาะหาความจริงคือสิ่งใดกันแน่? ใครสามารถบอกเราได้? (การที่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อทบทวนตัวเองและยกข้อเทียบเคียงขึ้นมาเปรียบกับตัวเอง และการมีการเข้าสู่ชีวิตด้วย มีเพียงการนี้เท่านั้นที่นับว่าเป็นการไล่ตามเสาะหาความจริง) ถูกต้อง ด้วยการที่สามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติความจริงเท่านั้น ใครบางคนจึงจะเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากพวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและไม่สามารถทบทวนตัวเองได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และย่อมไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ดังนั้นจึงมีสัมพันธภาพโดยตรงระหว่างการไล่ตามเสาะหาความจริงกับการเข้าสู่ชีวิต หากคนคนหนึ่งสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้มากมาย แต่ไม่เคยปฏิบัติความจริง ไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และต่อให้พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าบางสิ่งบางอย่างคืออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าและมาจากพระเจ้า พวกเขาไม่นบนอบ และพวกเขาก็ขัดขืน ตัดสิน และคอยต่อต้านเรื่อยไป และพวกเขายังคงใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตาน และทำสิ่งทั้งหลายตามความเลือกชอบของตนเอง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง บางคนมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า แต่ไม่รักความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติความจริง—คนเช่นนี้ไม่ใช่บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง บางคนเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ขีดความสามารถของพวกเขาแย่เกินไป และพวกเขาไม่สามารถไปถึงความจริงได้ ผลก็คือ พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแต่ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ คนเช่นนี้ใช่บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? ไม่ใช่ คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงมีการสำแดงหลักแบบใด? การสำแดงที่มาก่อนอื่นก็คือว่าพวกเขาไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้า และไม่เต็มใจที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะสามัคคีธรรมความจริง และถึงขั้นไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมการชุมนุมหรือรับฟังคำเทศนา เมื่อพวกเขารับฟังคำเทศนา พวกเขารู้สึกราวกับว่าคำพูดทุกคำมุ่งตรงไปยังพวกเขา และกำลังเปิดโปงพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกถูกตรึงไว้และไม่ชูใจ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลารับฟังคำเทศนา พวกเขาก็แค่ต้องการนอนหรือเข้าร่วมในการพูดคุยที่ไร้สาระ มีคนเช่นนี้จำนวนมากพอประมาณ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อที่จะได้รับพรเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อที่จะยอมรับความจริง ได้รับความจริง สลัดทิ้งความเสื่อมทรามของตน ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ หรือบรรลุความรอดจากพระเจ้า รากเหง้าของปัญหาโดยหลักแล้วก็คือว่าพวกเขาไม่รักความจริงและไม่สนใจความจริง พวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อได้รับพรเท่านั้น นี่คือจุดสนใจในการโหยหาของพวกเขาแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อประโยชน์แห่งการได้รับพร พวกเขาสามารถตรากตรำและละทิ้งสิ่งทั้งหลายได้ แต่พวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ รวมทั้งไม่สนใจความจริง พวกเขาคิดว่าการเข้าใจคำสอนก็เพียงพอแล้ว การประพฤติชั่วน้อยลงหมายความว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และการลงแรง การละทิ้งสิ่งทั้งหลาย และหนำซ้ำการทนทุกข์ ทำให้พวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับพร นี่คือทรรศนะของพวกเขาเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ดังนั้น ไม่สำคัญว่าพวกเขาเชื่อกี่ปี ไม่สำคัญว่าพวกเขาเข้าใจและสามารถประกาศคำสอนได้มากเพียงใด และไม่สำคัญว่าคำพูดที่ตรงกับความจริงออกมาจากปากของพวกเขามากเพียงใด พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้เลย อุปนิสัยที่พวกเขาเผยให้เห็นยังคงดื้อรั้น ปล่อยตามใจ และไม่ยับยั้งชั่งใจ พวกเขาปกป้องความภาคภูมิใจและผลประโยชน์ของตนเองในทุกโอกาส พวกเขาเห็นแก่ตัวและต่ำช้าเป็นพิเศษ และแม้ในเวลาที่พวกเขาถูกติติงและตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับการนั้นได้ และไม่มีการนบนอบแม้แต่น้อย คนเช่นนี้ทำตามที่พวกเขาพอใจ พวกเขาไม่หารือกับผู้อื่นก่อนลงมือกระทำการ และต่อให้พวกเขาหารือกับผู้อื่นจริงๆ นั่นก็เป็นเพียงเมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้นและก็แค่เพื่อประโยชน์แห่งพิธีรีตอง—พวกเขากล่าวโดยอ้อม วกไปวนมา และในท้ายที่สุดก็ยังคงทำให้ผู้อื่นทำตามที่พวกเขากล่าว อุปนิสัยใดถูกเผยออกมาในการทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนี้? (ความหลอกลวง) นี่ไม่ใช่แค่ความหลอกลวง มีบางสิ่งบางอย่างที่รุนแรงยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ไม่สำคัญว่าคำพูดของพวกเขาฟังดูรื่นหูเพียงใดเวลาที่ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่น อธิบายว่านี่คือการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้าและการทำให้คนอื่นนบนอบ เมื่อเป็นเรื่องของตัวพวกเขาเอง นี่ไม่ใช่วิธีที่พวกเขาปฏิบัติ ตรงกันข้าม พวกเขากลับดื้อแพ่งและเป็นกบฏ ไม่นบนอบ และไร้ความสามารถที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า นอกเหนือจากนี้แล้ว พวกเขาสำแดงตนออกมาอย่างไรเวลาที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น? พวกเขากระทำการโดยสอดคล้องกับปรัชญาสำหรับการจัดการทางโลก โดยมองหาข้อได้เปรียบในทุกโอกาสและปกป้องสัมพันธภาพส่วนบุคคลของตน คนประเภทนี้มีอุปนิสัยซึ่งเคลือบแฝงและฉลาดแกมโกงเป็นพิเศษ ความเคลือบแฝงและฉลาดแกมโกงนี้มีใจความสำคัญอยู่ที่สิ่งใด? ความเคลือบแฝงและฉลาดแกมโกงนี้มีใจความสำคัญอยู่ที่ความเลวทราม โดยปกติแล้วการที่ผู้คนตระหนักถึงอุปนิสัยที่เลวไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคนที่มีอุปนิสัยที่เลวพูดกับผู้อื่น มีองค์ประกอบของการทดสอบและการสืบค้นหาข้อมูลอยู่เสมอ พวกเขาไม่กล่าวสิ่งทั้งหลายออกมาตรงๆ และต่อให้พวกเขาเปิดใจตนเอง จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็แค่ทำให้เจ้าพูดจากความรู้สึกในใจของเจ้า—พวกเขาไม่เปิดเผยสิ่งใดที่เป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองเลย บางคนพูดว่า “คุณพูดได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่เปิดเผยสิ่งใดที่เป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองเลย? พวกเขาสามัคคีธรรมกับผู้คนเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยให้เห็นอยู่เสมอ” การสามัคคีธรรมเล็กน้อยนั้นมีนัยสำคัญอะไร? พวกเขาไม่บอกสิ่งที่พวกเขาคิดในใจอย่างแท้จริงกับใครเลย พวกเขายังใช้ชั้นเชิงและวิธีการทุกรูปแบบหรือการใช้คำทุกรูปแบบเพื่อปิดบังและอำพรางตนอย่างเอาจริงเอาจังด้วยเช่นกัน โดยนำเสนอภาพลักษณ์เทียมเท็จต่อผู้คน หากบางคนเกิดไปรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาเป็นอย่างไร และรู้สิ่งที่แย่ที่พวกเขาได้ทำไป พวกเขาก็แค่เสแสร้งกล่าวคำพูดสำนึกผิดไม่กี่คำ นำวิธีการที่ชักพาให้หลงผิดมาใช้เพื่อทำให้คนเชื่อว่าพวกเขาได้กลับใจและเปลี่ยนแปลงแล้ว หากพวกเขาทำบางสิ่งที่แย่อีกและเปิดโปงความประพฤติที่แย่ของตน ยอมให้ผู้คนเห็นว่าอันที่จริงแล้วพวกเขาเป็นคนชั่ว พวกเขาย่อมจะเค้นสมองและคิดหาทุกทางที่พวกเขาทำได้เพื่อปิดบังข้อเท็จจริงนี้และทำให้ผู้คนยังคงปฏิบัติต่อพวกเขาดังเช่นพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิง นี่คืออุปนิสัยใด? นี่คืออุปนิสัยที่เลวอย่างหนึ่ง ไม่เพียงแต่คนที่มีอุปนิสัยที่เลวจำพวกนี้ไม่ยอมรับความจริงในหนทางใดๆ เท่านั้น แต่พวกเขายังมีทักษะในการเสแสร้งอีกด้วย และคิดหาการแก้ต่างหรือการให้เหตุผลอันฉลาดแยบยลสำหรับตัวเองอยู่เสมอ พวกเขาเป็นพวกฟาริสีที่หน้าซื่อใจคด สิ่งที่คนประเภทนี้กลัวมากที่สุดคือการที่ผู้คนสามัคคีธรรมความจริง การที่ผู้คนเปิดใจตนเองเพื่อรู้และชำแหละตัวเอง หรือการที่ผู้คนเปิดโปงข้อเท็จจริงที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่งและด้วยการนั้นจึงเป็นการเปิดโปงข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อใดก็ตามที่ใครบางคนกำลังสามัคคีธรรมความจริง พวกเขาก็เกิดรำคาญเป็นพิเศษและไม่ต้องการรับฟัง หัวใจของพวกเขาขัดขืนการนี้และการนี้ทำให้หัวใจของพวกเขาสับสน เรื่องนี้เปิดโปงแง่มุมอันน่าเกลียดของพวกเขาในการรังเกียจความจริงอย่างสมบูรณ์ นอกจากเข้าใจความจริงแต่ไม่ปฏิบัติความจริงแล้ว คนประเภทนี้มีปัญหาอีกอย่าง ซึ่งก็คือว่าพวกเขามีท่าทีของการขัดขืนและการดูถูกต่อสิ่งที่เป็นบวกและทรรศนะที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคำพูดที่ตรงกับความจริง เมื่อเป็นเรื่องของสิ่งใดๆ ที่เป็นบวกหรือคำพูดใดๆ ที่ตรงกับความจริง ตราบที่สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาพิจารณาว่าดีหรือพวกเขาไม่ได้กล่าวสิ่งนั้นแต่เป็นคนอื่นที่กล่าว พวกเขาย่อมจะไม่ยอมรับสิ่งนั้น นี่คืออุปนิสัยใด? ความโง่เขลา การดื้อแพ่ง และความโง่เง่า เจ้าควรประเมินวัดอย่างไรว่าคนคนหนึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่? สิ่งแรกที่ต้องมองคือสิ่งที่พวกเขาเผยออกมาและสำแดงในการปฏิบัติหน้าที่ปกติธรรมดาของพวกเขาและในการกระทำของพวกเขา จากสิ่งนี้เจ้าจะมองเห็นอุปนิสัยของบุคคลได้ จากอุปนิสัยของพวกเขา เจ้าจะสามารถเห็นว่าพวกเขาสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอันใดหรือมีการเข้าสู่ชีวิตบ้างหรือไม่ หากใครบางคนเผยแต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาเวลาที่พวกเขากระทำการ และไม่มีความเป็นจริงความจริงเลย พวกเขาย่อมไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน พวกที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงมีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่? ไม่ แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาไม่มี สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาทำอยู่ทุกวัน การวิ่งวุ่นไปทั่ว การสละ การทนทุกข์ของพวกเขา ราคาที่พวกเขาจ่าย—ไม่สำคัญว่าพวกเขาทำสิ่งใด ทั้งหมดล้วนเป็นแค่การลงแรง และพวกเขาคือคนลงแรง ไม่สำคัญว่าคนคนหนึ่งได้เชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขารักความจริงหรือไม่ สิ่งที่คนคนหนึ่งรักและไล่ตามเสาะหาสามารถเห็นได้จากสิ่งที่พวกเขาชอบทำที่สุด หากสิ่งที่คนคนหนึ่งทำส่วนใหญ่คล้อยตามหลักธรรมความจริงและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คือผู้ที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริง หากพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริง และสิ่งที่พวกเขาทำทุกวันก็อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีการเข้าสู่ชีวิตและมีความเป็นจริงความจริง การกระทำของพวกเขาอาจไม่ถูกต้องเหมาะสมในบางเรื่อง หรือพวกเขาอาจไม่จับความเข้าใจหลักธรรมความจริงอย่างถูกต้องแม่นยำ หรือพวกเขาอาจมีอคติที่ดื้อด้านในแง่มุมนี้ หรือบางครั้งพวกเขาอาจโอหังและคิดว่าตนถูก ยืนกรานในหนทางของตนเอง และล้มเหลวที่จะยอมรับความจริง แต่หากต่อมาภายหลังพวกเขาสามารถกลับใจและปฏิบัติความจริง นี่ก็พิสูจน์อย่างไม่มีข้อสงสัยว่าพวกเขามีการเข้าสู่ชีวิตและไล่ตามเสาะหาความจริง หากสิ่งที่ใครบางคนเผยออกมาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตนมิใช่อื่นใดนอกจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ปากที่เต็มไปด้วยคำโกหก ความเย่อหยิ่งจองหอง การตามใจตนเอง ความหยิ่งยโสที่เหลือล้น การที่พวกเขาคือกฎในตัวเอง และการที่พวกเขาทำทุกสิ่งที่ตนชอบ และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน และหากไม่สำคัญว่าพวกเขาได้เชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปีหรือฟังคำเทศนามาแล้วกี่ครั้ง ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ในท้ายที่สุด เช่นนั้นแล้วนี่ก็ไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแน่นอน มีผู้คนมากมายที่ได้เชื่อในพระเจ้ามาแล้วหลายปี ดูภายนอกก็ไม่ใช่คนชั่ว และมีพฤติกรรมที่ดีอยู่บ้างเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแรงกล้า แต่อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงเลย และพวกเขาไม่มีคำพยานจากประสบการณ์ที่จะแบ่งปันแม้แต่น้อย ผู้คนเช่นนั้นไม่น่าเวทนาหรอกหรือ? หลังจากเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีเหลือเกิน พวกเขากลับไม่สามารถกล่าวถึงคำพยานจากประสบการณ์แม้แต่นิดเดียว นี่คือคนลงแรงโดยแท้ พวกเขาน่าเวทนาอย่างแท้จริง! สรุปสั้นๆ ก็คือ เพื่อประเมินวัดว่าคนคนหนึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงและมีการเข้าสู่ชีวิตหรือไม่ เจ้าต้องดูที่อุปนิสัยและแก่นแท้ของพวกเขาตามที่พวกเขาเผยให้เห็นและแสดงออก และดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยของพวกเขาหรือไม่ การกล่าวคำพูดและคำสอนอยู่เสมอ รวมทั้งการทำการอำพรางตนและหลอกลวง ไม่สามารถรักษาไว้ได้นานนัก พวกเขามีแต่ทำร้ายตัวเอง โดยไม่ได้หลอกลวงผู้อื่น พวกที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงย่อมจะถูกเผยออกมาและกำจัดทิ้งในไม่ช้า มีเพียงบรรดาผู้ที่ยอมรับและปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่สามารถได้รับการเข้าสู่ชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย
เราได้เสร็จสิ้นการสามัคคีธรรมเรื่องที่ว่าการเข้าสู่ชีวิตคืออะไร การไล่ตามเสาะหาความจริงคืออะไร และการสำแดงที่แตกต่างกันทั้งหมดของคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนควรยกสิ่งเหล่านี้มาเปรียบกับตัวเอง และเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาจำเป็นต้องนำความจริงไปปฏิบัติ อะไรคือความลำบากยากเย็นข้อใหญ่ที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้า? นั่นก็คือว่าพวกเขาเข้าใจความจริง แต่ไม่ปฏิบัติความจริง แม้ว่าหลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้วพวกเขาสามารถนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง และสามารถได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวเองอยู่บ้าง เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้? คนส่วนใหญ่หาเหตุผลไม่เจอ ตัวอย่างเช่น ทุกคนมีอุปนิสัยอันโอหัง—พวกเขาล้วนแต่โอหังและคิดว่าตนถูกเป็นพิเศษ คนส่วนใหญ่สามารถตระหนักรู้การนี้ แต่พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการเผยความโอหังของตนออกมาได้หรือไม่? นี่ไม่ง่ายที่จะสัมฤทธิผล แม้ว่าเมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาสามารถนำมาเปรียบเทียบกับตัวเอง พวกเขายอมรับว่าตนมีอุปนิสัยอันโอหัง และมีเส้นทางสู่การปฏิบัติ แต่สิ่งที่ยากก็คือว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาทำบางสิ่งบางอย่าง พวกเขามีความเลือกชอบ เจตนา และเป้าหมายของตนเองอยู่เนืองนิจ และพวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เชื่อมโยงกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ และต้องเข้าใจความจริง แก้ไขสิ่งที่ควรได้รับการแก้ไข และปล่อยมือจากสิ่งที่ควรถูกปล่อยไป กล่าวคือ พวกเขาไม่ควรทำสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์แห่งเจตนา ความอยากได้อยากมี ความหยิ่งยโส สถานะ และผลประโยชน์ของตนอีกต่อไป พวกเขาควรหยุดการทำชั่วของตน และหักห้ามใจตัวเองไม่ให้พูดอีกประโยคหนึ่งหรือทำอีกความประพฤติหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หากเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าย่อมจะได้รับหัวใจแห่งการกลับใจใหม่แล้ว และย่อมจะเริ่มเปลี่ยนแปลงในด้านที่เป็นลบของตนแล้ว หากเจ้ามีความคิดริเริ่มมากขึ้นไปอีก และนอกจากการไม่พูดเพื่อประโยชน์ของตัวเองแล้ว เจ้ายังสามารถชำแหละตัวเอง โดยยอมให้พี่น้องชายหญิงมองเห็นการสำแดงถึงอุปนิสัยอันโอหังของเจ้าเพื่อที่พวกเขาจะสามารถเรียนรู้จากการนี้ ได้รับบทเรียนบางอย่าง ได้รับประโยชน์จากการนี้ และพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ นั่นก็คงจะดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่ยากคืออะไร? สิ่งที่ยากคือการปล่อยมือจากเจตนา จุดมุ่งหมาย ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความอยากได้อยากมี และผลประโยชน์ทั้งหมดของเจ้า การไม่ทำสิ่งทั้งหลายเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง และการไม่ยุ่งวุ่นวายหรือสาละวนเร่งร้อนเพื่อประโยชน์ของตัวเจ้าเอง เปาโลพูดว่าเขาได้วิ่งแข่งจนครบถ้วนแล้ว เขาวิ่งแข่งครั้งนี้เพื่อใคร? (เขาวิ่งแข่งครั้งนี้เพื่อที่เขาจะสามารถได้รับพรและได้มาซึ่งมงกุฎ) แต่เปาโลก็ขาดพร่องความเข้าใจนี้ เขายังคงมีแววที่จะคิดว่าเขาวิ่งแข่งครั้งนี้เพื่อพระเจ้าและเพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเสร็จสิ้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเองเป็นแน่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงอาจหาญที่จะโอ้อวดและเป็นพยานยืนยันให้ตัวเองในลักษณะที่อวดตัวและหน้าไม่อายเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอธิบายและแก้ต่างให้ตัวเอง ในเวลาเดียวกันนี่ยังเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดอีกด้วยว่าเขากำลังเป็นพยานยืนยันว่าสำหรับเขาแล้ว การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ เขากำลังเป็นพยานยืนยันให้ตัวเองและต้านทานความจริงอย่างโจ่งแจ้ง เขากำลังหมิ่นประมาทความจริง มีคนมากมายในขณะนี้ที่เคารพเปาโล ซึ่งหัวใจของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากได้อยากมี ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่ต้องการเป็นพยานยืนยันให้ตัวเองว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) ด้วยการทำเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังให้อิสระอย่างเต็มที่แก่ความอยากได้อยากมีและความมักใหญ่ใฝ่สูงของตน โดยปล่อยให้สิ่งเหล่านี้พองโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เผยสิ่งเหล่านี้ออกมาในทุกสถานการณ์เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาหรอกหรือ? หากเจ้าไม่สามารถเอาชนะความอยากได้อยากมีของตนได้ เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้ก็จบลงแล้วอย่างสมบูรณ์สำหรับเจ้า เจ้าจะไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ อะไรคือประเด็นสำคัญของปัญหานี้? (พวกเราต้องขัดขืนเจตนาของพวกเรา) การขัดขืนเจตนาของเจ้าเป็นหนทางแห่งการปฏิบัติที่เป็นลบ เจ้ายังต้องสามารถเปิดโปงเจตนาเหล่านั้นของเจ้าอย่างแข็งขันอีกด้วย เหมือนกันไม่มีผิดกับการเปิดโปงคนอื่น หากเจ้ากล่าวบางสิ่งเช่น “ฉันจะบอกความจริงเกี่ยวกับตัวฉันเองกับพวกคุณว่า ฉันมีความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เกินเลยมาก และฉันก็พึงปรารถนาที่จะเอาชนะใจพวกคุณ ในขณะนี้ฉันกำลังเปิดใจของตัวเองกับพวกคุณทุกคน ฉันเต็มใจที่จะขัดขืนเนื้อหนัง ฉันจะไม่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตาน จุดมุ่งหมายของฉันในการเปิดโปงตัวเองในหนทางนี้คือยอมให้พวกคุณเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของฉันอย่างชัดเจน เพื่อที่คุณจะได้ไม่บูชาฉัน”—การปฏิบัติในหนทางนี้จะมีผลใด? ทุกคนจะเลื่อมใสเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด นี่จะไม่ดีกว่าการบูชาและการเคารพนับถืออย่างสูงส่งที่เจ้าจะได้รับเพื่อแลกกับการใช้ชั้นเชิงที่ต่ำช้าทุกรูปแบบมากหรอกหรือ? (ดีกว่ามาก) อย่างน้อยที่สุดนี่ก็เป็นเรื่องบวก แม้ว่าทุกคนน่าจะมีความเลื่อมใสให้กับเจ้าอยู่บ้าง แต่พวกเขาจะยกย่องบูชาเจ้าหรือไม่? บางทีบางคนอาจจะยกย่อง แต่เจ้าต้องหาหนทางที่จะทำให้พวกเขาละทิ้งพฤติกรรมนี้ จงเปิดโปงตัวเจ้าเองอยู่เสมอโดยกล่าวว่า “ฉันก็เป็นกบฏเช่นกัน และความเป็นกบฏของฉันก็รุนแรงกว่าของพวกคุณ ฉันยังหลอกลวงและเลวอีกด้วย เมื่อฉันกล่าวในตอนนั้น ฉันมีจุดมุ่งหมายในใจ ซึ่งก็คือการทำให้พวกคุณยกย่องบูชาฉันและไม่ดูแคลนฉัน” หลังจากทุกคนได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ดูแคลนเจ้าในหัวใจของพวกเขาเท่านั้น แต่พวกเขาจะนับถือเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก นี่คือหนทางแห่งการปฏิบัติที่ตรงไปตรงมา มีเพียงคนที่รักความจริงเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ คนที่ไม่รักความจริงไร้ความสามารถที่จะทำเช่นนี้ไม่ว่าจะอย่างไร หากในหัวใจของเจ้าคิดว่าการทำเช่นนี้ดีจริงๆ และเป็นเอกสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พระเจ้าพอพระทัย และเจ้าก็มุ่งมาดปรารถนาที่จะกระทำการในหนทางนี้ หากเจ้ามีความพึงปรารถนาอันแรงกล้าในหัวใจของตน โดยเชื่อว่าเจ้าควรทำเช่นนี้และนี่คือคนจำพวกที่เจ้าควรเป็น—คนที่ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ไม่สามารถพบคำโกหกในสิ่งที่พวกเขากล่าว เป็นคนที่ขัดขืนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและซาตานอย่างถ้วนทั่ว—เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นคนจำพวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และหากเจ้าชอบและรักการเป็นคนจำพวกนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะสามารถรักความจริง เข้าสู่ความจริง และปล่อยมือจากสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของซาตาน แต่หากเจ้ายังคงสนใจเจตนา จุดมุ่งหมาย ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความอยากได้อยากมี และผลประโยชน์ของตน และยังคงมีความชื่นชอบให้กับการไล่ตามไขว่คว้าความรู้ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะหลงเหลืออยู่ เช่นนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ย่อมยังคงมีที่ในหัวใจของเจ้า เจ้ากล่าวว่า “ให้ฉันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปจนกระทั่งฉันมีวุฒิภาวะที่ถูกต้องเหมาะสม แล้วพวกเราก็จะได้เห็นกัน” นี่เรียกว่าการตามใจตัวเจ้าเอง และการที่ไม่สามารถขัดขืนตัวเจ้าเองได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยการตามใจตัวเองเช่นนี้ การเข้าสู่ชีวิตของเจ้าจึงเชื่องช้า และไม่เพียงแต่ประเด็นปัญหาของเจ้าเกี่ยวกับการกระหายความสำราญทางเนื้อหนังและการกระหายผลประโยชน์แห่งสถานะยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นดื้อด้านมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย แล้วสิ่งทั้งหลายในหัวใจของเจ้าที่เป็นของซาตานสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนทั่วได้หรือไม่? ประสบการณ์ชีวิตของเจ้ายังคงสามารถลึกซึ้งและชีวิตของเจ้าสามารถเติบโตต่อไปได้หรือไม่? เจ้ายังคงสามารถสัมฤทธิ์การได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้าได้หรือไม่? เจ้าได้ตกอยู่ในความสำราญทางเนื้อหนังแล้ว และผลประโยชน์แห่งสถานะก็ได้พันธนาการเจ้าไว้แน่น—เจ้ายังคงสามารถหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? เจ้าไม่ต้องการที่จะหลุดพ้น เจ้ากลายเป็นใครบางคนที่ชักพาผู้คนให้หลงผิดอย่างช้าๆ นั่นย่อมจะเป็นปัญหา และบาปของเจ้าก็ย่อมจะรุนแรง เหตุใดสิ่งทั้งหลายจึงจบลงอย่างที่เกิดขึ้นกับเปาโล? เป็นเพราะเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อย เขาไล่ตามไขว่คว้าอุดมคติและการโหยหาของตนอยู่เสมอ และต้องการที่จะควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อที่พวกเขาทุกคนจะได้ติดตามเขา และทำอย่างที่เขาทำ เขายังต้องการที่จะใช้การทำงานหนักและการยอมลำบากเป็นอำนาจเพื่อทำข้อตกลงกับพระเจ้า และได้มาซึ่งบำเหน็จและมงกุฎ ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ถูกพระเจ้าลงโทษ หากเส้นทางที่ใครบางคนเดินเป็นอย่างเดียวกับเส้นทางของเปาโลไม่มีผิด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ย่อมเกินกว่าจะช่วยเหลือและจบสิ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ ใครก็ตามที่เป็นคนจำพวกเดียวกับเปาโลเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะไม่กลับใจ หากเจ้ามีเพียงแค่สภาวะบางอย่างที่เปาโลมี แต่เป้าหมายที่เจ้าไล่ตามเสาะหาแตกต่างไปจากของเปาโลเล็กน้อย เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องกลับใจทันที และบางทีเจ้าก็อาจจะทำได้ทันเวลา หากเจ้าทำอย่างที่เปาโลได้ทำ บูชาเปาโล และเป็นอย่างเดียวกับเปาโลไม่มีผิด เช่นนั้นแล้วไม่เพียงแต่เจ้าเป็นผู้ไม่เชื่อเท่านั้น แต่เจ้ายังต้องการที่จะเป็นพระเจ้าและเป็นพระคริสต์ด้วย นี่ไม่ใช่การต้องการที่จะอยู่ในระดับเดียวกับพระเจ้าหรอกหรือ? ในหัวใจของเจ้านั้น เจ้านมัสการพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์ เจ้าต้องการที่จะอยู่ในระดับเดียวกับพระคริสต์ และถึงขั้นปฏิบัติต่อพรสวรรค์และความรู้ของตนดังเช่นชีวิต และปฏิบัติต่อการไล่ตามไขว่คว้าที่ไม่ถูกควรดังเช่นการไล่ตามไขว่คว้าที่ถูกควร เป้าหมายที่เจ้าไล่ตามไขว่คว้าและลักษณะของการไล่ตามไขว่คว้าของเจ้ากำลังเข้าใกล้สิ่งที่การไล่ตามไขว่คว้าของเปาโลเคยเป็นเข้าไปทุกที และตรงกับการไล่ตามไขว่คว้าของเปาโลอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ย่อมก่อให้เกิดเรื่องเดือดร้อนสำหรับเจ้า เจ้าย่อมสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง และเจ้าก็ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เจ้าต้องทำอย่างที่เปโตรได้ทำและเดินตามเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง ขัดขืนเนื้อหนังอย่างถ้วนทั่ว และขัดขืนสิ่งเหล่านั้นที่เป็นของซาตาน และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด ตอนนี้พวกเจ้ามีเส้นทางสู่การได้รับความรอดหรือไม่? (การเปิดโปงตัวพวกเราเองและการปล่อยมือจากตัวพวกเราเองอยู่เป็นนิตย์) อันดับแรกเลยก็คือ เจ้าต้องปล่อยมือจากเจตนา จุดมุ่งหมาย ความมักใหญ่ใฝ่สูง และความอยากได้อยากมีส่วนบุคคลของตน ไม่ว่าเจ้าไล่ตามเสาะหาอย่างแข็งขันหรือไม่ หรือเจ้าไล่ตามเสาะหาในหนทางที่เป็นลบและเอื่อยเฉื่อย เจ้าต้องปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้และเรียนรู้ที่จะนบนอบ การนี้มีความสำคัญสูงสุด หากเจ้าตัดสินใจที่จะกระทำการในหนทางบางอย่างเมื่อบางสิ่งบังเกิดขึ้นกับเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องประเมินวัดว่าเจ้ากำลังกระทำการในหนทางนี้เพื่อสิ่งใด หากนั่นเป็นไปเพื่อความภาคภูมิใจและสถานะ เช่นนั้นแล้วก็จงหยุดตรงนั้น แล้วก้าวย่างสู่การลงมือทำของเจ้าให้ช้าลง เจ้าต้องอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่เต็มใจที่จะทำการนี้ ข้าพระองค์ต้องการที่จะขัดขืนการนี้ แต่ข้าพระองค์ก็ขาดพร่องกำลัง ได้โปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ คุ้มครองข้าพระองค์ และหยุดการทำชั่วในร่องครรลองของข้าพระองค์ด้วยเถิด” เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะมีกำลังโดยที่เจ้าไม่ตระหนักเลย บางครั้งความสามารถของผู้คนในการเอาชนะบาป ขัดขืนเนื้อหนัง และขัดขืนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนก็มาจากความปรารถนาและเจตจำนงของตน รวมทั้งความมุ่งมาดปรารถนาที่จะรักความจริงของตน บางเวลาความสามารถดังกล่าวก็พึงต้องมีพระราชกิจของพระเจ้า และพึงต้องพึ่งพาพระเจ้า—ผู้คนไม่สามารถผละจากพระเจ้าได้ บางครั้งเจ้าก็เข้าใจความจริง เจ้ามีเส้นทางให้เดินตาม และเจ้าก็คิดว่าเจ้าสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้ แต่เมื่อเจ้าเผชิญกับสภาพการณ์ใหม่ๆ เจ้าไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร—เจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ ชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยทุกข์และสุข อาจพูดได้ว่าผู้คนไม่สามารถปราศจากพระเจ้าได้เลย ไม่สำคัญว่าพวกเขาเข้าใจความจริงมากเพียงใด พวกเขาไม่สามารถผละจากพระองค์ได้ ไม่สำคัญว่าพวกเขามีชั่วขณะความคิดลบมากเท่าไหร่หรือชั่วขณะแห่งความนิ่งเฉยมากเท่าไหร่ ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาย่อมไม่สามารถผละจากการทรงนำและการทรงแนะแนวทางจากพระเจ้าได้ ยิ่งเจ้านบนอบพระเจ้ามากครั้งขึ้นเท่าใด ความเป็นจริงความจริงของเจ้าก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เมื่อความเป็นจริงความจริงของเจ้าเพิ่มขึ้น นี่ย่อมบอกเป็นนัยว่าการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ากลายเป็นลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ากลายเป็นลึกซึ้งมากขึ้น นี่ย่อมหมายความว่าอุปนิสัยของเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าได้รับวุฒิภาวะแล้ว วุฒิภาวะของเจ้าคือตัวแทนของการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า เมื่อเจ้ามีวุฒิภาวะ เจ้าย่อมสามารถเอาชนะการควบคุมและพันธนาการที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้ามีเหนือตัวเจ้าได้ ความสามารถของเจ้าในการเอาชนะบาปย่อมจะแข็งแกร่งมากขึ้น และหัวใจของเจ้าย่อมจะมีกำลัง เจ้าจะไม่เพียงแค่มีความปรารถนา ความหวัง และความทะเยอทะยานเกี่ยวกับอารมณ์ เจ้าจะไม่เอ้อระเหยลอยชายอยู่ที่ระดับนี้ ตรงกันข้าม เจ้าจะสูงขึ้นไป และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นใครบางคนที่มีความจริงและความเป็นมนุษย์ นี่คือเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง และยังเป็นผลลัพธ์จากการไล่ตามเสาะหาความจริงด้วย พวกเจ้าสามารถมองเห็นทิศทางหรือไม่? พวกเจ้าสามารถมองเห็นความหวังหรือไม่? (สามารถ) นั่นเป็นสิ่งที่ดี
การเข้าสู่ชีวิตเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้น เจ้าต้องรับประสบการณ์ชั่วชีวิตเพื่อที่จะได้รับจากการนั้นและก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลง ต่อให้เจ้าเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ายังคงกระหายความสำราญทางเนื้อหนังและผลประโยชน์แห่งสถานะ ไม่ว่าอย่างไรเสียเจ้าย่อมจะสะดุดและล้มเหลว ตอนนี้เส้นทางของเจ้าถูกต้อง และเจ้าได้พบทิศทางของตนแล้ว เจ้าได้แยกแยะสิ่งเหล่านั้นที่ไม่ถูกต้อง นิ่งเฉย ขัดแย้ง และเป็นลบอย่างชัดเจนแล้ว มีอาณาเขตระหว่างเจ้ากับสิ่งเหล่านี้ ในเรื่องของสิ่งที่เป็นบวก เจ้ายังได้เข้าใจและได้รับจากสิ่งเหล่านั้นค่อนข้างมากเช่นกัน และสามารถจับใจความและยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้ค่อนข้างมากแล้ว สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากได้รับวิจารณญาณเหนือสิ่งทั้งหลายและการกระทำที่ผิด เลวทราม และเป็นลบเหล่านี้ ก็คือการเนรเทศสิ่งเหล่านี้จากหัวใจของเจ้าอย่างถ้วนทั่ว ละทิ้งสิ่งเหล่านี้และขัดขืนสิ่งเหล่านี้อย่างถ้วนทั่ว แล้วจึงปฏิบัติตามหลักธรรมแห่งความจริง ในหนทางนี้เจ้าจึงจะมีการเข้าสู่ชีวิต การเข้าสู่ชีวิตอันที่จริงแล้วไม่ยาก นั่นก็แค่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริงหรือไม่ หากเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริง สิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ย่อมจะไม่สามารถทำให้เจ้าพ่ายแพ้ได้ เจ้าอาจเฉื่อยชาและอ่อนแอเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่จะยังคงสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้ หากเจ้าไม่รักความจริง หรือเจ้าไม่รักความจริงอย่างแรงกล้าขนาดนั้น โดยแค่มุ่งความสนใจไปที่พิธีรีตองภายนอก สละตนเองเล็กน้อยและมอบตัวเองเล็กน้อย สามารถตื่นเช้าและนอนดึกเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ หากเจ้าเพียงแค่อ้อยอิ่งอยู่ที่ช่วงระยะของการลงแรง ไม่ต้องการที่จะบรรลุการเข้าใจความจริงหรือเข้าสู่ความเป็นจริง แค่พอใจที่จะสละตนเองเพื่อพระเจ้าและไม่ทำการกระทำผิดหลักๆ และเจ้าก็ค้างคาและไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ผลที่ตามมาจากทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร? เจ้าจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าอย่างแน่นอน หากเจ้าต้องการให้การไล่ตามเสาะหาความจริงของตนประสบความสำเร็จ และต้องการที่จะได้รับชีวิตอย่างแท้จริง นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย เจ้าต้องปล่อยมือจากผลประโยชน์ของตนเองและละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าที่ไม่ถูกควรทั้งหมด เช่นการไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ การไล่ตามไขว่คว้าพร หรือการไล่ตามไขว่คว้ามงกุฎหรือบำเหน็จ ต้องปล่อยมือจากทั้งหมดนี้ หากเจ้ารักความจริงอย่างแท้จริงและชื่นชมยินดีกับการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วการเข้าสู่ชีวิตก็ย่อมจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้า ตราบที่เจ้าเข้าใจความจริง โดยธรรมชาติแล้วเจ้าย่อมจะมีเส้นทาง และจะไม่มีความลำบากยากเย็นมากนัก
21 มิถุนายน ค.ศ. 2018
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ