เส้นทางปฏิบัติไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา (ตอนที่หนึ่ง)

ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร? ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเป็นนิมิตในทางหลักธรรมสำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า การสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ใช่สิ่งที่เรียบง่าย นี่เป็นเพราะผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดไม่ใช่มนุษย์ทรงสร้างใหม่ซึ่งยังไม่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม แต่เป็นมนุษย์กลุ่มที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง คนที่เปี่ยมด้วยพิษร้ายของซาตานและอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน คนที่เป็นเหมือนซาตาน อีกทั้งต้านทานและเป็นกบฏต่อพระเจ้า การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของบุคคลหนึ่งเหมือนการรักษาคนที่เป็นมะเร็ง นั่นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนไม่ใช่หรือ? กระบวนการนี้ต้องใช้การผ่าตัด การให้เคมีบำบัดในระยะยาว และการตรวจซ้ำเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นี่เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนโดยแท้จริง ดังนั้นอย่าคิดว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเป็นสิ่งที่เรียบง่าย นี่ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยอย่างที่ผู้คนจินตนาการ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะสัมฤทธิ์ได้แค่เพราะพวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้น ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเกี่ยวข้องกระบวนการมากมาย—ซึ่งเป็นกระบวนการที่อธิบายไว้ชัดเจนมากในพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่เจ้ามาเชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องเข้าใจว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไร และเข้าใจผลที่พระองค์ทรงต้องการให้เกิดขึ้นจากการทรงช่วยพวกเขาให้รอด หากเจ้าอยากที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เจ้าต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะผิดๆ ที่เจ้ามีเรื่องความเชื่อในพระเจ้า การเชื่อในพระเจ้านั้นเจ้าไม่ต้องเป็นคนประพฤติดี เป็นคนดี เป็นคนที่ยึดมั่นตามกฎหมาย หรือทำความดีมากมายอันเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นชอบ เมื่อก่อนผู้คนคิดว่า การเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยนั้นหมายถึงการเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่น ไปจนถึงการที่ดูภายนอกแล้วมีสภาพเสมือนมนุษย์ มีวัฒนธรรม มีความอดทน หรืออื่นๆ คือมีความกตัญญูและมีความรักต่อผู้อื่นโดยผิวเผินอยู่บ้าง ช่วยเหลือผู้อื่นและทำบุญสุนทาน พูดอีกนัยหนึ่งก็คือการเป็นคนที่ภายใต้มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์จะถือว่าเป็นคนดีนั่นเอง ทุกคนต่างมีมโนคติอันหลงผิดและสิ่งต่างๆ อยู่ในใจ—นี่คือพิษร้ายเยี่ยงซาตานในแง่มุมหนึ่ง เมื่อก่อนนั้นไม่มีผู้เชื่อในพระเจ้าคนใดสามารถอธิบายประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ชัดเจน พวกเขาไม่คุ้นเคยกับเรื่องของความเชื่อ—นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเข้าใจมาแต่กำเนิด หรือสามารถเข้าใจได้หลังจากเชื่อในศาสนาคริสต์มาสองถึงสามปี นี่เป็นเพราะพระเจ้ายังไม่ทรงพระราชกิจของพระองค์แง่มุมนี้ และยังไม่ทรงสามัคคีธรรมความจริงแง่มุมนี้ นี่คือเหตุผลที่ผู้คนมองตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาว่าความเชื่อเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการปฏิบัติผิวเผินบางอย่าง และเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองบางอย่างที่ผิดอย่างเห็นได้ชัดของพวกเขา บางคนถึงกับเชื่อว่าการมีความเชื่อเป็นเรื่องของการสู้ทนความลำบากยากเย็นที่หนักหนากว่านั้น คือการไม่กินอาหารดีๆ หรือใส่เสื้อผ้าที่ดีเลิศ เช่นเดียวกับแม่ชีจากนิกายคาทอลิกในประเทศทางตะวันตกสมัยก่อนที่เชื่อว่าความเชื่อในพระเจ้าหมายถึงการสู้ทนความลำบากยากเย็นให้มากขึ้นและเพลิดเพลินกับสิ่งดีๆ ในชีวิตให้น้อยลง—เมื่อมีเงินก็มอบเงินนั้นให้คนที่ยากไร้ หรือทำดีให้มากขึ้นและช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดทั้งชีวิตแม่ชีเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการทนทุกข์เป็นพิเศษ พวกเธอไม่กินอาหารดีๆ และไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่ดีเลย เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เสื้อผ้าของพวกเธอก็มีมูลค่าเพียงไม่กี่ดอลลาร์เท่านั้น การกระทำของพวกเธออาจได้รับการรายงานทางหนังสือพิมพ์ไปทั่วโลก สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนนั้น มีเพียงผู้คนเช่นนี้ที่เป็นคนดีและมีศีลธรรม มีเพียงผู้คนเหล่านี้ที่โลกศาสนาถือว่าพวกเขาได้ทำสิ่งที่ดีและได้ทำความดี มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงและมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง พวกเจ้าทุกคนก็อาจเป็นเช่นนั้น บางทีเจ้าอาจเชื่อเช่นกันว่าความเชื่อในพระเจ้าต้องหมายถึงการเป็นคนดี—เป็นคนที่ไม่เคยทุบตีหรือพูดจาดูถูกคนอื่น ผู้ที่ไม่เคยใช้วาจาแย่ๆ หรือทำเรื่องที่เลวร้าย เป็นคนที่ดูภายนอกแล้วผู้คนย่อมเห็นได้ว่าเขาคือผู้เชื่อในพระเจ้าและสามารถถวายพระสิริแด่พระเจ้าได้ นี่คือสภาวะทางจิตใจของผู้ที่เพิ่งเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่านี่คือความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และบุคคลประเภทนี้เองที่พระเจ้าพอพระทัย นี่เป็นมุมมองที่ถูกต้องหรือไม่? มีเพียงผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นความเชื่อของพวกเขาเท่านั้นที่มีความคิดอันไร้เดียงสาเช่นนี้ เมื่อคนเราเข้าใจความจริงขึ้นบ้างแล้ว ความคิดประเภทนี้ย่อมจะหายไปในไม่ช้า ไม่ว่าเมื่อก่อนมุมมองนี้จะหยั่งรากลึกในหัวใจของเจ้าแค่ไหน พวกเจ้าก็ยังไม่ได้ค้นพบข้อผิดพลาดและความเบี่ยงเบนจากมุมมองนี้ ไม่ว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาแล้วกี่ปี มุมมองผิดๆ เหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วน จากเรื่องนี้จึงชัดเจนว่ามีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร และพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าความหมายของการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคืออะไร จะเป็นคนที่แท้จริงได้อย่างไร ผู้คนประเภทใดเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า หรือผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงมองว่ายอมรับได้ และผู้คนประเภทใดที่พระเจ้าทรงอยากที่จะรับเอาไว้ หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ก็แสดงว่าเจ้ายังไม่ได้วางรากฐานอันหนักแน่นบนหนทางที่แท้จริง มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และความคิดส่วนบุคคลเหล่านั้นของมนุษย์ยังครอบงำความคิดและมุมมองของเจ้าอยู่

บางคนกล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ฉันรู้สึกโกรธเวลาที่ลูกไม่เชื่อฟังหรือสามีทำในสิ่งที่ฉันไม่ชอบ เมื่อเห็นผู้ไม่มีความเชื่อไม่เชื่อในพระเจ้าฉันก็เกลียดพวกเขา สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นการเผยความเสื่อมทรามและเป็นการขาดความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ใช่หรือ?” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง) คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร? นี่เป็นเพียงการมุ่งเน้นที่พฤติกรรมภายนอก บอกเราทีว่าเมื่อพระเจ้าตรัสถึงความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย พระองค์ทรงหมายถึงความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกหรือลักษณะนิสัยของบุคคลใช่หรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน บางคนเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิก และคิดว่าการมีความอดทนเป็นพิเศษและการไม่เคยอารมณ์เสียคือความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย แต่นี่คือสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้อย่างชัดเจน พวกเขาคิดว่าตอนนี้ตนเองใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นและเข้ากันได้กับพระองค์ในบางด้านแล้ว ถึงแม้บางครั้งพวกเขาจะไม่สามารถนบนอบและเกิดหมดความอดทนเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่ตรงตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาสามารถทบทวนสิ่งนี้ได้ในภายหลัง มารู้ถึงสิ่งนี้ และอธิษฐานกับกลับใจต่อพระเจ้าได้ ก็หมายความว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเจ้าคิดว่าความเปลี่ยนแปลงประเภทนี้เป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยหรือไม่? พวกเจ้าจะหยั่งรู้สภาวะประเภทนี้อย่างไร? ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยนำมาซึ่งสิ่งใด? สภาวะและการสำแดงใดที่เกิดขึ้นในตัวของคนที่อุปนิสัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว? (ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคือการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า รู้ถึงแก่นแท้อันเสื่อมทรามของตนเอง เปลี่ยนแปลงทัศนะที่พวกเรามีต่อสิ่งต่างๆ และค่อยๆ สัมฤทธิ์ความเข้ากันได้กับพระเจ้า นี่ไม่ใช่เรื่องของการไม่เคยโกรธหรือสามารถยับยั้งตนเองให้อารมณ์เสียน้อยครั้งลงได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเลย) นี่เป็นความเข้าใจที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ก่อนอื่นเราจะถามคำถามกับพวกเจ้า และพวกเจ้าสามารถใคร่ครวญถึงคำถามนี้ นั่นคือ หากอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วและเจ้าเข้าใจความจริง เช่นนั้นทัศนะที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ จะเข้ากันได้กับพระเจ้า เมื่อทัศนะที่เจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ เข้ากันได้กับพระเจ้า เจ้าจะยังเข้ากันได้กับมนุษยชาติผู้เสื่อมทรามหรือไม่? ย่อมจะไม่ได้ ในใจของเจ้าจะสามารถเกลียดซาตานและพวกมาร และเจ้าจะรู้สึกต่อต้าน รังเกียจ และเกลียดมนุษยชาติผู้เสื่อมทรามที่ต่อต้านและทรยศพระเจ้า เจ้าจะสามารถชิงชังสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบ เจ้าจะยิ่งไม่เต็มใจที่จะข้องเกี่ยวกับพวกที่เป็นของมาร และเจ้าจะสามารถรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรักและเกลียดสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเข้าใจความจริง หากเจ้าสามารถรู้จักตนเองและมองทะลุไปถึงแก่นแท้ธรรมชาติของตนเองได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นเจ้าจะสามารถมองทะลุไปถึงแก่นแท้ทั่วไปของมนุษยชาติผู้เสื่อมทราม และจะเกลียดบรรดามนุษย์ผู้เสื่อมทรามที่ต่อต้านพระเจ้าไปโดยธรรมชาติ เมื่อเจ้าเห็นถึงทัศนะที่คลาดเคลื่อนและไร้สาระของพวกเขา เจ้าย่อมจะไม่เต็มใจข้องเกี่ยวกับพวกเขา อีกทั้งจะรู้สึกขยะแขยงและปฏิเสธพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเจ้าเห็นการกล่าวโทษการทรงประสูติเป็นมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง รวมถึงความเกลียดชังและการเกลียดความจริงอย่างสุดขีดของโลกศาสนา เจ้าก็จะเกลียดกองกำลังของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้และจะปฏิเสธพวกเขาอย่างสิ้นเชิงไปโดยธรรมชาติ หากเจ้าเข้าใจความจริงและรู้จักพระเจ้าโดยแท้ เจ้าย่อมจะเกลียดบรรดาผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ผู้ที่ ละทิ้ง ทรยศ และเป็นกบฏต่อพระองค์ เจ้าจะยังเข้ากันได้กับคนเหล่านั้นได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ หากอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าย่อมจะเกลียดและขยะแขยงผู้ไม่มีความเชื่อกับบรรดาผู้ที่แข็งขืนต่อพระเจ้าเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวลานี้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ผู้เสื่อมทราม เราจึงทำได้แค่สู้ทนและใช้ชีวิตด้วยปัญญาเท่านั้น พวกเราไม่สามารถรังเกียจเดียดฉันท์ และตีตัวออกห่างจากพวกเขา เมินเฉยใส่พวกเขา หรือทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเขาในยามที่เจอกันได้เพราะพวกเราเข้าใจความจริงและอุปนิสัยของพวกเราก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเราต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้ และจะต้องเป็นผู้มีปัญญา ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่พวกเจ้าไม่ค่อยเข้าใจนัก—พวกเจ้าบางคนคิดว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและการเป็นคนที่เข้ากันได้กับพระเจ้านั้นหมายถึงการไม่มีอารมณ์โกรธเลย อีกทั้งเป็นคนที่สุภาพและใจดี และยิ้มแย้มแจ่มใสแม้กระทั่งกับพวกมารและซาตาน เจ้าคิดว่านี่คือความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย ทว่าความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง) นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง แต่เหตุใดความเข้าใจนี้จึงไม่ถูกต้อง? พระเจ้าทรงต้องการช่วยผู้คนให้รอด และพระองค์ได้ตรัสพระวจนะมากมายและทรงพระราชกิจหลายอย่าง แต่พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนกลายเป็นคนประเภทใดหรือ? พระองค์ทรงต้องการให้ผู้คนกลายเป็นคนที่ใช้ความจริงนำความคิด กลายเป็นคนที่ใช้ความจริงมาเป็นคติในการดำเนินชีวิต พระองค์ไม่ทรงต้องการให้พวกเขาเป็นคนไร้ความคิดเหมือนตอไม้ นับประสาอะไรกับการให้พวกเขาเป็นคนที่ไม่มีอารมณ์โกรธหรือมีอารมณ์ที่เป็นปกติราวกับพระอิฐพระปูน พระองค์ทรงต้องการให้พวกเขากลายเป็นคนที่เข้าใจความจริง อีกทั้งสามารถรับฟังพระวจนะและนบนอบพระองค์ได้ เป็นคนธรรมดาซึ่งรักสิ่งที่พระองค์ทรงรักและเกลียดสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด เป็นคนที่ชอบสิ่งที่พระองค์ทรงชอบ รวมถึงเกลียดและปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด ตอนนี้พวกเจ้าควรเข้าใจชัดเจนถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของผู้คนได้แล้ว พระเจ้าตรัสพระวจนะมากมายและทรงแสดงความจริงหลายประการ พระองค์ทรงต้องการช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงมนุษย์ทุกคนด้วยพระวจนะของพระองค์ พวกเจ้าเคยคิดไหมว่า พระเจ้าทรงต้องการผู้ที่พระองค์ทรงทำให้เพียบพร้อมนั้นมีความคล้ายคลึงเช่นไร? เราได้ยินพี่น้องชายหญิงหลายคนกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานแล้ว แต่ฉันก็ยังถูกบีบคั้นจากเรื่องภายนอกหลายอย่าง” พี่น้องหญิงบางคนกล่าวว่า “ฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับที่ฉันเห็นผู้ไม่มีความเชื่อใส่ และอยากชำเลืองมองคนที่ฉันเห็นว่าแต่งตัวสวยบ้าง” พี่น้องชายบางคนกล่าวว่า “ผมเห็นครอบครัวที่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินเงินทอง ผมเองก็อยากหาเงินให้ได้บ้าง เวลาเห็นผู้หญิงสวยๆ ผมก็อยากเหลียวกลับไปมองซ้ำ แถมผมยังรู้สึกเหมือนโกรธเวลาเห็นอะไรที่ไม่ชอบใจ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ของผมยังไม่เปลี่ยนแปลง เวลามีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นกับผม ผมก็ยังปล่อยตัวเองจินตนาการอะไรบ้าบอ ผมจะควบคุมเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? เมื่อไรผมจะเปลี่ยนแปลงได้สักที?” แนวคิดเหล่านี้เองที่ทำให้เราบอกว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร พวกเจ้ากำลังจำกัดตัวเองไว้ในเรื่องพฤติกรรม การกระทำภายนอก รวมถึงอารมณ์และบุคลิกของพวกเจ้าเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ในทางนี้ พระวจนะของพระเจ้าคำใดหรือที่บอกว่าเจ้าไม่ควรพูดอย่างอิสระ หรือแสดงอารมณ์เวลาเจ้าอยากระบายออกมา หรือโกรธขึ้ง และอื่นๆ? พระวจนะของพระเจ้าบอกไว้เช่นนี้หรือ? พระวจนะของพระองค์เพียงแต่เปิดโปงเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับแก่นแท้อันเสื่อมทรามของมนุษย์ และบอกผู้คนถึงวิธีที่จะรับรู้ถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา วิธีกำจัดอุปนิสัยเหล่านั้นและสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอันเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของซาตาน จากนั้นก็กระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้า และกลายเป็นผู้ที่สอดคล้องและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อเจ้าเข้าใจประเด็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร เจ้าจะยังให้ความสำคัญกับการกระทำภายนอกเหล่านี้อยู่หรือไม่? เจ้าจะยังเข้าไปพัวพันกับเรื่องภายนอกเหล่านี้หรือไม่? (ไม่) หากเจ้าไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจแก่นแท้หรือทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเปลี่ยนศาสนามา ทัศนะที่พวกเขามีต่อความเชื่อในพระเจ้ายังไม่เปลี่ยนแปลงจากแนวคิดและมโนคติอันหลงผิดของศาสนานั้น พวกเขายังคงเสาะแสวงที่จะเป็นคนทางวิญญาณ เคร่งศาสนา ถ่อมใจ และมีความอดกลั้น เป็นคนเปี่ยมรักซึ่งชอบเอาใจผู้อื่น อีกทั้งเป็นชาวสะมาเรียที่ดี แต่นี่คือสิ่งที่ผิดมหันต์! หากเจ้าเสาะแสวงที่จะเป็นคนฝ่ายวิญญาณและเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นในประเภทนี้ เจ้าก็คือคนที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องฝ่ายวิญญาณเลย คนที่ชอบเอาใจผู้อื่นสามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? พวกเขาสามารถบรรลุความเข้าใจในตนเองและกำจัดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนทิ้งไปได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ ผู้คนที่เสาะแสวงจะเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นจะไม่มีวันได้รับความจริง ไม่มีวันรู้จักตนเองและเกิดความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ และจะไม่มีวันได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นหากเจ้าต้องการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย ก่อนอื่นเจ้าก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร ความเชื่อในพระเจ้าและการนบนอบพระองค์ที่แท้จริงคืออะไร ตอนนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงได้

ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมหรือข้อบังคับ นับประสาอะไรกับความเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หรือพฤติกรรมภายนอก ลักษณะนิสัย และอารมณ์ของคนเรา สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนจากคนมีความรู้สึกช้าไปเป็นคนที่มีความรู้สึกเร็ว หรือจากเร็วไปช้า และไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนจากคนที่ชอบเก็บตัวไปสู่การเป็นคนชอบเข้าสังคม หรือเปลี่ยนจากคนที่พูดเก่งไปเป็นคนเงียบขรึม นี่ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง และแตกต่างจากข้อกำหนดของพระเจ้าอยู่มาก ยังห่างไกลเหลือเกิน! เมื่อใครบางคนเริ่มเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็มักทำสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง สิ่งนี้ทำให้พวกเขาพลัดหลงไปจากเส้นทางที่ถูกต้องและเสียเวลาไปหลายปีโดยไม่ได้รับอะไรที่เป็นจริงเลย ในตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นพวกเขาควรเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง สิ่งนี้ทำให้พวกเขาติดตามเส้นทางที่ผิดอยู่หลายปีก่อนที่จะตระหนักว่าสิ่งสำคัญที่สุดของในการเชื่อพระเจ้าก็คือการเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงเพื่อที่จะบรรลุความรอด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุด ตอนนั้นเท่านั้นพวกเขาถึงเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยที่พระเจ้าตรัสถึงไม่ได้หมายถึงความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมภายนอก กลับกัน พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนเข้าใจตนเองและเข้าใจแก่นแท้อันเสื่อมทรามของพวกเขา พยายามค้นหารากเหง้าเพื่อทำความเข้าใจในแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ แล้วทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา นำความจริงไปปฏิบัติ และเป็นผู้ที่สามารถนบนอบและนมัสการพระเจ้าได้ นี่คือความหมายของการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเรา ขณะนี้พวกเจ้ารู้ถึงรากเหง้าที่อยู่เบื้องหลังหรือยังว่าทำไมพวกเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้วไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางอุปนิสัยเลย? นี่เพราะพวกเจ้าไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร และเจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการผลลัพธ์และมาตรฐานใดด้วยการช่วยผู้คนให้รอด บางคนอาจไม่ยอมรับความจริงในแง่มุมนี้และกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร แต่ฉันแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉันทำสิ่งต่างๆ ที่ฉันชอบ และทำสิ่งต่างๆ ที่ฉันคิดว่าถูกต้องอยู่เสมอ” โดยรวมก็คือไม่ว่าเจ้าใช้คำพูดอย่างไร การพูดเช่นนี้ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าเกิดมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทุกรูปแบบขึ้น ยิ่งพูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยมากเท่าไร เจ้ายิ่งรู้สึกว่าสิ่งนั้นห่างไกลออกไปมากขึ้น ยิ่งเจ้ารู้สึกว่าเกินเอื้อมเท่าไร ยิ่งดูเหมือนเจ้าไปไม่ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยมากเท่านั้น ยิ่งพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและการเปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์มากเท่าไร พวกเจ้าก็ยิ่งรู้สึกว่าอุปนิสัยของเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และเจ้าต้องพยายามอย่างหนักต่อไปไม่ใช่หรือ? เหตุใดเราจึงถามพวกเจ้าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย? อันที่จริงเรารู้ว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถตอบได้ บางคนจะกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพระองค์ก็กำลังทำให้อะไรๆ ยากสำหรับพวกเราไม่ใช่หรือ? หากพระองค์ทรงรู้อยู่แล้วว่าเราตอบไม่ได้ทำไมยังทรงถามอีก?” เราไม่ได้กำลังทำให้สิ่งต่างๆ ยากสำหรับพวกเจ้า ในทุกสิ่งที่เราถามนั้น เราก็หวังว่าพวกเจ้าจะเก็บคำถามเหล่านั้นใส่ใจ อย่าแค่ครุ่นคิดถึงทุกประโยคหรือทุกหัวข้อที่เราสามัคคีธรรม และมองว่าเรื่องนั้นจบแล้วเมื่อเจ้าดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้น ทุกประโยคและทุกแง่มุมของเนื้อหาที่เราสามัคคีธรรมในตอนนี้เป็นกระบวนการที่พวกเจ้าจะต้องประสบพบเจอในอนาคต ไม่มีส่วนไหนที่สามารถละทิ้งไปได้ และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีโดยพื้นฐาน เราถามพวกเจ้าด้วยหวังว่าพวกเจ้าจะทบทวนตนเอง และตรวจสอบว่าในใจของเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อยู่บ้างหรือไม่ เจ้าควรไตร่ตรองดูให้ดีว่าเจ้ามีมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ มีความคิดและแนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับแนวทางในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าบ้างหรือไม่? ในความเป็นจริงผู้คนล้วนมีความรู้สึกนึกคิดและความคิดของพวกเขาเอง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของความเชื่อในพระเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าต้องตรวจสอบแก่นแท้ของความคิดและมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ ในเวลานี้พวกเราไม่ชุมนุมกันด้วยความเป็นทางการอย่างผู้คนในโลกศาสนาทำ คือการอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ฟังคำเทศนา และจบลงเพียงเท่านั้น การชุมนุมสามารถเรียบง่ายแบบนั้นได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ หัวข้อที่เราพูดคุยกันอยู่ตอนนี้เป็นหัวข้ออันสูงที่สุดของมนุษย์ อีกทั้งสำคัญกว่าหัวข้อใดๆ เพราะหัวข้อที่พวกเราพูดถึงอยู่นี้เกี่ยวข้องกับบั้นปลายในอนาคตของมนุษยชาติ และข้อกำหนดที่พระเจ้าผู้ทรงครองอธิปไตยอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งทรงมีต่อมนุษย์ พวกเราสืบค้นหัวข้อประเภทเหล่านี้และสามัคคีธรรมกันในชีวิตประจำวัน แต่บางทีจนถึงขณะนี้ก็ยังมีคนที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเหล่านี้อยู่ พวกเรายังสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้ไม่เสร็จ และไม่มีสักหัวข้อเดียวที่สามารถบรรยายหรืออธิบายได้อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นเรื่องของชีวิตจึงไม่ง่ายดายอย่างที่ผู้คนจินตนาการ นี่ไม่ใช่เรื่องของการฟังคำเทศนาให้มากขึ้น อ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น จดบันทึกให้มากขึ้น จากนั้นก็ท่องจำวลีที่รู้จักกันดีบางส่วนแล้วใช้สิ่งเหล่านั้นมาสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงในการชุมนุม นั่นไม่ง่ายดายอย่างนั้น เจ้าต้องให้ความสนใจ ต้องเข้าใจความจริงทุกแง่มุมที่พระเจ้าตรัสถึง และสิ่งเหล่านี้ก็คือความจริงซึ่งทุกคนที่เสาะแสวงจะบรรลุความรอดต้องตระเตรียมไว้ให้พร้อม หากเจ้าเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงประสงค์ให้ผู้คนสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เช่นนั้นเจ้าจะให้ความสนใจกับเรื่องนี้อยู่ในใจและเพียรพยายามเพื่อความจริง หากเจ้าไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเป็นเรื่องของอะไร เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่รักหรือให้ความสนใจกับความจริง ในทางกลับกัน เจ้าจะไม่มีความสนใจในความจริงเลย ดังนั้นเจ้าจะไม่มีวันได้รับความจริงได้ พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งกับผู้ที่กระหายความจริง และทรงหลบซ่อนจากผู้ที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ามีหัวใจที่ถวิลหาและเสาะแสวง เช่นนั้นพระเจ้าก็จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า และทรงทำให้เจ้าเข้าใจความจริงในทุกแง่มุมโดยชัดเจนทีละน้อย พวกเจ้าคิดว่าหัวข้อเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยสำคัญหรือไม่? (ใช่ นี่เป็นหัวข้อสำคัญ) หัวข้อนี้สำคัญอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้พวกเจ้าจำเป็นต้องเข้าใจความจริงในแง่มุมนี้โดยเร่งด่วน พวกเจ้ากลัวตนเองไม่มีความจริง กลัวว่าตนเองยังไม่เปลี่ยนแปลง และกลัวตนเองจะถูกทอดทิ้งเมื่อความวิบัติกระหน่ำมา และกลัวว่าตัวเจ้าจะร่วงลงสู่ความวิบัติแล้วทนทุกข์กับสิ่งนั้น แน่นอนว่าขณะนี้บางคนกลัวว่าพวกเขาเข้าใจความจริงน้อยเกินไป และเมื่อพระเจ้าทรงทดสอบพวกเขาในอนาคต พวกเขาจะสะดุดล้มและไม่สามารถตั้งมั่นได้ ซึ่งความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของพวกเขาย่อมจะเสียเปล่า ด้วยเหตุที่นี่คือช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดแล้ว หากผู้ไม่สามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้ในช่วงระยะนี้ ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาย่อมจะล้มเหลวไปโดยสิ้นเชิง ชีวิตที่เชื่อในพระเจ้าของพวกเขาจะจบสิ้น และท้ายที่สุดพวกเขาก็จะถูกทำลายไป

หากเจ้าต้องการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เจ้าต้องเข้าใจเสียก่อนว่าสิ่งนี้คืออะไร ขณะนี้เราเพิ่งพูดถึงสิ่งที่บางคนจินตนาการเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา และพวกเจ้าทุกคนต่างก็เห็นด้วยว่าคำกล่าวและทรรศนะเหล่านี้ของผู้คนไม่ถูกต้อง เป็นความเข้าใจผิด และไม่อาจเข้ากันได้กับความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงกำหนด ดังนั้นแล้วพวกเจ้าควรเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอย่างไร? พวกเจ้าควรสัมฤทธิ์สิ่งนี้อย่างไร? การสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นเจ้าต้องมีความสามารถในการกิน ดื่ม และทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าไม่มีขีดความสามารถนี้ เจ้าจะไม่สามารถเข้าใจความจริงหรือรู้จักตนเองได้ แล้วเจ้าก็จะไม่สามารถสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ นี่เป็นเพราะว่าหากเจ้าต้องการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เจ้าต้องรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองและแยกแยะความคิด มุมมอง พฤติกรรม และการสำแดงอย่างเข้าใจผิดๆ ทั้งหลายของเจ้าตามพระวจนะของพระเจ้า เจ้าต้องนำสภาวะของตนมาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า และมาเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง และมองเห็นอย่างชัดเจนว่าแก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนี้เป็นสิ่งที่ต่อต้านและทรยศพระเจ้าและเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด ในหนทางนี้ เจ้าก็จะสามารถสลัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและค่อยๆ สัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยได้ บอกเราทีว่าในฐานะมวลมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง หากไม่ยอมรับความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง พวกเขาจะสามารถเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้หรือไม่? พวกเขาจะสามารถเห็นถึงความเป็นจริงของความเสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ได้หรือไม่? ผู้คนที่เสื่อมทรามล้วนสนับสนุนการศึกษา พวกเขาต่างยอมรับและแข่งขันกันเพื่อความรู้ แต่โลกของมนุษย์กลับมืดมิดและชั่วร้ายลงไปอย่างต่อเนื่อง แล้วใครเล่าที่สามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลแห่งความมืดนี้ได้? เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าจะสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้หากเจ้าออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้าและไม่ยอมรับการทรงพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระองค์ บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่อยากอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่าด้วยการพิพากษาและการเปิดโปงผู้คน เพราะการอ่านสิ่งเหล่านี้ทิ่มแทงหัวใจของฉันและทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ” พวกเขาจะสามารถรู้จักตนเองได้หรือไม่หากเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าในลักษณะนี้? การสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาหรือไม่? ไม่เป็นไรหากเจ้าไม่ชอบอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่พิพากษาและตีสอนมวลมนุษย์ เพราะในพระนิเวศของพระเจ้านั้นมีบทเพลงนมัสการที่มาจากพระวจนะของพระเจ้า และมีวีดิทัศน์คำพยานจากประสบการณ์ให้พวกเจ้าได้รับชมและเรียนรู้ จงขับขานบทเพลงนมัสการเหล่านั้นให้มากขึ้น เพราะบทเพลงนมัสการเหล่านั้นถูกแต่งไว้เป็นทำนองซึ่งจะทำให้เรียนรู้และจดจำได้ง่ายขึ้น การเรียนรู้ที่จะขับร้องบทเพลงนมัสการจากพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ และจะทำให้เจ้าจดจำพระวจนะบางส่วนของพระองค์ได้ง่ายขึ้น จงให้พระวจนะเหล่านี้ได้เริ่มต้นจุดประกายความสนใจในความจริงแก่เจ้า การที่จะต้องจุดประกายความสนใจของผู้คนแม้ในเรื่องของการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้านั้น—บอกเราทีว่า มวลมนุษย์ห่างไกลจากข้อกำหนดของพระเจ้าขนาดไหน จนต้องจุดประกายความสนใจของพวกเขาผ่านทางบทเพลงนมัสการ? นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่ามวลมนุษย์ไม่ได้รักความจริงเลย! พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้ดีเหลือเกิน และไม่ว่าจะสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมใดก็เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ผู้คนก็ยังไม่ชอบกินและดื่มความจริงเหล่านี้ มวลมนุษย์ยังอยู่ห่างจากข้อกำหนดของพระเจ้ามากนัก! แล้วในสถานการณ์นี้ควรทำอย่างไร? ก่อนอื่นเจ้าต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าทุกครั้งที่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ โดยกล่าวว่า “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะเพียรพยายามเพื่อความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและได้รับบั้นปลายที่ดี เพราะข้าพระองค์กลัวจะหล่นสู่ความวิบัติ และข้าพระองค์ก็อยากกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ให้มากขึ้น แต่ข้อที่พิพากษาและเปิดโปงผู้คนนั้นรุนแรงเกินไป พระวจนะเหล่านั้นทิ่มแทงหัวใจของข้าพระองค์ เลยทำให้ข้าพระองค์ไม่เต็มใจที่จะอ่าน โปรดทรงให้ความรู้แจ้ง ทรงช่วยเหลือ ทรงทำให้ข้าพระองค์สามารถเข้าใจพระวจนะของพระองค์ได้ และเห็นว่าพระวจนะของพระองค์คือสิ่งเดียวที่จำเป็นต่อชีวิตของข้าพระองค์ และเป็นชีวิตที่ข้าพระองค์ควรบรรลุด้วยเถิด” หากเจ้าอธิษฐานด้วยความจริงใจเช่นนี้ พระเจ้าจะทรงพระราชกิจในตัวเจ้าโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ และจะทรงค่อยๆ นำเจ้าเข้าใจพระวจนะของพระองค์มากขึ้นในหนทางที่ล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ บางคนกล่าวว่า “ฉันชอบกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามาก และได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว แต่ฉันไม่รู้ว่าความจริงเรื่องไหนเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ควรเข้าใจ และความเป็นจริงความจริงประการใดสำคัญที่สุดในการเข้าสู่ หรือฉันควรไล่ตามเสาะหาอย่างไรถึงจะสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย” ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อย่างไร? ก่อนอื่นเจ้าต้องทุ่มความพยายามในพระวจนะของพระเจ้าให้สูงขึ้นอีกมาก การอ่านพระวจนะเพียงสองสามหนย่อมไม่พอ เจ้าต้องอ่านด้วยความละเอียดถี่ถ้วนหลายๆ หน ใคร่ครวญและสามัคคีธรรมถึงพระวจนะเหล่านี้ให้บ่อย และปฏิบัติพระวจนะในชีวิตของเจ้าจนกว่าเจ้าจะประสบการณ์จริง ตอนนั้นเท่านั้นเจ้าถึงจะสามารถเข้าใจความจริงได้ นอกจากนี้หากเจ้าไม่สามารถสามัคคีธรรมถึงบางหัวข้อได้อย่างชัดเจน ก็จงสามัคคีธรรมในระดับที่เจ้าทำได้ วางมือจากข้อที่ตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถสามัคคีธรรมได้ชัดเจนจริงๆ ไปก่อน ในขั้นแรกจงเลือกสามัคคีธรรมถึงหัวข้อที่พวกเจ้าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า จากหัวข้อที่ผิวเผินไปสู่หัวข้อที่ลึกซึ้ง และอยู่ในระดับที่ประสบการณ์ปัจจุบันของเจ้าสามารถเอื้อมถึงได้ การเข้าสู่ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายดาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าสู่ได้อย่างลึกซึ้งหลังจากเชื่อมากเพียงสามถึงห้าปี สิ่งนี้เป็นเหมือนกระบวนการในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เติบโตทีละน้อยจากวัยเด็ก สั่งสมไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเจ้าก็กลายเป็นผู้ใหญ่หลังผ่านไปยี่สิบถึงสามสิบปี การเชื่อในพระเจ้าพึงต้องมีประสบการณ์หลายปีเช่นกัน และสำหรับความจริงเกี่ยวกับการนบนอบและการรักพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ บางคนกล่าวว่า “ฉันกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในหนทางนี้ แต่จะประเมินวัดได้ยังไงกันแน่ว่าอุปนิสัยของฉันเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง?” พี่น้องชายหญิงหลายคนกังวลใจในคำถามนี้ บอกเราทีว่า เมื่อเด็กทารกเพิ่งเกิดและได้รับการป้อนอาหารและเฝ้าดูแลจากแม่ของเขา เด็กทารกคนนั้นใส่ใจหรือไม่ว่าเมื่อไรเขาจะเป็นผู้ใหญ่? แน่นอนว่าไม่ เพราะเขาไม่เข้าใจ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องถามคำถามนี้ แค่รอให้ถึงวันที่เจ้าเติบโตทางวุฒิภาวะแล้วเจ้าจะเข้าใจไปโดยธรรมชาติ และเมื่อถึงเวลาที่เจ้าควรเปลี่ยนแปลง เจ้าก็เปลี่ยนแปลงไปเองโดยธรรมชาติ พระเจ้าจะทรงทำบางสิ่งในทุกช่วงระยะและในทุกช่วงเวลาที่เจ้าก้าวผ่าน ทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อม หรือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เพื่อให้เจ้าได้เรียนรู้บทเรียน หากนึกย้อนไปตั้งแต่แรกที่เจ้าเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงตอนนี้ เมื่อเปรียบเทียบว่าตอนที่เริ่มเชื่อในพระเจ้าเจ้ามีทรรศนะแบบใด และตอนนี้มีทรรศนะแบบใด เจ้าก็จะรู้ว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไปหรือยัง ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พวกเจ้าต้องทำคือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น สามัคคีธรรมให้มากขึ้น ฟังคำเทศนาให้มากขึ้น และทำงานในพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเงื่อนไขแรกในการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย หากเจ้าไม่อ่านพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริง แต่กลับมุ่งเน้นว่าจะสัมผัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไร จะใช้ชีวิตอยู่ในจิตวิญญาณและเป็นคนฝ่ายวิญญาณได้อย่างไรเท่านั้น เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้หรือไม่? การมุ่งเน้นในสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องรอง แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร? คือการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้นนั่นเอง หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยความรอบคอบ เช่นนั้นแล้วต่อให้เจ้าเข้าชุมนุมทุกวันหรือทำพิธีกรรมทางศาสนาอย่างดี เจ้าก็จะไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ นับประสาอะไรกับการนำความจริงไปปฏิบัติ นี่เป็นเพราะความจริงล้วนอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระองค์ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง ความจริงทั้งปวงมาจากพระวจนะของพระเจ้า และหากเจ้าผละไปจากพระวจนะของพระองค์ ก็เท่ากับเจ้าผละไปจากพระเจ้า หากเจ้าออกห่างจากการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าก็ไม่ได้กำลังเชื่อในพระเจ้าและย่อมเป็นหนึ่งในผู้ไม่มีความเชื่อ ดังนั้นแล้วไม่ว่าพฤติกรรมของเจ้าจะดีเพียงใด เจ้าก็จะไม่มีวันบรรลุความรอดได้ เพราะฉะนั้นการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า หากเจ้าตั้งใจอ่านพระวจนะของพระเจ้า เจ้าให้มาเท่าไรก็จะได้รับกลับไปเท่านั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหรือชั่งน้ำหนัก นับประสาอะไรกับการใส่ใจว่าประโยชน์เหล่านี้ยิ่งใหญ่แค่ไหนกันแน่ สิ่งนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้า พระเจ้าจะทรงพระราชกิจของพระองค์และจะทรงให้คำอธิบายแก่เจ้า ให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า และทำให้เจ้าได้รู้ ดังนั้นหากในอนาคตมีคนถามอีกว่า “เมื่อไหร่พระเจ้าจะทรงทดสอบฉัน? ฉันจะสามารถตั้งมั่นได้ไหม? ที่จริงอุปนิสัยของฉันเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว? พระเจ้าไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดกับฉันได้หรือ?” สิ่งนี้เกะกะระรานไปและไร้เหตุผล เจ้าไม่ต้องกังวลในเรื่องเช่นนั้น เมื่อวันหนึ่งเจ้ามีวุฒิภาวะและอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เจ้าจะสามารถเอาชนะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าและรับมือได้อย่างถูกต้องโดยใช้วิธีการที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ จากนั้นเจ้าจะรู้ว่าตัวเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว นี่ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงภายนอกแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงภายใน และนี่คือความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและแก่นแท้

ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ใช่สิ่งที่เกิดในชั่วข้ามคืน หรือสามารถสัมฤทธิ์ได้จากการมีประสบการณ์หลายปี บางคนเมื่อเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง พวกเขาก็ล้มเหลวและสะดุดอยู่บ่อยครั้ง และคิดว่า “พอกันที ฉันมันสิ้นหวังจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่มีทางเปลี่ยนได้หรอก ถ้าการเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งข้อบกพร่องเล็กๆ หรือนิสัยที่ไม่ดียังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับฉัน ก็แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของฉันก็จะเป็นเรื่องที่ยิ่งยากเข้าไปอีกไม่ใช่เหรอ?” พวกเขากลายเป็นคิดลบ รู้สึกเหมือนตนเองไร้ความหวังและไม่เต็มใจที่จะกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอยู่เป็นเวลานาน ในยามที่มีคนตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์และคิดลบ ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง และไม่สนใจความจริงโดยสิ้นเชิง นี่เป็นสภาวะแบบใด? นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง พวกเจ้าเคยมีประสบการณ์ประเภทนี้หรือไม่? พวกเจ้ากลัวหรือไม่ว่าในกระบวนการของประสบการณ์ชีวิตของเจ้านั้น เจ้าจะคิดลบ อ่อนแอ ล้มเหลว และสะดุดอยู่เสมอ? ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกกลัวหรือไม่ นี่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน นี่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยนั้นเริ่มจากรากเหง้าของธรรมชาติอันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งและครบถ้วนสมบูรณ์ เหมือนเวลาที่ใครบางคนเป็นมะเร็งและมีเนื้อร้ายงอกขึ้นมา พวกเขาก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อร้ายนั้นออก พวกเขาต้องสู้ทนกับความทุกข์มากมาย และนี่เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก ในกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยเจ้าอาจต้องประสบกับสิ่งต่างๆ มากมายก่อนที่จะเข้าใจความจริงเพียงเล็กน้อยหรือสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในแง่มุมหนึ่ง หรือเจ้าอาจมีประสบการณ์กับผู้คน เหตุการณ์ สิ่งต่างๆ หรือสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากมากมายและเดินผิดทางหลายครั้ง ก่อนที่สุดท้ายเจ้าจะสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อย ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนความเปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นสิ่งล้ำค่าและเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนและสมควรรำลึกถึงในสายพระเนตรของพระเจ้าเพราะเจ้าได้ทนทุกข์อย่างมากและยอมลำบากอย่างใหญ่หลวงเพื่อสิ่งนี้ พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ลึกลงไปในหัวใจของผู้คน ทรงรู้ถึงความคิดและความปรารถนา รวมถึงจุดอ่อนของพวกเขา แต่เหนือสิ่งอื่นใดพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งใดจำเป็นต่อพวกเขา การติดตามพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงนั้นพวกเราต้องมีความแน่วแน่ที่ว่า ไม่ว่าพวกเราจะเผชิญสภาพแวดล้อมที่หนักหนาเพียงไรและเผชิญความยากลำบากในรูปแบบใด และไม่ว่าพวกเราจะอ่อนแอหรือคิดลบแค่ไหน เราก็ไม่อาจสูญเสียความเชื่อในความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยหรือในพระวจนะที่พระเจ้าตรัสไว้ได้ พระเจ้าทรงให้คำมั่นสัญญากับมวลมนุษย์ และสิ่งนี้พึงให้มนุษย์ต้องมีความแน่วแน่ มีความเชื่อ และความอุตสาหะที่จะอดทน พระเจ้าไม่ทรงโปรดพวกขี้ขลาด พระองค์ทรงโปรดคนที่มีความแน่วแน่ ต่อให้เจ้าเปิดเผยความเสื่อมทรามมากมาย ต่อให้เจ้าเลือกเดินเส้นทางที่ผิดหลายครั้งหรือกระทำการฝ่าฝืนหลายหน พร่ำบ่นพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้าในขณะที่นับถือศาสนาหรือซ่อนเร้นการหมิ่นประมาทพระองค์อยู่ในใจ และอื่นๆ—พระเจ้าก็ไม่ทรงมองดูสิ่งเหล่านั้นเลย พระเจ้าทรงดูเพียงว่าใครบางคนไล่ตามเสาะหาความจริงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวันหนึ่งหรือไม่ ในพระคัมภีร์มีเรื่องราวที่ว่าด้วยการกลับมาของบุตรผู้ล้างผลาญ—เหตุใดองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงอุปมาเช่นนี้? ก็เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ที่จริงใจในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และพระองค์ทรงมอบโอกาสให้ผู้คนกลับใจและเปลี่ยนแปลง ตลอดกระบวนการนี้พระเจ้าทรงเข้าใจมนุษย์ ทรงรู้ถึงจุดอ่อนและระดับความเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นอย่างดี พระองค์ทรงรู้ว่าผู้คนจะสะดุดและล้มลง เช่นเดียวกับเด็กหัดเดิน ไม่ว่าร่างกายของพวกเขาจะแข็งแรงแค่ไหนก็ย่อมมีจังหวะที่พวกเขาจะสะดุดและล้มลงอยู่เสมอ และมีจังหวะที่พวกเขาจะชนกับอะไรบางอย่างและสะดุดล้ม พระเจ้าทรงเข้าใจทุกคนแบบเดียวกับแม่ที่เข้าใจลูก พระองค์ทรงเข้าใจความยากลำบากของแต่ละคน จุดอ่อนของพวกเขา รวมถึงสิ่งที่จำเป็นต่อพวกเขา ยิ่งกว่านั้นคือพระเจ้าทรงเข้าใจว่าระหว่างเข้าสู่กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น มนุษย์จะเผชิญความยากลำบาก ความอ่อนแอ และความล้มเหลวใดบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเข้าใจดีที่สุด นี่หมายความว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คน ไม่ว่าเจ้าอ่อนแอเพียงใด ตราบใดที่เจ้าไม่ละทิ้งพระนามของพระเจ้าหรือไปจากพระองค์และหนทางนี้ เจ้าก็มีโอกาสที่จะสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยอยู่เสมอ หากเจ้ามีโอกาสนี้ เช่นนั้นเจ้าก็มีความหวังที่จะมีชีวิตรอด แล้วถ้าเจ้ามีความหวังที่จะมีชีวิตรอด เจ้าก็มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า เมื่อพวกเราเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยคืออะไรและพึงต้องใช้กระบวนการประเภทไหน เช่นนั้นเราก็ไม่ควรกลัว แต่ควรมีความเชื่อและอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงคืออะไร นับประสาอะไรกับความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย ข้าพระองค์ต้องการความรอดของพระองค์จริงๆ อีกทั้งต้องการให้พระองค์ช่วยเหลือและจัดหาให้ข้าพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้วิธีเข้าใจและนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ ได้รับความรู้และประสบการณ์จากพระวจนะเหล่านั้น แล้วนำพระวจนะของพระองค์มาเป็นชีวิตของตนเอง มีความรู้แจ้งและการทรงนำของพระองค์อยู่ในทุกคำพูดและการกระทำ ในทุกๆ การเคลื่อนไหว ในทุกเจตนาของข้าพระองค์ รวมถึงในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ นี่คือสิ่งที่ข้าพระองค์หวังไว้ ข้าพระองค์กระหายในสิ่งนี้ และข้าพระองค์โหยหาที่จะใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริงเพื่อทำให้พระองค์พอพระทัย แต่ตอนนี้ข้าพระองค์ยังไม่สัมฤทธิ์ในสิ่งนี้ ความเสื่อมทรามของข้าพระองค์ยังคงหนักหนาขนาดที่ข้าพระองค์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ โปรดทรงเปิดเผย ช่วยเหลือ และจัดหาให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด นี่คือสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการในเวลานี้” เจ้าควรมีคำอธิษฐานและความแน่วแน่ลักษณะนี้ หลังจากอธิษฐานเช่นนี้แล้ว หัวใจและชีวิตของเจ้าย่อมจะเปลี่ยนไปโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะวิธีอธิษฐานและแสวงหาได้สะท้อนให้เห็นถึงความแน่วแน่ของเจ้า และนี่เป็นวิธีเดียวกับที่พระเจ้าทำความแน่วแน่ของเจ้าให้ลุล่วง สิ่งนี้ย่อมจะเป็นไปไม่ได้หากเจ้ากลัวความล้มเหลวอยู่เสมอ และการกลัวไปก่อนสิ่งที่ต่างๆ จะเกิดขึ้นจริงกับเจ้าก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าขาดความแน่วแน่และความเชื่อเมื่อเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย ก่อนอื่นเจ้าต้องเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน พวกเจ้าคิดว่ามวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งในชั่วข้ามคืนงั้นหรือ? ไม่ใช่ ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามมาเป็นพันปี ธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้ถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือกไปถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมธรรมชาติเยี่ยงซาตานเหล่านั้นได้ และการเผยออกมาตามธรรมชาติของพวกเขาก็มีแต่จะเกินกว่าของซาตานได้เท่านั้น พวกเขาไปถึงระดับที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไปถึงจุดที่พวกเขารู้สึกไม่สนใจ ผลักไส และรู้สึกเกลียดเวลาได้ยินว่ามีบางอย่างเป็นความจริง เป็นพระวจนะของพระเจ้า หรือมาจากพระเจ้า ผู้คนเสื่อมทรามและด้านชาจนถึงระดับนั้น จึงไม่ง่ายที่พวกเขาจะเข้าใจความจริง นับประสาอะไรกับการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพราะฉะนั้นพวกเราต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และเข้าหาเรื่องนี้ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง พวกเราไม่อาจปล่อยตัวให้หลงอยู่ในเรื่องเพ้อฝันอันบ้าคลั่งและกล่าวว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าและฉันก็กินดื่มพระวจนะของพระองค์มาตลอด หากพระเจ้าทรงพระราชกิจอีกนิดเดียว และทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่าง ฉันก็จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หรือ?” นี่คือทรรศนะที่ไม่เป็นจริง ทั้งยังเป็นความคิดฝันของมนุษย์ หากเราติดตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาหรือทรงแสดงพระวจนะมากมายที่เปิดโปงความเสื่อมทรามของมนุษย์ นับประสาอะไรกับการที่พระองค์จะทรงทดสอบและถลุงผู้คน บอกเราทีว่าในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดเพื่อเอาชนะซาตานหรือทรงต่อสู้กับซาตานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด? (พระเจ้าทรงสู้กับซาตานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด) ถูกต้อง เราต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า เพราะฉะนั้นในวันข้างหน้าจงอย่าเอ่ยคำพูดโง่เขลาที่ว่า “ทำไมพระเจ้าไม่ทรงทำลายซาตานไปเสียล่ะ?” หากไร้ซึ่งความเสื่อมทรามของซาตาน พระเจ้าจะทรงแสดงความจริงมากมายเพื่อช่วยพวกเราให้รอดหรือไม่? ตอนนี้พวกเราจะได้รับความจริงมากมายหรือไม่? หากไร้ซึ่งความเสื่อมทรามของซาตาน แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจะไม่มีวันเกิดขึ้น และพระเจ้าย่อมจะไม่ทรงวางแผนเพื่อทำผู้คนกลุ่มนี้ให้เพียบพร้อมในยุคสุดท้ายเพื่อกลายมาเป็นคนที่เหลืออยู่ พระเจ้าทรงสู้รบกับซาตานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและทรงรับผู้คนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ ทั้งนี้ยังกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อต่อสู้กับซาตานเพื่อทำให้ผู้คนกลุ่มของเราเพียบพร้อมโดยแท้จริง เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเห็นถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า เห็นว่าเป้าหมายและแก่นของแผนการบริหารจัดการของพระองค์คือเพื่อรับผู้คนที่แท้จริงกลุ่มหนึ่งเอาไว้ นี่คือแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงเห็นได้ว่าการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยในความเชื่อในพระเจ้าของคนเราสำคัญแค่ไหน อีกทั้งกลายมาเป็นคนที่แท้จริงซึ่งพระเจ้าทรงรักและปรารถนาที่จะทรงรับเอาไว้ได้โดยสมบูรณ์!

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger