พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ (บทตัดตอน 34)

มีผู้คนบางคนที่ไม่เต็มใจทนทุกข์ในหน้าที่ของตนแต่อย่างใด พร่ำบ่นอยู่เสมอเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญปัญหาและไม่ยอมจ่ายราคา นั่นคือท่าทีประเภทใด? นั่นคือท่าทีที่สุกเอาเผากิน หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างสุกเอาเผากินและมีท่าทีที่ไม่เคารพหน้าที่ ผลลัพธ์ของการนี้จะเป็นเช่นไร? เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ย่ำแย่ แม้ว่าเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ดีก็ตาม—การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมจะไม่ได้มาตรฐาน และพระเจ้าจะไม่พอพระทัยอย่างมากต่อท่าทีที่เจ้ามีต่อหน้าที่ของเจ้า หากเจ้าสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้า แสวงหาความจริงและทุ่มเททั้งหัวใจและความรู้สึกนึกคิดของตนลงไป หากเจ้าสามารถให้ความร่วมมือได้ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าย่อมจะทรงตระเตรียมทุกสิ่งไว้ล่วงหน้าให้แก่เจ้าแล้ว เพื่อในยามที่เจ้ารับมือกับเรื่องต่างๆ ทุกสิ่งจะเข้าที่เข้าทางและเกิดผลลัพธ์ที่ดี เจ้าจะไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมาย เมื่อเจ้าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พระเจ้าย่อมจะทรงจัดการเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เจ้าแล้ว หากเจ้ากลับกลอกและหย่อนยาน หากเจ้าไม่จัดการดูแลหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม และเดินบนเส้นทางที่ผิดเสมอ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ทรงกระทำการในตัวเจ้า เจ้าย่อมจะสูญเสียโอกาสนี้ไป และพระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าไม่มีประโยชน์ เราไม่สามารถใช้งานเจ้าได้ จงหลีกไปยืนอยู่ด้านข้าง เจ้าชอบเป็นคนมีเหลี่ยมคูและหย่อนยานมิใช่หรือ? เจ้าชอบเกียจคร้านและรักสบายใช่ไหม? ดีละ ถ้าเช่นนั้นก็จงสบายไปชั่วกาลนานเถิด!” พระเจ้าจะประทานพระคุณและโอกาสเช่นนี้แก่ผู้อื่น พวกเจ้าคิดอย่างไร นี่คือการได้หรือเสีย? (เสีย) นี่คือความสูญเสียอันใหญ่หลวง!

ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนที่รักพระองค์อย่างแท้จริงและทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นเพียบพร้อม พระองค์ทรงทำให้ผู้คนมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ผ่านทางสภาพแวดล้อมหรือบททดสอบที่แตกต่างกัน อันเป็นการทำให้พวกเขาเข้าใจความจริง ได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระองค์ และได้รับความจริงในที่สุด หากเจ้ามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าในลักษณะนี้ อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าก็จะเปลี่ยนแปลงไป และเจ้าจะสามารถได้รับความจริงและชีวิต ตลอดหลายปีที่มีประสบการณ์มานี้พวกเจ้าได้รับไปมากเพียงใดแล้ว? (มากมาย) ดังนั้น การสู้ทนความทุกข์เล็กน้อยและจ่ายราคาบ้างเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าย่อมคุ้มค่ามิใช่หรือ? เจ้าได้รับอะไรเป็นการตอบแทน? เจ้าได้เข้าใจความจริงมากมายนัก! นี่คือสมบัติอันหาค่ามิได้! ผู้คนอยากได้อะไรผ่านทางการเชื่อในพระเจ้า? พวกเขาอยากได้รับความจริงและชีวิตมิใช่หรือ? เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะสามารถได้รับความจริงหากไม่ผ่านประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมเหล่านี้? แน่นอนว่าเจ้าย่อมจะไม่สามารถ เมื่อความยากลำบากบางประการเกิดขึ้นกับเจ้าเป็นกรณีพิเศษ หรือเจ้าเผชิญสภาพแวดล้อมบางอย่างเป็นการเฉพาะ หากท่าทีที่เจ้ามีอยู่เสมอคือการหลีกเลี่ยงหรือหนีจากความยากลำบากหรือสภาพแวดล้อมเหล่านั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะปฏิเสธและกำจัดสิ่งเหล่านั้น—หากเจ้าไม่อยากยอมตนอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ไม่เต็มใจที่จะนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดแจงเตรียมการของพระองค์ และไม่อยากให้ความจริงคอยกำกับดูแลเจ้า—หากเจ้าอยากเป็นคนตัดสินใจและควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับตนเองตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วผลที่ตามมาย่อมจะเป็นดังนี้คือ ไม่ช้าก็เร็วพระเจ้าจะทรงเมินเจ้าหรือส่งตัวเจ้าให้ซาตานเป็นแน่ หากผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ พวกเขาต้องกลับตัวโดยเร็วและเดินไปตามทางชีวิตของตนให้สอดคล้องกับเส้นทางที่ถูกต้องที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ เส้นทางนี้คือเส้นทางที่ถูกต้อง และเมื่อเส้นทางถูกต้อง นั่นหมายความว่าทิศทางย่อมถูกต้อง อาจมีเนินขรุขระตามทางและมีความยากลำบากในช่วงเวลาอย่างนี้ พวกเขาอาจสะดุดหรือรู้สึกไม่พอใจบ้างในบางครั้ง และคิดลบอยู่หลายวัน ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไปได้และไม่ทำให้สิ่งต่างๆ ล่าช้า ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมจะไม่สำคัญ แต่พวกเขาต้องทบทวนตนเองให้ทันท่วงที แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ยอมแพ้ หรือทิ้งหน้าที่ของตนโดยเด็ดขาด ข้อนี้สำคัญยิ่ง หากเจ้าคิดเอาเองว่า “การเป็นคนคิดลบและอ่อนแอไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เกิดอยู่ข้างใน พระเจ้าไม่ทรงรู้เรื่องนี้ และเมื่อคำนึงว่าฉันทนทุกข์อย่างไรบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งราคาที่ฉันจ่ายไป พระองค์ย่อมจะทรงปรานีฉันอย่างแน่นอน” และหากความอ่อนแอและความคิดลบนี้ดำเนินต่อไป และเจ้าไม่แสวงหาความจริงหรือเรียนรู้บทเรียนต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงไว้ให้เจ้า เจ้าก็จะสูญเสียโอกาสของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และผลลัพธ์ก็คือเจ้าจะพลาดโอกาส ปิดกั้นและทำลายโอกาสทั้งหมดที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะใช้ทำให้เจ้าเพียบพร้อม ผลจากการทำเช่นนี้จะเป็นอย่างไร? หัวใจของเจ้าจะมืดมนลงเรื่อยๆ เจ้าจะไม่รู้สึกถึงพระเจ้าในคำอธิษฐานของเจ้าอีกต่อไป และเจ้าจะกลายเป็นคนคิดลบจนถึงจุดที่ความคิดของเจ้าเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและการทรยศ จากนั้นเจ้าก็จะติดกับดักของความทุกข์ทรมานแสนสาหัส รู้สึกอับจนหนทางอย่างสิ้นเชิงและเสียใจอย่างหนัก เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าไม่มีเส้นทางหรือทิศทาง และไม่สามารถมองเห็นความสว่างหรือพบเจอความหวังใดๆ การดำรงชีวิตเช่นนี้เหน็ดเหนื่อยหรือไม่? (เหน็ดเหนื่อย) ผู้ที่ไม่เดินไปบนเส้นทางอันสว่างไสวของการไล่ตามเสาะหาความจริงจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานตลอดไป อยู่ในบาปและความมืดมนตลอดกาล และไร้ซึ่งความหวัง พวกเจ้าสามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำเหล่านี้หรือไม่? (ข้าพระองค์ต้องไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยหัวใจทั้งดวงและสุดจิตสุดใจของตน) เมื่อหน้าที่มาถึงตัว และเจ้าได้รับความไว้วางใจมอบหมายหน้าที่ให้ทำ จงอย่าคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าความลำบากยากเย็น หากมีบางสิ่งที่รับมือยาก จงอย่าวางมือจากสิ่งนั้นและเพิกเฉย เจ้าต้องเผชิญสิ่งนั้นซึ่งหน้า เจ้าต้องจำไว้ตลอดเวลาว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับผู้คน และถ้ามีความลำบากยากเย็นอันใด พวกเขาก็เพียงต้องอธิษฐานและแสวงหาจากพระองค์เท่านั้น และจำไว้ว่าเมื่อมีพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่ยากลำบาก เจ้าต้องมีความเชื่อนี้ ในเมื่อเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นองค์อธิปัตย์เหนือสรรพสิ่ง ทำไมเจ้าถึงยังคงรู้สึกกลัวเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า และกลัวว่าจะไม่มีสิ่งใดให้พึ่งพา? นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า หากเจ้าไม่ถือว่าพระองค์คือผู้เกื้อหนุนเจ้า และเป็นพระเจ้าของเจ้า เช่นนั้นแล้วพระองค์ย่อมไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า ในชีวิตจริง ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญสถานการณ์แบบใด เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ เพื่ออธิษฐานและแสวงหาความจริง ต่อให้เจ้าเข้าใจความจริงและได้รับบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเพียงเรื่องเดียวทุกวัน ก็ย่อมจะไม่เสียเวลาแล้ว! เดี๋ยวนี้พวกเจ้าสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้นานเพียงใดในแต่ละวัน? เจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้ากี่ครั้งต่อวัน? เจ้าเคยบรรลุผลใดๆ บ้างหรือไม่? หากคนคนหนึ่งแทบไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า วิญญาณของพวกเขาย่อมจะแห้งผากและมืดมนมาก เมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผู้คนก็ออกห่างจากพระเจ้าและเมินพระองค์ พวกเขาแสวงหาพระองค์ต่อเมื่อมีความยากลำบากเกิดขึ้นเท่านั้น นี่ใช่การเชื่อในพระเจ้าหรือไม่? นี่คือการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ากระนั้นหรือ? ทั้งหมดนี้คือลักษณะที่สำแดงถึงผู้ไม่เชื่อ ด้วยการเชื่อเช่นนี้ในพระเจ้า ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับความจริงและชีวิต

เมื่อผู้คนไม่เข้าใจหรือไม่ปฏิบัติความจริง บ่อยครั้งที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในกับดักต่างๆ ของซาตาน ครุ่นคิดถึงอนาคต ความภาคภูมิใจ สถานะ และผลประโยชน์อื่นๆ ของตน และเค้นสมองคิดเรื่องเหล่านี้ แต่หากเจ้านำท่าทีนี้มาใช้กับหน้าที่ของเจ้า กับการแสวงหาและการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะสามารถได้รับความจริง ตัวอย่างเช่น เจ้าใช้สมองคิดอย่างหนักเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เจ้าคิดอย่างรอบคอบและพิถีพิถัน วางแผนทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ใช้ความคิดและพลังงานมากมายไปกับเรื่องนี้ หากเจ้าใช้พลังงานแบบเดียวกันนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและในการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าทรงมีท่าทีที่แตกต่างออกไปกับเจ้า ผู้คนพร่ำบ่นพระเจ้าอยู่เป็นนิจว่า “ทำไมพระองค์ดีกับคนอื่น แต่ไม่ดีกับฉัน? ทำไมพระองค์ไม่เคยให้ความรู้แจ้งแก่ฉัน? ทำไมฉันถึงอ่อนแออยู่เสมอ? ทำไมฉันถึงไม่เก่งเท่าพวกเขา?” ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? พระเจ้าไม่ได้แสดงความลำเอียงให้เห็น หากเจ้าไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และก็อยากแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าด้วยตนเองอยู่เสมอ พระองค์ก็จะไม่ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า พระองค์จะทรงรอจนกระทั่งเจ้ามาอธิษฐานและวิงวอนพระองค์ เมื่อนั้นพระองค์จึงจะประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า พระเจ้าโปรดผู้คนประเภทใด? พระเจ้าทรงรอให้ผู้คนขออะไรจากพระองค์? พระองค์ทรงอยากให้พวกเขาขอเงินทอง ความสะดวกสบาย ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และความรื่นเริงหรรษาเหมือนผู้คนที่ไร้ยางอายเหล่านั้นกระนั้นหรือ? พระเจ้าไม่โปรดเวลาผู้คนขออะไรแบบนี้จากพระองค์ ผู้ที่แสวงหาสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าย่อมไร้ยางอาย เป็นคนที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหลาย และพระเจ้าย่อมไม่ทรงต้องการพวกเขา พระองค์ทรงต้องการผู้คนที่ตื่นจากบาปได้ สามารถแสวงหาความจริงจากพระองค์และยอมรับความจริงได้—นี่คือผู้คนประเภทที่พระองค์ทรงเห็นว่ายอมรับได้ เจ้าจึงควรอธิษฐานดังนี้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ซาตานได้ทำให้ข้าพระองค์เสื่อมทรามอย่างหนัก และมีอยู่บ่อยครั้งที่ข้าพระองค์ดำรงชีวิตท่ามกลางอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน ข้าพระองค์ไม่สามารถเอาชนะการทดลองต่างๆ ในเรื่องของความมีหน้ามีตาและสถานะได้ และข้าพระองค์ก็ไม่รู้ว่าควรรับมือการทดลองเหล่านี้อย่างไร ข้าพระองค์ไม่มีความเข้าใจในหลักธรรมความจริง ขอพระองค์ประทานความรู้แจ้งและแนะนำข้าพระองค์ด้วยเถิด” และ “ข้าพระองค์เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ก็รู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถมากพอ—สาเหตุหนึ่งก็คือข้าพระองค์มีวุฒิภาวะน้อยเกินไป และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ข้าพระองค์ไม่มีความเข้าใจในด้านนี้ ข้าพระองค์กังวลว่าจะทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดี ขอพระองค์ทรงชี้แนะและช่วยเหลือข้าพระองค์ด้วยเถิด” พระเจ้ากำลังรอให้เจ้ามาแสวงหาความจริง เมื่อเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ พระองค์จะประทานความรู้แจ้งและความกระจ่างแก่เจ้า เมื่อนั้นเจ้าย่อมจะมีเส้นทางและรู้ว่าควรปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร หากเจ้าใช้ความพยายามอยู่เสมอในเรื่องที่เกี่ยวกับความจริง นำสภาวะที่แท้จริงของตนมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และขอการชี้แนะและพระคุณจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะเริ่มเข้าใจและปฏิบัติความจริงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในหนทางนี้ แล้วการดำเนินชีวิตของเจ้าก็จะมีสภาพเสมือนมนุษย์ มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมีความเป็นจริงความจริง หากเจ้าไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง มักจะวางแผน ไตร่ตรอง ใช้ความคิดและทำงานอย่างหนัก และถึงขั้นมอบชีวิตของเจ้าเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ ทำทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นอะไรเพื่อผลประโยชน์เหล่านั้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็อาจจะได้รับความเคารพจากผู้คน รวมทั้งผลประโยชน์และความภาคภูมิใจในรูปแบบต่างๆ—แต่สิ่งใดสำคัญกว่ากัน สิ่งเหล่านี้หรือความจริง? (ความจริง) ผู้คนเข้าใจคำสอนนี้ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาให้ค่ากับผลประโยชน์และสถานะของตนเอง ดังนั้นพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง หรือว่านี่คือความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง? (เป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง) ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นคนเขลา พวกเขามองไม่เห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน เมื่อพวกเขาสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาย่อมจะมีวุฒิภาวะบ้างแล้ว การนี้พึงต้องให้พวกเขาไล่ตามเสาะหาความจริง ใช้ความพยายามกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่อาจทำตัวเลอะเลือนและไม่เอาใจใส่ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และถึงวันหนึ่งที่พระเจ้าตรัสว่า “พระเจ้าเสร็จสิ้นการตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว พระองค์ไม่ปรารถนาที่จะตรัสสิ่งใดแก่มวลมนุษย์เหล่านี้อีก และไม่ปรารถนาที่จะทำสิ่งใดอีก ถึงเวลาแล้วที่จะตรวจสอบงานของมนุษย์” เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่แคล้วที่จะถูกกำจัดออกไป ไม่ว่าคนที่หนุนหลังเจ้าอยู่จะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษมากเพียงใด มีการศึกษาสูงเพียงใด หรือมีเกียรติยศมากขนาดไหน หรือมีตำแหน่งที่สำคัญเพียงใดในโลกนี้ สิ่งเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด ถึงเวลานั้น เจ้าจะตระหนักในความล้ำค่าและความสำคัญของความจริง เจ้าจะเข้าใจว่าหากเจ้ายังไม่ได้รับความจริง เจ้าก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระเจ้า และเจ้าจะรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าโดยที่ไม่ได้รับความจริงนั้นน่าเวทนาและน่าเศร้าเพียงใด ทุกวันนี้หัวใจของผู้คนจำนวนมากรู้สึกถึงเรื่องนี้กันอย่างเลือนรางบ้างแล้ว แต่ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่ได้กระตุ้นให้เกิดความมุ่งมั่นในตัวพวกเขาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขายังไม่รู้สึกถึงความล้ำค่าและความสำคัญของความจริง ความตระหนักรู้เล็กน้อยย่อมไม่เพียงพอ คนเราต้องมองเห็นแก่นแท้ของเรื่องนี้อย่างแท้จริงและชัดเจน เมื่อเจ้ามองเห็นดังนั้นแล้ว เจ้าก็จะรู้ว่าควรใช้แง่มุมใดของความจริงมาแก้ไขปัญหานี้ ความจริงเท่านั้นที่สามารถแก้ไขความยากลำบากนานัปการที่ผู้คนเผชิญอยู่ได้ รวมทั้งแก้ไขความคิดอ่านที่บิดเบือนต่างๆ นานา ทัศนะที่ใจแคบ อุปนิสัยอันต่ำทราม ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความเสื่อมทราม เพียงไล่ตามเสาะหาความจริงและใช้ความจริงแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง พวกเจ้าก็จะสามารถละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ และสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า หากเจ้าพึ่งพาแต่วิธีการของมนุษย์และความยับยั้งชั่งใจของมนุษย์เท่านั้นในการแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าจะไม่มีวันสามารถแก้ไขความยากลำบากและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ได้ บางคนกล่าวว่า “หากฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น และใช้เวลาอ่านพระวจนะวันละหลายชั่วโมง ฉันจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้อย่างแน่นอนหรือไม่?” นี่ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร เจ้าสามารถเข้าใจความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติได้หรือไม่ หากเจ้าเพียงแต่ทำอย่างขอไปทีเวลาอ่านพระวจนะของพระองค์ และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับความจริง และหากเจ้าไม่ได้รับความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน สรุปแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าคนเราต้องไล่ตามเสาะหาความจริง คนเราต้องไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริงเพื่อที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย การเอาแต่อ่านพระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ปฏิบัติความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ การเป็นเหมือนพวกฟาริสีที่ถนัดประกาศพระวจนะของพระเจ้าให้คนอื่นฟังและบอกพวกเขาว่าควรนำความจริงไปปฏิบัติอย่างไร แต่ตนเองกลับไม่ทำอย่างนั้น เป็นเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ผู้คนอ่านพระวจนะของพระองค์ให้มากขึ้นเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริง ปฏิบัติความจริง และใช้ชีวิตตามความเป็นจริงความจริง การที่พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ปฏิบัติตามหนทางของพระองค์ และเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริงนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อกำหนดของพระองค์ที่ให้ผู้คนมอบหัวใจทั้งดวงและพละกำลังทั้งหมดของพวกเขาเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน ในการติดตามพระเจ้า ผู้คนต้องมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ผ่านทางการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาเพื่อที่จะสามารถบรรลุความรอดและได้รับการทำให้เพียบพร้อม

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger