มีเพียงมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้งเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถมีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระองค์ (ตอนที่หนึ่ง)

พวกเจ้าส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว และวางรากฐานในหนทางที่แท้จริงมาแล้วไม่มากก็น้อย ตอนนี้พวกเจ้าสามารถทิ้งภาระผูกพันของครอบครัวและสังคมทางโลกมาติดตามพระเจ้าได้แล้ว เจ้ากำลังฝึกปฏิบัติหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเจ้าเต็มใจที่จะอุทิศตนเพื่อพระเจ้า และพร้อมที่จะเพียรพยายามไปให้ถึงความจริง นี่หมายความว่าพวกเจ้าเริ่มเข้าใจสิ่งทั้งหลายแล้ว และพอจะมีมโนธรรมและเหตุผลอยู่บ้าง นั่นเป็นสิ่งที่ดี นัยสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่นั้นยิ่งใหญ่นัก! การที่พวกเจ้าจะสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือไม่ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับความรอดและความเพียบพร้อมของเจ้า อาจกล่าวได้ว่าคนเราจะสามารถบรรลุการเข้าสู่ชีวิตได้ก็ด้วยการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าขณะปฏิบัติหน้าที่หนึ่งๆ เท่านั้น และจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าได้ก็ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีเท่านั้น ดังนั้นการเรียกร้องเอาจากพวกเจ้าอีกเล็กน้อยในเรื่องหน้าที่ของพวกเจ้า และการตัดแต่งพวกเจ้านิดหน่อย ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า อย่างน้อยที่สุดชีวิตของพวกเจ้าก็จะก้าวหน้าเร็วขึ้น การมีข้อเรียกร้องสูงๆ กับพวกเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย และการให้ปัญหายากๆ แก่พวกเจ้าเป็นครั้งคราวเพื่อที่จะทดสอบพวกเจ้าก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อช่วยให้พวกเจ้าเติบโตในชีวิตและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพื่อให้พวกเจ้าสามารถทำความเข้าใจความรู้บางอย่างในสายงานได้ดีขึ้น และมีประสิทธิผลในหน้าที่ของพวกเจ้ามากขึ้น หากไม่มีข้อเรียกร้องเหล่านี้ต่อพวกเจ้า ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร? พวกเจ้าจะสามารถทำได้เพียงประกาศคำสอนและปฏิบัติตามข้อบังคับทั้งหลายเท่านั้น และย่อมจะเชื่อในพระเจ้านานหลายปีโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ในกรณีนั้น เมื่อไรพวกเจ้าจะสามารถก้าวหน้าได้? พวกเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีได้อย่างไร? ไม่เพียงพวกเจ้าจะไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องของความจริงเท่านั้น แต่ความรู้ที่พวกเจ้ามีในสายงานซึ่งจำเป็นต่อหน้าที่ของพวกเจ้าก็จะไม่ก้าวหน้าด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าจะสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีพอตามมาตรฐานและเป็นคำพยานให้พระเจ้าได้หรือ? ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิภาวะในปัจจุบันของพวกเจ้า ความเข้าใจที่พวกเจ้ามีในความจริงนั้นตื้นเขินเกินไป และพวกเจ้าก็ยังไม่เข้าใจหลักธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของตน นอกจากนี้พวกเจ้ายังห่างไกลมากจากการทำได้ถึงมาตรฐานของการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เป็นที่น่าพอใจ ถึงกระนั้นพวกเจ้าก็ไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้และรู้สึกเหมือนว่าพวกตนทำได้ดี บางครั้งพวกเจ้าก็บังอาจมากและคิดว่าตนถูกเอามากๆ ด้วยซ้ำไป คำพูดที่พวกเจ้ากล่าวหรือสิ่งที่พวกเจ้าทำนั้นไม่อาจเปิดเผยได้และไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เมื่อใครบางคนชี้ให้เจ้าเห็นปัญหาหนึ่งๆ ที่เจ้ามี เจ้าก็ไม่สามารถยอมรับได้ และไม่แสวงหาความจริง ทั้งยังแก้ตัวอีกด้วย ในที่นี้ปัญหาคืออะไร? ปัญหาก็คือเจ้าไม่มีแม้แต่เหตุผลขั้นพื้นฐานที่สุดซึ่งจำเป็นต่อการวางตนอย่างถูกควร ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ต้องมองว่าสิ่งที่เจ้าทำนั้นเหมาะควร เจ้าต้องฟังข้อเสนอแนะของทุกคน—หากสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องยอมรับ จากนั้นก็แก้ไขข้อผิดพลาดของเจ้า หากทุกคนคิดว่าผลลัพธ์ที่เจ้าทำได้นั้นพอใช้ได้ และทุกคนก็ให้ความเห็นชอบ เช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถมองได้ว่าการกระทำของเจ้าเป็นที่ยอมรับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในแง่หนึ่งพวกเจ้าย่อมจะสามารถกระทำการให้ตรงตามหลักธรรมเวลาทำหน้าที่ของพวกเจ้าได้ และพวกเจ้าก็จะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและมีประสบการณ์ในการรับมือปัญหามากขึ้น ในอีกแง่หนึ่งพวกเจ้าย่อมจะสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น และในเวลาเดียวกันย่อมจะเริ่มเข้าใจความจริงและมีการเข้าสู่ชีวิต ดังนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องไม่คิดว่าตนเองถูก เจ้าต้องสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเรียนรู้บทเรียน เจ้าต้องสามารถปล่อยมือจากตัวเองเพื่อที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม หากเจ้าคิดว่า “ฉันเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าพวกคุณ ดังนั้นคนกำกับดูแลควรจะเป็นฉัน และพวกคุณทุกคนควรจะฟังฉัน!”—นั่นเป็นอุปนิสัยประเภทใด? เป็นความโอหังและความคิดว่าตนเองถูก นั่นเป็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน และไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในขอบข่ายของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แล้วการไม่คิดว่าตนเองถูกย่อมหมายถึงอะไร? (หมายถึงการรับฟังข้อเสนอแนะของทุกคน และการหารือเรื่องต่างๆ กับทุกคน) ไม่ว่าความคิดและความเห็นส่วนตนของเจ้าจะเป็นเช่นไร หากเจ้าตัดสินอย่างมืดบอดว่าความคิดและความเห็นเหล่านั้นถูกต้องและเป็นหนทางที่ควรใช้ทำสิ่งทั้งหลาย นั่นก็คือความโอหังและความคิดว่าตนถูก หากเจ้ามีแนวคิดหรือความเห็นบางประการที่เจ้ารู้สึกว่าถูกต้อง แต่เจ้าไม่ได้มีความเชื่อในตัวเจ้าเองอย่างสมบูรณ์ และเจ้าสามารถยืนยันแนวคิดหรือความเห็นเหล่านั้นผ่านทางการแสวงหาและการสามัคคีธรรมได้ นั่นคือความหมายของการไม่คิดว่าตนถูก การรอคอยให้ได้รับการเกื้อหนุนและความเห็นชอบจากทุกคนก่อนที่จะกระทำการนั้นเป็นหนทางที่สมเหตุสมผลในการทำสิ่งทั้งหลาย หากใครบางคนไม่เห็นด้วยกับเจ้า เจ้าก็ควรตอบกลับอย่างมีสติ และมีความละเอียดถี่ถ้วนในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเจ้า เจ้าไม่สามารถเมินเฉยโดยกล่าวว่า “คุณเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าหรือว่าฉันเข้าใจดีกว่า? ฉันมีส่วนร่วมในงานด้านนี้มานานมากแล้ว—ฉันควรจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ดีกว่าคุณไม่ใช่หรือ? คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง? คุณไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย!” นั่นไม่ใช่อุปนิสัยที่ดี เป็นอุปนิสัยที่คิดว่าตนถูกและโอหังเกินไป เป็นไปได้ว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้านั้นเป็นมือสมัครเล่น และพวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจงานด้านนั้นดีนัก เจ้าอาจเป็นฝ่ายถูกและอาจทำสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง แต่อุปนิสัยของเจ้านั่นเองที่เป็นปัญหา เมื่อเป็นเช่นนั้น วิธีประพฤติตนและกระทำการที่ถูกต้องย่อมเป็นเช่นไร? เจ้าจะสามารถประพฤติและกระทำการให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงได้อย่างไร? เจ้าต้องนำเสนอแนวคิดของเจ้าให้ทุกคนพิจารณาดูว่าแนวคิดเหล่านั้นมีปัญหาหรือไม่ หากใครบางคนให้ข้อเสนอแนะ เจ้าต้องยอมรับข้อเสนอแนะนั้นก่อน จากนั้นจึงให้ทุกคนยืนยันเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง หากไม่มีใครมีปัญหากับเส้นทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถกำหนดหนทางที่เหมาะควรที่สุดในการทำสิ่งทั้งหลายและลงมือตามนั้นได้ หากพบเจอปัญหา เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องขอความเห็นจากทุกคน และพวกเจ้าทุกคนก็ควรแสวงหาความจริงและสามัคคีธรรมความจริงด้วยกัน และด้วยการทำเช่นนั้น พวกเจ้าย่อมจะได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อหัวใจของเจ้าได้รับความกระจ่าง และเจ้ามีเส้นทางที่ดีขึ้น ผลลัพธ์ที่เจ้าสัมฤทธิ์ย่อมจะดีกว่าเดิม นี่คือการทรงนำของพระเจ้ามิใช่หรือ? นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์! หากเจ้าสามารถหลีกเลี่ยงการคิดว่าตนถูก หากเจ้าสามารถปล่อยมือจากความคิดฝันและแนวคิดของตนเอง และหากเจ้าสามารถรับฟังความเห็นที่ถูกต้องของผู้อื่นได้ เจ้าย่อมจะสามารถได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หัวใจของเจ้าจะได้รับความกระจ่างและเจ้าจะสามารถค้นพบเส้นทางที่ถูกต้อง เจ้าจะมีหนทางไปต่อข้างหน้า และเมื่อเจ้านำหนทางดังกล่าวไปปฏิบัติ แน่นอนว่าหนทางนั้นย่อมจะสอดคล้องกับความจริง ด้วยการปฏิบัติและด้วยประสบการณ์เช่นนั้นเจ้าย่อมจะได้เรียนรู้ว่าควรปฏิบัติความจริงอย่างไร และในเวลาเดียวกันเจ้าก็จะเรียนรู้สิ่งใหม่บางประการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนั้นด้วย นี่คือเรื่องดีมิใช่หรือ? จากเรื่องนี้เจ้าย่อมจะตระหนักว่าในยามที่เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องไม่คิดว่าตนเองถูกและเจ้าต้องแสวงหาความจริง และหากเจ้าคิดว่าตนเองถูกและไม่ยอมรับความจริง ทุกคนย่อมจะไม่ชอบเจ้าและแน่นอนว่าพระเจ้าก็จะทรงเกลียดเจ้า นี่คือบทเรียนที่เจ้าย่อมเรียนรู้มิใช่หรือ? หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงในหนทางนี้และปฏิบัติความจริงอยู่เสมอ เจ้าย่อมจะฝึกฝนทักษะตามสายงานที่เจ้าใช้ในหน้าที่ของเจ้าต่อไป เจ้าย่อมจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในหน้าที่ของเจ้า และพระเจ้าก็จะประทานความรู้แจ้งและอำนวยพรแก่เจ้า และจะทรงเปิดโอกาสให้เจ้าได้รับมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นเจ้าย่อมจะมีเส้นทางในการปฏิบัติความจริง และเมื่อเจ้ารู้วิธีปฏิบัติความจริงแล้ว เจ้าก็จะทำความเข้าใจหลักธรรมไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเจ้ารู้ว่าการกระทำแบบใดจะนำไปสู่ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า การกระทำแบบใดจะพาให้พระองค์เกลียดชังและเมินเจ้า และการกระทำแบบใดจะนำไปสู่ความเห็นชอบและพรจากพระองค์ เจ้าก็ย่อมจะมีหนทางต่อไปข้างหน้า เมื่อผู้คนได้รับพรและความรู้แจ้งจากพระเจ้า ชีวิตของพวกเขาย่อมจะก้าวหน้าเร็วขึ้น พวกเขาจะได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระเจ้าทุกวัน และจะมีสันติและความสุขในหัวใจของพวกเขา นี่ย่อมจะนำความยินดีมาให้แก่พวกเขามิใช่หรือ? เมื่อเจ้าสามารถนำเสนอการกระทำของตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และได้รับการยอมรับจากพระเจ้า เจ้าย่อมจะรู้สึกยินดีในหัวใจของตน และเจ้าจะมีสันติและความสุขอยู่ภายใน สันติและความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า เป็นความรู้สึกที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานแก่เจ้า

การทำตัวโอหังและคิดว่าตนเองถูกเป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่เด่นชัดที่สุดของมนุษย์ และหากผู้คนไม่ยอมรับความจริง พวกเขาจะไม่มีทางชำระอุปนิสัยนี้ให้สะอาดได้ ผู้คนล้วนมีอุปนิสัยที่โอหังและคิดว่าตนเองถูก และพวกเขาก็ทะนงตนอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาคิดอะไรหรือพูดสิ่งใด หรือพวกเขามองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างไร พวกเขาก็คิดอยู่เสมอว่ามุมมองและท่าทีของพวกเขาเองถูกต้อง และคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ผู้อื่นพูดนั้นไม่ดีเท่าหรือไม่ถูกต้องเท่าสิ่งที่พวกเขาพูด พวกเขายึดติดกับความคิดเห็นของตนเองอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าใครพูด พวกเขาก็จะไม่ฟังคนเหล่านั้น ต่อให้สิ่งที่คนอื่นพูดนั้นถูกต้อง หรือเป็นไปแนวเดียวกับความจริง พวกเขาก็จะไม่ยอมรับสิ่งนั้น พวกเขาเพียงดูเหมือนจะรับฟัง แต่พวกเขาจะไม่นำแนวคิดนั้นมาใช้จริง และเมื่อถึงเวลากระทำ พวกเขาจะยังคงทำสิ่งทั้งหลาย ตามหนทางของตนเอง พลางคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผล อันที่จริงเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผล หรือสิ่งที่เจ้าทำนั้นถูกต้องและไร้ที่ติ ทว่าเจ้าเปิดเผยอุปนิสัยประเภทใดออกมา? นี่ไม่ใช่อุปนิสัยแห่งความโอหังและความคิดว่าตนชอบธรรมเสมอหรอกหรือ? หากเจ้าไม่สลัดอุปนิสัยอันโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอนี้ทิ้งไป สิ่งนี้จะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรอกหรือ? สิ่งนี้จะไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติความจริงของเจ้าหรอกหรือ? หากเจ้าไม่แก้ไขอุปนิสัยอันโอหังและคิดว่าตนเองถูกของเจ้า สิ่งนี้จะไม่ทำให้เกิดความพลาดพลั้งอันร้ายแรงในอนาคตหรอกหรือ? แน่นอนว่าเจ้าจะประสบกับความพลาดพลั้ง นี่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ จงบอกเราเถิดว่า พระเจ้าสามารถทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นของมนุษย์ได้หรือไม่? พระเจ้ายิ่งกว่าสามารถทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมเช่นนั้นได้! ไม่เพียงแต่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของผู้คนเท่านั้น พระองค์ยังทรงสังเกตทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขาตลอดทุกสถานที่และทุกเวลาอีกด้วย เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมนี้ของเจ้า พระองค์จะตรัสเช่นไร? พระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าช่างไม่ยอมอ่อนข้อ! การที่เจ้าอาจยึดติดกับแนวคิดของตนเองในยามที่เจ้าไม่รู้ว่าตนเองทำผิดพลาดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เมื่อเจ้ารู้แน่ชัดว่าเจ้าทำผิดพลาด แต่ยังคงยึดติดกับแนวคิดของตนและจะตายไปโดยไม่ทันกลับใจ เจ้าก็เป็นเพียงคนโง่จอมดื้อรั้น และเจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก ไม่ว่าผู้ใดเสนอแนะ หากเจ้ามีท่าทีที่ต้านทานและคิดลบต่อข้อเสนอแนะนั้นอยู่เสมอและไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย และหากหัวใจของเจ้าต้านทาน ปิดตาย และไม่ไยดีอย่างสิ้นเชิง เช่นนั้นเจ้าก็ช่างน่าขัน เจ้าคือคนไร้สาระ! เจ้าเป็นพวกที่จัดการได้ยากเกินไป!” เจ้าจัดการได้ยากเกินไปในหนทางใด? เจ้าเป็นคนที่จัดการได้ยากเพราะสิ่งที่เจ้าแสดงออกไม่ใช่การเข้าหาที่ผิด หรือพฤติกรรมที่ผิด ทว่าเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยของเจ้า นี่เป็นการเผยอุปนิสัยอะไรออกมา? อุปนิสัยที่รังเกียจและเกลียดชังความจริงนั่นเอง เมื่อเจ้าถูกระบุว่าเป็นคนที่เกลียดชังความจริง ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก และพระองค์จะทรงรังเกียจเดียดฉันท์และเมินเจ้า จากมุมมองของผู้คน อย่างมากที่สุดที่พวกเขาจะกล่าวก็คือ “อุปนิสัยของบุคคลนี้แย่ พวกเขาดันทุรัง ไม่ยอมอ่อนข้อ และโอหังอย่างเหลือเชื่อ! บุคคลนี้เข้ากับคนอื่นได้ยากลำบากและไม่รักความจริง พวกเขาไม่เคยยอมรับความจริงและไม่นำความจริงมาปฏิบัติ” อย่างมากที่สุดทุกคนก็จะให้การประเมินนี้แก่เจ้า แต่การประเมินนี้สามารถตัดสินชะตากรรมของเจ้าได้หรือไม่? การประเมินที่ผู้คนมอบให้เจ้าไม่สามารถตัดสินชะตากรรมของเจ้าได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องไม่ลืม นั่นคือพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คน และขณะเดียวกันพระเจ้าก็ทรงเฝ้าสังเกตทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขา หากพระเจ้าทรงนิยามเจ้าในหนทางนี้และตรัสว่าเจ้าเกลียดชังความจริง หากพระองค์ไม่ได้เพียงตรัสว่าเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเล็กน้อย หรือตรัสว่าเจ้าไม่เชื่อฟังเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงหรอกหรือ? (นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรง) เรื่องนี้หมายถึงความเดือดร้อน และความเดือดร้อนนี้ก็ไม่อยู่ในหนทางที่ผู้คนมองเห็นเจ้า หรือในหนทางที่พวกเขาประเมินเจ้าอย่างไร ความเดือดร้อนนี้อยู่ที่พระเจ้าทรงมีทัศนะอย่างไรต่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าที่เกลียดชังความจริง แล้วพระเจ้าทรงมีทัศนะต่ออุปนิสัยนี้อย่างไร? พระเจ้าทรงกำหนดแล้วหรือว่าเจ้าเกลียดชังและไม่รักความจริง และนั่นคือทั้งหมดหรือ? ง่ายดายเช่นนั้นหรือ? ความจริงมาจากที่ใด? ความจริงเป็นตัวแทนของใคร? (ความจริงเป็นตัวแทนของพระเจ้า) จงไตร่ตรองในเรื่องนี้ว่า หากบุคคลหนึ่งเกลียดชังความจริง เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของพระเจ้า พระองค์จะทรงมีทัศนะต่อพวกเขาอย่างไร? (ในฐานะศัตรูของพระองค์) นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงหรอกหรือ? เมื่อบุคคลหนึ่งเกลียดชังความจริง พวกเขาย่อมเกลียดชังพระเจ้า! เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาเกลียดชังพระเจ้า? พวกเขาสาปแช่งพระเจ้าหรือ? พวกเขาต่อต้านพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์หรือ? พวกเขาตัดสินหรือกล่าวโทษพระองค์ลับหลังพระองค์หรือ? ไม่จำเป็นเลย แล้วเหตุใดเราจึงกล่าวว่าการเผยอุปนิสัยที่เกลียดชังความจริงคือการเกลียดชังพระเจ้า? นี่ไม่ใช่การทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทว่าคือความเป็นจริงของสถานการณ์นี้ เรื่องนี้เหมือนกับฟาริสีหน้าซื่อใจคดที่ตรึงองค์พระเยซูเจ้าบนกางเขนเพราะพวกเขาเกลียดชังความจริง—ผลที่ตามมานั้นเลวร้ายนัก เรื่องนี้หมายความว่าหากบุคคลหนึ่งมีอุปนิสัยที่รังเกียจและเกลียดชังความจริง พวกเขาอาจเผยอุปนิสัยนั้นออกมาได้ทุกที่และทุกเวลา และหากพวกเขาใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยนี้ พวกเขาจะไม่ต่อต้านพระเจ้าหรือ? เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความจริงหรือการตัดสินใจเลือก หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ อีกทั้งพวกเขาใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน พวกเขาก็ย่อมจะต่อต้านและทรยศพระเจ้าตามธรรมชาติ เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเป็นอุปนิสัยที่เกลียดชังพระเจ้าและเกลียดชังความจริง หากเจ้ามีอุปนิสัยดังกล่าว เช่นนั้นแล้วแม้เป็นเรื่องของพระวจนะที่พระเจ้าตรัส เจ้าก็จะตั้งคำถามกับพระวจนะ อยากวิเคราะห์และชำแหละพระวจนะ และแล้วเจ้าก็จะระแวงพระวจนะของพระเจ้า และกล่าวว่า “นี่เป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงหรือ? สำหรับฉันแล้ว นี่ดูไม่เหมือนความจริง แล้วก็ไม่จำเป็นที่ทั้งหมดนี้จะต้องดูเหมือนถูกต้องในสายตาฉัน!” เมื่อเป็นเช่นนี้ อุปนิสัยที่เกลียดชังความจริงของเจ้าย่อมเผยตัวเองออกมาแล้วมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าคิดแบบนี้ เจ้าจะสามารถนบนอบพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? แน่นอนว่าเจ้าย่อมทำไม่ได้ หากเจ้าไม่สามารถนบนอบพระเจ้า พระองค์จะยังคงเป็นพระเจ้าของเจ้าอยู่อีกหรือ? พระองค์ย่อมไม่ใช่ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงเป็นอะไรสำหรับเจ้า? เจ้าจะปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนเป็นหัวข้องานวิจัย เป็นใครบางคนที่น่าสงสัย ใครบางคนที่ควรกล่าวโทษ เจ้าจะปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง และย่อมจะกล่าวโทษพระองค์เช่นนั้น เมื่อทำดังนี้ เจ้าก็จะกลายเป็นคนที่ต้านทานและหมิ่นประมาทพระเจ้า การกระทำเช่นนี้เกิดจากอุปนิสัยประเภทใด? เกิดจากอุปนิสัยอันโอหังที่พองโตถึงขั้น ไม่เพียงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานจะถูกเผยออกมาจากตัวเจ้าเท่านั้น แต่โฉมหน้าเยี่ยงซาตานของเจ้าก็จะถูกตีแผ่ออกมาอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นกับสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับคนที่ถึงขั้นต้านทานพระเจ้า ซึ่งความเป็นกบฏที่พวกเขามีต่อพระเจ้าได้ดำเนินไปถึงระดับหนึ่งแล้ว? ย่อมกลายเป็นสัมพันธภาพที่เป็นปฏิปักษ์โดยที่คนคนหนึ่งถือว่าพระเจ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน ในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า หากเจ้าไม่สามารถยอมรับและนบนอบความจริงได้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า หากเจ้าไม่ยอมรับความจริงและปฏิเสธความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะกลายเป็นคนที่ต้านทานพระเจ้าไปแล้ว เมื่อเป็นดังนั้น พระเจ้าจะยังคงสามารถช่วยให้เจ้ารอดได้อีกหรือ? แน่นอนว่าพระองค์ไม่อาจทำได้ พระเจ้าประทานโอกาสให้เจ้าได้รับความรอดจากพระองค์และไม่ทรงมองว่าเจ้าเป็นศัตรู แต่เจ้ากลับไม่สามารถยอมรับความจริงได้และถือว่าพระเจ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเจ้า การที่เจ้าไม่สามารถยอมรับว่าพระเจ้าคือความจริงของเจ้าและเป็นเส้นทางของเจ้า ย่อมทำให้เจ้าเป็นคนที่ต้านทานพระเจ้า ปัญหานี้ควรแก้ไขอย่างไร? เจ้าต้องกลับใจและเปลี่ยนเส้นทางโดยเร็ว ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าเผชิญปัญหาหรือความยากลำบากขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนและเจ้าไม่รู้วิธีแก้ปัญหานั้น เจ้าต้องไม่ไตร่ตรองปัญหานั้นอย่างมืดบอด เจ้าต้องสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าก่อน อธิษฐานและแสวงหาจากพระองค์ และดูว่าพระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไร หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว หากเจ้ายังคงไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับความจริงเรื่องใด เจ้าก็ต้องยึดมั่นในหลักธรรมข้อหนึ่ง—นั่นคือ จงนบนอบก่อน อย่ามีแนวคิดหรือความคิดอ่านส่วนตน รอคอยด้วยหัวใจที่มีสันติสุข แล้วดูว่าพระเจ้าตั้งพระทัยและมีพระประสงค์ที่จะทำอย่างไร เมื่อเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็ควรแสวงหาความจริง และเจ้าควรรอคอยพระเจ้า แทนที่จะลงมือทำไปอย่างมืดบอดและไม่รอบคอบ หากมีใครบางคนให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าในยามที่เจ้าไม่เข้าใจความจริง และบอกเจ้าว่าควรกระทำการให้สอดคล้องกับความจริงอย่างไร เจ้าก็ควรยอมรับวิธีนั้นและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามัคคีธรรมถึงวิธีนั้นก่อน ดูว่าเส้นทางนั้นถูกต้องหรือไม่ สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงหรือไม่ หากพวกเจ้ายืนยันว่าเส้นทางนั้นสอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วก็จงปฏิบัติตามนั้น หากพวกเจ้าตัดสินว่าเส้นทางนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วก็จงอย่าปฏิบัติตามนั้น เรื่องราวก็ง่ายเช่นนั้นเอง เมื่อพวกเจ้าแสวงหาความจริง พวกเจ้าควรแสวงหาจากผู้คนจำนวนมาก หากใครมีบางสิ่งที่จะกล่าว เจ้าก็ควรรับฟังไว้ และจริงจังกับคำพูดทุกคำของพวกเขา จงอย่าเมินหรือปฏิเสธพวกเขา เพราะนี่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหลายที่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของเจ้าและเจ้าต้องปฏิบัติต่อการนี้อย่างจริงจัง นี่คือท่าทีและสภาวะที่ถูกต้อง เมื่อเจ้าอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง และไม่เผยอุปนิสัยที่รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริงออกมา เมื่อนั้นการปฏิบัติแบบนี้ก็จะเข้ามาแทนที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า นี่คือการปฏิบัติความจริง หากเจ้าปฏิบัติความจริงในหนทางนี้ ย่อมจะเกิดผลเช่นไร? (พวกเราจะได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์) การได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นแง่มุมหนึ่ง บางครั้งเรื่องราวก็ง่ายมากและสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยใช้ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าเอง หลังจากที่ผู้อื่นให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าจบแล้วและเจ้าเองก็เข้าใจ เจ้าย่อมจะสามารถแก้ไขสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องและกระทำการให้สอดคล้องกับหลักธรรมได้ ผู้คนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับพระเจ้า นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเหตุใดเราจึงพูดเช่นนี้? เพราะเมื่อเจ้าปฏิบัติในหนทางนี้ สำหรับพระเจ้าแล้ว เจ้าก็คือคนที่สามารถปฏิบัติความจริงได้ เป็นคนที่รักความจริง และไม่รังเกียจความจริง—เมื่อพระเจ้าทรงมองเข้าไปในหัวใจของเจ้า พระองค์ย่อมทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยของเจ้าด้วย และนี่คือเรื่องใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเจ้าทำหน้าที่ของตนและกระทำการอยู่ในการสถิตของพระเจ้า สิ่งที่เจ้าใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและแซ่ซ้องย่อมเป็นความเป็นจริงความจริงที่ผู้คนควรมีทั้งสิ้น ท่าที ความคิด และสภาวะที่เจ้ามีในทุกสิ่งที่เจ้าทำนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพระเจ้า และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์

การที่บางคนชอบทำอะไรจุกจิกและเดินเข้าหาทางตันทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นกับตนนั้นแย่มากมิใช่หรือ? นี่เป็นปัญหาใหญ่ ผู้คนที่มีความคิดแจ่มชัดจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้ แต่ผู้คนที่ไร้สาระย่อมเป็นอย่างนี้กัน พวกเขาจินตนาการอยู่เสมอว่าคนอื่นกำลังทำให้ตนยากลำบาก คนอื่นกำลังจงใจกลั่นแกล้งพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ นี่คือการเบี่ยงเบนมิใช่หรือ? พวกเขาไม่ทุ่มเทพยายามในเรื่องของความจริง ชอบที่จะต่อล้อต่อเถียงในสิ่งทั้งหลายที่ไม่สำคัญเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตน พลางเรียกร้องคำอธิบาย พยายามรักษาหน้า และใช้วิธีแก้ปัญหาของมนุษย์มาจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่เสมอ นี่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเข้าสู่ชีวิต หากเจ้าเชื่อในพระเจ้าเช่นนี้ หรือปฏิบัติตามหนทางนี้ เจ้าจะไม่มีวันบรรลุความจริงเพราะเจ้าไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า และเจ้าก็ไม่ใช้ความจริงรับมือทั้งหมดนี้ กลับใช้วิธีแก้ปัญหาของมนุษย์มาจัดการเรื่องทั้งหลายแทน ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าออกห่างจากพระองค์มากไปแล้ว ไม่เพียงหัวใจของเจ้าออกห่างจากพระองค์เท่านั้น ตัวตนทั้งหมดของเจ้าก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์ด้วย นี่คือทัศนะที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้ที่วิเคราะห์สิ่งทั้งหลายมากเกินไปและจุกจิกอยู่เสมอ มีผู้คนที่พูดจาเล่นลิ้นและลื่นไหล พร้อมความคิดที่ว่องไวและเฉียบแหลม พวกเขาคิดไปว่า “ฉันพูดเก่ง คนอื่นล้วนชื่นชมและนับถือฉันจริงๆ และยกย่องฉันอย่างสูง ผู้คนมักจะรับฟังฉัน” การคิดเช่นนี้มีประโยชน์หรือไม่? เจ้าสร้างสมเกียรติยศในหมู่ผู้คน แต่วิธีที่เจ้าประพฤติตนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านั้นไม่ได้ทำให้พระองค์ยินดี พระเจ้าตรัสว่าเจ้าคือผู้ไม่เชื่อ และเจ้าเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง ในหมู่ผู้คน เจ้าอาจรู้จักโลกและลื่นไหล เจ้าอาจรับมือสิ่งทั้งหลายได้ดีมาก และเข้ากับใครก็ได้ เจ้าอาจจะสามารถหาทางรับมือและดูแลสิ่งทั้งหลายได้เสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่เจ้าไม่ได้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริงเพื่อที่จะแก้ปัญหา ผู้คนเช่นนี้เป็นปัญหามาก พระเจ้าทรงมีเพียงสิ่งเดียวที่จะตรัสในการประเมินผู้คนเช่นเจ้าคือ “เจ้าเป็นผู้ไม่เชื่อ เจ้ากำลังพยายามใช้โอกาสนี้รับพรโดยแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า เจ้าไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริง” เจ้าคิดอย่างไรกับการประเมินเช่นนี้? นี่ใช่การประเมินอย่างที่พวกเจ้าต้องการหรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน เป็นไปได้ว่าบางคนอาจไม่ใส่ใจ และกล่าวว่า “พระเจ้าจะทรงมองพวกเราเช่นไรนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ พวกเราไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าอยู่ดี ปัญหาเร่งด่วนที่สุดของพวกเราคือการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนรอบตัวเสียก่อน เมื่อพวกเราลงหลักปักฐานที่มั่นคงให้ตัวเองแล้ว เมื่อนั้นพวกเราก็สามารถชนะใจเหล่าผู้นำและคนทำงานได้ เพื่อให้ทุกคนเลื่อมใสพวกเรา” นี่คือคนประเภทใด? พวกเขาใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ใช่ พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าเป็นนิตย์ ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญปัญหาใด พวกเขาก็ต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาความจริง เพื่อที่ท้ายที่สุดพระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าเป็นคนที่รักความจริง เป็นคนที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย และเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า พระเจ้าทรงเห็นหัวใจของเจ้าแล้ว และพระองค์ก็ทรงเห็นการนบนอบของเจ้าด้วย” เจ้าคิดอย่างไรกับการประเมินแบบนี้? ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า พวกเจ้าสามารถเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้หรือไม่? เราขอบอกพวกเจ้าว่าไม่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ใด—ไม่ว่าพวกเขาจะจัดการเรื่องภายนอก หรือหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือสาขาความเชี่ยวชาญที่หลากหลายในพระนิเวศของพระเจ้า—หากพวกเขาไม่ค่อยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ค่อยใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์ ไม่กล้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระองค์ และพวกเขาไม่แสวงหาความจริงจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมเป็นผู้ไม่เชื่อ และพวกเขาก็ไม่ต่างจากผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเจ้าสามารถเข้าใจประเด็นนี้หรือไม่? เป็นไปได้ว่าในปัจจุบันมีบางคนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพราะสภาพแวดล้อมของพวกเขาไม่เหมาะสม พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมของผู้ไม่มีความเชื่อ แต่พวกเขายังคงได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระเจ้าอยู่บ่อยครั้ง เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไร? สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาสามารถอธิษฐานถึงพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า แสวงหาและปฏิบัติความจริง และรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าไว้ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าคนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้าได้ตลอดเวลาหรือไม่ หากเจ้าไม่ค่อยสามารถรู้สึกถึงพระเจ้า อ่อนแอและคิดลบอยู่บ่อยครั้ง หรือหากเจ้ามักจะเหลวไหล หรือไม่รับผิดชอบภาระใดๆ ในหน้าที่ของตน และเจ้าก็เลอะเลือนอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นสภาวะที่ดีหรือไม่ดี? นี่คือสภาวะของการใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือเป็นสภาวะของการไม่ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเลย? (เป็นสภาวะของการไม่ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า) ดังนั้นพวกเจ้าต้องประเมินเรื่องนี้ว่า—พวกเจ้ามักจะใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าหรือไม่? หากเจ้าไม่ค่อยทำเช่นนี้ และเจ้าไม่แม้แต่จะอธิษฐานหรืออ่านพระวจนะของพระเจ้า นี่ย่อมสร้างปัญหา นี่หมายความว่าเจ้าคือผู้ไม่มีความเชื่อ บางคนไม่ค่อยจดจ่ออยู่กับกิจธุระที่ถูกควร พวกเขาเหลวไหลและขาดความยับยั้งชั่งใจ และเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาก็สับสนอยู่เสมอและไม่รู้ว่าจะแสวงหาความจริงอย่างไร พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ผลหรือไม่ พวกเขาไม่รู้ว่าการกระทำของตนในแต่ละวันมีเรื่องใดบ้างที่ล่วงเกินพระเจ้า การกระทำใดบ้างที่พระเจ้าทรงยอมรับได้ และการกระทำใดบ้างที่พระเจ้าทรงเกลียด พวกเขาทำแต่พอให้พ้นตัววันแล้ววันเล่า พวกเจ้าคิดอย่างไรกับสภาวะนี้? ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นนี้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? เป็นไปได้หรือที่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นจะมีหลักธรรม? พวกเขาจะสามารถทำสิ่งที่สมเหตุสมผลได้หรือ? เมื่อพวกเขากำลังทำหน้าที่ของตน พวกเขาสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า “ฉันต้องยับยั้งชั่งใจ ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันให้ดี ฉันต้องทำอย่างสุดหัวใจและสุดกำลังของตนเอง”? พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์ความจงรักภักดีได้หรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อเป็นดังนั้น ผู้คนเช่นนี้กำลังทำอะไรอยู่? พวกเขาแค่ทำงานตรากตรำเท่านั้น! ผู้คนเช่นนี้ได้รับความจริงหรือยัง? (ยังไม่ได้รับ) นั่นเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ เป็นไปได้อย่างไรที่คนเขลากลุ่มนี้ไม่รู้ว่าควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร? พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามาสิบหรือยี่สิบปีแล้วและฟังคำเทศนาไปมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรได้รับสิ่งใดผ่านทางการเชื่อในพระเจ้า ควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร ควรปฏิบัติความจริงอย่างไร หรือควรปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างไร หากแม้กระทั่งเรื่องสำคัญเหล่านี้พวกเขาก็ไม่รู้แน่ชัด พวกเขาก็เขลาไปหน่อยมิใช่หรือ? พวกเขาช่างปัญญาทึบและด้านชาอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองความจริงแต่อย่างใด และนี่ย่อมอันตราย สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าคืออะไร? คือการได้รับความจริง ปัญหาใดบ้างที่ย่อมจะได้รับการแก้ไขเมื่อคนคนหนึ่งได้รับความจริง? โดยมากแล้วย่อมจะเป็นปัญหาเรื่องบาปของพวกเขา ปัญหาเรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ความยากลำบากทั้งปวงที่พวกเขามีในการเชื่อในพระเจ้า และมุมมองที่ผิดพลาดของพวกเขา ปัญหาทั้งหมดนี้ย่อมจะสามารถแก้ไขได้ เมื่อคนคนหนึ่งได้รับความจริง พวกเขาควรนำความจริงไปใช้ในเรื่องใดบ้าง? พวกเขาควรใช้ความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และในการเป็นคำพยานให้พระเจ้า—นี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ตอนนี้พวกเจ้าอาจไม่มีความรู้ที่แท้จริงในเรื่องนี้ พวกเจ้าอาจจะยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าหรือความสำคัญของความจริง แต่ย่อมมีสักวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะตระหนัก

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger