ในการเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ (ตอนที่หนึ่ง)
เมื่อมาถึงเรื่องของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเจ้า นอกไปจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญคือการเข้าใจความจริง เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และใช้ความพยายามให้มากขึ้นกับการเข้าสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ย่อมมีบทเรียนให้เรียนรู้ ดังนั้นจงอย่าปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านเลยตัวเจ้าไปง่ายๆ พวกเจ้าควรสามัคคีธรรมกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเจ้าก็จะได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเจ้าจะสามารถเข้าใจความจริง ด้วยการสามัคคีธรรม เจ้าจะมีเส้นทางปฏิบัติและรู้วิธีที่จะมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า และโดยที่เจ้าไม่ทันตระหนัก ปัญหาบางส่วนของเจ้าย่อมจะได้รับการแก้ไข จะมีสิ่งที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนน้อยลงเรื่อยๆ และเจ้าจะเข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในหนทางนี้ วุฒิภาวะของเจ้าจะเติบโตโดยที่เจ้าไม่ทันตระหนักรู้ เจ้าต้องริเริ่มที่จะเพียรพยายามเพื่อความจริงและทุ่มเทหัวใจของเจ้าให้กับความจริง ผู้คนบางคนพูดว่า “ฉันได้เชื่อในพระเจ้าเป็นเวลาหลายปีและเข้าใจคำสอนมากมาย ตอนนี้ฉันมีรากฐานหนึ่ง ตอนนี้ ชีวิตในคริสตจักรของพวกเราในต่างประเทศนั้นดีงาม เหล่าพี่น้องชายหญิงชุมนุมกันเพื่อสามัคคีธรรมเรื่องของความเชื่อในพระเจ้าตลอดทั้งวัน และด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เห็นและได้ยิน อีกทั้งได้รับการบำรุงเลี้ยงจากสิ่งนั้น—และนั่นก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องทุ่มความพยายามเข้าไปในการแก้ปัญหาของการเข้าสู่ชีวิตของฉันเอง หรือปัญหาของการเป็นกบฏของฉันเอง หากในแต่ละวัน ฉันยึดปฏิบัติตามกำหนดการของฉันในการที่จะอธิษฐาน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ขับร้องเพลงนมัสการ ปฏิบัติหน้าที่ของฉัน และทำให้หน้าที่ที่ฉันควรทำนั้นลุล่วง ฉันก็จะเติบโตในชีวิตไปเอง” นี่คือสิ่งที่ผู้เชื่อที่สับสนเหล่านั้นคิด ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด พวกเขาเพียงแต่เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา พูดจาคมคาย ตะโกนร้องคำขวัญที่ไร้แก่นสาร กล่าวคำพูดและคำสอนและรู้สึกว่าพวกเขาทำดีแล้ว ผลลัพธ์ก็คือ ขณะที่ผู้อื่นสามารถปฏิบัติความจริงได้บ้างและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ผู้เชื่อที่สับสนเหล่านี้กลับไม่มีคำพยานจากประสบการณ์เลย พวกเขาไม่สามารถพูดถึงการตระหนักรู้ตนเองด้วยซ้ำ สุดท้ายมือของพวกเขาก็ว่างเปล่าและพวกเขาไม่ได้รับสิ่งใด พวกเขาไม่ยากแค้นและน่าเวทนาหรอกหรือ? ไม่มีเส้นทางสู่การสัมฤทธิ์ความรอดเส้นใดตรงกับความเป็นจริงหรือสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากไปกว่าการยอมรับและการไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่สามารถได้รับความจริง ความเชื่อของเจ้าในพระเจ้าก็ว่างเปล่า ผู้ที่กล่าวคำสอนที่ว่างเปล่า ผู้ที่ท่องบ่นคำขวัญเหมือนนกแก้วนกขุนทองอยู่เสมอ พูดสิ่งทั้งหลายที่ฟังดูสูงส่ง ทำตามข้อบังคับและไม่เคยมุ่งเน้นการปฏิบัติความจริง ย่อมไม่ได้รับสิ่งใด ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมากี่ปีก็ตาม ใครคือผู้คนที่ได้รับบางสิ่งบางอย่างเอาไว้? บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงใจและเต็มใจปฏิบัติความจริง ผู้ที่ปฏิบัติต่อสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำประหนึ่งเป็นภารกิจของตน ผู้ที่ยินดีใช้เวลาทั้งชีวิตของตนสละเพื่อพระเจ้า และไม่วางกลอุบายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ผู้ที่ประพฤติตนโดยอยู่กับความเป็นจริงและนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า พวกเขาสามารถจับความเข้าใจในหลักธรรมความจริงขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน และระมัดระวังในการจัดการเรื่องทุกอย่างอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาสัมฤทธิ์ผลเป็นคำพยานแด่พระเจ้า และสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อพวกเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็อธิษฐานต่อพระเจ้าและพยายามหยั่งลึกถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาสามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการที่มาจากพระเจ้า และเมื่อทำสิ่งทั้งหลาย พวกเขาย่อมแสวงหาและปฏิบัติความจริง พวกเขาไม่ท่องบ่นคำขวัญเหมือนนกแก้วนกขุนทองหรือพูดสิ่งที่ฟังดูสูงส่ง แต่มุ่งเน้นไปที่การทำสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอย่างมั่นคง และทำตามหลักธรรมทั้งหลายอย่างละเอียดลออเท่านั้น พวกเขาทุ่มเทหัวใจให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ และเรียนรู้รู้ซึ้งในทุกเรื่องด้วยหัวใจทั้งหมดของพวกเขา และในหลายๆ เรื่อง พวกเขาก็สามารถปฏิบัติความจริง ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาย่อมได้รับความรู้และความเข้าใจ และพวกเขาสามารถเรียนรู้บทเรียนทั้งหลายและได้รับบางสิ่งอย่างแท้จริง และเมื่อพวกเขามีความคิดที่ไม่ถูกต้องหรือมีสภาวะที่ผิดพลาด พวกเขาก็อธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขความคิดเหล่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจความจริงอันใด พวกเขาก็ซึ้งคุณค่าของความจริงเหล่านั้นอยู่ในหัวใจของตน และสามารถพูดถึงคำพยานจากประสบการณ์ของตน ในท้ายที่สุดผู้คนเช่นนั้นย่อมได้รับความจริง ผู้ที่ไม่ใส่ใจและเพิกเฉยไม่เคยคิดว่าจะปฏิบัติความจริงอย่างไร พวกเขามุ่งเน้นไปที่การทุ่มเทความพยายามและทำสิ่งต่างๆ และการโอ้อวดตนเองและทำตัวเด่นเท่านั้น แต่พวกเขาไม่เคยแสวงหาวิธีปฏิบัติความจริง ซึ่งทำให้เป็นการยากที่พวกเขาจะได้รับความจริง จงลองคิดดู ผู้คนประเภทใดที่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง? (ผู้ที่อยู่กับความเป็นจริง เน้นการปฏิบัติจริงและทุ่มเทหัวใจของพวกเขาให้กับสิ่งต่างๆ) ผู้คนที่อยู่กับความเป็นจริง ทุ่มเทใจให้สิ่งต่างๆ และมีหัวใจ ผู้คนเช่นนั้นมีความสนใจในความเป็นจริงและการใช้หลักธรรมความจริงมากขึ้นเมื่อพวกเขากระทำการ นอกจากนี้ในทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขายังสนใจข้อเท็จจริงอีกด้วย พวกเขาอยู่กับความเป็นจริง และพวกเขาชอบสิ่งที่เป็นบวก ความจริง และสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ผู้คนเช่นนี้นี่เองที่เข้าใจและได้รับความจริงในท้ายที่สุด แล้วพวกเจ้าเป็นคนประเภทใด? (ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เป็นคนที่ต้องการทำสิ่งต่างๆ เพื่อรูปลักษณ์ และพึ่งพาเล่ห์มารยาอยู่เสมอ) การทำเช่นนี้สามารถให้อะไรได้หรือไม่? (ไม่ได้) เจ้าพบหนทางแก้ไขปัญหาของตนหรือยัง? หากเจ้าตระหนักในเรื่องนี้และเริ่มพลิกฟื้นสิ่งต่างๆ กลับมาได้ เจ้าจะรู้หรือไม่ว่ามโนคติอันหลงผิด ความคิดฝันและมุมมองที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว? (ข้าพระองค์รู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปบ้างแล้ว) ตราบใดที่มีผลลัพธ์และความก้าวหน้า เจ้าก็ควรสามัคคีธรรมถึงเรื่องนั้นให้ผู้อื่นได้รับความเจริญใจ แม้ว่าประสบการณ์ของเจ้าจะมีจำกัด แต่ก็ยังคงเป็นประสบการณ์ของการเติบโตในชีวิต กระบวนการของการเติบโตในชีวิตคือประสบการณ์ด้านการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า ประสบการณ์ของการที่ชีวิตเจ้าเติบโตผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ประสบการณ์เหล่านี้ล้ำค่าที่สุด
ในเมื่อพวกเขาทุกคนเชื่อในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตน เหตุใดผ่านไปไม่กี่ปีผู้คนจึงแตกต่างกัน ความสูงต่ำปรากฏ แล้วตัวตนที่แท้จริงของผู้คนก็เผยออกมา? แท้จริงแล้วแต่ละคนต่างถูกแบ่งไปตามประเภท บางคนสามารถพูดถึงคำพยานจากประสบการณ์ของตนได้ ขณะที่ผู้อื่นไม่มีคำพยานจากประสบการณ์เลย บางคนสามารถเข้าใจความจริงมากมายและเข้าสู่ความเป็นจริงได้ ขณะที่ผู้อื่นยังไม่ได้รับความจริงใดๆ หรือเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนแม้แต่น้อย บางคนทำหน้าที่ของตนได้ผล พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา และค่อยๆ ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ดีพอ บางคนกลับกลอกและย่อหย่อนขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำแบบขอไปทีเท่านั้น และต่อให้เข้าใจความจริง พวกเขาก็ไม่นำความจริงนั้นไปปฏิบัติ ในเมื่อพวกเขาทุกคนต่างเข้าชุมนุม อ่านพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ของตน เหตุใดผลลัพธ์จึงแตกต่างกัน? เหตุใดบางคนสามารถออกเดินไปบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ ขณะที่ผู้อื่นกลับเดินไปตามทางของตน? เหตุใดบางคนจึงสามารถยอมรับความจริงได้ ขณะที่ผู้อื่นไม่สามารถทำได้? เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เหตุใดเมื่อเผชิญการถูกตัดแต่ง บางคนจึงสามารถยอมรับและเชื่อฟังได้ ขณะที่ผู้อื่นรู้สึกต้านทาน โต้แย้ง กบฏ และถึงกับเอะอะโวยวาย? ทุกคนกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุม ฟังสามัคคีธรรมและคำเทศนา ใช้ชีวิตคริสตจักร และปฏิบัติหน้าที่ของตน แล้วเหตุใดในหมู่พวกเขาจึงมีความแตกต่างกันมากเช่นนั้น? เจ้าสามารถมองเห็นปัญหานี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่? นี่คือความแตกต่างระหว่างสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดีและไม่ดี และนี่ยังสัมพันธ์โดยตรงกับการที่ผู้คนรักความจริงหรือไม่ อันที่จริงไม่ว่าขีดความสามารถของบุคคลหนึ่งจะเป็นเช่นไร ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริง ขยันหมั่นทำหน้าที่ของตน รวมถึงทบทวนและทำความรู้จักตนเองได้ พวกเขาย่อมจะมีการเข้าสู่ชีวิต มีประสบการณ์เป็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ดีพอ หากเจ้าไม่ตั้งอกตั้งใจอ่านพระวจนะของพระเจ้าและไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่อาจทบทวนตัวเองได้ เจ้าจะพอใจแต่กับการทุ่มเทพยายามเล็กน้อยและไม่กระทำชั่วหรือกระทำการฝ่าฝืนใดเลยเท่านั้น และเจ้าจะใช้สิ่งนี้เป็นต้นทุน เจ้าจะผ่านแต่ละวันไปอย่างยุ่งเหยิง ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่สับสน ได้แต่ทำสิ่งต่างๆ ตามตาราง ไม่มีวันใช้หัวใจของเจ้าตรวจสอบตนเองหรือทุ่มเทพยายามที่จะรู้จักตนเอง เจ้าจะทำตัวสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ในหนทางนี้ เจ้าจะไม่มีวันปฏิบัติหน้าที่ถึงมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับได้ การที่จะทุ่มเทความพยายามทั้งหมดของเจ้าให้กับบางสิ่งนั้น เจ้าต้องทุ่มเทหัวใจลงไปก่อน เมื่อเจ้าทุ่มเททั้งใจลงไปในบางสิ่งก่อนแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะทุ่มเทความพยายามทั้งหมดและทำอย่างสุดความสามารถได้ ทุกวันนี้มีผู้ที่เริ่มขวนขวายในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาเริ่มคิดถึงวิธีปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างถูกควรเพื่อให้สมพระทัยของพระเจ้า พวกเขาไม่คิดลบและไม่เกียจคร้าน พวกเขาไม่นิ่งเฉยรอให้เบื้องบนออกคำสั่ง แต่เริ่มทำบางสิ่ง ดูจากการที่พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเจ้ามีประสิทธิผลมากกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย และแม้จะยังคงต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็เติบโตขึ้นเล็กน้อย—ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่เจ้าต้องไม่พึงพอใจกับสถานภาพที่เป็นอยู่ เจ้าต้องค้นหาต่อไป เติบโตต่อไป—เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าดีขึ้นและถึงมาตรฐานที่ยอมรับกันได้ อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนบางคนปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาไม่เคยทำทุกอย่างที่ทำได้และทุ่มสุดตัว แต่กลับพยายามเพียงร้อยละ 50 ถึง 60 เท่านั้นและแค่ทำพอแก้ขัดไปจนกระทั่งสิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นเสร็จสิ้น พวกเขาไม่เคยสามารถดำรงสภาวะที่ปกติไว้ได้ กล่าวคือเมื่อไม่มีผู้ใดคอยจับตาดูพวกเขาหรือให้การสนับสนุน พวกเขาก็ย่อหย่อนและหมดไฟ เมื่อมีใครบางคนมาสามัคคีธรรมถึงความจริง พวกเขาก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นมา แต่หากไม่มีการสามัคคีธรรมถึงความจริงแก่พวกเขาสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็จะกลายเป็นเฉื่อยชา ปัญหาคืออะไรเวลาที่พวกเขากลับไปกลับมาเช่นนี้อยู่เสมอ? นี่คือลักษณะที่ผู้คนเป็นเมื่อพวกเขาไม่ได้รับความจริง พวกเขาล้วนดำรงชีวิตตามความลุ่มหลง—เป็นความลุ่มหลงที่ยากจะธำรงรักษาไว้ได้เป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาต้องมีใครบางคนประกาศและสามัคคีธรรมแก่พวกเขาทุกวัน ครั้นไม่มีผู้ใดให้น้ำและจัดเตรียมให้แก่พวกเขาและไม่มีผู้ใดเกื้อหนุนพวกเขา หัวใจของพวกเขาก็เย็นชาอีกครั้ง พวกเขาย่อหย่อนอีกครั้ง และเมื่อหัวใจของพวกเขาย่อหย่อน พวกเขาก็มีประสิทธิผลในหน้าที่ของตนน้อยลง หากพวกเขาทำงานหนักขึ้น ประสิทธิผลย่อมเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์จากการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาย่อมดีขึ้น และพวกเขาย่อมได้รับมากขึ้น นี่ใช่ประสบการณ์ของเจ้าหรือไม่? เจ้าอาจพูดว่า “เหตุใดพวกเราถึงมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่อยู่เสมอ? เมื่อปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไข พวกเราก็รู้สึกชุ่มชื่นใจ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไข พวกเราก็กลายเป็นเฉื่อยชา เมื่อพวกเราปฏิบัติหน้าที่แล้วเกิดผลลัพธ์บางอย่าง เมื่อพระเจ้าทรงเห็นชอบในการเจริญเติบโตของพวกเรา พวกเราก็สำราญใจและรู้สึกว่าในที่สุดพวกเราก็เติบโตขึ้น แต่ไม่ช้าเมื่อเผชิญความยากลำบาก พวกเราก็คิดลบขึ้นมาอีก—เหตุใดสภาวะของพวกเราจึงไม่คงเส้นคงวาอยู่เสมอ?” อันที่จริง เหตุผลหลักก็คือเจ้าเข้าใจความจริงน้อยเกินไป ขาดความลึกซึ้งในประสบการณ์และการเข้าสู่ เจ้ายังไม่เข้าใจความจริงอีกมาก เจ้าไม่มีความตั้งใจ และพอใจแค่การปฏิบัติหน้าที่ของตนได้เท่านั้น หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีพอได้อย่างไร? ในข้อเท็จจริงนั้น ผู้คนล้วนทำสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากผู้คนได้ ตราบใดที่พวกเจ้าใช้มโนธรรมของตนและสามารถทำตามมโนธรรมของตนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ ตราบนั้นการยอมรับความจริงก็ย่อมจะง่าย—และหากเจ้าสามารถยอมรับความจริงได้ เจ้าก็ย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีพอได้ พวกเจ้าต้องคิดในหนทางนี้ว่า “จากการเชื่อในพระเจ้าในช่วงหลายปีมานี้ กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในช่วงหลายปีมานี้ ฉันได้รับมาเป็นจำนวนมหาศาล และพระเจ้าได้ประทานพระคุณและพรอันยิ่งใหญ่แก่ฉัน ฉันมีชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ฉันมีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองและอธิปไตยของพระองค์ และพระองค์ประทานลมหายใจนี้แก่ฉัน ดังนั้นฉันจึงควรใช้ความรู้สึกนึกคิดและเพียรพยายามลุล่วงหน้าที่ของฉันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี—นี่คือสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญ” ผู้คนต้องมีเจตจำนง มีเพียงผู้ที่มีเจตจำนงเท่านั้นที่จะสามารถเพียรพยายามเพื่อความจริงได้ และเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และทำให้ซาตานละอาย หากเจ้ามีความจริงใจเช่นนี้และไม่วางแผนเพื่อตัวเจ้าเอง แต่ทำเพียงเพื่อให้ได้รับความจริงและเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าก็จะกลายเป็นปกติและจะคงเส้นคงวาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญรูปการณ์แวดล้อมใด เจ้าจะสามารถยืนหยัดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ไม่ว่าผู้ใดจะมาชักนำเจ้าไปในทางที่ผิดหรือรบกวนเจ้า และไม่ว่าอารมณ์ของเจ้าจะดีหรือเสีย เจ้าก็จะยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างเป็นปกติ ในหนทางนี้ พระเจ้าย่อมจะสบายพระทัยเกี่ยวกับเจ้าได้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะสามารถประทานความรู้แจ้งในการเข้าใจหลักธรรมความจริงแก่เจ้า และนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และผลก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมจะได้มาตรฐานอย่างแน่นอน ตราบใดที่เจ้าสละเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจ ทำหน้าที่ของตนตามความเป็นจริง และไม่ทำตัวตลบตะแลงหรือเล่นเล่ห์กล เจ้าก็จะเข้าเกณฑ์มาตรฐานของพระเจ้า พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์จิตใจ ความคิด เจตนา และเหตุจูงใจของผู้คน หากหัวใจของเจ้าถวิลหาความจริงและเจ้าสามารถแสวงหาความจริงได้ พระเจ้าก็จะทรงให้ความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้า ไม่ว่าในเรื่องใด พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าตราบเท่าที่เจ้าแสวงหาความจริง พระองค์จะทรงทำให้หัวใจของเจ้าเปิดรับความสว่างและเปิดโอกาสให้เจ้ามีเส้นทางปฏิบัติ แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าก็จะบังเกิดผล ความรู้แจ้งของพระเจ้าคือพระคุณและพรจากพระองค์ แม้กระทั่งเรื่องสัพเพเหระทั้งหลาย หากพระเจ้าไม่ทรงให้ความรู้แจ้ง ผู้คนก็จะไม่มีวันเกิดแรงบันดาลใจ เมื่อไร้ซึ่งแรงบันดาลใจ การแก้ไขปัญหาของตนย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คน และพวกเขาจะไม่บรรลุผลในหน้าที่ ต่อให้ศึกษามาแล้วหลายปี ก็ย่อมมีหลายสิ่งที่ผู้คนไม่สามารถก้าวข้ามไปได้เพียงด้วยความฉลาด ปัญญา และขีดความสามารถของมนุษย์เท่านั้น เหตุใดจึงทำไม่ได้? เพราะยังไม่ถึงเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ หากพระเจ้าไม่ทรงกระทำการ ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะมีความสามารถเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ นี่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน เจ้าต้องเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และผู้คนเพียงให้ความร่วมมือเท่านั้น หากเจ้าจริงใจ พระเจ้าย่อมจะทรงเห็น และพระองค์จะทรงให้ทางออกแก่เจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่มีความยากลำบากใดที่ก้าวข้ามไปไม่ได้ เจ้าต้องมีความเชื่อนี้ ดังนั้นเวลาพวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนก็ไม่จำเป็นต้องวิตกอะไร ตราบใดที่เจ้าทุ่มสุดตัวสุดหัวใจของเจ้า พระเจ้าจะไม่ประทานความยากลำบากแก่เจ้า และพระองค์จะไม่ประทานเกินกว่าที่เจ้าจะรับมือได้ เจ้าควรกังวลต่อเมื่อเจ้าพูดสิ่งต่างๆ ออกไปโดยไม่คิดได้แต่พูดแล้วไม่ทำ และพูดสิ่งที่รื่นหู แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกควร—เมื่อนั้นย่อมจบสิ้น หากนี่คือท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของตนและต่อพระเจ้า เจ้าจะได้รับพรจากพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ หากเจ้าปฏิบัติกับพระเจ้าแบบสุกเอาเผากินและหลอกลวงพระองค์ พระเจ้าจะไม่ใส่พระทัยในตัวเจ้าเลยและจะทรงกำจัดเจ้าออกไป จุดจบย่อมจะเป็นเช่นนั้น หากเจ้าหลอกลวงพระเจ้า เจ้าก็ย่อมหลอกลวงตนเอง พระเจ้าจะตรัสว่า “หัวใจของคนคนนี้เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากเกินไปและไม่มีร่องรอยของความซื่อสัตย์เลย ไม่สามารถไว้ใจพวกเขาหรือไว้วางใจให้ทำสิ่งใดได้ จงวางมือจากพวกเขาเถิด” คำตรัสนั้นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้าจะถูกทิ้งให้อยู่ลำพังและถูกเพิกเฉย หากไร้ซึ่งการกลับใจ เจ้าจะถูกทอดทิ้งโดยสมบูรณ์ เจ้าจะถูกส่งต่อให้ซาตาน เหล่าวิญญาณชั่ว และวิญญาณสกปรกลงโทษ คนเราอยู่ในสภาวะเช่นไรเมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวและถูกเพิกเฉย? นั่นหมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าอีกต่อไป เจ้าจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจน อีกทั้งไม่ได้รับความรู้แจ้งและความกระจ่างขณะที่ผู้อื่นได้รับอยู่เสมอ เจ้าจะยังคงด้านชา เวลาที่ใครบางคนสามัคคีธรรมถึงความจริงและการเข้าสู่ชีวิต เจ้าจะรู้สึกง่วงและม่อยหลับตลอดเวลา นี่เป็นปรากฏการณ์ประเภทใด? เป็นปรากฏการณ์ที่พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจ หากพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจ บุคคลหนึ่งย่อมจะกลายเป็นซากศพเดินได้มิใช่หรือ? การเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่รู้สึกถึงการสถิตของพระองค์นั้นน่ากลัวมาก บุคคลเช่นนั้นเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตและเสียแรงจูงใจของตน พวกเขาสูญเสียต้นทุนทั้งหมดในการดำเนินชีวิตของตน ชีวิตเช่นนั้นมีคุณค่าอะไร? เจ้ามีสภาพแย่กว่าสุนัขและสุกรเสียอีกมิใช่หรือ? เพราะการกระทำและพฤติกรรมของเจ้า พระเจ้าจึงทรงเห็นว่าเจ้านั้นพึ่งพาไม่ได้และไว้ใจไม่ได้ พระเจ้าทรงชังเจ้าอยู่ในพระทัยอย่างที่สุด และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงทอดทิ้งเจ้าหรือวางเจ้าไว้ชั่วคราว เราสงสัยว่าเหตุใดคนเช่นนี้จึงไม่รู้จักเจ็บปวดและอึดอัดในหัวใจของตน? เกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของพวกเขา? มีสำนึกในมโนธรรมบ้างหรือไม่? ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี หรือความเชื่อของเจ้าจะแท้จริงหรือเทียมเท็จ เจ้าก็เข้าใจคำสอนเรื่องการประพฤติปฏิบัติตนบ้างแล้ว ทั้งยังสามารถดำเนินชีวิตและเอาตัวรอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร แต่หากเจ้ารู้ว่าเจ้าถูกเผยตัวแล้ว ว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเจ้าไปแล้ว เจ้าจะยังคงสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้หรือไม่? ชีวิตของเจ้ายังมีความหมายอยู่หรือไม่? เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในความมืด ในคริสตจักร พวกเรามักจะเห็นผู้คนที่ถูกเผยตัวและถูกกำจัดออกไป ซึ่งพอจะถูกคริสตจักรส่งตัวออกไป พวกเขาก็ร้องไห้จนตาแดงและถึงกับคิดที่จะตายไปเสีย ไร้ซึ่งเจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเขาร่ำไห้พลางสาบานว่าจะกลับใจ แต่ถึงเวลานั้นก็สายเกินไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของการไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ดังนั้นหากเจ้าปรารถนาที่จะกลับใจ เจ้าต้องทำเดี๋ยวนี้ จงรีบทบทวนว่ายังมีปัญหาใดหลงเหลืออยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าสุกเอาเผากินบ้างหรือไม่ เจ้าขาดความรับผิดชอบในด้านใดหรือไม่ จงทบทวนว่าอันที่จริงเจ้าสัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้วหรือยัง—หากเจ้าสัมฤทธิ์ผลแล้ว จงทบทวนว่าเจ้าสัมฤทธิ์ผลเหล่านั้นเพื่ออะไร และหากยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็จงทบทวนว่าเหตุใดเจ้าจึงยังไม่สัมฤทธิ์ จงทบทวนสิ่งเหล่านี้จนเกิดความกระจ่าง และหากยังมีปัญหาอยู่ ก็จงแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เมื่อทำเช่นนี้ย่อมจะไม่มีความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า สำหรับทุกคนที่สามารถแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในยามที่พวกเขามีปัญหาขึ้นมา ไม่เพียงแต่พวกเขาจะมีความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่น้อยลงเรื่อยๆ เท่านั้น ทว่าพวกเขาจะมีประสิทธิผลยิ่งขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ และพร้อมกันนั้นก็จะมีการเข้าสู่ชีวิตอีกด้วย ตัวอย่างเช่น บางคนเริ่มเข้าใจความจริงเมื่อพวกเขาก้าวผ่านการตัดแต่งหลายครั้งหลายหน พวกเขามักจะทบทวนตนเองได้ และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบว่าตนเองทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาย่อมรู้ว่าตนเองละเมิดหลักธรรมความจริงแล้ว พวกเขาอธิษฐานถึงพระเจ้าและรู้สึกเสียใจเป็นพิเศษ บางทีพวกเขาก็ถึงกับเกลียดและตบหน้าตนเอง พลางกล่าวว่า “ฉันทำผิดอีกครั้งและทำให้พระเจ้าทรงเจ็บปวดได้อย่างไร? ฉันช่างไร้หัวใจเเหลือเกิน! พระเจ้าตรัสเอาไว้ตั้งมากมาย—เหตุใดฉันจึงไม่จดจำไว้นานๆ? เหตุใดฉันถึงนบนอบพระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัยไม่ได้? ฉันถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งจริงๆ ในหัวใจของฉันไม่มีที่สำหรับพระเจ้า และฉันก็ไม่เห็นคุณค่าของความจริง ฉันดำเนินชีวิตด้วยหลักปรัชญาของซาตานอยู่เสมอและไม่เอาใจใส่เจตนารมณ์ของพระเจ้า ฉันไม่มีมโนธรรมหรือเหตุผลเลยจริงๆ ฉันกบฏต่อพระเจ้าเหลือเกิน!” ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงตั้งเจตจำนงที่จะกลับใจและมุ่งมั่นที่จะนำความจริงไปปฏิบัติ ทำหน้าที่ของพวกเขาให้ดี และทำให้พระเจ้าพอพระทัย อันที่จริงพวกเขามีหัวใจที่กลับใจแล้ว แต่การละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามไม่ใช่สิ่งที่ทำกันโดยง่าย—คนเราต้องก้าวผ่านบททดสอบและกระบวนการถลุงบางอย่างก่อนที่พวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย ตอนนี้มีผู้คนมากมายที่เริ่มมุ่งเน้นความจริง เต็มใจที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและกลายเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่มีหัวใจที่กลับใจได้อย่างแท้จริงควรปฏิบัติอย่างไร? ส่วนหนึ่งของการนี้คือพวกเขาต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริงให้มากขึ้น แก้ไขปัญหาที่พวกเขามีและหาเส้นทางปฏิบัติให้พบในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ส่วนที่เหลือคือพวกเขาต้องหาคนที่เข้าใจความจริงและสามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้น ชำแหละความเป็นกบฏของพวกเขาเอง แก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา รวมถึงด้านต่างๆ ที่พวกเขาต้านทานพระเจ้า พวกเขาต้องรู้ปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงพิจารณาพระวจนะของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วน แล้วดูว่าจะปรับใช้กับตนเองอย่างไร พวกเขาต้องพิจารณาพระวจนะอันสำคัญยิ่งของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า และมุ่งทบทวนตนเองในเรื่องปัญหาของพวกเขาเอง ในเรื่องแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาเกิดความรู้ที่แท้จริง ในหนทางนี้ พวกเขาย่อมเกิดความเสียใจที่แท้จริงและเกลียดตนเองได้ จากนั้น พวกเขาก็ควรเดินหน้าระบุต่อไปว่าความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของตนมีอะไรบ้างและใช้ความจริงแก้ไขความยากลำบากเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเขาย่อมจะมีความยากลำบากน้อยลงในการปฏิบัติหน้าที่ และย่อมจะสัมฤทธิ์ผล หากคนเราปรารถนาที่จะกลับใจอย่างแท้จริง พวกเขาต้องปฏิบัติเช่นนี้ นี่คือเส้นทางไปสู่การกลับใจอย่างแท้จริงเพียงทางเดียวเท่านั้น
ผลของการไล่ตามเสาะหาความจริงจะเป็นอย่างไร? ในด้านหนึ่ง การไล่ตามเสาะหาความจริงหมายที่จะ ละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเรา อีกด้านหนึ่งการทำเช่นนี้หมายที่จะเปิดโอกาสให้คนเรานำความจริงไปปฏิบัติขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ และกลายเป็นคนที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่คือคำพยานของการกลับใจที่แท้จริง การที่จะกลับใจโดยแท้จริงนั้น คนเราต้องเข้าใจและปฏิบัติความจริงก่อนจึงจะสัมฤทธิ์ผล หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา และการกลับใจของเจ้าก็เป็นเพียงสิ่งที่เจ้าพูดออกมาเท่านั้น เช่นนั้นแล้วการนี้ย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล เจ้าจะไม่รู้สึกสงบสุขหรือมั่นคงจากการทำเช่นนี้ หากทั้งหมดที่เจ้าทำคือการกล่าวอธิษฐานว่าเจ้าอยากกลับใจอย่างแท้จริง แต่ในการปฎิบัติหน้าที่ เจ้ากลับไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของตนและสัมฤทธิ์การปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่น่าพึงพอใจ เจ้าก็กำลังพยายามโกงพระเจ้าอยู่ โดยหลักแล้ว การกลับใจอย่างแท้จริงสำแดงออกมาเป็นความจงรักภักดี การกระทำตามหลักธรรม การปฏิบัติความจริง และการเป็นคำพยานที่แท้จริงในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการกลับใจอย่างแท้จริง และเป็นคำพยานของการกลับใจอย่างแท้จริงเช่นกัน หากสิ่งเดียวที่คนเราทำคือกล่าวอธิษฐานถึงพระเจ้าเรื่องการกลับใจโดยไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดี เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็พยายามโกงพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ? หากบางสิ่งไม่สามารถล่วงผ่านมโนธรรมของคนเราเองเป็นอย่างน้อย แล้วสิ่งนั้นจะสามารถล่วงผ่านพระเจ้าไปได้อย่างไร? ไม่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันของเจ้าจะเป็นเช่นไร ตราบใดที่เจ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อพระเจ้าได้อย่างจริงใจ และตราบใดที่ยังคงมีปัญหามากมายในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ซึ่งเจ้าก็ไม่ได้แสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ไข เจ้าย่อมประสบปัญหาครั้งใหญ่ เจ้าควรอธิษฐานเกี่ยวกับปัญหานั้นและทบทวนตนเองอย่างจริงจัง หากเจ้าไม่สามารถกลับใจได้อย่างแท้จริง และปฎิบัติหน้าที่ของตนได้แย่ตลอดเวลา แน่นอนว่าเจ้าย่อมเผชิญอันตรายของการถูกกำจัดออกไป ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี—ตราบใดที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่โดยสุกเอาเผากินอยู่เสมอ ไล่ตามผลประโยชน์เพื่อตนเองอยู่ตลอดเวลา เอาเปรียบพระนิเวศของพระเจ้าอยู่เสมอ ไม่ยอมรับหรือปฏิบัติความจริงแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ใช่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าคือคนที่รังเกียจความจริง เป็นผู้ไม่เชื่อที่ตั้งใจจะกินขนมปังส่วนของตนเองเท่านั้น เจ้าอาจยังใช้ชีวิตอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า และเจ้าอาจจะยังกล่าวว่าเจ้าคือผู้เชื่อในพระเจ้า แต่ข้อเท็จจริงก็คือเจ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอีกต่อไป พระเจ้าทรงวางเจ้าลงนานแล้ว และเจ้าก็ได้กลายเป็นร่างที่ไร้ดวงจิต เป็นซากศพเดินได้ เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร? ผู้ใดก็ตามที่มาถึงขั้นนี้ย่อมไม่มีบั้นปลายให้พูดถึง ทางออกเดียวของพวกเขาคือรีบมาสารภาพเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าเป็นคนที่จริงใจโดยแท้และกลับใจได้จริง พระเจ้าจะทรงลืมการฝ่าฝืนทั้งหลายของเจ้า อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องระลึกไว้คือ ไม่ว่าเมื่อใด และไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้เรื่องพระเจ้า หรือมีมโนคติอันหลงผิดหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระองค์ เจ้าก็ไม่ควรต่อสู้หรือดื้อดึงกับพระองค์อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าจะทนทุกข์กับการถูกลงทัณฑ์อย่างแน่นอน หากเจ้าพบว่าหัวใจของเจ้าแข็งกระด้าง หากเจ้าอยู่ในสภาวะที่เจ้ากล่าวว่า “ฉันจะทำแบบนี้ มาดูกันว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรฉันได้ ฉันไม่กลัวใครทั้งนั้น ก่อนหน้านี้ฉันก็ทำอย่างนี้มาตลอด” เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก นี่คือการปะทุของธรรมชาติเยี่ยงซาตาน นี่คือการดื้อแพ่ง เจ้ารู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำนั้นผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอยู่แล้ว แต่เจ้ากลับไม่ใส่ใจจริงจัง หัวใจของเจ้าไร้ซึ่งความกลัว ไม่ยอมรับรู้ข้อกล่าวหาหรือคำตำหนิ อีกทั้งไม่กังวลหรือเศร้าเสียใจ—เจ้าไม่รู้จักกลับใจด้วยซ้ำ นี่เป็นสภาวะหนึ่งของการดื้อแพ่ง และจะสร้างปัญหาให้แก่เจ้า นี่ทำให้เจ้าถูกพระเจ้าละวางโดยง่าย หากบุคคลหนึ่งมาถึงจุดนี้และยังคงไม่รู้สึกรู้สา อีกทั้งไม่รู้ว่าพวกเขาควรกลับหลังหัน ความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าจะกลับมาเป็นดังเดิมได้หรือไม่? ย่อมจะไม่กลับมาเป็นดังเดิมโดยง่าย เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะฟื้นคืนความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับพระเจ้า ที่ทำให้เจ้ารู้สึกว่าการเข้าหาพระองค์เป็นธรรมชาติและชอบด้วยเหตุผลอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไร? ตรงจุดใดที่เจ้าจะสามารถนบนอบ ก้มศีรษะ มอบทุกอย่างที่เจ้ามีให้พระองค์ ยำเกรงพระองค์ และยอมรับพระวจนะของพระองค์ว่าเป็นความจริงไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม จากนั้นจึงมาแสวงหาความจริงและนบนอบได้? เจ้าจะสามารถฟื้นคืนสู่สภาวะนี้ได้เมื่อไร? เจ้าต้องไปไกลเพียงใดจึงจะฟื้นคืนสภาวะเช่นนี้? เราเกรงว่าจะเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน เพราะนี่ไม่ใช่คำถามเรื่องเวลา หรือเรื่องความยาวนานหรือระยะทางในการเดินทางของเจ้า นี่เป็นคำถามเกี่ยวกับสภาวะของชีวิตเจ้า และถามว่าเจ้าได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงโดยแท้แล้วหรือไม่ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่ไม่สามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในตัวเจ้าแต่อย่างใด และเจ้าก็ไม่ตระหนักรู้ความร้ายแรงของปัญหาเหล่านี้ มักจะใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นกบฏอย่างชื่นบานโดยไม่ตระหนักรู้อะไร ทำสิ่งที่ผิด กล่าววาจาผิด ต่อต้าน ต้านทาน และกบฏต่อพระเจ้าด้วยหัวใจที่แข็งกระด้าง ดื้อดึงที่จะยึดติดอยู่กับมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน ความคิดอ่าน และทัศนะของเจ้าเองโดยไม่ตระหนักรู้แต่อย่างใด เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไร้ซึ่งความเป็นจริงความจริง ไม่ใช่ผู้ที่นบนอบพระเจ้า ทั้งยังห่างไกลจากการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เจ้าควรเข้าใจเรื่องนี้โดยชัดเจนในหัวใจของเจ้า หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นสภาวะที่แท้จริงของตนได้อย่างชัดเจน และทึกทักอยู่เสมอว่าหนทางที่เจ้าเชื่อนั้นใช้ได้ ว่าเจ้าสามารถสละตนเพื่อพระเจ้า เจ้าได้ทนทุกข์และจ่ายราคาไปแล้ว อีกทั้งเชื่อว่าเจ้าได้รับการยืนยันให้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่มีเหตุผลเลยไม่ว่าอย่างไร เจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงเลย แต่เจ้ากลับไม่รู้เรื่องนั้นด้วยซ้ำ นี่หมายความว่าเจ้ามีความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ชัดเจน เจ้าสับสน เป็นคนเลอะเลือน และไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะเข้าใจความจริงหรือรู้จักตนเองได้ และด้วยเหตุนั้น เจ้าจึงไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ